GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Villa Crespi
3 MICHELIN Stars

ItalyVilla Crespi · วิลล่าเครสปี

Creative, Mediterranean Cuisine · อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารเมดิเตอร์เรเนียน — via Fava 18, Orta San Giulio, 28016, Italy

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับสูงที่เพิ่งคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในคู่มือปกแดงปีล่าสุด นอกจากนี้เชฟเจ้าของร้านนามว่า Antonino Cannavacciuolo จัดว่าเป็นหนึ่งในเชฟผู้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการที่ตัวเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ตัดสินรายการ MasterChef Italia และ Cucine da incubo หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Kitchen's Nightmare นั่นเอง

🎗 [THE PLACE] ในปี 1879 คุณ Cristoforo Benigno Crespi นักธุรกิจเจ้าของกิจการผ้าฝ้ายได้รับแรงบันดาลใจจากทริปท่องเที่ยวในพื้นที่แถบตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแห่งกรุง Baghdad ประเทศอิรักในการสร้างคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta เขาได้มอบหมายให้ Angelo Colla สถาปนิคผู้เติบโตขึ้นมาบนเนินเขาริมทะเลสาบ Maggiore ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายของอาชีพออกแบบตัวอาคารได้ตามใจชอบและใช้ชื่อว่า Villa Pia ตามชื่อภรรยาดังจะเห็นได้จากป้ายบริเวณประตูทางเข้า กาลเวลาล่วงเลยมาจนประทั่งปี 1930 คฤหาสถ์แห่งนี้ได้ถูกซื้อต่อโดย Marquis Fracassi แห่ง Torre Rossano เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของเหล่ากวี, ขุนนาง, เชื้อพระวงศ์ รวมไปถึงกษัตริย์ Umberto แห่งราชวงศ์ Savoy ต่อมาในปี 1999 ภรรยาคุณ Cinzia และเชฟ Antonino Cannavacciuolo ตัดสินใจปรับปรุงและฟื้นฟูตัวอาคารครั้งใหญ่โดยอ้างอิงจากสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ภายนอกตกแต่งในสไตล์มุสลิมแบบ Moorish โดดเด่นด้วยหอสูงแลดูคล้าย Minaret พร้อมกับโดมบริเวณยอดชวนนึกถึงหอคอยแห่งสุเหร่าในกรุง Bangdad รวมไปถึง Alhambra ในนคร Granada และ Alcazar ในนคร Sevilla ทันที่ที่เดินเข้ามาในตัวคฤหาสถ์จะพบกับจุดตรวจสอบการจอง เงยหน้าขึ้นมองจะพบกับโคมระย้าห้อยลงพาส่องแสงไฟตกกระทบกับลวดลายอันสลับซับซ้อน ข้างกันคือล็อบบี้สำหรับรองรับลูกค้าที่มาถึงก่อนเวลา พื้นที่ภายในตกแต่งผนังด้วยปูนฉาบแกะสลักลวดลายแบบอาหรับ (Arabesque) แลดูเข้ากันดีกับพื้นกระเบื้องโมเสกแบบ Florentine ลูกค้าสามารถสังเกตภาพถ่ายขาวดำของ Villa Crespi รวมไปถึงภาพถ่ายของตระกูล Crespi แขวนประดับเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ ห้องรับประทานอาหารหลักปูด้วยพื้นไม้ปาเก้ให้บรรยากาศที่หรูหราและอบอุ่นไปพร้อม ๆ กัน อีกฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะซึ่งตั้งอยู่บริเวณระเบียงกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นสวนสีเขียวดูร่มรื่นตา นอกจากห้องอาหารชั้นสูงแล้ว Villa Crespi ยังรับหน้าที่เป็นโรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาวจำนวน 14 ห้องทั้งยังได้รับการรับรองจาก Relais & Châteaux ในปี 2012 ว่ากันว่าความสวยงามของ Villa Crespi สามารถสะกดให้ผู้คนที่ผ่านไปมาหยุดหายใจได้ชั่วขณะหนึ่งสมกับเป็นผลงานระดับ Masterpiece ของสถาปนิค Angelo Colla ที่ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนานกว่า 30 ปี ทั้งยังกลายมาเป็นหนึ่งในภาพจำของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายัง Largo di Orta อีกด้วย

🎗 [THE CHEF] Antonino Cannavacciuolo เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 1975 ที่เมือง Vico Equense ในพื้นที่แถบ Amalfi ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เขาได้รับแรงบันดาลใจในการทำอาหารจากการช่วยคุณย่าในครัวรวมไปถึงคุณพ่อที่ประกอบอาชีพเป็นพ่อครัว หลังจากเรียนจบจากโรงเรียนการอาหารเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาเริ่มต้นสั่งสมประสบการณ์กับห้องอาหารท้องถิ่นแถบนคร Naples, Vesuvio, San Vicenzo และ Sorrento กระทั่งในปี 1995 เขาตัดสินใจเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร Auberge de l’Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟระดับตำนาน Paul Haeberlin เพื่อฝึกฝนเทคนิคเกี่ยวกับอาหารระดับสูง ต่อมาเขาเดินทางกลับมายังเกาะ Capri เพื่อร่วมงานกับ Grand Hotel Quisisana และพบรักกับ Cinzia ลูกสาวเจ้าของโรงแรมผู้ได้กลายมาเป็นภรรยาของเขาในปัจจุบัน ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Villa Crespi ในคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta ในปี 1998 ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2003 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2006 ก่อนจะเลื่อนขั้นสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2023 ที่ผ่านมานี้นั่นเอง นอกจากนี้เชฟ Antonino Cannavacciuolo ยังมีร้านอาหารในควบคุมอีกหลายแห่งคือ Cannavacciuolo Café & Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Countryside (🌟 1 MICHELIN Star) และ Laqua by the Lake รวมไปถึงงานเขียนอีกมายแต่สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขามากที่สุดคงหนีไม่พ้นการเป็นหนึ่งในกรรมการผู้ตัดสินรายการ MasterChef Italia และ Cucine da incubo ที่ออกอากาศต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Antonino Cannavacciuolo อาศัยพื้นหลังที่ตัวเขาเติบโตมาในภูมิภาค Campania รวมไปถึงการเดินทางมายังพื้นที่แถบ Piedmont ในการรังสรรค์อาหารออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยมีกลิ่นอายของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ด้วย ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Italian Journey from South to North (260 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูคลาสสิคประจำร้านนำเสนอการเดินทางจากตอนใต้ของประเทศอิตาลีมาจนถึงตอนเหนือผ่านทางอาหารแต่ละคอร์สหรือจะเป็น Inner Spirit (290 €) นำเสนอรายการเมนูที่ได้รับการคิดค้นขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ที่คัดสรรมาจากทั่วโลกให้เลือกกันในราคาสมเหตุสมผลอีกด้วย สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ

