หน้าแรก » 🇹🇭 Gluttony by The Sin – กลัทโทนี่ บาย เดอะซิน (2025)
Visit: May 3, 2025
🇹🇭 Gluttony by The Sin - กลัทโทนี่ บาย เดอะซิน (2025)
👨🏻🍳 Chef Yuthajak Saengsarttra (Chef Tong) - เชฟยุทธจักร แสงศาสตรา (เชฟโต้ง)
โครงการณ์ The Parti by Areeya, 616/11 Chorakhe Bua, Lat Phrao, Bangkok 10230
Tel: 095-632-9915
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
Thailand
MICHELIN Guide
None
Score
Price
ในวันนี้เราจะพาเพื่อนเพื่อนไปพบกับห้องอาหารที่ได้รับการันตีจาก Thailand Tatler ให้เป็นหนึ่งในห้องอาหารระดับสูงของกรุงเทพ ชื่อร้าน Gluttony by The Sin ได้รับแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อมาจากหนึ่งในเจ็ดบาปตามคัมภีร์ไบเบิ้ล เชฟโต้งได้เลือกใช้คำว่า Gluttony มาเป็นสัญลักษณ์แทนความตั้งใจของเชฟในการเสิร์ฟอาหารอย่างคุ้มค่าทั้งในด้านรสชาติ ปริมาณ และการจัดการวัตถุดิบให้เหลือทิ้งน้อยที่สุด ตัวร้านตั้งอยู่ในโครงการ The Parti by Areeya ย่านลาดปลาเค้า แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ชั้น โดยแต่ละชั้นสะท้อนแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเริ่มจากชั้นสองเป็นห้องอาหารภายใต้ธีม Heaven นำเสนอรายการแบบ À La Carte ให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำกับเมนูหลากหลายตั้งแต่พิซซ่า พาสต้า เนื้อ Dry Aged ไปจนถึงจานที่ต้องอาศัยเทคนิคและเวลาอย่างเช่นเมนคอร์ส ชั้นสามคือโซน Private Dining ภายใต้ธีม Hell เน้นโทนสีแดงและแสงสลัวให้ความรู้สึกเข้มข้นและเร้าอารมณ์เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ที่นี่ไม่เพียงแค่เสิร์ฟอาหารเท่านั้ แต่ยังถ่ายทอดปรัชญาเรื่องการกินอย่างมีความหมาย ผ่านประสบการณ์ที่ทั้งครบถ้วนและสร้างสรรค์ในทุกมิติของมื้ออาหาร
เจ้าของร้านและหัวหน้าเชฟ “เชฟโต้ง–ยุทธจักร แสงศาสตรา” สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยดุสิตธานี และเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพจากห้องอาหาร Cyan ภายในโรงแรม COMO Metropolitan Bangkok (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Nahm) เขาทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในต่างแดนโดยเริ่มจากการเป็นเชฟในประเทศมัลดีฟส์เป็นเวลาหนึ่งปีต่อด้วยการรับหน้าที่เป็น Private Chef บนหมู่เกาะ Ibiza ประเทศสเปน เมื่อถึงจุดอิ่มตัว เชฟโต้งตัดสินใจพักจากแวดวงอาหารนานถึง 10 ปีเต็ม ก่อนจะกลับมาสู่ครัวอีกครั้งด้วยการปรับบ้านของตัวเองให้กลายเป็นห้องอาหาร “Gluttony by The Sin” และย้ายมาสู่ยังตำแหน่งปัจจุบัน นอกเหนือจากเมนู À La Carte ที่เน้นอาหารตะวันตกแล้ว เชฟยังสร้างสรรค์ Tasting Menu ซึ่งหมุนเวียนตามฤดูกาล เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์รสชาติที่แตกต่างและน่าจดจำในแต่ละช่วงเวลา รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายเนื่องจากตัวเชฟเองก็เป็นผู้ที่หลงรักไวน์จากทั่วทุกมุมโลกเช่นกัน
