GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Villa René Lalique
2 MICHELIN Stars

FranceVilla René Lalique · วีล่า เรอเน ลาลีค

Creative, Modern Cuisine · อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารโมเดิร์น — 18 rue Bellevue, Wingen-sur-Moder, 67290, France

🎗[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Fine Dining ที่มีตำแหน่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในจังหวัด Bas-Rhin ภูมิภาค Grand Est ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ทั้งนี้ตัวร้านยังเป็นคฤหาสถ์เก่าอายุเกินกว่า 100 ปี ของนักอัญมณีและคริสตัลชื่อดังผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lalique ซึ่งได้รับการยอมรับไปทั่วโลกอีกด้วย

🎗 [THE PLACE] René Jules Lalique เป็นนักอัญมณีและนักออกแบบแก้วคริสตัลที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศส เขาจบการศึกษาจาก Crystal Palace School of Art Sydenham ในกรุง London ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นช่างอัญมณีผู้ออกแบบผลงานให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่างเช่น Cartier และ Boucheron หลังจากที่เขาเปิดร้านอัญมณีเป็นของตัวเอง ณ ย่าน Opéra ในกรุง Paris เขาได้รังสรรค์ผลงานระดับ Masterpiece มากมายโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากชนบทในประเทศฝรั่งเศสรวมไปถึงลวดลายธรรมชาติแบบญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามเส้นทางที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาได้มากที่สุดคือการเปลี่ยนงานหลักมาเป็นนักออกแบบคริสตัลและเครื่องแก้วสไตล์ Art Deco แบรนด์ Lalique ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1888 โดยมีผลงานในการออกแบบขวดน้ำหอมให้กับ François Coty ก่อนขยับขยายศูนย์ผลิตเครื่องแก้วไปยังเมือง Combs-la-Ville ในปี 1909 ต่อด้วยศูนย์ผลิตในเมือง Wingen-sur-Moder ในปี 1921 และเป็นเมืองหลังนี่เองที่ René Lalique ตัดสินใจเข้าซื้อคฤหาสถ์ขนาดใหญ่ในปี 1920 สำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนของเขากับครอบครัวในช่วงที่มีความจำเป็นต้องเดินทางมายังเมือง Wingen-sur-Moder นอกเหนือไปจากนี้เขายังฝากผลงานอันประเมินมูลค่าไม่ได้เอาไว้มากมายอย่างเช่นการออกแบบเสาแก้วในห้องรับประทานอาหารหลักและ Grand Salon ในเรือรบ SS Normandie รวมไปถึงการตกแต่งด้วยแก้วภายใน St Matthew's Church ณ หมู่เกาะ Channel Island จนได้รับสมญานามว่า Glass Church อีกด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2015 คุณ Silvio Denz นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์เจ้าของแบรนด์ Lalique ในปัจจุบันตัดสินใจเข้าซื้อต่อคฤหาสถ์รวมไปถึงพื้นที่สำหรับปรับปรุงเป็นโรงแรมและห้องอาหารกูร์เม่ต์ สำหรับโรงแรม Villa René Lalique ออกแบบโดย Lady Tina Green และเพื่อนนักธุรกิจคือคุณ Pietro Mingarelli ประกอบไปด้วยห้อง Suites จำนวน 6 ห้องตั้งชื่อตามรูปแบบคริสตัล Lalique ทั้ง 6 ชนิดคือ Hirondelles (Swallows), Rose, Zeila Panther, Dahlia, Dragon และ Woman Mask ห้องรับประทานอาหารหลักได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่และเชื่อมกับบ้านหลังเดิมด้วยทางเดินกระจก สถาปนิคชาวสวิตเซอร์แลนด์นามว่า Mario Botta ตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในตกแต่งในสไตล์ Avant-garde สังเกตได้จากเสาหินทราย Vosges สีแดง ผนังทั้ง 3 ฝั่งกั้นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานมองออกไปเห็นสวนขนาด 6 เอเคอร์ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้มากมายทั้งไฮเดรนเยีย, ต้นเกาลัด, ต้นเบิร์ช, ต้นบีช, ต้นโอ๊ค ต้นสน และต้นซีดาร์สีน้ำเงินแลดูร่มรื่นตาในช่วงมื้อกลางวัน ส่วนมื้อกลางคืนโดดเด่นด้วยแสงไฟที่สะท้อนออกมาจากคริสตัลแชนเดอเลียร์สุดหรูส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง โต๊ะอาหารปูด้วยผ้าสีขาว แก้วน้ำ, แก้วไวน์ รวมไปถึงของประดับต่าง ๆ ล้วนทำขึ้นมาจาก Lalique Crystal ราคาสูงช่วยให้บรรยากาศตลอดมื้อตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมทุกคน เราขอแนะนำให้แวะลงไปยังชั้นล่างเพื่อชมห้องเก็บไวน์ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานของคุณ Mario Botta เช่นกัน เหล่านักชิมจะพบกับห้องสี่เหลี่ยมขนาด 200 ตารางเมตรพร้อมกับไวน์จำนวนกว่า 12,000 ขวด อีกฝั่งหนึ่งเป็นตู้สำหรับจัดแสดงถ้วยคริสตัล, แก้วไวน์คริสตัล และอุปกรณ์อย่าง Carafe ซึ่งใช้เสิร์ฟลูกค้าจริงในห้องรับประทานอาหารหลักอีกด้วย

🎗 [THE CHEF] Paul Stradner เป็นเชฟมากฝีมือชาวออสเตรีย ตัวเขาเกิดในปี 1981 ณ ฟาร์มชนบทใกล้ ๆ กับเมือง Graz ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค Styria เมื่อมีอายุได้ 15 ปีเขาตัดสินใจไปฝึกงานที่ห้องอาหารท้องถิ่นในเมือง Graz ชื่อว่า Luttenberger นานถึง 4 ปี ต่อด้วยงานในโรงแรมชั้นนำคือ Hotel Linde ในเมือง Maria Wörth และ Hotel Arlberg ใน Lech am Arlberg อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาคือการเดินทางไปทำงานที่ Hotel Traube Tonbach ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Silberberg และ Schwarzwaldstube (3 MICHELIN Stars) อยู่นานถึง 7 ปีตั้งแต่ตำแหน่ง Chef Tournant ซึ่งจะหมุนเวียนไปตามตำแหน่งต่าง ๆ, Poissonier รับผิดชอบในการเตรียมปลา, Entremetier รับผิดชอบเกี่ยวกับการเตรียมซุป ไข่ รวมไปถึงผักและ Saucier รับผิดชอบเกี่ยวกับการขึ้นซอส หลังจากนั้นเขาย้ายไปรับงานในตำแหน่ง Sous Chef กับเชฟ Jean Georges Klein ที่ห้องอาหาร L'Arnsbourg (3 MICHELIN Stars) อยู่นาน 3 ปี หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาได้ย้ายไปรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับ Brenners Park Restaurant (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ ต่อในปี 2017 เชฟ Jean Georges Klein ผู้ย้ายมารับตำแหน่งเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหาร Villa René Lalique ในช่วงแรกได้ชักชวนเชฟ Paul Stradner ให้มาร่วมงานกันเพื่อรักษารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ก่อนที่จะผลักดันให้เขากลายมาเป็น Head Chef แต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ปี 2020 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Paul Stradner สามารถแสดงออกถึงความเป็น Perfectionist ของเขาและตัวตนของเขาซึ่งเป็นชาว Styria ผ่านลงมาทางอาหารทุก ๆ จานได้อย่างน่าประทับใจ บางจานมีการผสมผสานเทคนิคอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมเข้ากันกับวัตถุดิบอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปในขณะที่บางจานผ่านการรังสรรค์ด้วยไอเดียใหม่ ๆ จนได้ออกมาเป็นเมนูที่ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting ได้หลากหลายรูปแบบเริ่มตั้งแต่ 3-STEP WALTZ (160 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สมาพร้อมกับคอร์สคั่นกลางเพิ่มเติมอีกบางส่วน ทั้งนี้ลูกค้าแต่ละคนยังเลือกเมนูที่แตกต่างกันได้ ถัดมาคือ 4-STEP WALTZ (220 €) นำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สซึ่งจะเพิ่มเติมอาหารจานหลักมาให้อีก 1 คอร์สและคอร์สคั่นกลางเพิ่มเติมขึ้นมาเมื่อเทียบกันกับเซ็ตเมนูชุดเล็ก สุดท้ายคือเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า MENU RENE LALIQUE (260 €) นำเสนอมาในรูปแบบเดียวที่จำนวน 7 คอร์ส อย่าลืมเผื่อท้องเอาไว้สำหรับสุดยอดอาหารหวานที่คิดค้นโดยเชฟ Nicolas Multon รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาที่สูงกว่าราคาท้องตลาดพอสมควร สำหรับจานที่เราชื่นชอบและประทับใจอย่างเช่น

