Visit: December 28, 2022

🇮🇹 Da Vittorio - ดา วิทโทริโอ้

👨🏻‍🍳 Chef Enrico & Roberto Cerea - เชฟเอ็นริโค่ & โรแบร์โต้ แชเรีย

Da Vittorio, Via Cantalupa, 17, 24060 Brusaporto (BG) - Italy

Tel: (+39) 035 681024

Cuisine

🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น

Country

Italy

MICHELIN Guide

3 MICHELIN Stars

Score

18/20

Price

2/5
          

🎗 [INTRO] ในปี 1966 สองสามีภรรยา Bruna และ Vittorio Cerea ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Da Vittorio ขึ้นบริเวณใจกลางเมือง Bergamo ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนคร Milan โดยเน้นหนักไปที่การขายเมนูจำพวกปลาเป็นหลักแทนที่เมนูจากเนื้อซึ่งถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสี่ยงมากในสมัยนั้น หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากจนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1978 ตามด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1996 ต่อมาตัวร้านได้ย้ายมายังตำแหน่งปัจจุบันคือ Cantalupa ชานเมือง Brusaporto ในปี 2005 และคว้ารางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2010 อีกด้วย

          

🎗 [THE PLACE] Da Vittorio ใช้เวลาเดินทางจากนคร Milan ประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถยนต์ ทันทีที่มาถึงให้กดกริ่งด้านหน้าเพื่อขอสัญญาณเปิดประตูเข้าสู่พื้นที่โรงแรม หลังจากนำรถเข้าจอดลูกค้าจะต้องเดินขึ้นเนินเขาเล็ก ๆ ผ่านห้องอาหาร DaV Cantaloupa ซึ่งตั้งอยู่ติดกันกับสระน้ำขนาดใหญ่ เมื่อก้าวเข้ามาสู่ตัวอาคารจะพบกับห้องรับรองและ The American Bar ที่มีบาร์แมนพร้อมแนะนำและจัดเตรียมเครื่องดื่ม ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหรา โต๊ะกลมทุกตัวปูด้วยผ้าสีขาวแลดูเข้ากันกับพื้นไม้สีเข้ม โคมไฟบนผนังและแชนเดอเลียร์ที่ห้อยลงมาจากเพดานช่วยเสริมโทนแสงให้ดูอบอุ่นสบายตา ห้องครัวพร้อมด้วยอุปกรณ์ครบครันกั้นด้วยกระจกใสและสามารถใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาได้ตลอดมื้ออาหาร สำหรับใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังก็สามารถเลือกจองโรงแรมในเครือ Relais & Chateaux ซึ่งโดดเด่นด้วยทัศนียภาพของสวนขนาดใหญ่รวมไปถึงไร่ไวน์ประจำตระกูลที่มีชื่อว่า Faber อีกด้วย ปัจจุบัน Da Vittorio ได้ขยับขยายสาขาออกไปหลายแห่งดังนี้ Da Vittorio (🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Saint Moritz), Da Vittorio (🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Shanghai), New Wave by Da Vittorio Bistrot (Selected by MICHELIN Guide), DaV Mare (Selected by MICHELIN Guide), DaV Milano, DaV Cantalupa และ Da Vittorio Saigon ที่เพิ่งเปิดทำการในประเทศเวียดนามเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมานี้นั่นเอง

