Visit: December 28, 2022

🇮🇹 Magnolia - มักโยเลีย

👨🏻‍🍳 Chef Alberto Faccani - เชฟอัลเบอร์โต้ แฟคคานี่

via Pelliciano 37, Loc. Montilgallo, Longiano, 47020, Italy

Tel: (+39) 0547 81598

Cuisine

🍴 Creative, Contemporary - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารร่วมสมัย

Country

Italy

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

16/20

Price

5/5
          

🎗 [INTRO] ห้องอาหารที่เราหยิบมาเขียนบทความในวันนี้ตั้งอยู่ในชนบทอันห่างไกลของภูมิภาค Romagna ตัวร้านรายล้อมด้วยทุ่งเขียวขจีและเนินเขาน้อยใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตาชนิดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีห้องอาหารระดับสูงตั้งอยู่บริเวณนี้ได้ อย่างไรก็ตามด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ของเชฟ Alberto Faccani ทำให้ Magnolia โดดเด่นขึ้นมาจากห้องอาหารอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง

          

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร Magnolia เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2003 บริเวณใจกลางเมืองริมทะเล Adriatic ที่มีชื่อว่า Cesenatico ก่อนจะคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในคู่มือปกแดงปี 2005 และเลื่อนขั้นสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2018 อย่างไรก็ตามในวันที่ 1 เมษายน 2022 ที่ผ่านมาเชฟ Alberto Faccani ตัดสินใจย้ายตำแหน่งร้านมายังพื้นที่ชนบทอันห่างไกลบนเนินเขาที่ต่ำที่สุดของพื้นที่แถบ Cesena ในจังหวัด Longiano รายล้อมด้วยภูเขา Titano แห่งแคว้น Romagna ตัวอาคารเป็นวิลล่าสองชั้นเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นราว ๆ ปี 1930 พร้อมกับ Wine Cellar ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 พื้นที่ด้านหน้าจัดเตรียมให้เป็นห้องรับรองลูกค้า ห้องรับประทานอาหารหลักมีเพดานสูงโปร่ง เราขอแนะนำให้เลือกนั่งริมผนังกระจกใสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของพื้นที่โดยรอบ สำหรับใครที่ต้องการพักผ่อนหลังจากจบมื้ออาหารสามารถเลือกจองห้องพักที่ Relais Villa Margherita ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเดียวกันได้อีกด้วย

🎗 [THE CHEF & THE PLACE] Alberto Faccani เกิดความตั้งใจในการเป็นเชฟตั้งแต่มีอายุได้เพียง 5 ขวบ ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับตำนานมาแล้วมากมาย อาหารที่นี่รังสรรค์ออกมาในรูปแบบร่วมสมัย ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 อย่างคือ Menù Magnolia 2022-2023 (150 €) ซึ่งเป็นรายการที่เชฟรังสรรค์ขึ้นมาใหม่ล่าสุดนำเสนอมาที่จำนวน 9 คอร์สหรือจะเป็น Menù “Magnolia Classico” (130 €) ที่ได้รวมเมนูเด็ดประจำร้านนำเสนอมาที่จำนวน 7 คอร์ส ส่วนใครที่อยากเลือกชิมตามใจชอบสามารถขอดูรายการแบบ À La Carte ได้ในราคา 2 Courses (90 €) และ 3 Courses (130 €) ยังไม่รวม Cover Charges อีก 5 € ต่อคน สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น

✨ LOBSTER | pumpkin, pink grapefruit and black olives

อาหารจานแรกคือล็อบสเตอร์ที่เชฟนำไปต้มก่อนจะนำมา Glazed ในกระทะกับเนย Lobster Butter จนได้ความกรอบและเด้งที่พอเหมาะ เขฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่ซิตรัสอย่างเกรปฟรุตสีชมพูลงไปด้วย ด้านล่างมีความหวานที่ได้มาจากมูสฟักทองเนื้อเนียนละมุนเสริมกันกับกลิ่นของมะกอกดำได้อย่างพอเหมาะ (16/20)