✨ DUCK FOIE GRAS

BUTTON MUSHROOMS - LEMONCURD - BRIOCHE

เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยฟัวกราส์ตับเป็ดซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของภูมิภาค Alsace เตรียมมาในลักษณะของรอแยลเนื้อเนียนละมุน จากนั้นวางองค์ประกอบล้อมรอบด้วยเห็ดกระดุมฝานเป็นชิ้นบาง ๆ วางเรียงต่อกันช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของเลมอนเคิร์ดให้รสเปรี้ยวซิตรัสมาตัดกันกับความครีมมี่ของฟัวกราส์ รอบ ๆ คือผงพาสลีย์สีเขียวมีกลิ่นเฉพาะตัวทั้งยังตกแต่งสีสันของจานให้สวยงามมากขึ้น วิธีรับประทานให้ทาฟัวกราส์ลงบนขนมปังบริยอชนุ่ม ๆ เข้ากันดีสุด ๆ (18/20)

✨ SALMON TROUT FROM SPARSBACH

SAFFRON FROM ALSACE - PROPOLIS - STUFFED BUEWESPAETZLE - MUSHROOMS

ปลาเทร้าต์จากเมือง Sparsbach ปรุงให้ได้ระดับด้วยอุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียสเพื่อให้เนื้อสัมผัสยังคงไว้ซึ่งความฉ่ำและเนียน ข้าง ๆ กันคือ Buewespaetzle ซึ่งเป็นพาสต้ามันฝรั่งท้องถิ่นที่เชฟปรับรูปแบบการนำเสนอใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ด้านในสอดไส้เห็ดและไข่ปลาเทร้าต์สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ซับซ้อน ส่วนซอสสีเหลืองมีส่วนผสมของแซฟฟรอนจากแถบ Alsace ให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัว ด้านล่างของจานคือ Propolis หรือกาวชันผึ้งให้รสชาติขมเบา ๆ นั่นเอง (18/20)

✨ RABBIT SHOULDER CONFIT FOR 16 HOURS

CONFIT PEPPER - SWEET PAPRIKA SAUCE - YOUNG SALAD SHOOTS - DRIED AND SMOKED SADDLE OF RABBIT

ส่วนขาหน้าของกระต่ายที่ผ่านการ Confit ในอุณหภูมิต่ำนานถึง 16 ชั่วโมงจนนุ่มและเคี้ยวง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความสู้ฟันที่พอเหมาะ จากนั้นจึงราดด้วยซอสที่มีความฉุนของพริกหวานให้รสชาติและกลิ่นที่คล้ายคลึงกันกับ Goulash องค์ประกอบของ Double Cream และด้านบนท็อปด้วยครูตองกรอบ ๆ จานข้าง ๆ กันคือ Young Fresh Salad เสิร์ฟมากับส่วน Saddle หรือหลังของกระต่ายที่ผ่านการรมควันจนเคี้ยวหนึบและให้รสชาติที่เข้มข้น ด้านบนคือ Poached Egg ช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (18/20)

🎗 [WHY GO] อาหารของเชฟ Paul Stradner เต็มไปด้วยความซับซ้อนและผ่านการออกแบบมาอย่างปราณีต บางคอร์สอาจต้องใช้ความคิดและการตีความรสชาติที่แปลกใหม่จนเราอาจแนะนำให้เหล่านักชิมลองทำความคุ้นเคยกับรสชาติอาหารฝรั่งเศสจากฝั่งประเทศเยอรมนีและออสเตรียมาก่อน ราคาอาหารและไวน์จัดว่าค่อนข้างสูงตามมาตรฐานของตัวร้านและโรงแรม ทีมบริกรตลอดสามารถยกระดับบรรยากาศและความสุนทรีย์ตลอดมื้ออาหารออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ด้วยความที่ตำแหน่งของร้านอยู่ค่อนข้างไกลจากเมืองใหญ่ต่าง ๆ เราจึงขอแนะนำให้เริ่มต้นการเดินทางจากนคร Strasbourg ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถยนต์หรือจากนคร Metz ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก็ได้เช่นกัน สำหรับใครที่เหลือเวลาอย่าลืมแวะไปชม Musée Lalique ซึ่งใช้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ Lalique Crystal หาชมยากและตั้งอยู่ห่างจากห้องอาหารออกไปเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 54 รูป

