
Villa René Lalique · วีล่า เรอเน ลาลีค
Creative, Modern Cuisine · อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารโมเดิร์น — 18 rue Bellevue, Wingen-sur-Moder, 67290, France
🎗[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Fine Dining ที่มีตำแหน่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในจังหวัด Bas-Rhin ภูมิภาค Grand Est ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ทั้งนี้ตัวร้านยังเป็นคฤหาสถ์เก่าอายุเกินกว่า 100 ปี ของนักอัญมณีและคริสตัลชื่อดังผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lalique ซึ่งได้รับการยอมรับไปทั่วโลกอีกด้วย
🎗 [THE PLACE] René Jules Lalique เป็นนักอัญมณีและนักออกแบบแก้วคริสตัลที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศส เขาจบการศึกษาจาก Crystal Palace School of Art Sydenham ในกรุง London ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นช่างอัญมณีผู้ออกแบบผลงานให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่างเช่น Cartier และ Boucheron หลังจากที่เขาเปิดร้านอัญมณีเป็นของตัวเอง ณ ย่าน Opéra ในกรุง Paris เขาได้รังสรรค์ผลงานระดับ Masterpiece มากมายโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากชนบทในประเทศฝรั่งเศสรวมไปถึงลวดลายธรรมชาติแบบญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามเส้นทางที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาได้มากที่สุดคือการเปลี่ยนงานหลักมาเป็นนักออกแบบคริสตัลและเครื่องแก้วสไตล์ Art Deco แบรนด์ Lalique ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1888 โดยมีผลงานในการออกแบบขวดน้ำหอมให้กับ François Coty ก่อนขยับขยายศูนย์ผลิตเครื่องแก้วไปยังเมือง Combs-la-Ville ในปี 1909 ต่อด้วยศูนย์ผลิตในเมือง Wingen-sur-Moder ในปี 1921 และเป็นเมืองหลังนี่เองที่ René Lalique ตัดสินใจเข้าซื้อคฤหาสถ์ขนาดใหญ่ในปี 1920 สำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนของเขากับครอบครัวในช่วงที่มีความจำเป็นต้องเดินทางมายังเมือง Wingen-sur-Moder นอกเหนือไปจากนี้เขายังฝากผลงานอันประเมินมูลค่าไม่ได้เอาไว้มากมายอย่างเช่นการออกแบบเสาแก้วในห้องรับประทานอาหารหลักและ Grand Salon ในเรือรบ SS Normandie รวมไปถึงการตกแต่งด้วยแก้วภายใน St Matthew's Church ณ หมู่เกาะ Channel Island จนได้รับสมญานามว่า Glass Church อีกด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2015 คุณ Silvio Denz นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์เจ้าของแบรนด์ Lalique ในปัจจุบันตัดสินใจเข้าซื้อต่อคฤหาสถ์รวมไปถึงพื้นที่สำหรับปรับปรุงเป็นโรงแรมและห้องอาหารกูร์เม่ต์ สำหรับโรงแรม Villa René Lalique ออกแบบโดย Lady Tina Green และเพื่อนนักธุรกิจคือคุณ Pietro Mingarelli ประกอบไปด้วยห้อง Suites จำนวน 6 ห้องตั้งชื่อตามรูปแบบคริสตัล Lalique ทั้ง 6 ชนิดคือ Hirondelles (Swallows), Rose, Zeila Panther, Dahlia, Dragon และ Woman Mask ห้องรับประทานอาหารหลักได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่และเชื่อมกับบ้านหลังเดิมด้วยทางเดินกระจก สถาปนิคชาวสวิตเซอร์แลนด์นามว่า Mario Botta ตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในตกแต่งในสไตล์ Avant-garde สังเกตได้จากเสาหินทราย Vosges สีแดง ผนังทั้ง 3 ฝั่งกั้นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานมองออกไปเห็นสวนขนาด 6 เอเคอร์ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้มากมายทั้งไฮเดรนเยีย, ต้นเกาลัด, ต้นเบิร์ช, ต้นบีช, ต้นโอ๊ค ต้นสน และต้นซีดาร์สีน้ำเงินแลดูร่มรื่นตาในช่วงมื้อกลางวัน ส่วนมื้อกลางคืนโดดเด่นด้วยแสงไฟที่สะท้อนออกมาจากคริสตัลแชนเดอเลียร์สุดหรูส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง โต๊ะอาหารปูด้วยผ้าสีขาว แก้วน้ำ, แก้วไวน์ รวมไปถึงของประดับต่าง ๆ ล้วนทำขึ้นมาจาก Lalique Crystal ราคาสูงช่วยให้บรรยากาศตลอดมื้อตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมทุกคน เราขอแนะนำให้แวะลงไปยังชั้นล่างเพื่อชมห้องเก็บไวน์ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานของคุณ Mario Botta เช่นกัน เหล่านักชิมจะพบกับห้องสี่เหลี่ยมขนาด 200 ตารางเมตรพร้อมกับไวน์จำนวนกว่า 12,000 ขวด อีกฝั่งหนึ่งเป็นตู้สำหรับจัดแสดงถ้วยคริสตัล, แก้วไวน์คริสตัล และอุปกรณ์อย่าง Carafe ซึ่งใช้เสิร์ฟลูกค้าจริงในห้องรับประทานอาหารหลักอีกด้วย
🎗 [THE CHEF] Paul Stradner เป็นเชฟมากฝีมือชาวออสเตรีย ตัวเขาเกิดในปี 1981 ณ ฟาร์มชนบทใกล้ ๆ กับเมือง Graz ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค Styria เมื่อมีอายุได้ 15 ปีเขาตัดสินใจไปฝึกงานที่ห้องอาหารท้องถิ่นในเมือง Graz ชื่อว่า Luttenberger นานถึง 4 ปี ต่อด้วยงานในโรงแรมชั้นนำคือ Hotel Linde ในเมือง Maria Wörth และ Hotel Arlberg ใน Lech am Arlberg อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาคือการเดินทางไปทำงานที่ Hotel Traube Tonbach ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Silberberg และ Schwarzwaldstube (3 MICHELIN Stars) อยู่นานถึง 7 ปีตั้งแต่ตำแหน่ง Chef Tournant ซึ่งจะหมุนเวียนไปตามตำแหน่งต่าง ๆ, Poissonier รับผิดชอบในการเตรียมปลา, Entremetier รับผิดชอบเกี่ยวกับการเตรียมซุป ไข่ รวมไปถึงผักและ Saucier รับผิดชอบเกี่ยวกับการขึ้นซอส หลังจากนั้นเขาย้ายไปรับงานในตำแหน่ง Sous Chef กับเชฟ Jean Georges Klein ที่ห้องอาหาร L'Arnsbourg (3 MICHELIN Stars) อยู่นาน 3 ปี หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาได้ย้ายไปรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับ Brenners Park Restaurant (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ ต่อในปี 2017 เชฟ Jean Georges Klein ผู้ย้ายมารับตำแหน่งเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหาร Villa René Lalique ในช่วงแรกได้ชักชวนเชฟ Paul Stradner ให้มาร่วมงานกันเพื่อรักษารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ก่อนที่จะผลักดันให้เขากลายมาเป็น Head Chef แต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ปี 2020 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
🎗 [THE FOOD] เชฟ Paul Stradner สามารถแสดงออกถึงความเป็น Perfectionist ของเขาและตัวตนของเขาซึ่งเป็นชาว Styria ผ่านลงมาทางอาหารทุก ๆ จานได้อย่างน่าประทับใจ บางจานมีการผสมผสานเทคนิคอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมเข้ากันกับวัตถุดิบอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปในขณะที่บางจานผ่านการรังสรรค์ด้วยไอเดียใหม่ ๆ จนได้ออกมาเป็นเมนูที่ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting ได้หลากหลายรูปแบบเริ่มตั้งแต่ 3-STEP WALTZ (160 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สมาพร้อมกับคอร์สคั่นกลางเพิ่มเติมอีกบางส่วน ทั้งนี้ลูกค้าแต่ละคนยังเลือกเมนูที่แตกต่างกันได้ ถัดมาคือ 4-STEP WALTZ (220 €) นำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สซึ่งจะเพิ่มเติมอาหารจานหลักมาให้อีก 1 คอร์สและคอร์สคั่นกลางเพิ่มเติมขึ้นมาเมื่อเทียบกันกับเซ็ตเมนูชุดเล็ก สุดท้ายคือเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า MENU RENE LALIQUE (260 €) นำเสนอมาในรูปแบบเดียวที่จำนวน 7 คอร์ส อย่าลืมเผื่อท้องเอาไว้สำหรับสุดยอดอาหารหวานที่คิดค้นโดยเชฟ Nicolas Multon รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาที่สูงกว่าราคาท้องตลาดพอสมควร สำหรับจานที่เราชื่นชอบและประทับใจอย่างเช่น