✨ RISOTTO ROMAGNOLO | tribute to Giovanni Pascoli

Risotto Romagnolo หรือ The Romagna Risotto เป็นสูตรอาหารที่นักกวีชื่อดัง Giovanni Pascoli อาศัยเวลาว่างที่บ้านในเมือง Castelvecchio เพื่อเขียนตอบจดหมายถึงเพื่อนของเขา Augusto Guido โดยมีเนื้อความเป็นสูตรอาหารที่เข้าอ้างอิงเอาไว้ว่า …ecco il risotto romagnolesco che mi fa Mariù ซึ่งถอดความได้ว่า … here is the risotto from Romagna that Mariù makes for me โดย Mariù Pascoli คือน้องสาวคนสุดท้องของตระกูล Pascoli นั่นเอง ในที่นี้เชฟ Alberto Faccani ได้ตีความเมนูออกมาในรูปแบบของตัวเองเริ่มจากด้านล่างคือ Saffron Risotto จับคู่มากับ Ragout ที่เตรียมขึ้นมาจากเห็ด Porcini และชิ้นเห็ด Porcini ฝานบาง สุดท้ายคือองค์ประกอบของตับไก่ที่มีความนุ่มและครีมมี่แต่กลับไร้ซึ่งกลิ่นคาว เชฟจบด้วยการใส่องค์ประกอบของ Onion Reduction ลงมาให้รสชาติเข้มข้นตรงตามต้นฉบับนั่นเอง (18/20)

✨ HONEY | mandarin, saffron and pollen

สำหรับของหวานเชฟนำเสนอวัตถุดิบหลักคือน้ำผึ้งโดยมีองค์ประกอบด้านล่างคือ Panna Cotta ที่เตรียมขึ้นมาจาก Saffron ให้อโรมาหอมเฉพาะตัว เลเยอร์ถัดมาคือเจลลี่ที่เตรียมขึ้นมาจากส้ม Mandarin และไอศกรีมที่เตรียมขึ้นมาจากครีมผสมกันกับเกสรดอกไม้ก่อนจะเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากน้ำผึ้งวางมาด้านบน (17/20)

🎗 [WHY GO] Magnolia นำเสนออาหารระดับสูงโดยอาศัยวัตถุดิบของภูมิภาค Romagna นำเสนอมาในราคาสุดคุ้มค่า นอกจากนี้รายการไวน์โดยเฉพาะจากฝรั่งเศสยังมีราคาที่สมเหตุสมผล อย่างไรก็ตามตัวร้านตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากเมืองใหญ่ต่าง ๆ อยู่พอสมควรจนเราอาจแนะนำห้องอาหารแห่งนี้ให้กับเพื่อน ๆ ที่เดินทางมาท่องเที่ยวในแถบเมือง Bologna หรือ San Marino เท่านั้น

Price :

130-150 €

Parking :

จอดที่ห้องอาหาร Magnolia

Operating Time :

Lunch Sat-Sun 12.30-14.30, Dinner Tue-Sun 19.30-22.00, Closed on Mon

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารเชิงสร้างสรรค์ระดับสูงในราคาสุดคุ้มค่าใจกลางชนบทของภูมิภาค Romagna

อาหาร :

16

ราคา :

5/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

5/5

Map

📃 MAGNOLIA 2022-2023 (150 €)

          

Welcome snacks

LOBSTER | pumpkin, pink grapefruit and black olives

RAW BEEF | radish, bottarga and almond

MILANESE | celeriac, caviar and yeast

BOTTONI | double broth, Parmesan and white truffle

RISOTTO ROMAGNOLO | tribute to Giovanni Pascoli

SEABASS | turnip tops, green curry, pine nuts and lime

VEAL SWEETBREAD | chard, capers and herb snails

or

PIGEON | oyster, cabbage and oriental sauce

UNDERGROWTH | meringue, porcini mushrooms and chestnuts

HONEY | mandarin, saffron and pollen

Mignardises

📃 SUBSTITUTION

TROPICAL | coconut, passionfruit and lime

🇮🇹 Magnolia – มักโยเลีย

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🍴 Creative, Contemporary – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารร่วมสมัย

👨🏻‍🍳 Chef Alberto Faccani – เชฟอัลเบอร์โต้ แฟคคานี่

Welcome snacks

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Flan จิ๋วที่ผสมผสานความนุ่มละมุนของผัด Chard และความเปรี้ยวของ Lemon ออกมาได้อย่างพอเหมาะ (15/20)

Welcome snacks

ถัดมาคือ Mini Bun ขนมปังนุ่ม ๆ คล้ายซาลาเปา ด้านในสอดไส้มูสเห็ดนุ่มละมุน ด้านบนท็อปด้วยชิ้นเห็ดเคี้ยวหนึบ (15/20)