🇫🇷 Villa René Lalique - วีล่า เรอเน ลาลีค 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🏵️🏵️🏵️🏵️ 17/20 Gault&Millau - 17/20 โก&มีโย 🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ 🍴 Creative, Modern Cuisine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารโมเดิร์น 👨🏻‍🍳 Chef Paul Stradner - เชฟพอล ชทราทนาร์
รูปที่ 1
🇫🇷 Villa René Lalique - วีล่า เรอเน ลาลีค 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🏵️🏵️🏵️🏵️ 17/20 Gault&Millau - 17/20 โก&มีโย 🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ 🍴 Creative, Modern Cuisine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารโมเดิร์น 👨🏻‍🍳 Chef Paul Stradner - เชฟพอล ชทราทนาร์
🎗[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Fine Dining ที่มีตำแหน่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในจังหวัด Bas-Rhin ภูมิภาค Grand Est ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ทั้งนี้ตัวร้านยังเป็นคฤหาสถ์เก่าอายุเกินกว่า 100 ปี ของนักอัญมณีและคริสตัลชื่อดังผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lalique ซึ่งได้รับการยอมรับไปทั่วโลกอีกด้วย
รูปที่ 2
🎗[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Fine Dining ที่มีตำแหน่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในจังหวัด Bas-Rhin ภูมิภาค Grand Est ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ทั้งนี้ตัวร้านยังเป็นคฤหาสถ์เก่าอายุเกินกว่า 100 ปี ของนักอัญมณีและคริสตัลชื่อดังผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lalique ซึ่งได้รับการยอมรับไปทั่วโลกอีกด้วย
Amuse-bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Crispy Potato หรือมันฝรั่งกรอบ ด้านในบรรจุ Rilette ปลาเทร้าต์ให้เนื้อสัมผัสที่ละเอียดคล้ายสำลีท็อปด้านบนด้วยไข่ปลาเทร้าต์อีกทีหนึ่ง คำที่สองคือ Like a Picon Bière เป็นเมนูที่เชฟอาศัยแรงบันดาลใจ เชฟนำเสนอมูสที่มีรสชาติขมวางมาข้างกันกับเชอร์เบทที่ทำมาจากเบียร์ ด้านบนท็อปด้วยขนมปัง Bretzel ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ นั่นเอง สุดท้ายคือ Kirchtagssuppe ซึ่งเป็นซุปที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศ Austria บ้านเกิดของเชฟโดดเด่นด้วยความนุ่มของเนื้อไก่ผสมผสานไปกับอโรมาหอม ๆ ของแซฟฟรอนและซินนามอนให้รสชาติที่เข้มข้น อร่อยมาก ๆ (17/20)
รูปที่ 3
Amuse-bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Crispy Potato หรือมันฝรั่งกรอบ ด้านในบรรจุ Rilette ปลาเทร้าต์ให้เนื้อสัมผัสที่ละเอียดคล้ายสำลีท็อปด้านบนด้วยไข่ปลาเทร้าต์อีกทีหนึ่ง คำที่สองคือ Like a Picon Bière เป็นเมนูที่เชฟอาศัยแรงบันดาลใจ เชฟนำเสนอมูสที่มีรสชาติขมวางมาข้างกันกับเชอร์เบทที่ทำมาจากเบียร์ ด้านบนท็อปด้วยขนมปัง Bretzel ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ นั่นเอง สุดท้ายคือ Kirchtagssuppe ซึ่งเป็นซุปที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศ Austria บ้านเกิดของเชฟโดดเด่นด้วยความนุ่มของเนื้อไก่ผสมผสานไปกับอโรมาหอม ๆ ของแซฟฟรอนและซินนามอนให้รสชาติที่เข้มข้น อร่อยมาก ๆ (17/20)
PERFECT EGG MUSTARD - GHERKIN - CAPERS - SPINACH - TARRAGON เริ่มต้นที่สุดยอด Signature Dish ประจำร้านอย่าง Perfect Egg โดยเชฟนำเสนอไข่แดงปรุงให้สุกพอเหมาะที่อุณหภูมิ 62 องศาเซลเซียสด้านบนคือ Shallot หรือหอมแดง รอบ ๆ คือ Mustard Cloud ให้อโรมาฉุนเฉพาะตัว ด้านล่างรองด้วยผักปวยเล้งและเคเปอร์ โทนของรสชาติออกไปทางเปรี้ยวเพื่อให้ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้ดี (17/20)
รูปที่ 4
PERFECT EGG MUSTARD - GHERKIN - CAPERS - SPINACH - TARRAGON เริ่มต้นที่สุดยอด Signature Dish ประจำร้านอย่าง Perfect Egg โดยเชฟนำเสนอไข่แดงปรุงให้สุกพอเหมาะที่อุณหภูมิ 62 องศาเซลเซียสด้านบนคือ Shallot หรือหอมแดง รอบ ๆ คือ Mustard Cloud ให้อโรมาฉุนเฉพาะตัว ด้านล่างรองด้วยผักปวยเล้งและเคเปอร์ โทนของรสชาติออกไปทางเปรี้ยวเพื่อให้ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้ดี (17/20)
BEETROOT SYMPHONY คอร์สนี้เชฟนำเสนอองค์ประกอบอันหลากหลายของบีทรูท (18/20)
รูปที่ 5
BEETROOT SYMPHONY คอร์สนี้เชฟนำเสนอองค์ประกอบอันหลากหลายของบีทรูท (18/20)
BEETROOT SYMPHONY ฝั่งซ้ายมือคือ Crispy Red Beetroot ตรงกลางคือเนื้อวัวให้ Earthy Aroma เด่นชัด ถัดมาตรงกลางคือ Raw Beetroot หรือบีทรูทดิบเสิร์ฟมากับ Double Cream รอบ ๆ คือซุปที่เตรียมมาจากเนื้อและบีทรูทเช่นกัน (18/20)
รูปที่ 6
BEETROOT SYMPHONY ฝั่งซ้ายมือคือ Crispy Red Beetroot ตรงกลางคือเนื้อวัวให้ Earthy Aroma เด่นชัด ถัดมาตรงกลางคือ Raw Beetroot หรือบีทรูทดิบเสิร์ฟมากับ Double Cream รอบ ๆ คือซุปที่เตรียมมาจากเนื้อและบีทรูทเช่นกัน (18/20)
BEETROOT SYMPHONY สุดท้ายคือองค์ประกอบของบีทรูทและแอปเปิ้ลเขียวท็อปด้วยมูสของบีทรูทแดง ด้านบนคือไอศกรีมนมแพะ เชฟยังขูด Raifort ลงไปที่ด้านบนให้ความฉุนช่วยเรียกความสดชื่นและล้างปากได้ลงตัวอย่างน่าตกใจ (18/20)
รูปที่ 7
BEETROOT SYMPHONY สุดท้ายคือองค์ประกอบของบีทรูทและแอปเปิ้ลเขียวท็อปด้วยมูสของบีทรูทแดง ด้านบนคือไอศกรีมนมแพะ เชฟยังขูด Raifort ลงไปที่ด้านบนให้ความฉุนช่วยเรียกความสดชื่นและล้างปากได้ลงตัวอย่างน่าตกใจ (18/20)
DUCK FOIE GRAS BUTTON MUSHROOMS - LEMONCURD - BRIOCHE เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยฟัวกราส์ตับเป็ดซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของภูมิภาค Alsace เตรียมมาในลักษณะของรอแยลเนื้อเนียนละมุน จากนั้นวางองค์ประกอบล้อมรอบด้วยเห็ดกระดุมฝานเป็นชิ้นบาง ๆ วางเรียงต่อกันช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว (18/20)
รูปที่ 8
