หน้าแรก » 🇮🇹 Le Beccherie – เลอ เบ็คเคอรี่
Visit: December 27, 2022
🇮🇹 Le Beccherie - เลอ เบ็คเคอรี่
👨🏻🍳 Chef Manuel Gobbo & Chef Beatrice Simonetti - เชฟมานูเอล กอบโบ & เชฟแบร์ทรีซ ซิโมเน็ตติ
Lunch Thu-Mon 12.30-14.15, Dinner Wed-Mon 19.30-22.15 Closed on Wed ofr Lunch and Tuesday All Day
Tel: (+39) 0422 540871
Cuisine
🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น
Country
Italy
MICHELIN Guide
Selected by MICHELIN Guide
Score
13.5/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่คิดค้นเมนูของหวานระดับตำนานที่เรารู้จักและคุ้นหูกันเป็นอย่างดี Tiramisù หรือ Tiramesù ตามหลักการสะกดคำของเมือง Treviso เป็นอาหารหวานสัญชาติอิตาลีที่โดดเด่นด้วยรสชาติอันเข้มข้นของกาแฟอันเป็นเอกลักษณ์ผสมผสานไปกับความหอมมันของ Mascarpone Cheese จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก อย่างไรก็ตามน้อยคนนักที่จะทราบว่าของหวานรสเลิศจานนี้ได้รับการคิดค้นและจดบันทึกเอาไว้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในปี 1972 ดังปรากฎเอาไว้ในรายการเมนูของห้องอาหารเล็ก ๆ ใจกลางเมือง Treviso นามว่า Le Beccherie แห่งนี้
[THE PLACE] Treviso เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากนคร Venice ออกมาทางทิศเหนือราว 35 นาทีโดยรถยนต์ สำหรับใครที่เป็นสายดื่มน่าจะคุ้นชินกับชื่อของเมืองนี้จากการเป็นศูนย์กลางการผลิต Prosecco ทั้งยังเป็นจุดสิ้นสุดของ Prosecco Road อีกด้วย ส่วนใครที่เป็นสายอาหารอย่างเราก็ห้ามพลาดที่จะเดินทางมาเพื่อสัมผัสเมนูประวัติศาสตร์อย่าง Tiramisú สูตรดั้งเดิมที่ห้องอาหาร Le Beccherie ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริเวณ Piazza Ancilotto ตัวร้านดั้งเดิมควบคุมโดยคุณ Ado Campeol และเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1939 อย่างไรก็ตามที่มาของการรังสรรค์เมนูอันเลื่องชื่อนี้เกิดขึ้นในปี 1955 เมื่อภรรยาของเจ้าของร้านคุณ Alba Campeol ตั้งครรภ์ลูกชายทำให้คุณแม่ของสามีตั้งใจเตรียมอาหารมื้อเช้าเป็นเมนู Zabaglione (Sabayon) และกาแฟโดยมุ่งหวังเพื่อเพิ่มพลังงานในแต่ละวัน หลังจากคลอดบุตรคุณ Alba จึงนำแรงบันดาลใจจากเมนูนี้มาปรึกษากับเชฟอาหารหวานประจำร้าน Loli Linguanotto และเริ่มต้นทดลองระยะยาวในการคิดค้นอาหารหวานจานใหม่โดยเริ่มต้นจากการผสมครีม, Ricotta และส่วนผสมอื่น ๆ เข้าด้วยกันก่อนจะลองเปลี่ยนมาใช้ส่วนผสมของไข่ขาวกลับครีมซึ่งก็ยังได้รสชาติที่ไม่น่าพึงพอใจนัก กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งทั้งคู่ได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูช่วงคริสมาสต์ที่คนอิตาลีทางตอนเหนือมักรับประทาน Mascarpone และ Mostarda ควบคู่ไปกับขนมปัง Pannettone ในที่สุดช่วงระหว่างปี 1971 ถึง 1972 