Welcome snacks

Tartelette ขนาดเล็ก ภายในบรรจุ Tartare นุ่ม ๆ ที่เตรียมมาจากเนื้อวัวสายพันธุ์ Fassona Piemontese ซึ่งเป็นวัตถุดิบขึ้นชื่อของประเทศอิตาลีจับคู่มากับลูกแพร์รมควันให้ความหวานและฉ่ำได้อย่างลงตัว (15/20)

Welcome snacks

Cannelloni มีลักษณะเป็นแป้งพัฟแพสทรี่ทรงกระบอกบางกรอบ ด้านในมีอโรมาหอม ๆ ของ Black Truffle (15/20)

Welcome snacks

ปิดท้ายด้วย Taco ที่เตรียมมาจากมันฝรั่ง ด้านในสอดไส้ด้วย Baccalà mantecato หรืออาหารว่างแบบเย็นที่เตรียมขึ้นมาจากปลาค็อดซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมของชาวเวนิสให้ความหอม นุ่ม และละมุนลิ้น (15/20)

Welcome snacks

ของว่างทั้งหมดจัดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (15/20)

Bread

จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังหลากหลายชนิดทั้ง Malted and Classic Bread Stick, Fennel Seed Focaccia และ Butter Brioche จับคู่มากับเนยคุณภาพดี

LOBSTER | pumpkin, pink grapefruit and black olives

อาหารจานแรกคือล็อบสเตอร์ที่เชฟนำไปต้มก่อนจะนำมา Glazed ในกระทะกับเนย Lobster Butter จนได้ความกรอบและเด้งที่พอเหมาะ เขฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่ซิตรัสอย่างเกรปฟรุตสีชมพูลงไปด้วย ด้านล่างมีความหวานที่ได้มาจากมูสฟักทองเนื้อเนียนละมุนเสริมกันกับกลิ่นของมะกอกดำได้อย่างพอเหมาะ (16/20)

RAW BEEF | radish, bottarga and almond

ถัดมาคือเนื้อวัวดิบนุ่ม ๆ ที่พันห่อชิ้นแรดิชอยู่ตรงกลาง ด้านบนท็อปด้วยผักที่ให้เนื้อสัมผัสแตกต่างกันหลายชนิดโดยมีความหอมมันจากไข่ปลาหรือ Bottarga และความครีมมี่ของถั่วอัลมอนด์ (16/20)

RAW BEEF | radish, bottarga and almond

มุมมองจากอีกฝั่งหนึ่ง (16/20)

MILANESE | celeriac, caviar and yeast

Celeriac ที่ผ่านการปรุงสองครั้งเริ่มจากในเตาอบก่อนจะนำมาทอดจนผิวเหลืองกรอบ ด้านบนท็อปด้วย Caviar ช่วยเสริมมิติทางรสชาติ รอบ ๆ มีองค์ประกอบของ Celeriac Foam และซอส Vegetable Reduction ที่ผ่านการเคี่ยวจนงวดและ Yeast Beer นั่นเอง (15/20)

BOTTONI | double broth, Parmesan and white truffle

Bottoni เป็นพาสต้าทรงเกี๊ยวชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายเม็ดกระดุม ด้านในประกอบไปด้วย Parmesan Cheese กึ่งเหลวจับคู่กับความหอมของ White Truffle จากนั้นพนักงานจะเทราดซุปที่ผ่านการเตรียมจนเข้มข้นลงไป (17/20)

RISOTTO ROMAGNOLO | tribute to Giovanni Pascoli

Risotto Romagnolo หรือ The Romagna Risotto เป็นสูตรอาหารที่นักกวีชื่อดัง Giovanni Pascoli อาศัยเวลาว่างที่บ้านในเมือง Castelvecchio เพื่อเขียนตอบจดหมายถึงเพื่อนของเขา Augusto Guido โดยมีเนื้อความเป็นสูตรอาหารที่เข้าอ้างอิงเอาไว้ว่า …ecco il risotto romagnolesco che mi fa Mariù ซึ่งถอดความได้ว่า … here is the risotto from Romagna that Mariù makes for me โดย Mariù Pascoli คือน้องสาวคนสุดท้องของตระกูล Pascoli นั่นเอง ในที่นี้เชฟ Alberto Faccani ได้ตีความเมนูออกมาในรูปแบบของตัวเองเริ่มจากด้านล่างคือ Saffron Risotto จับคู่มากับ Ragout ที่เตรียมขึ้นมาจากเห็ด Porcini และชิ้นเห็ด Porcini ฝานบาง สุดท้ายคือองค์ประกอบของตับไก่ที่มีความนุ่มและครีมมี่แต่กลับไร้ซึ่งกลิ่นคาว เชฟจบด้วยการใส่องค์ประกอบของ Onion Reduction ลงมาให้รสชาติเข้มข้นตรงตามต้นฉบับ (18/20)