🎗 [THE CHEF] Bruna และ Vittorio Cerea ได้มอบหมายหน้าที่ให้กับบุตรชาย 3 คนและบุตรสาว 2 คนโดยมีพี่ชายคนโตคือ Enrico Cerea หรือที่รู้จักกันในนามว่า Chicco รับหน้าที่เป็น Executive Chef ในด้านประสบการณ์งานครัวนั้นตัวเขาเคยผ่านห้องห้องอาหารระดับสูงมาแล้วมากมายอย่างเช่น Tantris (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) กับเชฟระดับตำนาน Heinz Winkler ณ นคร Munich, Sirio Maccioni ในนคร New York , George Blanc (3 MICHELIN Stars) ในเมือง Vonnas และ elBulli (3 MICHELIN Stars ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ในประเทศสเปน สำหรับบุตรชายคนรองของตระกูลคือ Francesco Cerea รับหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับ Catering รวมไปถึงการเป็นผู้ดูแลไร่ไวน์ประจำตระกูล Faber และคัดเลือกไวน์จากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาในห้องอาหารรวมกันกว่า 3,000 Labels โดยแบ่งขายในร้านอาหารประมาณ 2,000 Labels และบ่มต่อในห้องเก็บไวน์อีกราว 1,000 Labels ต่อมาคือบุตรสาวคนที่สามมีนามว่า Barbara Cerea อาจไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับห้องอาหาร Da Vittorio เท่าไหร่นักแต่เธอยังคงดูแลเกี่ยวกับการจัดงานพิเศษต่าง ๆ รวมไปถึงงานการกุศลอีกด้วย อีกหนึ่งคนที่มีความสำคัญอย่างมากคือบุตรชายคนที่สี่อย่าง Roberto Cerea หรือที่เรียกกันว่า Bobo โดยตัวเขาเคยผ่านประสบการณ์ในห้องอาหารระดับสูงอย่าง Maison Troisgros (3 MICHELIN Stars) มาแล้วก่อนจะช่วยกันกับพี่ชายคนโตในการควบคุมห้องครัวของ Da Vittorio โดยเฉพาะเมนู Primi หรือพาสต้าต่าง ๆ สำหรับการดูแลลูกค้าและการจัดเสิร์ฟเป็นหน้าที่ของบุตรสาวคนสุดท้องอย่าง Rossella Cerea ซึ่งจากที่เราได้สัมผัสมาตลอดทั้งมื้อก็นับว่าหน้าที่ของเธอประสบความสำเร็จด้วยดี

🎗 [THE FOOD] เชฟทั้งคู่อาศัยเทคนิคสมัยใหม่ในการนำเสนออาหารออกมาในรูปแบบโมเดิร์นโดยอาศัยวัตถุดิบคุณภาพสูงจากท้องทะเล Mediterranean เป็นหลักแต่ก็ยังคงมีเมนูจำพวกเนื้อสัตว์ให้เห็นกันอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง Langoustine จาก Mazara del Vallo หรือจะเป็นเนื้อวัวชั้นยอดจาก Piedmont ล้วนได้รับการบรรจุอยู่ในเมนูประจำร้านทั้งสิ้น ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้หลากหลายรูปแบบเริ่มต้นด้วย Nella tradizione di Vittorio (280 €) เซ็ตเมนูจำนวน 8 คอร์สที่รวบรวมอาหารจำพวกปลาและกุ้งรวมไปถึงเมนู Pacchero ระดับตำนานมาให้ได้ลองชิมกัน ถัดมาคือ Seasonal Menu ที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลเหมาะสำหรับผู้ที่เคยแวะมาชิมห้องอาหารแห่งนี้แล้วหลายครั้ง สุดท้ายคือ Carte Blanche (360 €) เซ็ตเมนูชุดใหญ่จำนวนกว่า 15 คอร์สที่เราได้เลือกชิมกันในวันนี้นำเสนออาหารในหลากหลายรูปแบบตามใจเชฟ ส่วนใครที่อยากเลือกอาหารแต่ละจานเองตามใจชอบสามารถสั่งได้จากรายการแบบ À La Carte ก็ได้เช่นกัน ในครั้งนี้มีเมนูที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น

✨ Egg to Egg

Uovo all’Uovo เป็นสุดยอดเมนู Signature Dish ประจำร้านที่เชฟนำเสนอไข่ของสัตว์ 3 ชนิดและคาเวียร์ที่คุณภาพดีที่สุดในโลกมาในแก้ว Martini แลดูเรียบง่ายแต่สำหรับรสชาตินั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อนเป็นอย่างมาก องค์ประกอบด้านล่างคือ Apple Cream ผสมผสานกันไปกับไข่นกกระทาที่ Poached มาอย่างดี ยังมีความครีมมี่ที่ได้จากไข่ไก่และความกรอบในปากที่ได้จากไข่ปลาแซลมอน แต่ละองค์ประกอบได้รับการเชื่อมด้วยโฟมมันฝรั่งที่มีความเบาละมุน วิธีรับประทานให้เท Beluga Caviar จากช้อนลงไปในแก้วเพื่อเพิ่มความเค็มอันกลมกล่อมแล้วตักให้ลึกถึงก้นถ้วยเพื่อสัมผัสทุกองค์ประกอบให้ครบในคำเดียว (20/20)