DUCK FOIE GRAS BUTTON MUSHROOMS - LEMONCURD - BRIOCHE เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยฟัวกราส์ตับเป็ดซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของภูมิภาค Alsace เตรียมมาในลักษณะของรอแยลเนื้อเนียนละมุน จากนั้นวางองค์ประกอบล้อมรอบด้วยเห็ดกระดุมฝานเป็นชิ้นบาง ๆ วางเรียงต่อกันช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว (18/20)
DUCK FOIE GRAS BUTTON MUSHROOMS - LEMONCURD - BRIOCHE นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของเลมอนเคิร์ดให้รสเปรี้ยวซิตรัสมาตัดกันกับความครีมมี่ของฟัวกราส์ รอบ ๆ คือผงพาสลีย์สีเขียวมีกลิ่นเฉพาะตัวทั้งยังตกแต่งสีสันของจานให้สวยงามมากขึ้น (18/20)
รูปที่ 9
DUCK FOIE GRAS BUTTON MUSHROOMS - LEMONCURD - BRIOCHE นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของเลมอนเคิร์ดให้รสเปรี้ยวซิตรัสมาตัดกันกับความครีมมี่ของฟัวกราส์ รอบ ๆ คือผงพาสลีย์สีเขียวมีกลิ่นเฉพาะตัวทั้งยังตกแต่งสีสันของจานให้สวยงามมากขึ้น (18/20)
DUCK FOIE GRAS BUTTON MUSHROOMS - LEMONCURD - BRIOCHE วิธีรับประทานให้ทาฟัวกราส์ลงบนขนมปังบริยอชนุ่ม ๆ เข้ากันดีสุด ๆ (18/20)
รูปที่ 10
DUCK FOIE GRAS BUTTON MUSHROOMS - LEMONCURD - BRIOCHE วิธีรับประทานให้ทาฟัวกราส์ลงบนขนมปังบริยอชนุ่ม ๆ เข้ากันดีสุด ๆ (18/20)
ARCTIC CHAR FROM SPARSBACH MARINATED RAW AND SMOKED - QUETSCHE Arctic Char จากฟาร์มในเมือง Sparsbach เสิร์ฟมา 2 รูปแบบที่แตกต่างกัน ด้านล่างคือเนื้อปลาดิบที่ผ่านกระบวนการหมักเสิร์ฟมากับแอปเปิ้ลเขียวหั่นเต๋าช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส อีกส่วนหนึ่งคือเนื้อปลาที่ผ่านรมควันจนได้เนื้อสัมผัสที่เฟิร์มมากยิ่งขึ้น ด้านบนคือเจลที่เตรียมมาจาก Quetsche Plum ซึ่งเป็นพืชในตระกูลบ๊วยให้รสชาติออกเปรี้ยวตัดด้วยเนื้อสัมผัสของหนังปลา รอบ ๆ คือครีมซอสหอมมันตัดด้วยความฉุนเบา ๆ ของน้ำมันสมุนไพร (17/20)
รูปที่ 11
ARCTIC CHAR FROM SPARSBACH MARINATED RAW AND SMOKED - QUETSCHE Arctic Char จากฟาร์มในเมือง Sparsbach เสิร์ฟมา 2 รูปแบบที่แตกต่างกัน ด้านล่างคือเนื้อปลาดิบที่ผ่านกระบวนการหมักเสิร์ฟมากับแอปเปิ้ลเขียวหั่นเต๋าช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส อีกส่วนหนึ่งคือเนื้อปลาที่ผ่านรมควันจนได้เนื้อสัมผัสที่เฟิร์มมากยิ่งขึ้น ด้านบนคือเจลที่เตรียมมาจาก Quetsche Plum ซึ่งเป็นพืชในตระกูลบ๊วยให้รสชาติออกเปรี้ยวตัดด้วยเนื้อสัมผัสของหนังปลา รอบ ๆ คือครีมซอสหอมมันตัดด้วยความฉุนเบา ๆ ของน้ำมันสมุนไพร (17/20)
INTERMEZZO คั่นกลางด้วยที่มีความสดชื่นของเมลอนแห้ง 2 ระดับ ด้านบนคือเชอร์เบท์ของไวน์หวานท้องถิ่น ยังมีองค์ประกอยของถั่วเพิ่มความกรอบและน้ำมันช่วยเพิ่มความ Oily ได้เล็กน้อย
รูปที่ 12
INTERMEZZO คั่นกลางด้วยที่มีความสดชื่นของเมลอนแห้ง 2 ระดับ ด้านบนคือเชอร์เบท์ของไวน์หวานท้องถิ่น ยังมีองค์ประกอยของถั่วเพิ่มความกรอบและน้ำมันช่วยเพิ่มความ Oily ได้เล็กน้อย
SCALLOP SQUASH - KIMCHI คอร์สนี้เป็นองค์ประกอบของหอยเชลล์และกิมจิ (16/20)
รูปที่ 13
SCALLOP SQUASH - KIMCHI คอร์สนี้เป็นองค์ประกอบของหอยเชลล์และกิมจิ (16/20)
SCALLOP SQUASH - KIMCHI พนักงานแนะนำให้เริ่มต้นด้วยมินิทาโก้สีดำ ตรงกลางบรรจุเนื้อหอยเชลล์ดิบที่มีความเปรี้ยวเบา ๆ ของซิตรัส (16/20)
รูปที่ 14
SCALLOP SQUASH - KIMCHI พนักงานแนะนำให้เริ่มต้นด้วยมินิทาโก้สีดำ ตรงกลางบรรจุเนื้อหอยเชลล์ดิบที่มีความเปรี้ยวเบา ๆ ของซิตรัส (16/20)
SCALLOP SQUASH - KIMCHI หอยเชลล์ที่ปรุงสุกกับเนยแล่มาเป็นชิ้น ๆ องค์ประกอบตรงกลางเตรียมมาจาก Potimaron มีลักษณะหวานคล้ายกันกับฟักทองน้ำเต้าที่เราคุ้นเคยกัน จากนั้นตกแต่งรสชาติด้วยกิมจิในสไตล์ของเอเชีย (16/20)
รูปที่ 15
SCALLOP SQUASH - KIMCHI หอยเชลล์ที่ปรุงสุกกับเนยแล่มาเป็นชิ้น ๆ องค์ประกอบตรงกลางเตรียมมาจาก Potimaron มีลักษณะหวานคล้ายกันกับฟักทองน้ำเต้าที่เราคุ้นเคยกัน จากนั้นตกแต่งรสชาติด้วยกิมจิในสไตล์ของเอเชีย (16/20)
SALMON TROUT FROM SPARSBACH SAFFRON FROM ALSACE - PROPOLIS - STUFFED BUEWESPAETZLE - MUSHROOMS ปลาเทร้าต์จากเมือง Sparsbach ปรุงให้ได้ระดับด้วยอุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียสเพื่อให้เนื้อสัมผัสยังคงไว้ซึ่งความฉ่ำและเนียน ข้าง ๆ กันคือ Buewespaetzle ซึ่งเป็นพาสต้ามันฝรั่งท้องถิ่นที่เชฟปรับรูปแบบการนำเสนอใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ด้านในสอดไส้เห็ดและไข่ปลาเทร้าต์สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ซับซ้อน ส่วนซอสสีเหลืองมีส่วนผสมของแซฟฟรอนจากแถบ Alsace ให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัว ด้านล่างของจานคือ Propolis หรือกาวชันผึ้งให้รสชาติขมเบา ๆ นั่นเอง (18/20)
รูปที่ 16
SALMON TROUT FROM SPARSBACH SAFFRON FROM ALSACE - PROPOLIS - STUFFED BUEWESPAETZLE - MUSHROOMS ปลาเทร้าต์จากเมือง Sparsbach ปรุงให้ได้ระดับด้วยอุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียสเพื่อให้เนื้อสัมผัสยังคงไว้ซึ่งความฉ่ำและเนียน ข้าง ๆ กันคือ Buewespaetzle ซึ่งเป็นพาสต้ามันฝรั่งท้องถิ่นที่เชฟปรับรูปแบบการนำเสนอใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ด้านในสอดไส้เห็ดและไข่ปลาเทร้าต์สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ซับซ้อน ส่วนซอสสีเหลืองมีส่วนผสมของแซฟฟรอนจากแถบ Alsace ให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัว ด้านล่างของจานคือ Propolis หรือกาวชันผึ้งให้รสชาติขมเบา ๆ นั่นเอง (18/20)
BREAD AND BUTTER ตลอดมื้อพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังหลายชนิดทั้ง Baguette, Potato Bread และ Cerial Bread มาคู่กันกับเนย นอกจากนี้ยังมีเมล็ดธัญพืชและครีมฟักทอง
รูปที่ 17
BREAD AND BUTTER ตลอดมื้อพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังหลายชนิดทั้ง Baguette, Potato Bread และ Cerial Bread มาคู่กันกับเนย นอกจากนี้ยังมีเมล็ดธัญพืชและครีมฟักทอง
CAPPUCCINO POTATO - BLACK TRUFFEL ล้างปากด้วยคาปูชิโน่มันฝรั่งให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนักพอสมควร ทั้งยังมีกลิ่นหอมของทรัฟเฟิลอีกด้วย