Price :
4,290++
Parking :
จอดในโครงการณ์
Operating Time :
จันทร์-ศุกร์ 14.00-23.00, เสาร์-อาทิตย์ 12.00-23.00
Dress Code :
Casual
Score
อาหาร :
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 TASTING MENU (4,290++)
Suvarnabhumi
Oktoberfest
Austria
Toscana
Italy
London
Vienna, Cardiff or Paris
Taipei
Seceda
Home Sweet Home
Gluttony by The Sin – กลัทโทนี่ บาย เดอะซิน
Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์
Chef Yuthajak Saengsarttra (Chef Thong) – เชฟยุทธจักร แสงศาสตรา (เชฟโต้ง)
เจ้าของร้านและหัวหน้าเชฟ “เชฟโต้ง–ยุทธจักร แสงศาสตรา” สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยดุสิตธานี และเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพจากห้องอาหาร Cyan ภายในโรงแรม COMO Metropolitan Bangkok (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Nahm) เขาทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในต่างแดนโดยเริ่มจากการเป็นเชฟในประเทศมัลดีฟส์เป็นเวลาหนึ่งปีต่อด้วยการรับหน้าที่เป็น Private Chef บนหมู่เกาะ Ibiza ประเทศสเปน เมื่อถึงจุดอิ่มตัว เชฟโต้งตัดสินใจพักจากแวดวงอาหารนานถึง 10 ปีเต็ม ก่อนจะกลับมาสู่ครัวอีกครั้งด้วยการปรับบ้านของตัวเองให้กลายเป็นห้องอาหาร “Gluttony by The Sin” และย้ายมาสู่ยังตำแหน่งปัจจุบัน
นอกเหนือจากเมนู À La Carte ที่เน้นอาหารตะวันตกแล้ว เชฟยังสร้างสรรค์ Tasting Menu ซึ่งหมุนเวียนตามฤดูกาล เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์รสชาติที่แตกต่างและน่าจดจำในแต่ละช่วงเวลา รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายเนื่องจากตัวเชฟเองก็เป็นผู้ที่หลงรักไวน์จากทั่วทุกมุมโลกเช่นกัน
Welcome Drink
เริ่มต้นด้วยเครื่องดื่ม Welcome Drink ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชาไทยโดยมี 2 อุณหภูมิอุ่นและเย็นในถ้วยเดียว
Suvarnabhumi
เชฟโต้งเล่าเรื่องถึงร้านอาหารไทยที่ได้แวะชิมก่อนขึ้นเครื่องบิน คำแรกคือแกงส้มเสิร์ฟมาในทาร์ตสีดำ ในทาร์ตมีกุ้งแกงหวาน ๆ จับคู่กับเจลลี่แกงส้ม เชฟตัดรสด้วย Pickled และหัวหินคาเวียร์ คำที่สองคือผัดไทยที่ใส่ชีสเข้าไปด้วย สุดท้ายคือทาร์ตเคาหยกที่มีหมูสามชั้นแล่บางตุ๋นจนนุ่มผสมผสานกับพริกแห้งโดยมีรสชาติหวานนำ
Oktoberfest
เชฟนำหอยนางรมมาทำเป็นมูสเสริมด้วยรสเปรี้ยวของบัลซามิคคาเวียร์ ด้านบนท็อปด้วยหนังกรอบ ข้าง ๆ กันคือ Sauerkraut ให้รสเปรี้ยวพอเหมาะและฟองเบียร์สร้างมิติความขมที่ดี
Austria
ณ เมือง Salzburg เชฟได้แวะชิมร้านอาหารสเปนเล็ก ๆ จึงนำเสนอหนวดหมึกยักษ์ที่ผ่านการตุ๋นกับไวน์แดงและน้ำแตงโมเสริมด้วยความเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รี่ดองและแตงโมเผา น้ำซอสเตรียมมาจากน้ำแตงโมที่เคี่ยวจนงวด นอกจากนี้ยังมีน้ำส้มสายชูสเปนเพิ่มมิติทางรสชาติได้อีกด้วย