✨ Truffle crespella

เมนูประจำฤดูกาลอย่าง Crespella หรือแผ่นแป้งเครปนุ่ม ๆ องค์ประกอบตรงกลางคือ Parmesan Cheese Chips ช่วยเพิ่มมิติความกรอบท็อปด้วย Cheese Fondue นุ่ม ๆ ยืด ๆ และ Béchamel ช่วยเพิ่มความครีมมี่หอมมัน จากนั้นเชฟจะมาขูด Winter White Truffle คุณภาพสูงลงไปจนท่วมแผ่นแป้งให้อโรมาหอมแตะจมูกตั้งแต่แรกสัมผัส จบด้วยพับให้เป็นทรงกรวยเป็นอันพร้อมชิม (20/20)

✨ Paccheri pasta Vittorio style

Paccheri alla Vittorio คือสุดยอด Signature Dish ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของห้องอาหาร Da Vittorio เชฟเลือกใช้ Paccheri พาสต้าทรงกระบอกขนาดใหญ่เสิร์ฟที่ความสุกแบบ Al Dente ไร้ที่ติ ตัวซอสเตรียมขึ้นมาจากมะเขือเทศ San Marzano และ Piccadilly ให้ความครีมมี่ หอม และเปรี้ยวในระดับที่กลมกล่อมเข้ากันกับความมันของเนยและ Parmigiano Reggiano Cheese ได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งยังมีอโรมาเฉพาะตัวที่เด่นชัดของใบ Basil จานนี้จบด้วยการเสิร์ฟแบบ Tableside โดยเชฟจะคลุกเคล้าพาสต้ากับ Chili Pepper Sauce ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้เอง 1 จาก 3 ชนิดตามระดับความเผ็ดคือ Serrano, Red Finger และ Habanero โดยเราได้เลือก Red Finger ตามที่เชฟแนะนำคลุกให้เข้ากันในภาชนะเป็นอันพร้อมเสิร์ฟ (20/20)

🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสประการณ์ห้องอาหารอิตาลีระดับสูงที่เน้นหนักไปทางเมนูปลาและพาสต้าชั้นดี Da Vittorio คือคำตอบสำหรับคุณ รายการไวน์ได้รับการคัดสรรค์มาอย่างดี บรรยากาศตลอดมื้อเต็มไปด้วยความหรูหราแต่การบริการยังคงความเป็นกันเองไม่มากไม่น้อยจนเกินไป อย่างไรก็ตามด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับร้านอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงนั่นเอง

Price :

220-360 €

Parking :

จอดรถที่ห้องอาหาร Da Vittorio

Operating Time :

Lunch 12.30-14.30, Dinner 19.30-22.00 Closed on Wednesday Lunch

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารระดับตำนานแห่งภูมิภาค Lombardy บรรยากาศสุดหรูหรา บริการดีงามไร้ที่ติ

อาหาร :

18

ราคา :

2/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 CARTA BIANCA (360 €)

          