✨ Soused trout

ปลาเทร้าต์ที่เชฟนำไปหมักกับผลไม้จำพวกซิตรัสต่อด้วยการนำมารมควัน จากนั้นหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ เคี้ยวง่าย ไร้ซึ่งกลิ่นคาวตัดกันกับความกรอบของหนังปลา ยังมีครีมสองชนิดโดยสีเขียวเตรียมมาจากผักเซเลอรี่และสีส้มเตรียมมาจากแครอทและยี่หร่า จากนั้นพนักงานจะเทราดน้ำส้มสายชูข้าวหรือ Rice Vinegar ที่มีองค์ประกอบของ Soy Sauce ให้ความเป็นกรดมาช่วยบาลานซ์ความมันของเนื้อปลาและครีมได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ (19/20)

✨ Gragnano’s linguine with squids and rye bread sauce

เมนู Signature Dish ของเชฟ Antonino Cannavacciuolo คือพาสต้าเส้น Linguine จาก Gragnano ซึ่งเป็นเมืองผลิตเส้นพาสต้าแบบแห้งชื่อดังในภูมิภาค Campania เสิร์ฟมาที่ระดับความสุก Al Dente พอเหมาะไร้ที่ติ โปรตีนหลักของจานคือหมึกตัวจิ๋วเตรียมมาให้ความนุ่มที่ได้ระดับตัดกันกับความกรึบของเส้นพาสต้าจนเกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากขนมปังให้รสออกหวานจาง ๆ เติมเต็มรสชาติที่ขาดหายไปได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

✨ Red mullet, turnip tops and provola cheese broth

ปลา Red Mullet จากทะเล Tyrrhenian เสิร์ฟมาทั้งตัวและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มแต่ไร้ซึ่งความกระด้าง ด้านบนคือครีมเทอร์นิปและแป้ง Tempura กรอบช่วยเสริมเนื้อสัมผัสให้กับจานได้เป็นอย่างดี ซอสสีขาวด้านล่างเตรียมมาจากชีส Provola ให้ความหอม มัน และเบา นอกจากนี้ยังมีครีมสองสีคือ Mayonnaise สีส้มที่เตรียมมาจากตัวปลา Red Mullet และครีมสีเขียวเตรียมมาจากผักขึ้นฉ่ายฝรั่งหรือเซเลอรี่และบล็อคโคลี่นั่นเอง (19/20)

🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารระดับสูงในบรรยากาศคฤหาสถ์สุดอลังการรับรองว่า Villa Crespi สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้อย่างไร้ที่ติ พนักงานบริการดีและค่อนข้างเป็นทางการไปบ้างเมื่อเทียบกับห้องอาหารอิตาลีทั่วไป ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่เชื่อเลยว่าด้วยรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ที่เพิ่งได้รับมาประกอบกับชื่อเสียงของเชฟสามารถดันราคาให้สูงขึ้นกว่านี้ได้อีกมาก ก่อนหรือหลังจบมื้ออาหารอย่าลืมเผื่อเวลาแวะไปเดินเล่นชิล ๆ ที่ Orta San Giulio ให้บรรยากาศของหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเลสาบรับรองว่าจะสามารถสร้างความประทับใจกับทุกคนได้อย่างไม่รู้ลืม