ทั้งคู่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ Mascarpone สดแทนที่ครีมจนได้เมนูที่รสชาติที่ไม่เหมือนใครทั้งยังได้นำมาจัดแสดงในงานจัดแสดง Milan Trade Fair (ปัจจุบันคืองาน Milan Expo) โดยชื่อของเมนูนี้มีคำลงท้ายว่า Tiramesù นั่นเอง ปัจจุบัน Tiramisù ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของแคว้น Veneto และประเทศอิตาลี ทั้งนี้ในวันที่ 15 ตุลาคม 2010 สูตรดั้งเดิมของ Tiramesù de Le Beccherie ยังได้รับการยอมรับจากสมาคม Accademia Italiana della Cucina อีกด้วย จุดเปลี่ยนสำคัญของห้องอาหาร Le Beccherie เกิดขึ้นเมื่อคุณ Carlo Campeol ซึ่งเป็นลูกชายของคุณ Alba Campoel ตัดสินใจเลิกกิจการ Le Beccherie ในเดือนมีนาคมปี 2014 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงเป็นเหตุให้ตัวร้านปิดทำการไปพักใหญ่ก่อนที่เจ้าของร้านคนใหม่คือคุณ Paolo Lai จะซื้อต่อกิจการเพื่อบูรณะซ่อมแซมและเปิดร้านกลับมาใหม่อีกครั้งในปี 2015 บริเวณหน้าร้านเป็นพื้นที่แบบ Outdoor เหมาะกับการนั่งชิลในวันที่อากาศเป็นใจ อย่างไรก็ตามในวันที่เราแวะไปสภาพอากาศมีทั้งฝนตกจนหนาวเหน็บแต่คนก็ยังเลือกที่จะนั่งชิลกันบริเวณนี้จนแน่นขนัด หลังจากตรวจสอบการจองบริเวณหน้าร้านพนักงานจะพาเราเดินเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารหลักที่ซ่อนอยู่ข้างใน คุณ Gatti Arredamenti ตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้มีความเข้าถึงง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา เราขอแนะนำให้เลือกจองโต๊ะบริเวณริมหน้าต่างมองออกไปเห็นคลองข้างกันกับตัวร้านให้บรรยากาศที่โปร่งและสบายตานั่นเอง
[THE FOOD] ในปัจจุบันเจ้าของร้านคือคุณ Paolo Lai ได้คัดเลือกทีมเชฟมากประสบการณ์ 2 คนคือ Manuel Gobbo และ Beatrice Simonetti มาเป็นผู้คุมห้องครัวทั้งยังรังสรรค์อาหารออกมาในสไตล์โมเดิร์นซึ่งหาชิมได้ยากในพื้นที่แถบนี้ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Essential Tasting Menu (85 €) จำนวน 5 คอร์สหรือ Tasting Menu (100 €) จำนวน 6 คอร์สเพื่อสัมผัสอาหารที่เต็มไปด้วยความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครหรือจะเลือกเมนูแบบ À La Carte ตามใจชอบโดยเฉพาะ Tiramisú ซึ่งต้องสั่งแยกมาชิมเท่านั้น ส่วนจานที่เราประทับใจในวันนี้คือ
ขั้นตอนการเตรียมอาหารหวานที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายจานนี้เริ่มต้นด้วยการผสมไข่แดงเข้ากันกับน้ำตาล จากนั้นเติม Mascarpone ลงไปผสมรวมกันจนได้เป็น Soft Cream จากนั้นนำบิสกิต Lady Finger จุ่มลงในกาแฟจนชุ่มกำลังดีและอ่อนตัวลง ทั้งยังให้รสชาติขมนิด ๆ ที่พอเหมาะ เมื่อจับคู่กับความหอม มัน และครีมมี่ของ Soft Cream พบว่าเข้ากันได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ ในปัจจุบันเชฟเลือกที่จะโรยผงโกโก้ให้ทั่วพื้นผิวด้านบนแทนที่การโรยเป็นรูปสัญลักษณ์ของร้านแบบดั้งเดิมและย้ายรูปสัญลักษณ์มาไว้ในช็อกโกแลตทรงสี่เหลี่ยมเพื่อเสิร์ฟมาข้าง ๆ กันนั่นเอง (15/20)