Amuse-bouche

The Fossil

101 Parmesan cheese stone

Bergamasca olive

Foie gras candle

Tacos amberjack

Vicciola tartare

Tuna ventresca with pizzaiola

Shabu shabu Scampi

Egg to Egg

Moscardini 2.0

Truffle crespella

Paccheri pasta Vittorio style

Antarctic black cod with its tripe and spello bean

Roasted roe deer and beetroots

Dessert

Petit four

🇮🇹 Da Vittorio – ดา วิทโทริโอ้

🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน

🍴 Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น

👨🏻‍🍳 Chef Enrico & Roberto Cerea – เชฟเอ็นริโค่ & โรแบร์โต้ แชเรีย

🎗 [INTRO] ในปี 1966 สองสามีภรรยา Bruna และ Vittorio Cerea ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Da Vittorio ขึ้นบริเวณใจกลางเมือง Bergamo ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนคร Milan โดยเน้นหนักไปที่การขายเมนูจำพวกปลาเป็นหลักแทนที่เมนูจากเนื้อซึ่งถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสี่ยงมากในสมัยนั้น หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากจนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1978 ตามด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1996 ต่อมาตัวร้านได้ย้ายมายังตำแหน่งปัจจุบันคือ Cantalupa ชานเมือง Brusaporto ในปี 2005 และคว้ารางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2010 อีกด้วย

Venissa 2011 (220 €)
Terre di Venezia

เราขอแนะนำให้ลองชิมไวน์หายากแห่งภูมิภาค Veneto จากไร่ Venissa ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะทางตอนเหนือของนคร Venice

Amuse-bouche

เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง Beetroot สีแดงเข้มพับมาเป็น Raviole กรอบ ตรงกลางคือปลาแมคเคอเรลให้รสชาติเค็มเคล้าไปกับกลิ่นอายของทะเล จากนั้นท็อปด้วย Caviar ช่วยตกแต่งหน้าตาให้ดูดีทั้งยังเสริมรสชาติเค็มให้กลมกล่อมมากขึ้นอีกด้วย (17/20)

Amuse-bouche

Tartelette กรอบ ๆ ขนาดจิ๋วพอดีคำ ภายในบรรจุ Russian Salad ช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี (17/20)

The Fossil

The Fossil เป็นเมนูที่เตรียมส่วนหนังของ Anchovies ให้มีลักษณะเป็นแผ่นกรอบในขณะที่ตรงกลางมีส่วนกระดูกช่วยเพิ่มความกรอบให้มากขึ้นกว่าบริเวณขอบ เชฟเพิ่มรสชาติด้วยการใส่ Anchovies Butter ลงไปด้วย ก่อนรับประทานให้ใช้มีดปาดเนยจนทั่วทั้งแผ่นแล้วหยิบเข้าปากได้เลย (17/20)

101 Parmesan cheese stone

หินสีทองแดงที่เตรียมขึ้นมาจาก Parmesan Cheese ที่ผ่านกระบวนการบ่มนาน 101 เดือน หรือเกือบ 8 ปีครึ่ง วิธีรับประทานให้หยด Balsamic Vinegar ที่ผ่านการบ่มมานาน 25 ปีจนได้รสชาติอันกลมกล่อมลงไปด้วยนั่นเอง (17/20)

Bergamasca olive

Fake Olive นุ่มหนึบ ด้านในบรรจุองค์ประกอบของเนื้อ ไข่ และถั่วฮาเซลนัท (15/20)

Foie gras candle

ถัดมาพนักงานจะนำเทียนที่จุดอยู่บนเชิงเทียนมาวางต่อหน้าเราทุก ๆ คน (18/20)

Foie gras candle

ก่อนจะเฉลยว่าแท้จริงแล้วด้านในของตัวเทียนเตรียมขึ้นมาจากฟัวกราส์โดยมีองค์ประกอบของเทียนด้านนอกเตรียมมาจากถั่วอัลมอนด์นั่นเอง (18/20)

Foie gras candle

วิธีรับประทานให้ทำชิ้นเทียนคลุกกันกับ Crumble กรอบ ๆ เตรียมมาจากเหล้า Amaretto และเกลือ Maldon Salt นั่นเอง (18/20)

Tacos amberjack

หลังจากผ่านเมนูอันซับซ้อนมาแล้วเชฟจึงได้นำเสิร์ฟหนึ่งในเมนูที่เข้าถึงได้ง่ายกันบ้าง ในที่นี้คือ Taco ชิ้นโต ตรงกลางบรรจุเนื้อปลา Amberjack นุ่ม ๆ และผักสลัดนานาชนิด (17/20)