รูปที่ 18
CAPPUCCINO POTATO - BLACK TRUFFEL ล้างปากด้วยคาปูชิโน่มันฝรั่งให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนักพอสมควร ทั้งยังมีกลิ่นหอมของทรัฟเฟิลอีกด้วย
JERSIAIS BEEF MIRABEAU OLIVE - ANCHOVY - SHALLOT เนื้อวัวสายพันธุ์ Jersey เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ข้าง ๆ คือ Beef Jus ช่วยเพิ่มความเข้มข้น (16/20)
รูปที่ 19
JERSIAIS BEEF MIRABEAU OLIVE - ANCHOVY - SHALLOT เนื้อวัวสายพันธุ์ Jersey เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ข้าง ๆ คือ Beef Jus ช่วยเพิ่มความเข้มข้น (16/20)
JERSIAIS BEEF MIRABEAU OLIVE - ANCHOVY - SHALLOT นอกจากนี้เชฟยังเลือกในสไตล์ Mirabeau หมายความว่าต้องมีอีก 2 องค์ประกอบหลักคือมะกอกและแองโชวี่นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของครีมมะเขือเทศและชิ้นหอมแดงรวมไปถึงบล็อคโคลี่ป่าอีกด้วย (16/20)
รูปที่ 20
JERSIAIS BEEF MIRABEAU OLIVE - ANCHOVY - SHALLOT นอกจากนี้เชฟยังเลือกในสไตล์ Mirabeau หมายความว่าต้องมีอีก 2 องค์ประกอบหลักคือมะกอกและแองโชวี่นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของครีมมะเขือเทศและชิ้นหอมแดงรวมไปถึงบล็อคโคลี่ป่าอีกด้วย (16/20)
JERSIAIS BEEF MIRABEAU OLIVE - ANCHOVY - SHALLOT ข้างกันคือการผสมผสานรสชาติของเนื้อวัวเข้ากันกับมันฝรั่งและพริกหวานเขียว (16/20)
รูปที่ 21
JERSIAIS BEEF MIRABEAU OLIVE - ANCHOVY - SHALLOT ข้างกันคือการผสมผสานรสชาติของเนื้อวัวเข้ากันกับมันฝรั่งและพริกหวานเขียว (16/20)
RABBIT SHOULDER CONFIT FOR 16 HOURS CONFIT PEPPER - SWEET PAPRIKA SAUCE - YOUNG SALAD SHOOTS - DRIED AND SMOKED SADDLE OF RABBIT ส่วนขาหน้าของกระต่ายที่ผ่านการ Confit ในอุณหภูมิต่ำนานถึง 16 ชั่วโมงจนนุ่มและเคี้ยวง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความสู้ฟันที่พอเหมาะ (18/20)
รูปที่ 22
RABBIT SHOULDER CONFIT FOR 16 HOURS CONFIT PEPPER - SWEET PAPRIKA SAUCE - YOUNG SALAD SHOOTS - DRIED AND SMOKED SADDLE OF RABBIT ส่วนขาหน้าของกระต่ายที่ผ่านการ Confit ในอุณหภูมิต่ำนานถึง 16 ชั่วโมงจนนุ่มและเคี้ยวง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความสู้ฟันที่พอเหมาะ (18/20)
RABBIT SHOULDER CONFIT FOR 16 HOURS CONFIT PEPPER - SWEET PAPRIKA SAUCE - YOUNG SALAD SHOOTS - DRIED AND SMOKED SADDLE OF RABBIT จากนั้นจึงราดด้วยซอสที่มีความฉุนของพริกหวานให้รสชาติและกลิ่นที่คล้ายคลึงกันกับ Goulash องค์ประกอบของ Double Cream และด้านบนท็อปด้วยครูตองกรอบ ๆ (18/20)
รูปที่ 23
RABBIT SHOULDER CONFIT FOR 16 HOURS CONFIT PEPPER - SWEET PAPRIKA SAUCE - YOUNG SALAD SHOOTS - DRIED AND SMOKED SADDLE OF RABBIT จากนั้นจึงราดด้วยซอสที่มีความฉุนของพริกหวานให้รสชาติและกลิ่นที่คล้ายคลึงกันกับ Goulash องค์ประกอบของ Double Cream และด้านบนท็อปด้วยครูตองกรอบ ๆ (18/20)
RABBIT SHOULDER CONFIT FOR 16 HOURS CONFIT PEPPER - SWEET PAPRIKA SAUCE - YOUNG SALAD SHOOTS - DRIED AND SMOKED SADDLE OF RABBIT จานข้าง ๆ กันคือ Young Fresh Salad เสิร์ฟมากับส่วน Saddle หรือหลังของกระต่ายที่ผ่านการรมควันจนเคี้ยวหนึบและให้รสชาติที่เข้มข้น ด้านบนคือ Poached Egg ช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (18/20)
รูปที่ 24
RABBIT SHOULDER CONFIT FOR 16 HOURS CONFIT PEPPER - SWEET PAPRIKA SAUCE - YOUNG SALAD SHOOTS - DRIED AND SMOKED SADDLE OF RABBIT จานข้าง ๆ กันคือ Young Fresh Salad เสิร์ฟมากับส่วน Saddle หรือหลังของกระต่ายที่ผ่านการรมควันจนเคี้ยวหนึบและให้รสชาติที่เข้มข้น ด้านบนคือ Poached Egg ช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (18/20)
PRE-DESSERT ล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวานด้วยซูคินี่ช่วยเรียกความสดชื่นและองค์ประกอบที่ให้รสชาติขมของส้ม ด้านบนท็อปด้วยครีมโยเกิร์ต เมล็ดซูคินี่ และไอศกรีมซูคินี่
รูปที่ 25
PRE-DESSERT ล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวานด้วยซูคินี่ช่วยเรียกความสดชื่นและองค์ประกอบที่ให้รสชาติขมของส้ม ด้านบนท็อปด้วยครีมโยเกิร์ต เมล็ดซูคินี่ และไอศกรีมซูคินี่
KRIEGSHEIM PEAR „PETIT MUESLI” BEER FROM THE BLÜEME BREWERY - BRIOCHE Kriegsheim Pear จับคู่กับเบียร์จาก Blüeme Brewery และรสชาติของ Fromage Blanc เสิร์ฟในลักษณะของครีม (20/20)
รูปที่ 26
KRIEGSHEIM PEAR „PETIT MUESLI” BEER FROM THE BLÜEME BREWERY - BRIOCHE Kriegsheim Pear จับคู่กับเบียร์จาก Blüeme Brewery และรสชาติของ Fromage Blanc เสิร์ฟในลักษณะของครีม (20/20)
KRIEGSHEIM PEAR „PETIT MUESLI” BEER FROM THE BLÜEME BREWERY - BRIOCHE นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของขนมปังบริยอช เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วย Petit Muesli กรอบ ๆ (20/20)
รูปที่ 27
KRIEGSHEIM PEAR „PETIT MUESLI” BEER FROM THE BLÜEME BREWERY - BRIOCHE นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของขนมปังบริยอช เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วย Petit Muesli กรอบ ๆ (20/20)
KRIEGSHEIM PEAR „PETIT MUESLI” BEER FROM THE BLÜEME BREWERY - BRIOCHE ข้างกันคือ Beignet รองด้วยไซรัปเบียร์ ด้านบนท็อปด้วยเจลซิตรัสเสริมรสชาติเปนี้ยวเบา ๆ ได้อย่างกลมกล่อม (20/20)
รูปที่ 28
KRIEGSHEIM PEAR „PETIT MUESLI” BEER FROM THE BLÜEME BREWERY - BRIOCHE ข้างกันคือ Beignet รองด้วยไซรัปเบียร์ ด้านบนท็อปด้วยเจลซิตรัสเสริมรสชาติเปนี้ยวเบา ๆ ได้อย่างกลมกล่อม (20/20)
HAZELNUT HAZELNUT - BLACKCURRANT - TOASTED VANILLA จานนี้เชฟนำเสนอถั่วฮาเซลนัทจากแคว้น Piedmonte ประเทศอิตาลีนำเสนอมาในหลากหลายองค์ประกอบทั้ง Sorbet, Crocanti, Ganache ผสมผสานกับวานิลลาคั่ว และเจลลี่ (20/20)
รูปที่ 29