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 48 รูป

🇮🇹 Villa Crespi - วิลล่าเครสปี 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🍴 Creative, Mediterranean Cuisine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารเมดิเตอร์เรเนียน 👨🏻‍🍳 Chef Antonino Cannavacciuolo - เชฟอันโตนิโน่ คันนาวัคชูโอโล่
รูปที่ 1
🇮🇹 Villa Crespi - วิลล่าเครสปี 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🍴 Creative, Mediterranean Cuisine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารเมดิเตอร์เรเนียน 👨🏻‍🍳 Chef Antonino Cannavacciuolo - เชฟอันโตนิโน่ คันนาวัคชูโอโล่
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเมนูสไตล์ Finger Food หยิบจับได้ด้วยมือเปล่า คำแรกคือขนมปังชิ้นจิ๋วท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบของมะเขือเทศหมักรสเปรี้ยวอุมามิแลดูคล้าย Bruschetta ที่เราคุ้นเคยกันดี (18/20)
รูปที่ 2
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเมนูสไตล์ Finger Food หยิบจับได้ด้วยมือเปล่า คำแรกคือขนมปังชิ้นจิ๋วท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบของมะเขือเทศหมักรสเปรี้ยวอุมามิแลดูคล้าย Bruschetta ที่เราคุ้นเคยกันดี (18/20)
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish ถัดมาคือ Crunchy Cannolo มีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกกรอบ ๆ ตรงกลางสอดไส้ Napolitan Ragout เตรียมมาจากเนื้อหมูและชีส Parmesan ให้กลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน (18/20)
รูปที่ 3
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish ถัดมาคือ Crunchy Cannolo มีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกกรอบ ๆ ตรงกลางสอดไส้ Napolitan Ragout เตรียมมาจากเนื้อหมูและชีส Parmesan ให้กลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน (18/20)
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish Fried Dumpling หรือเกี๊ยวสีดำทอดกรอบ ด้านในสอดไส้ชีส Squacquerone เตรียมมาจากนมวัวทั้งยังให้เนื้อสัมผัสและความครีมมี่ในระดับที่ดีกว่า Burrata ด้านบนท็อปด้วย Parma Ham คุณภาพดีสังเกตได้จากความนุ่มและหนึบทร่พอเหมาะทั้งยังให้รสชาติเค็มเข้ากันกับชีสได้อย่างกลมกล่อม (18/20)
รูปที่ 4
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish Fried Dumpling หรือเกี๊ยวสีดำทอดกรอบ ด้านในสอดไส้ชีส Squacquerone เตรียมมาจากนมวัวทั้งยังให้เนื้อสัมผัสและความครีมมี่ในระดับที่ดีกว่า Burrata ด้านบนท็อปด้วย Parma Ham คุณภาพดีสังเกตได้จากความนุ่มและหนึบทร่พอเหมาะทั้งยังให้รสชาติเค็มเข้ากันกับชีสได้อย่างกลมกล่อม (18/20)
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish Black Squid Ink Chips หรือแผ่นกรอบที่ได้สีดำมาจากดีหมึกท็อปด้วยครีมที่เตรียมมาจาก Celery ให้รสชาติหวานเล็กน้อยผสานเข้ากันกับอโรมาเฉพาะตัวของชีส Gorgonzola (18/20)
รูปที่ 5
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish Black Squid Ink Chips หรือแผ่นกรอบที่ได้สีดำมาจากดีหมึกท็อปด้วยครีมที่เตรียมมาจาก Celery ให้รสชาติหวานเล็กน้อยผสานเข้ากันกับอโรมาเฉพาะตัวของชีส Gorgonzola (18/20)
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish ปิดท้ายด้วย Macaron รสชาติหวาน ตรงกลางบรรจุองค์ประกอบของฟัวกราส์ให้ความครีมมี่และละมุนลิ้น (18/20)
รูปที่ 6
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish ปิดท้ายด้วย Macaron รสชาติหวาน ตรงกลางบรรจุองค์ประกอบของฟัวกราส์ให้ความครีมมี่และละมุนลิ้น (18/20)
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish ของว่างเรียกน้ำย่อยทั้งหมดรวมกัน 5 อย่างถูกจัดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (18/20)
รูปที่ 7
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish ของว่างเรียกน้ำย่อยทั้งหมดรวมกัน 5 อย่างถูกจัดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (18/20)
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟ Fassona Broth หรือซุปใสในรูปแบบของ Consommé ที่เตรียมมาจากลูกวัว Fassona ให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัว เชฟตั้งใจเสิร์ฟมาในอุณหภูมิที่อุ่นกว่าอุณหภูมิห้องเล็กน้อยเพื่อให้ดื่มได้ง่ายนั่นเอง (18/20)
รูปที่ 8
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟ Fassona Broth หรือซุปใสในรูปแบบของ Consommé ที่เตรียมมาจากลูกวัว Fassona ให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัว เชฟตั้งใจเสิร์ฟมาในอุณหภูมิที่อุ่นกว่าอุณหภูมิห้องเล็กน้อยเพื่อให้ดื่มได้ง่ายนั่นเอง (18/20)
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish ลูกค้าแต่ละคนสามารถเลือกได้ว่าจะดื่มแบบธรรมชาติหรือจะให้พนักงานเติมแต่งอโรมาของ BVB Vermouth Bianco หรือ Fino en Rama Peña del Águila ลงไปก็ยังได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเราลองดื่มเทียบกันพบว่ารสชาติและกลิ่นที่ได้ไม่ต่างกันมากนัก (18/20)
รูปที่ 9
Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish ลูกค้าแต่ละคนสามารถเลือกได้ว่าจะดื่มแบบธรรมชาติหรือจะให้พนักงานเติมแต่งอโรมาของ BVB Vermouth Bianco หรือ Fino en Rama Peña del Águila ลงไปก็ยังได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเราลองดื่มเทียบกันพบว่ารสชาติและกลิ่นที่ได้ไม่ต่างกันมากนัก (18/20)
Soused trout ปลาเทร้าต์ที่เชฟนำไปหมักกับผลไม้จำพวกซิตรัสต่อด้วยการนำมารมควัน จากนั้นหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ เคี้ยวง่าย ไร้ซึ่งกลิ่นคาวตัดกันกับความกรอบของหนังปลา ยังมีครีมสองชนิดโดยสีเขียวเตรียมมาจากผักเซเลอรี่และสีส้มเตรียมมาจากแครอทและยี่หร่า จากนั้นพนักงานจะเทราดน้ำส้มสายชูข้าวหรือ Rice Vinegar ที่มีองค์ประกอบของ Soy Sauce ให้ความเป็นกรดมาช่วยบาลานซ์ความมันของเนื้อปลาและครีมได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ (19/20)
รูปที่ 10
Soused trout ปลาเทร้าต์ที่เชฟนำไปหมักกับผลไม้จำพวกซิตรัสต่อด้วยการนำมารมควัน จากนั้นหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ เคี้ยวง่าย ไร้ซึ่งกลิ่นคาวตัดกันกับความกรอบของหนังปลา ยังมีครีมสองชนิดโดยสีเขียวเตรียมมาจากผักเซเลอรี่และสีส้มเตรียมมาจากแครอทและยี่หร่า จากนั้นพนักงานจะเทราดน้ำส้มสายชูข้าวหรือ Rice Vinegar ที่มีองค์ประกอบของ Soy Sauce ให้ความเป็นกรดมาช่วยบาลานซ์ความมันของเนื้อปลาและครีมได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ (19/20)
Bread and butter สำหรับขนมปังพนักงานนำเสนอ Bread Stick และ Homebread Bread มาคู่กับเนยท้องถิ่นที่เตรียมมาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างจากห้องอาหารออกไปเพียงราว ๆ 2 กิโลเมตรเท่านั้น
รูปที่ 11
Bread and butter สำหรับขนมปังพนักงานนำเสนอ Bread Stick และ Homebread Bread มาคู่กับเนยท้องถิ่นที่เตรียมมาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างจากห้องอาหารออกไปเพียงราว ๆ 2 กิโลเมตรเท่านั้น
พนักงานจะเริ่มต้นเสิร์ฟเครื่องดื่ม
รูปที่ 12
พนักงานจะเริ่มต้นเสิร์ฟเครื่องดื่ม
Raw scampi “pizzaiola” style, octopus water เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยวัตถุดิบขึ้นชื่ออย่างกุ้ง Scampi จากแหล่งจับชื่อดังในเมือง Mazara del Vallo บนเกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีเสิร์ฟมาแบบดิบเพื่อให้ได้รสหวานและความนุ่มละมุนของเนื้อกุ้งโดยธรรมชาติ ทั้งนี้เชฟยังปรุงรสด้วยเกลือและเลมอนเพื่อดึงความหวานของกุ้งให้แสดงออกมาเด่นชัดมากขึ้น รอบ ๆ คือซอสที่เชฟรังสรรค์ขึ้นโดยอาศัยแรงบันดาลใจจาก Pizzaiola Sauce โดยใช้มะเขือเทศจับคู่กับน้ำของหมึกยักษ์และเคเปอร์ให้ความเปรี้ยวอุมามิและความหอมที่พอเหมาะไม่เข้มข้นจนเกินไปสำหรับอาหารคอร์สแรก (18/20)
รูปที่ 13
Raw scampi “pizzaiola” style, octopus water เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยวัตถุดิบขึ้นชื่ออย่างกุ้ง Scampi จากแหล่งจับชื่อดังในเมือง Mazara del Vallo บนเกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีเสิร์ฟมาแบบดิบเพื่อให้ได้รสหวานและความนุ่มละมุนของเนื้อกุ้งโดยธรรมชาติ ทั้งนี้เชฟยังปรุงรสด้วยเกลือและเลมอนเพื่อดึงความหวานของกุ้งให้แสดงออกมาเด่นชัดมากขึ้น รอบ ๆ คือซอสที่เชฟรังสรรค์ขึ้นโดยอาศัยแรงบันดาลใจจาก Pizzaiola Sauce โดยใช้มะเขือเทศจับคู่กับน้ำของหมึกยักษ์และเคเปอร์ให้ความเปรี้ยวอุมามิและความหอมที่พอเหมาะไม่เข้มข้นจนเกินไปสำหรับอาหารคอร์สแรก (18/20)
Gragnano’s linguine with squids and rye bread sauce เมนู Signature Dish ของเชฟ Antonino Cannavacciuolo คือพาสต้าเส้น Linguine จาก Gragnano ซึ่งเป็นเมืองผลิตเส้นพาสต้าแบบแห้งชื่อดังในภูมิภาค Campania เสิร์ฟมาที่ระดับความสุก Al Dente พอเหมาะไร้ที่ติ โปรตีนหลักของจานคือหมึกตัวจิ๋วเตรียมมาให้ความนุ่มที่ได้ระดับตัดกันกับความกรึบของเส้นพาสต้าจนเกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากขนมปังให้รสออกหวานจาง ๆ เติมเต็มรสชาติที่ขาดหายไปได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
รูปที่ 14
Gragnano’s linguine with squids and rye bread sauce เมนู Signature Dish ของเชฟ Antonino Cannavacciuolo คือพาสต้าเส้น Linguine จาก Gragnano ซึ่งเป็นเมืองผลิตเส้นพาสต้าแบบแห้งชื่อดังในภูมิภาค Campania เสิร์ฟมาที่ระดับความสุก Al Dente พอเหมาะไร้ที่ติ โปรตีนหลักของจานคือหมึกตัวจิ๋วเตรียมมาให้ความนุ่มที่ได้ระดับตัดกันกับความกรึบของเส้นพาสต้าจนเกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากขนมปังให้รสออกหวานจาง ๆ เติมเต็มรสชาติที่ขาดหายไปได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
Flavored saffron Spaghetti, sea urchin and crispy quinoa (70 €) เราได้ลองสั่งเมนูแบบ À La Carte มาลองชิมโดยเชฟนำเสนอพาสต้า Spaghetti จากเมือง Gragnano ที่ต้มสุกในน้ำ Saffron หรือหญ้าฝรั่นจนหอมเข้าเส้น จากนั้นจับคู่มากับความครีมมี่และรสหวานอันกลมกล่อมจากธรรมชาติของอูนิหรือไข่หอยเม่น เชฟยังเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสโดยการเติม Quinoa กรอบ ๆ ลงไปด้านบนอีกด้วย (19/20)
รูปที่ 15
Flavored saffron Spaghetti, sea urchin and crispy quinoa (70 €) เราได้ลองสั่งเมนูแบบ À La Carte มาลองชิมโดยเชฟนำเสนอพาสต้า Spaghetti จากเมือง Gragnano ที่ต้มสุกในน้ำ Saffron หรือหญ้าฝรั่นจนหอมเข้าเส้น จากนั้นจับคู่มากับความครีมมี่และรสหวานอันกลมกล่อมจากธรรมชาติของอูนิหรือไข่หอยเม่น เชฟยังเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสโดยการเติม Quinoa กรอบ ๆ ลงไปด้านบนอีกด้วย (19/20)