Toscana
เมนูนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากส่วนขอบที่กรอบของ Lasagna โดยมีครีม Bechemel เบา ๆ รสชาติเข้มข้น ด้านล่างคือเห็ดดองช่วยตัดรสชาติได้ดี
Italy
Tortello สอดไส้เนื้อกุ้งล็อบสเตอร์ รอบ ๆ คือซุปใสที่เตรียมมาจากมันกุ้งและเปลือกกุ้งล็อบสเตอร์ ที่โต๊ะเชฟจะใส่เจลลี่หัวซุปที่ได้จากการเคี่ยวจนกลายเป็นเจลาตินใส่ลงไปด้วย
London
คอร์สนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้องอาหารอินเดียในกรุง London โดยเชฟนำเสนอมาเป็นปูนิ่มเสิร์ฟมากับ Ghee Masala และ Broccoli Tandoori ด้านล่างมี Fingerlime ช่วยสร้างรสเปรี้ยว ข้าง ๆ คือ Beignet ไส้ไข่และครีมเบคอน
London
เชฟนำเสนอคอร์สที่ใช้ชื่อว่า London is Red จากการที่เป็นแฟนของทีมฟุตบอล Arsenal มานานกว่า 30 ปี เนื้อปลาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Fish & Chips โดยชิ้นปลาทอดแบบมีเกล็ดไร้ซึ่งความกระด้าง ข้าง ๆ กันคือ Potato Pave ท็อปด้วยทาทาร์ซอสผสมบีทรูทเสิร์ฟมาเป็น Sphere ทรงกลม
Vienna
เนื้อนกพิราบเสิร์ฟมาสุกพอเหมาะจับคู่กับซอส Vin Jaune เชฟเสริมด้วยรสชาติเฉพาะตัวของไส้กรอกเลือด
Cardiff
Welsh Lamb ย่างมาสุกกำลังดีแยกเสิร์ฟส่วน Cap และ Loin ด้านล่างรองด้วยสตูว์ถั่วเลนทิลและผงซีบัคธอร์น
Paris
Pithivier ยัดไส้เนื้อวัวและฟัวกราส์ จากนั้นห่อด้วยผักโขมและแป้งพัฟแพสทรี่อีกทีหนึ่ง
Paris
พนักงานจะมาหั่นชิ้น Pithivier พร้อมเสิร์ฟให้ลูกค้าด้วยตัวเอง
Taipei
ล้างปากด้วยของหวานที่เสิร์ฟมาโดยอาศัยแรงบันดาลใจของผลไม้เคลือบน้ำตาล รอบ ๆ คือ Cotton Candy ส่วนด้านในลิ้นไข่คือเจลเสาวรสเคลือบด้วยแมนนิทอล
Seceda
ของหวานจานหลักประกอบไปด้วยซอร์เบท์นม โฟมนม และเมอแรงก์หวานกรอบ เมื่อชิมจะมีอโรมาของดอกมะลิและแมกโนเลีย
Home Sweet Home
ปิดท้ายด้วยขนมชั้นใบเตยธรรมชาติ ตรงกลางคือเจลลี่มะม่วงสะก สุดท้ายคือช็อกโกแลตบอนบอน
ตัวร้านตั้งอยู่ในโครงการ The Parti by Areeya ย่านลาดปลาเค้า แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ชั้น โดยแต่ละชั้นสะท้อนแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเริ่มจากชั้นสองเป็นห้องอาหารภายใต้ธีม Heaven นำเสนอรายการแบบ À La Carte ให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำกับเมนูหลากหลายตั้งแต่พิซซ่า พาสต้า เนื้อ Dry Aged ไปจนถึงจานที่ต้องอาศัยเทคนิคและเวลาอย่างเช่นเมนคอร์ส
ชั้นสามคือโซน Private Dining ภายใต้ธีม Hell เน้นโทนสีแดงและแสงสลัวให้ความรู้สึกเข้มข้นและเร้าอารมณ์เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว
ที่นี่ไม่เพียงแค่เสิร์ฟอาหารเท่านั้ แต่ยังถ่ายทอดปรัชญาเรื่องการกินอย่างมีความหมาย ผ่านประสบการณ์ที่ทั้งครบถ้วนและสร้างสรรค์ในทุกมิติของมื้ออาหาร