พาสต้า Spaghetto เส้นอวบอ้วนคลุกเคล้ากันกับ Roboso Wine จนได้รสชาติที่เข้มข้นและมีกลิ่นหอมไม่เหมือนใคร ยังมีองค์ประกอบของของ Red Chicory ให้ความกรอบและความขมในระดับที่พอเหมาะ ด้านบนคือชีส Ricotta รมควันช่วยเพิ่มความครีมมี่ให้กับจานได้อย่างลงตัว (14/20)
พาสต้า Chitarra โฮมเมดที่เตรียมมาจากไข่แดงให้เนื้อสัมผัสนุ่มพอเหมาะเสิร์ฟมาคู่กับกุ้งชิ้นโตให้ความหวานโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีความหอมละมุนของซอสที่เตรียมมาจากถั่วฮาเซลนัทและเนยข้าวบาเลย์ ด้านบนท็อปด้วย Baikal Caviar ให้ระดับความเค็มที่พอเหมาะ (14/20)
Price :
85-100 €
Parking :
จอดรถนอกเขต ZTL ที่ Parcheggio a Pagamento
Operating Time :
Lunch Thu-Mon 12.30-14.15, Dinner Wed-Mon 19.30-22.15 Closed on Wed ofr Lunch and Tuesday All Day
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารระดับตำนานผู้คิดค้นของหวานที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก
อาหาร :
13.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 À LA CARTE
Amuse-Bouche
Lemongrass foam and green sauce
Wild radicchio and lentils shoyu sauce mayonnaise
Cacio-pepe and green curry
Tardivo red chicory and smoked ricotta cheese
Hazelnuts and barley butter, giant prawns and Baikal caviar
Beccherie Treviso Tiramisú (9 €)
Spiced ice cream, plums and red berries jam
Petits Fours
Le Beccherie – เลอ เบ็คเคอรี่
Selected by MICHELIN Guide – ร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์
Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น
Chef Manuel Gobbo & Chef Beatrice Simonetti – เชฟมานูเอล กอบโบ & เชฟแบร์ทรีซ ซิโมเน็ตติ
Amuse-Bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยโฟมมันฝรั่งจับคู่กับวาซาบิมายองเนสผสมผสานกับอโรมาเฉพาะตัวของซอส Pesto (14/20)
Amuse-Bouche
ถัดมาคือแป้ง Pasta ห่อไส้ตรงกลางคือ Green Bean Mousse มาในลักษณะของ Filo ด้านบนท็อปด้วยเนื้ออกห่านนุ่มหนึบ (14/20)
Amuse-Bouche
แผ่นแป้งจับคู่กับครีมมะเขือและผงมะเขือเทศ ด้านบนท็อปด้วย Parmesan Chip กรอบ ๆ (14/20)
Amuse-Bouche
Amuse-Bouche ทั้งหมดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (14/20)
Soft And Crisp Beef Tartare (20 €)
Lemongrass foam and green sauce
เริ่มต้นเมนูแรกด้วย Tartare เนื้อวัวสับมาจนเกือบละเอียดให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน เชฟจับคู่กับอโรมาหอม ๆ ของโฟมตะไคร้โดยมีรสชาติของ Green Sauce, Prune Sauce และซิตรัส Kumquat อย่างไรก็ตามเมื่อรับประทานคู่กันกับ Beef Tartare แล้วเรากลับรู้สึกว่ารสชาติของตัวซอสยังอ่อนไปบ้างเล็กน้อย (13/20)