Red mullet, turnip tops and provola cheese broth ปลา Red Mullet จากทะเล Tyrrhenian เสิร์ฟมาทั้งตัวและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มแต่ไร้ซึ่งความกระด้าง ด้านบนคือครีมเทอร์นิปและแป้ง Tempura กรอบช่วยเสริมเนื้อสัมผัสให้กับจานได้เป็นอย่างดี ซอสสีขาวด้านล่างเตรียมมาจากชีส Provola ให้ความหอม มัน และเบา นอกจากนี้ยังมีครีมสองสีคือ Mayonnaise สีส้มที่เตรียมมาจากตัวปลา Red Mullet และครีมสีเขียวเตรียมมาจากผักขึ้นฉ่ายฝรั่งหรือเซเลอรี่และบล็อคโคลี่นั่นเอง (19/20)
รูปที่ 16
Red mullet, turnip tops and provola cheese broth ปลา Red Mullet จากทะเล Tyrrhenian เสิร์ฟมาทั้งตัวและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มแต่ไร้ซึ่งความกระด้าง ด้านบนคือครีมเทอร์นิปและแป้ง Tempura กรอบช่วยเสริมเนื้อสัมผัสให้กับจานได้เป็นอย่างดี ซอสสีขาวด้านล่างเตรียมมาจากชีส Provola ให้ความหอม มัน และเบา นอกจากนี้ยังมีครีมสองสีคือ Mayonnaise สีส้มที่เตรียมมาจากตัวปลา Red Mullet และครีมสีเขียวเตรียมมาจากผักขึ้นฉ่ายฝรั่งหรือเซเลอรี่และบล็อคโคลี่นั่นเอง (19/20)
Young Piedmontese veal, slow braised tail เมนคอร์สในวันนี้คือเนื้อลูกวัวสายพันธุ์ Fassona ซึ่งเป็นวัตถุดิบขึ้นชื่อของภูมิภาค Piedmont เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium ข้างกันคือหางวัวที่ตุ๋นโดยใช้ระยะเวลานานจนได้นุ่มที่พอเหมาะล้อมรอบด้วยแผ่นมันฝรั่งบางกรอบใต้ใบผักโขมอีกทีหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีครีมเซเลอรี่ หัวหอมใหญ่ และ Salsa Verde สีเขียวอีกด้วย (17/20)
รูปที่ 17
Young Piedmontese veal, slow braised tail เมนคอร์สในวันนี้คือเนื้อลูกวัวสายพันธุ์ Fassona ซึ่งเป็นวัตถุดิบขึ้นชื่อของภูมิภาค Piedmont เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium ข้างกันคือหางวัวที่ตุ๋นโดยใช้ระยะเวลานานจนได้นุ่มที่พอเหมาะล้อมรอบด้วยแผ่นมันฝรั่งบางกรอบใต้ใบผักโขมอีกทีหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีครีมเซเลอรี่ หัวหอมใหญ่ และ Salsa Verde สีเขียวอีกด้วย (17/20)
Pre dessert ล้างปากด้วย Fake Calamansi ด้านในบรรจุครีม, Prosecco Foam และ Bon Bon ตรงกลางเตีรยมมาจากน้ำด่าง Bicarbonate Waters ผสมผสานกับสมุนไพรแลดูคล้ายเมล็ดส้ม รสชาติโดยรวมถือว่ามีความครีมอยู่พอสมควรประกอบไปกับความเปรี้ยวอีกเล็กน้อย (17/20)
รูปที่ 18
Pre dessert ล้างปากด้วย Fake Calamansi ด้านในบรรจุครีม, Prosecco Foam และ Bon Bon ตรงกลางเตีรยมมาจากน้ำด่าง Bicarbonate Waters ผสมผสานกับสมุนไพรแลดูคล้ายเมล็ดส้ม รสชาติโดยรวมถือว่ามีความครีมอยู่พอสมควรประกอบไปกับความเปรี้ยวอีกเล็กน้อย (17/20)
Napolitan Pastiera… ของหวานในเซ็ตเมนูหลักคือ Napolitan Pastiera… หรือเค้กสไตล์ Napolitan จากภูมิภาค Campania เสิร์ฟมาในรูปแบบ Deconstruction ด้านล่างคือองค์ประกอบของครีมจับคู่กับไอศกรีม Pastiera นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอันหลากหลายของ Almond Sponge, White Chocolate, Ricotta Cheese และ Fake Yolk หรือไข่แดงปลอมที่ให้เนื้อสัมผัสเยิ้มละลายคล้ายไข่แดงจริงเนื่องจากเชฟเตรียมขึ้นมาจากน้ำผึ้ง น้ำตาล และส้มนั่นเอง (19/20)
รูปที่ 19
Napolitan Pastiera… ของหวานในเซ็ตเมนูหลักคือ Napolitan Pastiera… หรือเค้กสไตล์ Napolitan จากภูมิภาค Campania เสิร์ฟมาในรูปแบบ Deconstruction ด้านล่างคือองค์ประกอบของครีมจับคู่กับไอศกรีม Pastiera นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอันหลากหลายของ Almond Sponge, White Chocolate, Ricotta Cheese และ Fake Yolk หรือไข่แดงปลอมที่ให้เนื้อสัมผัสเยิ้มละลายคล้ายไข่แดงจริงเนื่องจากเชฟเตรียมขึ้นมาจากน้ำผึ้ง น้ำตาล และส้มนั่นเอง (19/20)
Olive oil, olives and sea-buckthorn (30 €) ของหวานอีกจานหนึ่งการนำเสนอน้ำมันมะกอก, มะกอก และซีบัคธอร์นออกมาในรูปแบบเจล ทั้งยังมีความหอมที่ได้จากถั่ว Almond และ Olive Oil Sponge ยังมีองค์ประกอบของ Chocolate ไฮไลท์ของจานคือไอศกรีมที่เตรียมมาจากวัตถุดิบขึ้นชื่อของเกาะ Sicily อย่างมะกอก Taggiasche ให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัว (19/20)
รูปที่ 20
Olive oil, olives and sea-buckthorn (30 €) ของหวานอีกจานหนึ่งการนำเสนอน้ำมันมะกอก, มะกอก และซีบัคธอร์นออกมาในรูปแบบเจล ทั้งยังมีความหอมที่ได้จากถั่ว Almond และ Olive Oil Sponge ยังมีองค์ประกอบของ Chocolate ไฮไลท์ของจานคือไอศกรีมที่เตรียมมาจากวัตถุดิบขึ้นชื่อของเกาะ Sicily อย่างมะกอก Taggiasche ให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัว (19/20)
Cheese Selections ใครที่เป็นคอชีสสามารถสั่งคอร์สชีสเพิ่มเติมได้ก่อนเข้าสู่อาหารหวาน
รูปที่ 21
Cheese Selections ใครที่เป็นคอชีสสามารถสั่งคอร์สชีสเพิ่มเติมได้ก่อนเข้าสู่อาหารหวาน
Mignardises Pavlova มีลักษณะเป็นเมอแรงก์ฝรั่งเศสสอดไส้น้ำผึ้ง
รูปที่ 22
Mignardises Pavlova มีลักษณะเป็นเมอแรงก์ฝรั่งเศสสอดไส้น้ำผึ้ง
