
Villa Crespi · วิลล่าเครสปี
Creative, Mediterranean Cuisine · อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารเมดิเตอร์เรเนียน — via Fava 18, Orta San Giulio, 28016, Italy
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับสูงที่เพิ่งคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในคู่มือปกแดงปีล่าสุด นอกจากนี้เชฟเจ้าของร้านนามว่า Antonino Cannavacciuolo จัดว่าเป็นหนึ่งในเชฟผู้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการที่ตัวเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ตัดสินรายการ MasterChef Italia และ Cucine da incubo หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Kitchen's Nightmare นั่นเอง
🎗 [THE PLACE] ในปี 1879 คุณ Cristoforo Benigno Crespi นักธุรกิจเจ้าของกิจการผ้าฝ้ายได้รับแรงบันดาลใจจากทริปท่องเที่ยวในพื้นที่แถบตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแห่งกรุง Baghdad ประเทศอิรักในการสร้างคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta เขาได้มอบหมายให้ Angelo Colla สถาปนิคผู้เติบโตขึ้นมาบนเนินเขาริมทะเลสาบ Maggiore ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายของอาชีพออกแบบตัวอาคารได้ตามใจชอบและใช้ชื่อว่า Villa Pia ตามชื่อภรรยาดังจะเห็นได้จากป้ายบริเวณประตูทางเข้า กาลเวลาล่วงเลยมาจนประทั่งปี 1930 คฤหาสถ์แห่งนี้ได้ถูกซื้อต่อโดย Marquis Fracassi แห่ง Torre Rossano เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของเหล่ากวี, ขุนนาง, เชื้อพระวงศ์ รวมไปถึงกษัตริย์ Umberto แห่งราชวงศ์ Savoy ต่อมาในปี 1999 ภรรยาคุณ Cinzia และเชฟ Antonino Cannavacciuolo ตัดสินใจปรับปรุงและฟื้นฟูตัวอาคารครั้งใหญ่โดยอ้างอิงจากสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ภายนอกตกแต่งในสไตล์มุสลิมแบบ Moorish โดดเด่นด้วยหอสูงแลดูคล้าย Minaret พร้อมกับโดมบริเวณยอดชวนนึกถึงหอคอยแห่งสุเหร่าในกรุง Bangdad รวมไปถึง Alhambra ในนคร Granada และ Alcazar ในนคร Sevilla ทันที่ที่เดินเข้ามาในตัวคฤหาสถ์จะพบกับจุดตรวจสอบการจอง เงยหน้าขึ้นมองจะพบกับโคมระย้าห้อยลงพาส่องแสงไฟตกกระทบกับลวดลายอันสลับซับซ้อน ข้างกันคือล็อบบี้สำหรับรองรับลูกค้าที่มาถึงก่อนเวลา พื้นที่ภายในตกแต่งผนังด้วยปูนฉาบแกะสลักลวดลายแบบอาหรับ (Arabesque) แลดูเข้ากันดีกับพื้นกระเบื้องโมเสกแบบ Florentine ลูกค้าสามารถสังเกตภาพถ่ายขาวดำของ Villa Crespi รวมไปถึงภาพถ่ายของตระกูล Crespi แขวนประดับเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ ห้องรับประทานอาหารหลักปูด้วยพื้นไม้ปาเก้ให้บรรยากาศที่หรูหราและอบอุ่นไปพร้อม ๆ กัน อีกฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะซึ่งตั้งอยู่บริเวณระเบียงกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นสวนสีเขียวดูร่มรื่นตา นอกจากห้องอาหารชั้นสูงแล้ว Villa Crespi ยังรับหน้าที่เป็นโรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาวจำนวน 14 ห้องทั้งยังได้รับการรับรองจาก Relais & Châteaux ในปี 2012 ว่ากันว่าความสวยงามของ Villa Crespi สามารถสะกดให้ผู้คนที่ผ่านไปมาหยุดหายใจได้ชั่วขณะหนึ่งสมกับเป็นผลงานระดับ Masterpiece ของสถาปนิค Angelo Colla ที่ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนานกว่า 30 ปี ทั้งยังกลายมาเป็นหนึ่งในภาพจำของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายัง Largo di Orta อีกด้วย
🎗 [THE CHEF] Antonino Cannavacciuolo เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 1975 ที่เมือง Vico Equense ในพื้นที่แถบ Amalfi ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เขาได้รับแรงบันดาลใจในการทำอาหารจากการช่วยคุณย่าในครัวรวมไปถึงคุณพ่อที่ประกอบอาชีพเป็นพ่อครัว หลังจากเรียนจบจากโรงเรียนการอาหารเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาเริ่มต้นสั่งสมประสบการณ์กับห้องอาหารท้องถิ่นแถบนคร Naples, Vesuvio, San Vicenzo และ Sorrento กระทั่งในปี 1995 เขาตัดสินใจเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร Auberge de l’Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟระดับตำนาน Paul Haeberlin เพื่อฝึกฝนเทคนิคเกี่ยวกับอาหารระดับสูง