Bread

ยังมีขนมปังอีกเซ็ตใหญ่เสิร์ฟมาพร้อมกัน

Vicciola tartare

Vicciola เป็นเนื้อวัวชั้นยอดของภูมิภาค Piedmont มีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน เชฟเลือกนำเสนอมาในรูปแบบของ Tartare โดยการนำไปสับจนเกือบละเอียดแต่ยังคงเนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวอยู่เล็กน้อย ด้านบนมีความเค็มและความละมุนของ Oscietra Caviar ฝั่งซ้ายมือคือ Kaffir Foam หรือโฟมมะกรูดให้กลิ่นหอมเข้ากันดีกับเนื้อวัวเป็นที่สุด (19/20)

Tuna ventresca with pizzaiola

Tuna Pizza ที่เชฟนำเสนอมาในรูปแบบสร้างสรรค์โดยการใช้ Ventresca หรือเนื้อส่วนท้องของปลาทูน่าที่จับจากท้องทะเล Mediterranean และผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดีสังเกตได้จากลายรวมไปถึงอัตราส่วนของชั้นไขมัน เชฟนำเสนอมาคู่กันกับซอสมะเขือเทศให้ความเปรี้ยวอุมามิเบา ๆ มาช่วยตัดกันกับความมันของปลาทูน่า ส่วนองค์ประกอบสีขาวคือชีส Provola อีกฝั่งหนึ่งคือขนมปังกรอบท็อปด้วยมูสปลาทูน่าให้รับประทานตัดเนื้อสัมผัสกันนั่นเอง (18/20)

Shabu shabu Scampi

ส่วนหางของกุ้ง Scampi ไซซ์ยักษ์ที่เชฟได้มาจากแหล่งจับชื่อดังอย่าง Mazara del Vallo บนหมู่เกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เนื้อกุ้งหวาน นุ่ม ฉ่ำ ด้านบนท็อปด้วยซอสบีทรูทสีแดงเข้ม ด้านล่างรองด้วย Ricotta Cheese และองค์ประกอบของ Puntarelle Salad (18/20)

Egg to Egg

Uovo all’Uovo เป็นสุดยอดเมนู Signature Dish ประจำร้านที่เชฟนำเสนอไข่ของสัตว์ 3 ชนิดและคาเวียร์ที่คุณภาพดีที่สุดในโลกมาในแก้ว Martini แลดูเรียบง่ายแต่สำหรับรสชาตินั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อนเป็นอย่างมาก (20/20)

Egg to Egg

องค์ประกอบด้านล่างคือ Apple Cream ผสมผสานกันไปกับไข่นกกระทาที่ Poached มาอย่างดี ยังมีความครีมมี่ที่ได้จากไข่ไก่และความกรอบในปากที่ได้จากไข่ปลาแซลมอน แต่ละองค์ประกอบได้รับการเชื่อมด้วยโฟมมันฝรั่งที่มีความเบาละมุน (20/20)

Egg to Egg

วิธีรับประทานให้เท Beluga Caviar จากช้อนลงไปในแก้วเพื่อเพิ่มความเค็มอันกลมกล่อมแล้วตักให้ลึกถึงก้นถ้วยเพื่อสัมผัสทุกองค์ประกอบให้ครบในคำเดียว (20/20)

Moscardini 2.0

Moscardini หรือ Baby Octopus หมึกยักษ์ขนาดจิ๋วที่เชฟเตรียมมาให้มีความกรอบนอกนุ่มใน ด้านล่างรองด้วย Polenta หรือครีมข้าวโพดแล้วตัดความมันด้วยครีมสีเขียวที่เตรียมมาจาก Aromatic Herbs หลายชนิด (19/20)

Bread

จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังมาอีก 3 อย่างคือ Brioche with Maldon Salt, Focaccia with Tomato และ Salty Croissant

Bread

ขนมปังสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ

Truffle crespella

เมนูประจำฤดูกาลอย่าง Crespella หรือแผ่นแป้งเครปนุ่ม ๆ องค์ประกอบตรงกลางคือ Parmesan Cheese Chips ช่วยเพิ่มมิติความกรอบท็อปด้วย Cheese Fondue นุ่ม ๆ ยืด ๆ และ Béchamel ช่วยเพิ่มความครีมมี่หอมมัน (20/20)