Mignardises Fake Strawberry ด้านในบรรจุครีมสตรอว์เบอร์รี่เสริมด้วยรสหวานเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูบัลซามิคจากเมือง Modena
รูปที่ 23
Mignardises Fake Strawberry ด้านในบรรจุครีมสตรอว์เบอร์รี่เสริมด้วยรสหวานเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูบัลซามิคจากเมือง Modena
Mignardises Caprese Cake ด้านล่างเป็นแผ่นกรอบ ด้านบนคือช็อกโกแลตและชีส Ricotta
รูปที่ 24
Mignardises Caprese Cake ด้านล่างเป็นแผ่นกรอบ ด้านบนคือช็อกโกแลตและชีส Ricotta
Mignardises Baba ที่มีความชุ่มของเหล้ารัมแต่กลับให้รสชาติที่ไม่แรงจนเกินไป
รูปที่ 25
Mignardises Baba ที่มีความชุ่มของเหล้ารัมแต่กลับให้รสชาติที่ไม่แรงจนเกินไป
Mignardises Sfogliatella ของหวานคลาสสิคหน้าตาคล้ายหางกุ้งล็อบสเตอร์จากแถบ Campania มีลักษณะเป็นแป้งกรอบเรียงกันเป็นชั้นบาง ๆ ด้านในสอดไส้ครีมหวานหอม อร่อยจนเราต้องขอเพิ่ม
รูปที่ 26
Mignardises Sfogliatella ของหวานคลาสสิคหน้าตาคล้ายหางกุ้งล็อบสเตอร์จากแถบ Campania มีลักษณะเป็นแป้งกรอบเรียงกันเป็นชั้นบาง ๆ ด้านในสอดไส้ครีมหวานหอม อร่อยจนเราต้องขอเพิ่ม
Mignardises Mignardises เสิร์ฟมาพร้อมกันหลายอย่าง
รูปที่ 27
Mignardises Mignardises เสิร์ฟมาพร้อมกันหลายอย่าง
Lollo Cappuccino (8 €) เราขอแนะนำให้จับคู่ของหวานกับกาแฟสักแก้ว
รูปที่ 28
Lollo Cappuccino (8 €) เราขอแนะนำให้จับคู่ของหวานกับกาแฟสักแก้ว
💰 ราคา 1,103 €
รูปที่ 29
💰 ราคา 1,103 €
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับสูงที่เพิ่งคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในคู่มือปกแดงปีล่าสุด นอกจากนี้เชฟเจ้าของร้านนามว่า Antonino Cannavacciuolo จัดว่าเป็นหนึ่งในเชฟผู้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการที่ตัวเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ตัดสินรายการ MasterChef Italia และ Cucine da incubo หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Kitchen's Nightmare นั่นเอง
รูปที่ 30
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับสูงที่เพิ่งคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในคู่มือปกแดงปีล่าสุด นอกจากนี้เชฟเจ้าของร้านนามว่า Antonino Cannavacciuolo จัดว่าเป็นหนึ่งในเชฟผู้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการที่ตัวเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ตัดสินรายการ MasterChef Italia และ Cucine da incubo หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Kitchen's Nightmare นั่นเอง
🎗 [THE FOOD] เชฟ Antonino Cannavacciuolo อาศัยพื้นหลังที่ตัวเขาเติบโตมาในภูมิภาค Campania รวมไปถึงการเดินทางมายังพื้นที่แถบ Piedmont ในการรังสรรค์อาหารออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยมีกลิ่นอายของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ด้วย
รูปที่ 31
🎗 [THE FOOD] เชฟ Antonino Cannavacciuolo อาศัยพื้นหลังที่ตัวเขาเติบโตมาในภูมิภาค Campania รวมไปถึงการเดินทางมายังพื้นที่แถบ Piedmont ในการรังสรรค์อาหารออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยมีกลิ่นอายของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ด้วย
ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Italian Journey from South to North (260 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูคลาสสิคประจำร้านนำเสนอการเดินทางจากตอนใต้ของประเทศอิตาลีมาจนถึงตอนเหนือผ่านทางอาหารแต่ละคอร์สหรือจะเป็น Inner Spirit (290 €) นำเสนอรายการเมนูที่ได้รับการคิดค้นขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ที่คัดสรรมาจากทั่วโลกให้เลือกกันในราคาสมเหตุสมผลอีกด้วย
รูปที่ 32
ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Italian Journey from South to North (260 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูคลาสสิคประจำร้านนำเสนอการเดินทางจากตอนใต้ของประเทศอิตาลีมาจนถึงตอนเหนือผ่านทางอาหารแต่ละคอร์สหรือจะเป็น Inner Spirit (290 €) นำเสนอรายการเมนูที่ได้รับการคิดค้นขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ที่คัดสรรมาจากทั่วโลกให้เลือกกันในราคาสมเหตุสมผลอีกด้วย
🎗 [THE PLACE] ในปี 1879 คุณ Cristoforo Benigno Crespi นักธุรกิจเจ้าของกิจการผ้าฝ้ายได้รับแรงบันดาลใจจากทริปท่องเที่ยวในพื้นที่แถบตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแห่งกรุง Baghdad ประเทศอิรักในการสร้างคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta
รูปที่ 33
🎗 [THE PLACE] ในปี 1879 คุณ Cristoforo Benigno Crespi นักธุรกิจเจ้าของกิจการผ้าฝ้ายได้รับแรงบันดาลใจจากทริปท่องเที่ยวในพื้นที่แถบตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแห่งกรุง Baghdad ประเทศอิรักในการสร้างคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta
เขาได้มอบหมายให้ Angelo Colla สถาปนิคผู้เติบโตขึ้นมาบนเนินเขาริมทะเลสาบ Maggiore ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายของอาชีพออกแบบตัวอาคารได้ตามใจชอบและใช้ชื่อว่า Villa Pia ตามชื่อภรรยาดังจะเห็นได้จากป้ายบริเวณประตูทางเข้า กาลเวลาล่วงเลยมาจนประทั่งปี 1930 คฤหาสถ์แห่งนี้ได้ถูกซื้อต่อโดย Marquis Fracassi แห่ง Torre Rossano เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของเหล่ากวี, ขุนนาง, เชื้อพระวงศ์ รวมไปถึงกษัตริย์ Umberto แห่งราชวงศ์ Savoy