HAZELNUT HAZELNUT - BLACKCURRANT - TOASTED VANILLA จานนี้เชฟนำเสนอถั่วฮาเซลนัทจากแคว้น Piedmonte ประเทศอิตาลีนำเสนอมาในหลากหลายองค์ประกอบทั้ง Sorbet, Crocanti, Ganache ผสมผสานกับวานิลลาคั่ว และเจลลี่ (20/20)
CHOCOLATE ใครที่ไปในโอกาสพิเศษทางร้านจะมอบ Chocolate เสิร์ฟมาในกล่องสี่เหลี่ยมจิ๋วเป็นของขวัญกลับบ้านด้วย
รูปที่ 30
CHOCOLATE ใครที่ไปในโอกาสพิเศษทางร้านจะมอบ Chocolate เสิร์ฟมาในกล่องสี่เหลี่ยมจิ๋วเป็นของขวัญกลับบ้านด้วย
PETIT FOURS ปิดท้ายด้วยขนมหวานหลากหลายอย่างคือ Chestnut Honey Madeleine, Chocolate and Coffee, Puff Pastry with Cream and Fig, Gianduja Chocolate with Hazelnut สัดท้ายคือ William Pear Sherbet
รูปที่ 31
PETIT FOURS ปิดท้ายด้วยขนมหวานหลากหลายอย่างคือ Chestnut Honey Madeleine, Chocolate and Coffee, Puff Pastry with Cream and Fig, Gianduja Chocolate with Hazelnut สัดท้ายคือ William Pear Sherbet
รายการไวน์ในวันนี้
รูปที่ 32
รายการไวน์ในวันนี้
💰 ราคา 547 €
รูปที่ 33
💰 ราคา 547 €
Table Settings
รูปที่ 34
Table Settings
🎗 [THE PLACE] René Jules Lalique เป็นนักอัญมณีและนักออกแบบแก้วคริสตัลที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศส เขาจบการศึกษาจาก Crystal Palace School of Art Sydenham ในกรุง London ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นช่างอัญมณีผู้ออกแบบผลงานให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่างเช่น Cartier และ Boucheron
รูปที่ 35
🎗 [THE PLACE] René Jules Lalique เป็นนักอัญมณีและนักออกแบบแก้วคริสตัลที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศส เขาจบการศึกษาจาก Crystal Palace School of Art Sydenham ในกรุง London ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นช่างอัญมณีผู้ออกแบบผลงานให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่างเช่น Cartier และ Boucheron
หลังจากที่เขาเปิดร้านอัญมณีเป็นของตัวเอง ณ ย่าน Opéra ในกรุง Paris เขาได้รังสรรค์ผลงานระดับ Masterpiece มากมายโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากชนบทในประเทศฝรั่งเศสรวมไปถึงลวดลายธรรมชาติแบบญี่ปุ่น
รูปที่ 36
หลังจากที่เขาเปิดร้านอัญมณีเป็นของตัวเอง ณ ย่าน Opéra ในกรุง Paris เขาได้รังสรรค์ผลงานระดับ Masterpiece มากมายโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากชนบทในประเทศฝรั่งเศสรวมไปถึงลวดลายธรรมชาติแบบญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามเส้นทางที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาได้มากที่สุดคือการเปลี่ยนงานหลักมาเป็นนักออกแบบคริสตัลและเครื่องแก้วสไตล์ Art Deco แบรนด์ Lalique ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1888 โดยมีผลงานในการออกแบบขวดน้ำหอมให้กับ François Coty ก่อนขยับขยายศูนย์ผลิตเครื่องแก้วไปยังเมือง Combs-la-Ville ในปี 1909 ต่อด้วยศูนย์ผลิตในเมือง Wingen-sur-Moder ในปี 1921 และเป็นเมืองหลังนี่เองที่ René Lalique ตัดสินใจเข้าซื้อคฤหาสถ์ขนาดใหญ่ในปี 1920 สำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนของเขากับครอบครัวในช่วงที่มีความจำเป็นต้องเดินทางมายังเมือง Wingen-sur-Moder นั่นเอง นอกเหนือไปจากนี้เขายังฝากผลงานอันประเมินมูลค่าไม่ได้เอาไว้มากมายอย่างเช่นการออกแบบเสาแก้วในห้องรับประทานอาหารหลักและ Grand Salon ในเรือรบ SS Normandie รวมไปถึงการตกแต่งด้วยแก้วภายใน St Matthew's Church ณ หมู่เกาะ Channel Island จนได้รับสมญานามว่า Glass Church อีกด้วย
รูปที่ 37
อย่างไรก็ตามเส้นทางที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาได้มากที่สุดคือการเปลี่ยนงานหลักมาเป็นนักออกแบบคริสตัลและเครื่องแก้วสไตล์ Art Deco แบรนด์ Lalique ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1888 โดยมีผลงานในการออกแบบขวดน้ำหอมให้กับ François Coty ก่อนขยับขยายศูนย์ผลิตเครื่องแก้วไปยังเมือง Combs-la-Ville ในปี 1909 ต่อด้วยศูนย์ผลิตในเมือง Wingen-sur-Moder ในปี 1921 และเป็นเมืองหลังนี่เองที่ René Lalique ตัดสินใจเข้าซื้อคฤหาสถ์ขนาดใหญ่ในปี 1920 สำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนของเขากับครอบครัวในช่วงที่มีความจำเป็นต้องเดินทางมายังเมือง Wingen-sur-Moder นั่นเอง นอกเหนือไปจากนี้เขายังฝากผลงานอันประเมินมูลค่าไม่ได้เอาไว้มากมายอย่างเช่นการออกแบบเสาแก้วในห้องรับประทานอาหารหลักและ Grand Salon ในเรือรบ SS Normandie รวมไปถึงการตกแต่งด้วยแก้วภายใน St Matthew's Church ณ หมู่เกาะ Channel Island จนได้รับสมญานามว่า Glass Church อีกด้วย
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2015 คุณ Silvio Denz นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์เจ้าของแบรนด์ Lalique ในปัจจุบันตัดสินใจเข้าซื้อต่อคฤหาสถ์รวมไปถึงพื้นที่สำหรับปรับปรุงเป็นโรงแรมและห้องอาหารกูร์เม่ต์
รูปที่ 38
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2015 คุณ Silvio Denz นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์เจ้าของแบรนด์ Lalique ในปัจจุบันตัดสินใจเข้าซื้อต่อคฤหาสถ์รวมไปถึงพื้นที่สำหรับปรับปรุงเป็นโรงแรมและห้องอาหารกูร์เม่ต์
ภายในตกแต่งในสไตล์ Avant-garde สังเกตได้จากเสาหินทราย Vosges สีแดง ผนังทั้ง 3 ฝั่งกั้นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานมองออกไปเห็นสวนขนาด 6 เอเคอร์ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้มากมายทั้งไฮเดรนเยีย, ต้นเกาลัด, ต้นเบิร์ช, ต้นบีช, ต้นโอ๊ค ต้นสน และต้นซีดาร์สีน้ำเงินแลดูร่มรื่นตาในช่วงมื้อกลางวัน
รูปที่ 39
ภายในตกแต่งในสไตล์ Avant-garde สังเกตได้จากเสาหินทราย Vosges สีแดง ผนังทั้ง 3 ฝั่งกั้นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานมองออกไปเห็นสวนขนาด 6 เอเคอร์ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้มากมายทั้งไฮเดรนเยีย, ต้นเกาลัด, ต้นเบิร์ช, ต้นบีช, ต้นโอ๊ค ต้นสน และต้นซีดาร์สีน้ำเงินแลดูร่มรื่นตาในช่วงมื้อกลางวัน