✨ DUCK FOIE GRAS
BUTTON MUSHROOMS - LEMONCURD - BRIOCHE
เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยฟัวกราส์ตับเป็ดซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของภูมิภาค Alsace เตรียมมาในลักษณะของรอแยลเนื้อเนียนละมุน จากนั้นวางองค์ประกอบล้อมรอบด้วยเห็ดกระดุมฝานเป็นชิ้นบาง ๆ วางเรียงต่อกันช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของเลมอนเคิร์ดให้รสเปรี้ยวซิตรัสมาตัดกันกับความครีมมี่ของฟัวกราส์ รอบ ๆ คือผงพาสลีย์สีเขียวมีกลิ่นเฉพาะตัวทั้งยังตกแต่งสีสันของจานให้สวยงามมากขึ้น วิธีรับประทานให้ทาฟัวกราส์ลงบนขนมปังบริยอชนุ่ม ๆ เข้ากันดีสุด ๆ (18/20)
✨ SALMON TROUT FROM SPARSBACH
SAFFRON FROM ALSACE - PROPOLIS - STUFFED BUEWESPAETZLE - MUSHROOMS
ปลาเทร้าต์จากเมือง Sparsbach ปรุงให้ได้ระดับด้วยอุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียสเพื่อให้เนื้อสัมผัสยังคงไว้ซึ่งความฉ่ำและเนียน ข้าง ๆ กันคือ Buewespaetzle ซึ่งเป็นพาสต้ามันฝรั่งท้องถิ่นที่เชฟปรับรูปแบบการนำเสนอใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ด้านในสอดไส้เห็ดและไข่ปลาเทร้าต์สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ซับซ้อน ส่วนซอสสีเหลืองมีส่วนผสมของแซฟฟรอนจากแถบ Alsace ให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัว ด้านล่างของจานคือ Propolis หรือกาวชันผึ้งให้รสชาติขมเบา ๆ นั่นเอง (18/20)
✨ RABBIT SHOULDER CONFIT FOR 16 HOURS
CONFIT PEPPER - SWEET PAPRIKA SAUCE - YOUNG SALAD SHOOTS - DRIED AND SMOKED SADDLE OF RABBIT
ส่วนขาหน้าของกระต่ายที่ผ่านการ Confit ในอุณหภูมิต่ำนานถึง 16 ชั่วโมงจนนุ่มและเคี้ยวง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความสู้ฟันที่พอเหมาะ จากนั้นจึงราดด้วยซอสที่มีความฉุนของพริกหวานให้รสชาติและกลิ่นที่คล้ายคลึงกันกับ Goulash องค์ประกอบของ Double Cream และด้านบนท็อปด้วยครูตองกรอบ ๆ จานข้าง ๆ กันคือ Young Fresh Salad เสิร์ฟมากับส่วน Saddle หรือหลังของกระต่ายที่ผ่านการรมควันจนเคี้ยวหนึบและให้รสชาติที่เข้มข้น ด้านบนคือ Poached Egg ช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (18/20)
🎗 [WHY GO] อาหารของเชฟ Paul Stradner เต็มไปด้วยความซับซ้อนและผ่านการออกแบบมาอย่างปราณีต บางคอร์สอาจต้องใช้ความคิดและการตีความรสชาติที่แปลกใหม่จนเราอาจแนะนำให้เหล่านักชิมลองทำความคุ้นเคยกับรสชาติอาหารฝรั่งเศสจากฝั่งประเทศเยอรมนีและออสเตรียมาก่อน ราคาอาหารและไวน์จัดว่าค่อนข้างสูงตามมาตรฐานของตัวร้านและโรงแรม ทีมบริกรตลอดสามารถยกระดับบรรยากาศและความสุนทรีย์ตลอดมื้ออาหารออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ด้วยความที่ตำแหน่งของร้านอยู่ค่อนข้างไกลจากเมืองใหญ่ต่าง ๆ เราจึงขอแนะนำให้เริ่มต้นการเดินทางจากนคร Strasbourg ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถยนต์หรือจากนคร Metz ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก็ได้เช่นกัน สำหรับใครที่เหลือเวลาอย่าลืมแวะไปชม Musée Lalique ซึ่งใช้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ Lalique Crystal หาชมยากและตั้งอยู่ห่างจากห้องอาหารออกไปเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 54 รูป

![🎗[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Fine Dining ที่มีตำแหน่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในจังหวัด Bas-Rhin ภูมิภาค Grand Est ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ทั้งนี้ตัวร้านยังเป็นคฤหาสถ์เก่าอายุเกินกว่า 100 ปี ของนักอัญมณีและคริสตัลชื่อดังผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lalique ซึ่งได้รับการยอมรับไปทั่วโลกอีกด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/02/426640974_935595448224009_8206461277489746531_n.webp)
