รูปที่ 34
เขาได้มอบหมายให้ Angelo Colla สถาปนิคผู้เติบโตขึ้นมาบนเนินเขาริมทะเลสาบ Maggiore ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายของอาชีพออกแบบตัวอาคารได้ตามใจชอบและใช้ชื่อว่า Villa Pia ตามชื่อภรรยาดังจะเห็นได้จากป้ายบริเวณประตูทางเข้า กาลเวลาล่วงเลยมาจนประทั่งปี 1930 คฤหาสถ์แห่งนี้ได้ถูกซื้อต่อโดย Marquis Fracassi แห่ง Torre Rossano เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของเหล่ากวี, ขุนนาง, เชื้อพระวงศ์ รวมไปถึงกษัตริย์ Umberto แห่งราชวงศ์ Savoy
ในปี 1999 ภรรยาคุณ Cinzia และเชฟ Antonino Cannavacciuolo ตัดสินใจปรับปรุงและฟื้นฟูตัวอาคารครั้งใหญ่โดยอ้างอิงจากสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ภายนอกตกแต่งในสไตล์มุสลิมแบบ Moorish โดดเด่นด้วยหอสูงแลดูคล้าย Minaret พร้อมกับโดมบริเวณยอดชวนนึกถึงหอคอยแห่งสุเหร่าในกรุง Bangdad รวมไปถึง Alhambra ในนคร Granada และ Alcazar ในนคร Sevilla
รูปที่ 35
ในปี 1999 ภรรยาคุณ Cinzia และเชฟ Antonino Cannavacciuolo ตัดสินใจปรับปรุงและฟื้นฟูตัวอาคารครั้งใหญ่โดยอ้างอิงจากสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ภายนอกตกแต่งในสไตล์มุสลิมแบบ Moorish โดดเด่นด้วยหอสูงแลดูคล้าย Minaret พร้อมกับโดมบริเวณยอดชวนนึกถึงหอคอยแห่งสุเหร่าในกรุง Bangdad รวมไปถึง Alhambra ในนคร Granada และ Alcazar ในนคร Sevilla
ห้องรับประทานอาหารหลักปูด้วยพื้นไม้ปาเก้ให้บรรยากาศที่หรูหราและอบอุ่นไปพร้อม ๆ กัน อีกฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะซึ่งตั้งอยู่บริเวณระเบียงกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นสวนสีเขียวดูร่มรื่นตา
รูปที่ 36
ห้องรับประทานอาหารหลักปูด้วยพื้นไม้ปาเก้ให้บรรยากาศที่หรูหราและอบอุ่นไปพร้อม ๆ กัน อีกฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะซึ่งตั้งอยู่บริเวณระเบียงกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นสวนสีเขียวดูร่มรื่นตา
ลูกค้าสามารถสังเกตภาพถ่ายของตระกูล Crespi แขวนประดับเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ
รูปที่ 37
ลูกค้าสามารถสังเกตภาพถ่ายของตระกูล Crespi แขวนประดับเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ
ภาพถ่ายขาวดำของ Villa Crespi
รูปที่ 38
ภาพถ่ายขาวดำของ Villa Crespi
บริเวณล็อบบี้สำหรับรองรับลูกค้าที่มาถึงก่อนเวลา
รูปที่ 39
บริเวณล็อบบี้สำหรับรองรับลูกค้าที่มาถึงก่อนเวลา
พื้นที่ภายในตกแต่งผนังด้วยปูนฉาบแกะสลักลวดลายแบบอาหรับ (Arabesque) แลดูเข้ากันดีกับพื้นกระเบื้องโมเสกแบบ Florentine
รูปที่ 40
พื้นที่ภายในตกแต่งผนังด้วยปูนฉาบแกะสลักลวดลายแบบอาหรับ (Arabesque) แลดูเข้ากันดีกับพื้นกระเบื้องโมเสกแบบ Florentine
ทันที่ที่เดินเข้ามาในตัวคฤหาสถ์จะพบกับจุดตรวจสอบการจอง เงยหน้าขึ้นมองจะพบกับโคมระย้าห้อยลงพาส่องแสงไฟตกกระทบกับลวดลายอันสลับซับซ้อน
รูปที่ 41
ทันที่ที่เดินเข้ามาในตัวคฤหาสถ์จะพบกับจุดตรวจสอบการจอง เงยหน้าขึ้นมองจะพบกับโคมระย้าห้อยลงพาส่องแสงไฟตกกระทบกับลวดลายอันสลับซับซ้อน
🎗 [THE CHEF] Antonino Cannavacciuolo เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 1975 ที่เมือง Vico Equense ในพื้นที่แถบ Amalfi ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เขาได้รับแรงบันดาลใจในการทำอาหารจากการช่วยคุณย่าในครัวรวมไปถึงคุณพ่อที่ประกอบอาชีพเป็นพ่อครัว หลังจากเรียนจบจากโรงเรียนการอาหารเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาเริ่มต้นสั่งสมประสบการณ์กับห้องอาหารท้องถิ่นแถบนคร Naples, Vesuvio, San Vicenzo และ Sorrento กระทั่งในปี 1995 เขาตัดสินใจเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร Auberge de l’Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟระดับตำนาน Paul Haeberlin เพื่อฝึกฝนเทคนิคเกี่ยวกับอาหารระดับสูง ต่อมาเขาเดินทางกลับมายังเกาะ Capri เพื่อร่วมงานกับ Grand Hotel Quisisana และพบรักกับ Cinzia ลูกสาวเจ้าของโรงแรมผู้ได้กลายมาเป็นภรรยาของเขาในปัจจุบัน ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Villa Crespi ในคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta ในปี 1998
รูปที่ 42
🎗 [THE CHEF] Antonino Cannavacciuolo เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 1975 ที่เมือง Vico Equense ในพื้นที่แถบ Amalfi ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เขาได้รับแรงบันดาลใจในการทำอาหารจากการช่วยคุณย่าในครัวรวมไปถึงคุณพ่อที่ประกอบอาชีพเป็นพ่อครัว หลังจากเรียนจบจากโรงเรียนการอาหารเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาเริ่มต้นสั่งสมประสบการณ์กับห้องอาหารท้องถิ่นแถบนคร Naples, Vesuvio, San Vicenzo และ Sorrento กระทั่งในปี 1995 เขาตัดสินใจเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร Auberge de l’Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟระดับตำนาน Paul Haeberlin เพื่อฝึกฝนเทคนิคเกี่ยวกับอาหารระดับสูง ต่อมาเขาเดินทางกลับมายังเกาะ Capri เพื่อร่วมงานกับ Grand Hotel Quisisana และพบรักกับ Cinzia ลูกสาวเจ้าของโรงแรมผู้ได้กลายมาเป็นภรรยาของเขาในปัจจุบัน ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Villa Crespi ในคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta ในปี 1998