SEABASS | turnip tops, green curry, pine nuts and lime

Sea Bass หรือปลากะพงน้ำลึกเสิร์ฟมาเป็นฟิเลท์หนังกรอบ ด้านล่างรองด้วยซอสสีเขียวที่เตรียมขึ้นมาจากใบเบซิลผสมผสานกับแกงเขียวหวาน โฟมสีขาวเตรียมขึ้นมาจากเมล็ดสนผสมกับถั่วอัลมอนด์และมะนาว (17/20)

VEAL SWEETBREAD | chard, capers and herb snails

Sweetbread เป็นส่วนต่อมไทมัสของลูกวัว ในที่นี้เชฟเสิร์ฟมาชิ้นใหญ่ทั้งยังจี่บนกระทะจนผิวด้านนอกกรอบแต่ด้านในนุ่มละมุนจับคู่กับซอส Veal Reduction รสเข้มข้น ด้านล่างรองด้วยใบ Chard ยังมีหอยทากนุ่มหนึบที่มีอโรมาหอม ๆ ของสมุนไพรและเลมอนเด่นชัดอีกด้วย (15/20)

PIGEON | oyster, cabbage and oriental sauce

อีกคอร์สหนึ่งเป็นเนื้อนกพิราบจับคู่กับวัตถุดิบแห่งท้องทะเลอย่างหอยนางรม (16/20)

PIGEON | oyster, cabbage and oriental sauce

องค์ประกอบแรกคือนกพิราบจี่บนกระทะเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare จับคู่กับผัก Bok Choy หรือผักกาดกวางตุ้ง ยังมีคะน้าที่เชฟนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น สุดท้ายคือกิมจิที่เชฟเตรียมขึ้นมาเองโดยใช้คะน้าญี่ปุ่นหมักช่วยชูรสชาติโดยรวมของจานนี้ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น (16/20)

PIGEON | oyster, cabbage and oriental sauce

ยังมีองค์ประกอบของ Crostina ท็อปด้านบนด้วยชิ้นหอยนางรมอีกด้วย (16/20)

UNDERGROWTH | meringue, porcini mushrooms and chestnuts

ล้างปากด้วย Pre-dessert ด้านนอกเป็นแผ่นเมอแรงก์กรอบที่แลดูคล้ายขนมปังแซนวิชโดยเชฟเตรียมขึ้นมาจากผงเห็ด Porcini ตรงกลางคือครีมเกาลัดรสชาติหวานอร่อย (16/20)

HONEY | mandarin, saffron and pollen

สำหรับของหวานเชฟนำเสนอวัตถุดิบหลักคือน้ำผึ้งโดยมีองค์ประกอบด้านล่างคือ Panna Cotta ที่เตรียมขึ้นมาจาก Saffron ให้อโรมาหอมเฉพาะตัว เลเยอร์ถัดมาคือเจลลี่ที่เตรียมขึ้นมาจากส้ม Mandarin และไอศกรีมที่เตรียมขึ้นมาจากครีมผสมกันกับเกสรดอกไม้ก่อนจะเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากน้ำผึ้งวางมาด้านบน (17/20)

TROPICAL | coconut, passionfruit and lime

ของหวานอีกจานหนึ่งคือ Tropical ที่ได้จากการนำเสนอวัตถุดิบจากภูมิภาคเขตร้อน (17/20)

TROPICAL | coconut, passionfruit and lime

องค์ประกอบแรกคือถ้วยช็อกโกแลตท็อปด้านบนด้วยโฟมมะพร้าว ด้านในบรรจุซอร์เบท์ที่เตรียมขึ้นมาจากเสาวรสรสเปรี้ยว (17/20)