Truffle crespella

จากนั้นเชฟจะมาขูด Winter White Truffle คุณภาพสูงลงไปจนท่วมแผ่นแป้งให้อโรมาหอมแตะจมูกตั้งแต่แรกสัมผัส (20/20)

Truffle crespella

จบด้วยพับให้เป็นทรงกรวยเป็นอันพร้อมชิม (20/20)

Paccheri pasta Vittorio style

Paccheri alla Vittorio คือสุดยอด Signature Dish ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของห้องอาหาร Da Vittorio เชฟเลือกใช้ Paccheri พาสต้าทรงกระบอกขนาดใหญ่เสิร์ฟที่ความสุกแบบ Al Dente ไร้ที่ติ ตัวซอสเตรียมขึ้นมาจากมะเขือเทศ San Marzano และ Piccadilly ให้ความครีมมี่ หอม และเปรี้ยวในระดับที่กลมกล่อมเข้ากันกับความมันของเนยและ Parmigiano Reggiano Cheese ได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งยังมีอโรมาเฉพาะตัวที่เด่นชัดของใบ Basil (20/20)

Paccheri pasta Vittorio style

จานนี้จบด้วยการเสิร์ฟแบบ Tableside โดยเชฟจะคลุกเคล้าพาสต้ากับ Chili Pepper Sauce ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้เอง 1 จาก 3 ชนิดตามระดับความเผ็ดคือ Serrano, Red Finger และ Habanero โดยเราได้เลือก Red Finger ตามที่เชฟแนะนำคลุกให้เข้ากันในภาชนะเป็นอันพร้อมเสิร์ฟ (20/20)

Paccheri pasta Vittorio style

พนักงานยังเสิร์ฟมาคู่กับขนมปัง Pagnotta สำหรับใช้รับประทานกับน้ำซอสที่เหลืออยู่หรือที่คนอิตาลีเรียกกันว่า Scarpetta อีกด้วย (20/20)

Paccheri pasta Vittorio style

พนักงานจะนำผ้ากันเปื้อนมาเตรียมให้คนละชุด (20/20)

Antarctic black cod with its tripe and spello bean

Moro เป็นปลาในกลุ่ม Black Cod ให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มตัดกันกับกระเพาะปลา Moro ให้เนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน เชฟเลือกจับคู่กับอโรมาของ Taggiasca Olives และสลัดที่เตรียมมาจากถั่ว Fagiola ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อจากเมือง Spello นั่นเอง (19/20)

Roasted roe deer and beetroots

Main Course จานสุดท้ายคือเนื้อกวางโรของประเทศอิตาลี เชฟนำมาย่างเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare จับคู่กับ Beetroots นำเสนอมาหลากหลายรูปแบบทั้ง Cream, Purèe และ Chip จบด้วยการราดซอส Deer Jus ที่ผ่านการ Reduction จนงวดลงไป (18/20)

Dessert

ล้างปากด้วย Gin Tonic Foam จับคู่กับ Limoncello Butter องค์ประกอบด้านบนคือน้ำตาลที่เตรียมมาให้มีความกรอบและมีเสียงเป๊าะแป๊ะในปากแบบ Popping Candy นั่นเอง (17/20)

Dessert

Fake Cheese จานนี้เชฟตั้งใจเลียนแบบคอร์สชีสด้วยขนม Cheesecake ล้อมรอบด้านนอกด้วยเปลือกที่เตรียมมาจาก White Chocolate (17/20)

Dessert

จากนั้นพนักงานจะเข็นรถมาเพื่อนำเสิร์ฟ Main Dessert (17/20)

Dessert

ในที่นี้คือขนมปัง Panettone จับคู่กับครีม 3 ชนิดคือ Sabayon, Chocolate และ Coffee ให้เลือกกันได้ตามใจชอบ (17/20)

Dessert

สำหรับใครที่เลือก Sabayon จะได้ครีมสีเหลืองที่เตรียมมาจากไข่ให้คยามหอมมันลงตัว (17/20)

Dessert

ส่วนใครที่จับคู่กับ Chocolate รสชาติเข้มข้นก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน (17/20)