Ikejime Red Tuna Tataki (25 €)
Wild radicchio and lentils shoyu sauce mayonnaise
ปลาทูน่าแดงที่จับและจัดการด้วยวิธีการรีดเลือดหรือ Ikejime เชฟนำเสนอมาโดยการเตรียมให้ผิวด้านนอกสุกแต่ด้านในยังคงมีความดิบหรือที่เราเรียกกันว่า Tataki จับคู่กับความกรอบของ Quinoa ยังมีองค์ประกอบของมันฝรั่งและ Radicchio ป่าให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ตรงกลางคือซอสมายองเนสที่เตรียมมาจากถั่ว Lentil และโชยุนั่นเอง (13/20)
“Felicetti” Calamarata (20 €)
Cacio-pepe and green curry
Calamarata เป็นพาสต้าทรงกระบอกสั้น ๆ เชฟเลือกใช้แบรนด์ผู้ผลิต Felicetti ซึ่งเตรียมพาสต้าในพื้นที่ใจกลางภูเขา Dolomites มาตั้งแต่ปี 1908 เสิร์ฟมากับซอสชีส Cacio e Pepe โดยเพิ่มเติมอโรมาเฉพาะตัวของแกงเขียวหวานลงไปด้วย ด้านบนคือผงที่เตรียมมาจากหัวหอมใหญ่ช่วยเสริมกลิ่นหอมให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น (13/20)
Spaghetto With Raboso Wine
Tardivo red chicory and smoked ricotta cheese
พาสต้า Spaghetto เส้นอวบอ้วนคลุกเคล้ากันกับ Roboso Wine จนได้รสชาติที่เข้มข้นและมีกลิ่นหอมไม่เหมือนใคร ยังมีองค์ประกอบของของ Red Chicory ให้ความกรอบและความขมในระดับที่พอเหมาะ ด้านบนคือชีส Ricotta รมควันช่วยเพิ่มความครีมมี่ให้กับจานได้อย่างลงตัว (14/20)
Homemade Egg Chitarra Spaghetti (26 €)
Hazelnuts and barley butter, giant prawns and Baikal caviar
พาสต้า Chitarra โฮมเมดที่เตรียมมาจากไข่แดงให้เนื้อสัมผัสนุ่มพอเหมาะเสิร์ฟมาคู่กับกุ้งชิ้นโตให้ความหวานโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีความหอมละมุนของซอสที่เตรียมมาจากถั่วฮาเซลนัทและเนยข้าวบาเลย์ ด้านบนท็อปด้วย Baikal Caviar ให้ระดับความเค็มที่พอเหมาะ (14/20)
Bread
สำหรับขนมปังมีให้เลือกหลากหลายทั้ง Bread Stick กรอบ ๆ
Bread
ยังมีขนมปังเสิร์ฟมากับน้ำมันมะกอกและสามารถขอเพิ่มได้เรื่อย ๆ
Bread
ขนมปัง Sourdough ท้องถิ่นกรอบนอก นุ่มใน
Beccherie Treviso Tiramisú (9 €)
สุดยอดเมนูอาหารหวานที่ถูกคิดค้นขึ้นที่ห้องอาหาร Le Beccherie แห่งนี้ในช่วงปี 1971 ถึง 1972 โดยภรรยาของเจ้าของร้านคุณ Alba Campeol ตั้งครรภ์ลูกชายทำให้คุณแม่ของสามีตั้งใจเตรียมอาหารมื้อเช้าเป็นเมนู Zabaglione (Sabayon) และกาแฟโดยมุ่งหวังเพื่อเพิ่มพลังงานในแต่ละวัน หลังจากคลอดบุตรคุณ Alba จึงนำแรงบันดาลใจจากเมนูนี้มาปรึกษากับเชฟอาหารหวานประจำร้าน Loli Linguanotto และเริ่มต้นทดลองระยะยาวในการคิดค้นอาหารหวานจานใหม่โดยเริ่มต้นจากการผสมครีม, Ricotta และส่วนผสมอื่น ๆ เข้าด้วยกันก่อนจะลองเปลี่ยนมาใช้ส่วนผสมของไข่ขาวกลับครีมซึ่งก็ยังได้รสชาติที่ไม่น่าพึงพอใจนัก กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งทั้งคู่ได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูช่วงคริสมาสต์ที่คนอิตาลีทางตอนเหนือมักรับประทาน Mascarpone และ Mostarda ควบคู่ไปกับขนมปัง Pannettone ในที่สุดช่วงระหว่างปี 1971 ถึง 1972 ทั้งคู่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ Mascarpone สดแทนที่ครีมจนได้เมนูที่รสชาติที่ไม่เหมือนใครทั้งยังได้นำมาจัดแสดงในงานจัดแสดง Milan Trade Fair (ปัจจุบันคืองาน Milan Expo) โดยชื่อของเมนูนี้มีคำลงท้ายว่า Tiramesù นั่นเอง (15/20)
Beccherie Treviso Tiramisú (9 €)
ขั้นตอนการเตรียมอาหารหวานที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายจานนี้เริ่มต้นด้วยการผสมไข่แดงเข้ากันกับน้ำตาล จากนั้นเติม Mascarpone ลงไปผสมรวมกันจนได้เป็น Soft Cream จากนั้นนำบิสกิต Lady Finger จุ่มลงในกาแฟจนชุ่มกำลังดีและอ่อนตัวลง ทั้งยังให้รสชาติขมนิด ๆ ที่พอเหมาะ เมื่อจับคู่กับความหอม มัน และครีมมี่ของ Soft Cream พบว่าเข้ากันได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ ในปัจจุบันเชฟเลือกที่จะโรยผงโกโก้ให้ทั่วพื้นผิวด้านบนแทนที่การโรยเป็นรูปสัญลักษณ์ของร้านแบบดั้งเดิมและย้ายรูปสัญลักษณ์มาไว้ในช็อกโกแลตทรงสี่เหลี่ยมเพื่อเสิร์ฟมาข้าง ๆ กันนั่นเอง (15/20)
Donut (10 €)
Spiced ice cream, plums and red berries jam
โดนัทชิ้นกลมโตทอดมาอย่างดีจนได้เนื้อสัมผัสฟู กรอบ เบา ไม่อมน้ำมัน เสิร์ฟมาคู่กับไอศกรีมเครื่องเทศ 6 ชนิดและแยมที่เตรียมมาจากบ๊วยและผลไม้แดง (13/20)
Petits Fours
ปิดท้ายด้วย Petits Foursประกอบไปด้วย Mint & Lime Jelly, Bergamot Marshmallow, Sablé with Panna Cotta Red Berries และ Caramelized Peanuts ในภาชนะทรงบอก
ราคา 214 €
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่คิดค้นเมนูของหวานที่เรารู้จักและคุ้นหูกันเป็นอย่างดี Tiramisù หรือ Tiramesù ตามหลักการสะกดคำของเมือง Treviso เป็นอาหารหวานสัญชาติอิตาลีที่โดดเด่นด้วยรสชาติอันเข้มข้นของกาแฟอันเป็นเอกลักษณ์ผสมผสานไปกับความหอมมันของ Mascarpone Cheese จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก
อย่างไรก็ตามน้อยคนนักที่จะทราบว่าของหวานรสเลิศจานนี้ได้รับการคิดค้นและจดบันทึกเอาไว้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในปี 1972 ดังปรากฎเอาไว้ในรายการเมนูของห้องอาหารเล็ก ๆ ใจกลางเมือง Treviso นามว่า Le Beccherie แห่งนี้
[THE PLACE] Treviso เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากนคร Venice ออกมาทางทิศเหนือราว 35 นาทีโดยรถยนต์ สำหรับใครที่เป็นสายดื่มน่าจะคุ้นชินกับชื่อของเมืองนี้จากการเป็นศูนย์กลางการผลิต Prosecco ทั้งยังเป็นจุดสิ้นสุดของ Prosecco Road อีกด้วย ส่วนใครที่เป็นสายอาหารอย่างเราก็ห้ามพลาดที่จะเดินทางมาเพื่อสัมผัสเมนูประวัติศาสตร์อย่าง Tiramisú สูตรดั้งเดิมที่ห้องอาหาร Le Beccherie ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริเวณ Piazza Ancilotto ตัวร้านดั้งเดิมควบคุมโดยคุณ Ado Campeol และเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1939 อย่างไรก็ตามที่มาของการรังสรรค์เมนูอันเลื่องชื่อนี้เกิดขึ้นในปี 1955 เมื่อภรรยาของเจ้าของร้านคุณ Alba Campeol ตั้งครรภ์ลูกชายทำให้คุณแม่ของสามีตั้งใจเตรียมอาหารมื้อเช้าเป็นเมนู Zabaglione (Sabayon) และกาแฟโดยมุ่งหวังเพื่อเพิ่มพลังงานในแต่ละวัน หลังจากคลอดบุตรคุณ Alba จึงนำแรงบันดาลใจจากเมนูนี้มาปรึกษากับเชฟอาหารหวานประจำร้าน Loli Linguanotto และเริ่มต้นทดลองระยะยาวในการคิดค้นอาหารหวานจานใหม่โดยเริ่มต้นจากการผสมครีม, Ricotta และส่วนผสมอื่น ๆ เข้าด้วยกันก่อนจะลองเปลี่ยนมาใช้ส่วนผสมของไข่ขาวกลับครีมซึ่งก็ยังได้รสชาติที่ไม่น่าพึงพอใจนัก
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งทั้งคู่ได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูช่วงคริสมาสต์ที่คนอิตาลีทางตอนเหนือมักรับประทาน Mascarpone และ Mostarda ควบคู่ไปกับขนมปัง Pannettone ในที่สุดช่วงระหว่างปี 1971 ถึง 1972 ทั้งคู่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ Mascarpone สดแทนที่ครีมจนได้เมนูที่รสชาติที่ไม่เหมือนใครทั้งยังได้นำมาจัดแสดงในงานจัดแสดง Milan Trade Fair (ปัจจุบันคืองาน Milan Expo) โดยชื่อของเมนูนี้มีคำลงท้ายว่า Tiramesù นั่นเอง
เราขอแนะนำให้เลือกจองโต๊ะบริเวณริมหน้าต่างมองออกไปเห็นคลองข้างกันกับตัวร้านให้บรรยากาศที่โปร่งและสบายตานั่นเอง
ปัจจุบัน Tiramisù ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของแคว้น Veneto และประเทศอิตาลี ทั้งนี้ในวันที่ 15 ตุลาคม 2010 สูตรดั้งเดิมของ Tiramesù de Le Beccherie ยังได้รับการยอมรับจากสมาคม Accademia Italiana della Cucina อีกด้วย จุดเปลี่ยนสำคัญของห้องอาหาร Le Beccherie เกิดขึ้นเมื่อคุณ Carlo Campeol ซึ่งเป็นลูกชายของคุณ Alba Campoel ตัดสินใจเลิกกิจการ Le Beccherie ในเดือนมีนาคมปี 2014 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงเป็นเหตุให้ตัวร้านปิดทำการไปพักใหญ่ก่อนที่เจ้าของร้านคนใหม่คือคุณ Paolo Lai จะซื้อต่อกิจการเพื่อบูรณะซ่อมแซมและเปิดร้านกลับมาใหม่อีกครั้งในปี 2015
หลังจากตรวจสอบการจองบริเวณหน้าร้านพนักงานจะพาเราเดินเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารหลักที่ซ่อนอยู่ข้างใน คุณ Gatti Arredamenti ตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้มีความเข้าถึงง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา
บริเวณหน้าร้านเป็นพื้นที่แบบ Outdoor เหมาะกับการนั่งชิลในวันที่อากาศเป็นใจ อย่างไรก็ตามในวันที่เราแวะไปสภาพอากาศมีทั้งฝนตกจนหนาวเหน็บแต่คนก็ยังเลือกที่จะนั่งชิลกันบริเวณนี้จนแน่นขนัด
ใจกลางเมือง Treviso
บรรยากาศโดยรอบของเมือง Treviso