![🎗 [THE PLACE] René Jules Lalique เป็นนักอัญมณีและนักออกแบบแก้วคริสตัลที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศส เขาจบการศึกษาจาก Crystal Palace School of Art Sydenham ในกรุง London ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นช่างอัญมณีผู้ออกแบบผลงานให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่างเช่น Cartier และ Boucheron](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/02/427694256_935595788223975_1903892518078302030_n.webp)










![🎗 [THE CHEF] Paul Stradner เป็นเชฟมากฝีมือชาวออสเตรีย ตัวเขาเกิดในปี 1981 ณ ฟาร์มชนบทใกล้ ๆ กับเมือง Graz ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค Styria เมื่อมีอายุได้ 15 ปีเขาตัดสินใจไปฝึกงานที่ห้องอาหารท้องถิ่นในเมือง Graz ชื่อว่า Luttenberger นานถึง 4 ปี ต่อด้วยงานในโรงแรมชั้นนำคือ Hotel Linde ในเมือง Maria Wörth และ Hotel Arlberg ใน Lech am Arlberg อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาคือการเดินทางไปทำงานที่ Hotel Traube Tonbach ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Silberberg และ Schwarzwaldstube (3 MICHELIN Stars) อยู่นานถึง 7 ปีตั้งแต่ตำแหน่ง Chef Tournant ซึ่งจะหมุนเวียนไปตามตำแหน่งต่าง ๆ, Poissonier รับผิดชอบในการเตรียมปลา, Entremetier รับผิดชอบเกี่ยวกับการเตรียมซุป ไข่ รวมไปถึงผักและ Saucier รับผิดชอบเกี่ยวกับการขึ้นซอส หลังจากนั้นเขาย้ายไปรับงานในตำแหน่ง Sous Chef กับเชฟ Jean Georges Klein ที่ห้องอาหาร L'Arnsbourg (3 MICHELIN Stars) อยู่นาน 3 ปี](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/02/427729192_935600081556879_1104235269905812074_n.webp)



![🎗 [THE FOOD] เชฟ Paul Stradner สามารถแสดงออกถึงความเป็น Perfectionist ของเขาและตัวตนของเขาซึ่งเป็นชาว Styria ผ่านลงมาทางอาหารทุก ๆ จานได้อย่างน่าประทับใจ บางจานมีการผสมผสานเทคนิคอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมเข้ากันกับวัตถุดิบอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปในขณะที่บางจานผ่านการรังสรรค์ด้วยไอเดียใหม่ ๆ จนได้ออกมาเป็นเมนูที่ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting ได้หลากหลายรูปแบบเริ่มตั้งแต่ 3-STEP WALTZ (160 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สมาพร้อมกับคอร์สคั่นกลางเพิ่มเติมอีกบางส่วน ทั้งนี้ลูกค้าแต่ละคนยังเลือกเมนูที่แตกต่างกันได้ ถัดมาคือ 4-STEP WALTZ (220 €) นำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สซึ่งจะเพิ่มเติมอาหารจานหลักมาให้อีก 1 คอร์สและคอร์สคั่นกลางเพิ่มเติมขึ้นมาเมื่อเทียบกันกับเซ็ตเมนูชุดเล็ก สุดท้ายคือเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า MENU RENE LALIQUE (260 €) นำเสนอมาในรูปแบบเดียวที่จำนวน 7 คอร์ส อย่าลืมเผื่อท้องเอาไว้สำหรับสุดยอดอาหารหวานที่คิดค้นโดยเชฟ Nicolas Multon](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/02/426606263_935595514890669_3593766591386864444_n.webp)


![🎗 [WHY GO] อาหารของเชฟ Paul Stradner เต็มไปด้วยความซับซ้อนและผ่านการออกแบบมาอย่างปราณีต บางคอร์สอาจต้องใช้ความคิดและการตีความรสชาติที่แปลกใหม่จนเราอาจแนะนำให้เหล่านักชิมลองทำความคุ้นเคยกับรสชาติอาหารฝรั่งเศสจากฝั่งประเทศเยอรมนีและออสเตรียมาก่อน ราคาอาหารและไวน์จัดว่าค่อนข้างสูงตามมาตรฐานของตัวร้านและโรงแรม ทีมบริกรตลอดสามารถยกระดับบรรยากาศและความสุนทรีย์ตลอดมื้ออาหารออกมาได้อย่างไร้ที่ติ](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/02/426607041_935596031557284_6511975986137618737_n.webp)