Dessert

ยังมี Cannoncino สอดไส้ Pastry Cream และถั่ว Hazelnut เสิร์ฟมาให้อีก 1 ชิ้น (17/20)

Petit four

สำหรับ Petit Four นำเสิร์ฟมาบนสายไหมหลากหลายอย่างทั้ง Candied Sugar, Chestnut, Caramelized Popcorn, Fake Stone stuffed with Tiramisú

Petit four

นอกจากนี้ยังมีรถเข็นสำหรับเลือกขนมได้อีกหลากหลายชนิด

Petit four

เพื่อนสามารถเลือกชิมได้จนอิ่ม

Petit four

เราได้ลองชิมหลากอย่างทั้ง White Chocolate, Dark Chocolate with Pistachio, Rosso, Limoncello และอีกมากมาย

Venissa 2011 (220 €)
Terre di Venezia

💰 ราคา 2,020 €

ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหรา

โคมไฟบนผนังและแชนเดอเลียร์ที่ห้อยลงมาจากเพดานช่วยเสริมโทนแสงให้ดูอบอุ่นสบายตา

โต๊ะกลมทุกตัวปูด้วยผ้าสีขาวแลดูเข้ากันกับพื้นไม้สีเข้ม

🎗 [THE FOOD] เชฟทั้งคู่อาศัยเทคนิคสมัยใหม่ในการนำเสนออาหารออกมาในรูปแบบโมเดิร์นโดยอาศัยวัตถุดิบคุณภาพสูงจากท้องทะเล Mediterranean เป็นหลักแต่ก็ยังคงมีเมนูจำพวกเนื้อสัตว์ให้เห็นกันอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง Langoustine จาก Mazara del Vallo หรือจะเป็นเนื้อวัวชั้นยอดจาก Piedmont ล้วนได้รับการบรรจุอยู่ในเมนูประจำร้านทั้งสิ้น

ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้หลากหลายรูปแบบเริ่มต้นด้วย Nella tradizione di Vittorio (280 €) เซ็ตเมนูจำนวน 8 คอร์สที่รวบรวมอาหารจำพวกปลาและกุ้งรวมไปถึงเมนู Pacchero ระดับตำนานมาให้ได้ลองชิมกัน ถัดมาคือ Seasonal Menu ที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลเหมาะสำหรับผู้ที่เคยแวะมาชิมห้องอาหารแห่งนี้แล้วหลายครั้ง สุดท้ายคือ Carte Blanche (360 €) เซ็ตเมนูชุดใหญ่จำนวนกว่า 15 คอร์สที่เราได้เลือกชิมกันในวันนี้นำเสนออาหารในหลากหลายรูปแบบตามใจเชฟ

ส่วนใครที่อยากเลือกอาหารแต่ละจานเองตามใจชอบสามารถสั่งได้จากรายการแบบ À La Carte ก็ได้เช่นกัน

ห้องครัวพร้อมด้วยอุปกรณ์ครบครันกั้นด้วยกระจกใสและสามารถใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาได้ตลอดมื้ออาหาร สำหรับใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังก็สามารถเลือกจองโรงแรมในเครือ Relais & Chateaux ซึ่งโดดเด่นด้วยทัศนียภาพของสวนขนาดใหญ่รวมไปถึงไร่ไวน์ประจำตระกูลที่มีชื่อว่า Faber อีกด้วย

รูปถ่ายกับผู้มีชื่อเสียงต่าง ๆ

เมื่อก้าวเข้ามาสู่ตัวอาคารจะพบกับห้องรับรองขนาดใหญ่และ The American Bar ที่มีบาร์แมนพร้อมแนะนำและจัดเตรียมเครื่องดื่ม

พื้นที่ห้องรับรอง

บริเวณห้องรับรองและตรวจสอบการจอง

คุณ Francesco Cerea และทีม Sommelier คัดเลือกไวน์จากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาในห้องอาหารรวมกันกว่า 3,000 Labels

ทางร้านแบ่งขายในร้านอาหารประมาณ 2,000 Labels และบ่มต่อในห้องเก็บไวน์อีกราว 1,000 Labels