TROPICAL | coconut, passionfruit and lime

องค์ประกอบข้างกันคือ Marshmallow เสาวรสและเจลมะม่วง (17/20)

Mignardises

ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Mignardises เสิร์ฟมาพร้อมกันหลายชนิด

Mignardises

เริ่มต้นด้วยจุก Cork ที่เตรียมขึ้นมาจากถั่ว องค์ประกอบอื่น ๆ คือ Chocolate and Coffee, Fake Peanut, Popling Chocolate, Canelé, Dark Chocolate and Passionfruit, Pistachio Macaron, Green Apple and Lime Jelly และ Raspberry Jelly

Caffe Latte (5 €)

จับคู่ Mignardises กับกาแฟร้อนสักแก้ว

💰 ราคา 1,050 €

🎗 [INTRO] ห้องอาหารที่เราหยิบมาเขียนบทความในวันนี้ตั้งอยู่ในชนบทอันห่างไกลของภูมิภาค Romagna ตัวร้านรายล้อมด้วยทุ่งเขียวขจีและเนินเขาน้อยใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตาชนิดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีห้องอาหารระดับสูงตั้งอยู่บริเวณนี้ได้ อย่างไรก็ตามด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ของเชฟ Alberto Faccani ทำให้ Magnolia โดดเด่นขึ้นมาจากห้องอาหารอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร Magnolia เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2003 บริเวณใจกลางเมืองริมทะเล Adriatic ที่มีชื่อว่า Cesenatico ก่อนจะคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในคู่มือปกแดงปี 2005 และเลื่อนขั้นสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2018

อย่างไรก็ตามในวันที่ 1 เมษายน 2022 ที่ผ่านมาเชฟ Alberto Faccani ตัดสินใจย้ายตำแหน่งร้านมายังพื้นที่ชนบทอันห่างไกลบนเนินเขาที่ต่ำที่สุดของพื้นที่แถบ Cesena ในจังหวัด Longiano รายล้อมด้วยภูเขา Titano แห่งแคว้น Romagna

ห้องรับประทานอาหารหลักมีเพดานสูงโปร่ง เราขอแนะนำให้เลือกนั่งริมผนังกระจกใสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของพื้นที่โดยรอบ

Alberto Faccani เกิดความตั้งใจในการเป็นเชฟตั้งแต่มีอายุได้เพียง 5 ขวบ ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับตำนานมาแล้วมากมาย อาหารที่นี่รังสรรค์ออกมาในรูปแบบร่วมสมัย

ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 อย่างคือ Menù Magnolia 2022-2023 (150 €) ซึ่งเป็นรายการที่เชฟรังสรรค์ขึ้นมาใหม่ล่าสุดนำเสนอมาที่จำนวน 9 คอร์สหรือจะเป็น Menù “Magnolia Classico” (130 €) ที่ได้รวมเมนูเด็ดประจำร้านนำเสนอมาที่จำนวน 7 คอร์ส ส่วนใครที่อยากเลือกชิมตามใจชอบสามารถขอดูรายการแบบ À La Carte ได้ในราคา 2 Courses (90 €) และ 3 Courses (130 €) ยังไม่รวม Cover Charges อีก 5 € ต่อคน

พื้นที่ด้านหน้าจัดเตรียมให้เป็นห้องรับรองลูกค้า

บรรยากาศโดยรอบ

ตัวอาคารเป็นวิลล่าสองชั้นเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นราว ๆ ปี 1930 พร้อมกับ Wine Cellar ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15

🎗 [WHY GO] Magnolia นำเสนออาหารระดับสูงโดยอาศัยวัตถุดิบของภูมิภาค Romagna นำเสนอมาในราคาสุดคุ้มค่า นอกจากนี้รายการไวน์โดยเฉพาะจากฝรั่งเศสยังมีราคาที่สมเหตุสมผล อย่างไรก็ตามตัวร้านตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากเมืองใหญ่ต่าง ๆ อยู่พอสมควรจนเราอาจแนะนำห้องอาหารแห่งนี้ให้เฉพาะเพื่อน ๆ ที่เดินทางมาท่องเที่ยวในแถบเมือง Bologna หรือ San Marino เท่านั้นนั่นเอง

สำหรับใครที่ต้องการพักผ่อนหลังจากจบมื้ออาหารสามารถเลือกจองห้องพักที่ Relais Villa Margherita ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเดียวกันได้อีกด้วย