Villa Crespi ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2003 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2006 ก่อนจะเลื่อนขั้นสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2023 ที่ผ่านมานี้นั่นเอง นอกจากนี้เชฟ Antonino Cannavacciuolo ยังมีร้านอาหารในควบคุมอีกหลายแห่งคือ Cannavacciuolo Café & Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Countryside (🌟 1 MICHELIN Star) และ Laqua by the Lake รวมไปถึงงานเขียนอีกมาย
รูปที่ 43
Villa Crespi ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2003 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2006 ก่อนจะเลื่อนขั้นสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2023 ที่ผ่านมานี้นั่นเอง นอกจากนี้เชฟ Antonino Cannavacciuolo ยังมีร้านอาหารในควบคุมอีกหลายแห่งคือ Cannavacciuolo Café & Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Countryside (🌟 1 MICHELIN Star) และ Laqua by the Lake รวมไปถึงงานเขียนอีกมาย
Villa Crespi ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2003 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2006 ก่อนจะเลื่อนขั้นสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2023 ที่ผ่านมานี้นั่นเอง นอกจากนี้เชฟ Antonino Cannavacciuolo ยังมีร้านอาหารในควบคุมอีกหลายแห่งคือ Cannavacciuolo Café & Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Countryside (🌟 1 MICHELIN Star) และ Laqua by the Lake รวมไปถึงงานเขียนอีกมาย
รูปที่ 44
Villa Crespi ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2003 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2006 ก่อนจะเลื่อนขั้นสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2023 ที่ผ่านมานี้นั่นเอง นอกจากนี้เชฟ Antonino Cannavacciuolo ยังมีร้านอาหารในควบคุมอีกหลายแห่งคือ Cannavacciuolo Café & Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Countryside (🌟 1 MICHELIN Star) และ Laqua by the Lake รวมไปถึงงานเขียนอีกมาย
นอกจากห้องอาหารชั้นสูงแล้ว Villa Crespi ยังรับหน้าที่เป็นโรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาวจำนวน 14 ห้องทั้งยังได้รับการรับรองจาก Relais & Châteaux ในปี 2012
รูปที่ 45
นอกจากห้องอาหารชั้นสูงแล้ว Villa Crespi ยังรับหน้าที่เป็นโรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาวจำนวน 14 ห้องทั้งยังได้รับการรับรองจาก Relais & Châteaux ในปี 2012
ว่ากันว่าความสวยงามของ Villa Crespi สามารถสะกดให้ผู้คนที่ผ่านไปมาหยุดหายใจได้ชั่วขณะหนึ่งสมกับเป็นผลงานระดับ Masterpiece ของสถาปนิค Angelo Colla ที่ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนานกว่า 30 ปี ทั้งยังกลายมาเป็นหนึ่งในภาพจำของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายัง Largo di Orta อีกด้วย
รูปที่ 46
ว่ากันว่าความสวยงามของ Villa Crespi สามารถสะกดให้ผู้คนที่ผ่านไปมาหยุดหายใจได้ชั่วขณะหนึ่งสมกับเป็นผลงานระดับ Masterpiece ของสถาปนิค Angelo Colla ที่ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนานกว่า 30 ปี ทั้งยังกลายมาเป็นหนึ่งในภาพจำของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายัง Largo di Orta อีกด้วย
🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารระดับสูงในบรรยากาศคฤหาสถ์สุดอลังการรับรองว่า Villa Crespi สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้อย่างไร้ที่ติ พนักงานบริการดีและค่อนข้างเป็นทางการไปบ้างเมื่อเทียบกับห้องอาหารอิตาลีทั่วไป ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่เชื่อเลยว่าด้วยรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ที่เพิ่งได้รับมาประกอบกับชื่อเสียงของเชฟสามารถดันราคาให้สูงขึ้นกว่านี้ได้อีกมาก
รูปที่ 47
🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารระดับสูงในบรรยากาศคฤหาสถ์สุดอลังการรับรองว่า Villa Crespi สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้อย่างไร้ที่ติ พนักงานบริการดีและค่อนข้างเป็นทางการไปบ้างเมื่อเทียบกับห้องอาหารอิตาลีทั่วไป ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่เชื่อเลยว่าด้วยรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ที่เพิ่งได้รับมาประกอบกับชื่อเสียงของเชฟสามารถดันราคาให้สูงขึ้นกว่านี้ได้อีกมาก
ก่อนหรือหลังจบมื้ออาหารอย่าลืมเผื่อเวลาแวะไปเดินเล่นชิล ๆ ที่ Orta San Giulio ให้บรรยากาศของหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเลสาบรับรองว่าจะสามารถสร้างความประทับใจกับทุกคนได้อย่างไม่รู้ลืม
รูปที่ 48
ก่อนหรือหลังจบมื้ออาหารอย่าลืมเผื่อเวลาแวะไปเดินเล่นชิล ๆ ที่ Orta San Giulio ให้บรรยากาศของหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเลสาบรับรองว่าจะสามารถสร้างความประทับใจกับทุกคนได้อย่างไม่รู้ลืม

แกลเลอรี