🎗 [THE CHEF] Bruna และ Vittorio Cerea ได้มอบหมายหน้าที่ให้กับบุตรชาย 3 คนและบุตรสาว 2 คนโดยมีพี่ชายคนโตคือ Enrico Cerea หรือที่รู้จักกันในนามว่า Chicco รับหน้าที่เป็น Executive Chef ในด้านประสบการณ์งานครัวนั้นตัวเขาเคยผ่านห้องห้องอาหารระดับสูงมาแล้วมากมายอย่างเช่น Tantris (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) กับเชฟระดับตำนาน Heinz Winkler ณ นคร Munich, Sirio Maccioni ในนคร New York , George Blanc (3 MICHELIN Stars) ในเมือง Vonnas และ elBulli (3 MICHELIN Stars ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ในประเทศสเปน สำหรับบุตรชายคนรองของตระกูลคือ Francesco Cerea รับหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับ Catering รวมไปถึงการเป็นผู้ดูแลไร่ไวน์ประจำตระกูล Faber และคัดเลือกไวน์จากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาในห้องอาหารรวมกันกว่า 3,000 Labels โดยแบ่งขายในร้านอาหารประมาณ 2,000 Labels และบ่มต่อในห้องเก็บไวน์อีกราว 1,000 Labels ต่อมาคือบุตรสาวคนที่สามมีนามว่า Barbara Cerea อาจไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับห้องอาหาร Da Vittorio เท่าไหร่นักแต่เธอยังคงดูแลเกี่ยวกับการจัดงานพิเศษต่าง ๆ รวมไปถึงงานการกุศลอีกด้วย อีกหนึ่งคนที่มีความสำคัญอย่างมากคือบุตรชายคนที่สี่อย่าง Roberto Cerea หรือที่เรียกกันว่า Bobo โดยตัวเขาเคยผ่านประสบการณ์ในห้องอาหารระดับสูงอย่าง Maison Troisgros (3 MICHELIN Stars) มาแล้วก่อนจะช่วยกันกับพี่ชายคนโตในการควบคุมห้องครัวของ Da Vittorio โดยเฉพาะเมนู Primi หรือพาสต้าต่าง ๆ สำหรับการดูแลลูกค้าและการจัดเสิร์ฟเป็นหน้าที่ของบุตรสาวคนสุดท้องอย่าง Rossella Cerea ซึ่งจากที่เราได้สัมผัสมาตลอดทั้งมื้อก็นับว่าหน้าที่ของเธอประสบความสำเร็จด้วยดี

🎗 [THE PLACE] Da Vittorio ใช้เวลาเดินทางจากนคร Milan ประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถยนต์

ปัจจุบัน Da Vittorio ได้ขยับขยายสาขาออกไปหลายแห่งดังนี้ Da Vittorio (🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Saint Moritz), Da Vittorio (🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Shanghai), New Wave by Da Vittorio Bistrot (Selected by MICHELIN Guide), DaV Mare (Selected by MICHELIN Guide), DaV Milano, DaV Cantalupa และ Da Vittorio Saigon ที่เพิ่งเปิดทำการในประเทศเวียดนามเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมานี้นั่นเอง

หลังจากนำรถเข้าจอดลูกค้าจะต้องเดินขึ้นเนินเขาเล็ก ๆ ผ่านห้องอาหาร DaV Cantaloupa ซึ่งตั้งอยู่ติดกันกับสระน้ำขนาดใหญ่

🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสประการณ์ห้องอาหารอิตาลีระดับสูงที่เน้นหนักไปทางเมนูปลาและพาสต้าชั้นดี Da Vittorio คือคำตอบสำหรับคุณ รายการไวน์ได้รับการคัดสรรค์มาอย่างดี

บรรยากาศตลอดมื้อเต็มไปด้วยความหรูหราแต่การบริการยังคงความเป็นกันเองไม่มากไม่น้อยจนเกินไป อย่างไรก็ตามด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับร้านอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงนั่นเอง

ทันทีที่มาถึงให้กดกริ่งด้านหน้าเพื่อขอสัญญาณเปิดประตูเข้าสู่พื้นที่โรงแรม