มื้อกลางคืนที่นี่โดดเด่นด้วยแสงไฟที่สะท้อนออกมาจากคริสตัลแชนเดอเลียร์สุดหรูส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง
รูปที่ 40
มื้อกลางคืนที่นี่โดดเด่นด้วยแสงไฟที่สะท้อนออกมาจากคริสตัลแชนเดอเลียร์สุดหรูส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง
โต๊ะอาหารปูด้วยผ้าสีขาว แก้วน้ำ, แก้วไวน์ รวมไปถึงของประดับต่าง ๆ ล้วนทำขึ้นมาจาก Lalique Crystal ราคาสูงช่วยให้บรรยากาศตลอดมื้อตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมทุกคน
รูปที่ 41
โต๊ะอาหารปูด้วยผ้าสีขาว แก้วน้ำ, แก้วไวน์ รวมไปถึงของประดับต่าง ๆ ล้วนทำขึ้นมาจาก Lalique Crystal ราคาสูงช่วยให้บรรยากาศตลอดมื้อตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมทุกคน
ภายในตกแต่งในสไตล์ Avant-garde สังเกตได้จากเสาหินทราย Vosges สีแดง ผนังทั้ง 3 ฝั่งกั้นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานมองออกไปเห็นสวนขนาด 6 เอเคอร์ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้มากมายทั้งไฮเดรนเยีย, ต้นเกาลัด, ต้นเบิร์ช, ต้นบีช, ต้นโอ๊ค ต้นสน และต้นซีดาร์สีน้ำเงินแลดูร่มรื่นตาในช่วงมื้อกลางวัน
รูปที่ 42
ภายในตกแต่งในสไตล์ Avant-garde สังเกตได้จากเสาหินทราย Vosges สีแดง ผนังทั้ง 3 ฝั่งกั้นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานมองออกไปเห็นสวนขนาด 6 เอเคอร์ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้มากมายทั้งไฮเดรนเยีย, ต้นเกาลัด, ต้นเบิร์ช, ต้นบีช, ต้นโอ๊ค ต้นสน และต้นซีดาร์สีน้ำเงินแลดูร่มรื่นตาในช่วงมื้อกลางวัน
ห้องรับประทานอาหารหลักได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่และเชื่อมกับบ้านหลังเดิมด้วยทางเดินกระจก สถาปนิคชาวสวิตเซอร์แลนด์นามว่า Mario Botta ตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า
รูปที่ 43
ห้องรับประทานอาหารหลักได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่และเชื่อมกับบ้านหลังเดิมด้วยทางเดินกระจก สถาปนิคชาวสวิตเซอร์แลนด์นามว่า Mario Botta ตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ห้องรับประทานอาหารหลักได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่และเชื่อมกับบ้านหลังเดิมด้วยทางเดินกระจก สถาปนิคชาวสวิตเซอร์แลนด์นามว่า Mario Botta ตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า
รูปที่ 44
ห้องรับประทานอาหารหลักได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่และเชื่อมกับบ้านหลังเดิมด้วยทางเดินกระจก สถาปนิคชาวสวิตเซอร์แลนด์นามว่า Mario Botta ตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า
อีกฝั่งหนึ่งเป็นตู้สำหรับจัดแสดงถ้วยคริสตัล, แก้วไวน์คริสตัล และอุปกรณ์อย่าง Carafe ซึ่งใช้เสิร์ฟลูกค้าจริงในห้องรับประทานอาหารหลักอีกด้วย
รูปที่ 45
อีกฝั่งหนึ่งเป็นตู้สำหรับจัดแสดงถ้วยคริสตัล, แก้วไวน์คริสตัล และอุปกรณ์อย่าง Carafe ซึ่งใช้เสิร์ฟลูกค้าจริงในห้องรับประทานอาหารหลักอีกด้วย
🎗 [THE CHEF] Paul Stradner เป็นเชฟมากฝีมือชาวออสเตรีย ตัวเขาเกิดในปี 1981 ณ ฟาร์มชนบทใกล้ ๆ กับเมือง Graz ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค Styria เมื่อมีอายุได้ 15 ปีเขาตัดสินใจไปฝึกงานที่ห้องอาหารท้องถิ่นในเมือง Graz ชื่อว่า Luttenberger นานถึง 4 ปี ต่อด้วยงานในโรงแรมชั้นนำคือ Hotel Linde ในเมือง Maria Wörth และ Hotel Arlberg ใน Lech am Arlberg อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาคือการเดินทางไปทำงานที่ Hotel Traube Tonbach ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Silberberg และ Schwarzwaldstube (3 MICHELIN Stars) อยู่นานถึง 7 ปีตั้งแต่ตำแหน่ง Chef Tournant ซึ่งจะหมุนเวียนไปตามตำแหน่งต่าง ๆ, Poissonier รับผิดชอบในการเตรียมปลา, Entremetier รับผิดชอบเกี่ยวกับการเตรียมซุป ไข่ รวมไปถึงผักและ Saucier รับผิดชอบเกี่ยวกับการขึ้นซอส หลังจากนั้นเขาย้ายไปรับงานในตำแหน่ง Sous Chef กับเชฟ Jean Georges Klein ที่ห้องอาหาร L'Arnsbourg (3 MICHELIN Stars) อยู่นาน 3 ปี
รูปที่ 46
🎗 [THE CHEF] Paul Stradner เป็นเชฟมากฝีมือชาวออสเตรีย ตัวเขาเกิดในปี 1981 ณ ฟาร์มชนบทใกล้ ๆ กับเมือง Graz ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค Styria เมื่อมีอายุได้ 15 ปีเขาตัดสินใจไปฝึกงานที่ห้องอาหารท้องถิ่นในเมือง Graz ชื่อว่า Luttenberger นานถึง 4 ปี ต่อด้วยงานในโรงแรมชั้นนำคือ Hotel Linde ในเมือง Maria Wörth และ Hotel Arlberg ใน Lech am Arlberg อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาคือการเดินทางไปทำงานที่ Hotel Traube Tonbach ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Silberberg และ Schwarzwaldstube (3 MICHELIN Stars) อยู่นานถึง 7 ปีตั้งแต่ตำแหน่ง Chef Tournant ซึ่งจะหมุนเวียนไปตามตำแหน่งต่าง ๆ, Poissonier รับผิดชอบในการเตรียมปลา, Entremetier รับผิดชอบเกี่ยวกับการเตรียมซุป ไข่ รวมไปถึงผักและ Saucier รับผิดชอบเกี่ยวกับการขึ้นซอส หลังจากนั้นเขาย้ายไปรับงานในตำแหน่ง Sous Chef กับเชฟ Jean Georges Klein ที่ห้องอาหาร L'Arnsbourg (3 MICHELIN Stars) อยู่นาน 3 ปี
หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาได้ย้ายไปรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับ Brenners Park Restaurant (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ ต่อในปี 2017 เชฟ Jean Georges Klein ผู้ย้ายมารับตำแหน่งเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหาร Villa René Lalique ในช่วงแรกได้ชักชวนเชฟ Paul Stradner ให้มาร่วมงานกันเพื่อรักษารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ก่อนที่จะผลักดันให้เขากลายมาเป็น Head Chef แต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ปี 2020 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
รูปที่ 47
หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาได้ย้ายไปรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับ Brenners Park Restaurant (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ ต่อในปี 2017 เชฟ Jean Georges Klein ผู้ย้ายมารับตำแหน่งเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหาร Villa René Lalique ในช่วงแรกได้ชักชวนเชฟ Paul Stradner ให้มาร่วมงานกันเพื่อรักษารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ก่อนที่จะผลักดันให้เขากลายมาเป็น Head Chef แต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ปี 2020 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
Lalique Crystal
รูปที่ 48
Lalique Crystal
Lalique Crystal
รูปที่ 49
Lalique Crystal
🎗 [THE FOOD] เชฟ Paul Stradner สามารถแสดงออกถึงความเป็น Perfectionist ของเขาและตัวตนของเขาซึ่งเป็นชาว Styria ผ่านลงมาทางอาหารทุก ๆ จานได้อย่างน่าประทับใจ บางจานมีการผสมผสานเทคนิคอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมเข้ากันกับวัตถุดิบอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปในขณะที่บางจานผ่านการรังสรรค์ด้วยไอเดียใหม่ ๆ จนได้ออกมาเป็นเมนูที่ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting ได้หลากหลายรูปแบบเริ่มตั้งแต่ 3-STEP WALTZ (160 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สมาพร้อมกับคอร์สคั่นกลางเพิ่มเติมอีกบางส่วน ทั้งนี้ลูกค้าแต่ละคนยังเลือกเมนูที่แตกต่างกันได้ ถัดมาคือ 4-STEP WALTZ (220 €) นำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สซึ่งจะเพิ่มเติมอาหารจานหลักมาให้อีก 1 คอร์สและคอร์สคั่นกลางเพิ่มเติมขึ้นมาเมื่อเทียบกันกับเซ็ตเมนูชุดเล็ก สุดท้ายคือเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า MENU RENE LALIQUE (260 €) นำเสนอมาในรูปแบบเดียวที่จำนวน 7 คอร์ส อย่าลืมเผื่อท้องเอาไว้สำหรับสุดยอดอาหารหวานที่คิดค้นโดยเชฟ Nicolas Multon
รูปที่ 50
🎗 [THE FOOD] เชฟ Paul Stradner สามารถแสดงออกถึงความเป็น Perfectionist ของเขาและตัวตนของเขาซึ่งเป็นชาว Styria ผ่านลงมาทางอาหารทุก ๆ จานได้อย่างน่าประทับใจ บางจานมีการผสมผสานเทคนิคอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมเข้ากันกับวัตถุดิบอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปในขณะที่บางจานผ่านการรังสรรค์ด้วยไอเดียใหม่ ๆ จนได้ออกมาเป็นเมนูที่ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting ได้หลากหลายรูปแบบเริ่มตั้งแต่ 3-STEP WALTZ (160 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สมาพร้อมกับคอร์สคั่นกลางเพิ่มเติมอีกบางส่วน ทั้งนี้ลูกค้าแต่ละคนยังเลือกเมนูที่แตกต่างกันได้ ถัดมาคือ 4-STEP WALTZ (220 €) นำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สซึ่งจะเพิ่มเติมอาหารจานหลักมาให้อีก 1 คอร์สและคอร์สคั่นกลางเพิ่มเติมขึ้นมาเมื่อเทียบกันกับเซ็ตเมนูชุดเล็ก สุดท้ายคือเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า MENU RENE LALIQUE (260 €) นำเสนอมาในรูปแบบเดียวที่จำนวน 7 คอร์ส อย่าลืมเผื่อท้องเอาไว้สำหรับสุดยอดอาหารหวานที่คิดค้นโดยเชฟ Nicolas Multon
สำหรับรายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาที่สูงกว่าราคาท้องตลาดพอสมควร
รูปที่ 51
สำหรับรายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาที่สูงกว่าราคาท้องตลาดพอสมควร
สำหรับโรงแรม Villa René Lalique ออกแบบโดย Lady Tina Green และเพื่อนนักธุรกิจคือคุณ Pietro Mingarelli ประกอบไปด้วยห้อง Suites จำนวน 6 ห้องตั้งชื่อตามรูปแบบคริสตัล Lalique ทั้ง 6 ชนิดคือ Hirondelles (Swallows), Rose, Zeila Panther, Dahlia, Dragon และ Woman Mask
รูปที่ 52
สำหรับโรงแรม Villa René Lalique ออกแบบโดย Lady Tina Green และเพื่อนนักธุรกิจคือคุณ Pietro Mingarelli ประกอบไปด้วยห้อง Suites จำนวน 6 ห้องตั้งชื่อตามรูปแบบคริสตัล Lalique ทั้ง 6 ชนิดคือ Hirondelles (Swallows), Rose, Zeila Panther, Dahlia, Dragon และ Woman Mask
🎗 [WHY GO] อาหารของเชฟ Paul Stradner เต็มไปด้วยความซับซ้อนและผ่านการออกแบบมาอย่างปราณีต บางคอร์สอาจต้องใช้ความคิดและการตีความรสชาติที่แปลกใหม่จนเราอาจแนะนำให้เหล่านักชิมลองทำความคุ้นเคยกับรสชาติอาหารฝรั่งเศสจากฝั่งประเทศเยอรมนีและออสเตรียมาก่อน ราคาอาหารและไวน์จัดว่าค่อนข้างสูงตามมาตรฐานของตัวร้านและโรงแรม ทีมบริกรตลอดสามารถยกระดับบรรยากาศและความสุนทรีย์ตลอดมื้ออาหารออกมาได้อย่างไร้ที่ติ
รูปที่ 53
🎗 [WHY GO] อาหารของเชฟ Paul Stradner เต็มไปด้วยความซับซ้อนและผ่านการออกแบบมาอย่างปราณีต บางคอร์สอาจต้องใช้ความคิดและการตีความรสชาติที่แปลกใหม่จนเราอาจแนะนำให้เหล่านักชิมลองทำความคุ้นเคยกับรสชาติอาหารฝรั่งเศสจากฝั่งประเทศเยอรมนีและออสเตรียมาก่อน ราคาอาหารและไวน์จัดว่าค่อนข้างสูงตามมาตรฐานของตัวร้านและโรงแรม ทีมบริกรตลอดสามารถยกระดับบรรยากาศและความสุนทรีย์ตลอดมื้ออาหารออกมาได้อย่างไร้ที่ติ
ด้วยความที่ตำแหน่งของร้านอยู่ค่อนข้างไกลจากเมืองใหญ่ต่าง ๆ เราจึงขอแนะนำให้เริ่มต้นการเดินทางจากนคร Strasbourg ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถยนต์หรือจากนคร Metz ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก็ได้เช่นกัน สำหรับใครที่เหลือเวลาอย่าลืมแวะไปชม Musée Lalique ซึ่งใช้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ Lalique Crystal หาชมยากและตั้งอยู่ห่างจากห้องอาหารออกไปเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น
รูปที่ 54
ด้วยความที่ตำแหน่งของร้านอยู่ค่อนข้างไกลจากเมืองใหญ่ต่าง ๆ เราจึงขอแนะนำให้เริ่มต้นการเดินทางจากนคร Strasbourg ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถยนต์หรือจากนคร Metz ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก็ได้เช่นกัน สำหรับใครที่เหลือเวลาอย่าลืมแวะไปชม Musée Lalique ซึ่งใช้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ Lalique Crystal หาชมยากและตั้งอยู่ห่างจากห้องอาหารออกไปเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น