ต่อมาเขาเดินทางกลับมายังเกาะ Capri เพื่อร่วมงานกับ Grand Hotel Quisisana และพบรักกับ Cinzia ลูกสาวเจ้าของโรงแรมผู้ได้กลายมาเป็นภรรยาของเขาในปัจจุบัน ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Villa Crespi ในคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta ในปี 1998 ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2003 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2006 ก่อนจะเลื่อนขั้นสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2023 ที่ผ่านมานี้นั่นเอง นอกจากนี้เชฟ Antonino Cannavacciuolo ยังมีร้านอาหารในควบคุมอีกหลายแห่งคือ Cannavacciuolo Café & Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Countryside (🌟 1 MICHELIN Star) และ Laqua by the Lake รวมไปถึงงานเขียนอีกมายแต่สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขามากที่สุดคงหนีไม่พ้นการเป็นหนึ่งในกรรมการผู้ตัดสินรายการ MasterChef Italia และ Cucine da incubo ที่ออกอากาศต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
🎗 [THE FOOD] เชฟ Antonino Cannavacciuolo อาศัยพื้นหลังที่ตัวเขาเติบโตมาในภูมิภาค Campania รวมไปถึงการเดินทางมายังพื้นที่แถบ Piedmont ในการรังสรรค์อาหารออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยมีกลิ่นอายของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ด้วย ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Italian Journey from South to North (260 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูคลาสสิคประจำร้านนำเสนอการเดินทางจากตอนใต้ของประเทศอิตาลีมาจนถึงตอนเหนือผ่านทางอาหารแต่ละคอร์สหรือจะเป็น Inner Spirit (290 €) นำเสนอรายการเมนูที่ได้รับการคิดค้นขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ที่คัดสรรมาจากทั่วโลกให้เลือกกันในราคาสมเหตุสมผลอีกด้วย สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ
✨ Soused trout
ปลาเทร้าต์ที่เชฟนำไปหมักกับผลไม้จำพวกซิตรัสต่อด้วยการนำมารมควัน จากนั้นหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ เคี้ยวง่าย ไร้ซึ่งกลิ่นคาวตัดกันกับความกรอบของหนังปลา ยังมีครีมสองชนิดโดยสีเขียวเตรียมมาจากผักเซเลอรี่และสีส้มเตรียมมาจากแครอทและยี่หร่า จากนั้นพนักงานจะเทราดน้ำส้มสายชูข้าวหรือ Rice Vinegar ที่มีองค์ประกอบของ Soy Sauce ให้ความเป็นกรดมาช่วยบาลานซ์ความมันของเนื้อปลาและครีมได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ (19/20)
✨ Gragnano’s linguine with squids and rye bread sauce
เมนู Signature Dish ของเชฟ Antonino Cannavacciuolo คือพาสต้าเส้น Linguine จาก Gragnano ซึ่งเป็นเมืองผลิตเส้นพาสต้าแบบแห้งชื่อดังในภูมิภาค Campania เสิร์ฟมาที่ระดับความสุก Al Dente พอเหมาะไร้ที่ติ โปรตีนหลักของจานคือหมึกตัวจิ๋วเตรียมมาให้ความนุ่มที่ได้ระดับตัดกันกับความกรึบของเส้นพาสต้าจนเกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากขนมปังให้รสออกหวานจาง ๆ เติมเต็มรสชาติที่ขาดหายไปได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
✨ Red mullet, turnip tops and provola cheese broth
ปลา Red Mullet จากทะเล Tyrrhenian เสิร์ฟมาทั้งตัวและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มแต่ไร้ซึ่งความกระด้าง ด้านบนคือครีมเทอร์นิปและแป้ง Tempura กรอบช่วยเสริมเนื้อสัมผัสให้กับจานได้เป็นอย่างดี ซอสสีขาวด้านล่างเตรียมมาจากชีส Provola ให้ความหอม มัน และเบา นอกจากนี้ยังมีครีมสองสีคือ Mayonnaise สีส้มที่เตรียมมาจากตัวปลา Red Mullet และครีมสีเขียวเตรียมมาจากผักขึ้นฉ่ายฝรั่งหรือเซเลอรี่และบล็อคโคลี่นั่นเอง (19/20)
🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารระดับสูงในบรรยากาศคฤหาสถ์สุดอลังการรับรองว่า Villa Crespi สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้อย่างไร้ที่ติ พนักงานบริการดีและค่อนข้างเป็นทางการไปบ้างเมื่อเทียบกับห้องอาหารอิตาลีทั่วไป ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่เชื่อเลยว่าด้วยรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ที่เพิ่งได้รับมาประกอบกับชื่อเสียงของเชฟสามารถดันราคาให้สูงขึ้นกว่านี้ได้อีกมาก ก่อนหรือหลังจบมื้ออาหารอย่าลืมเผื่อเวลาแวะไปเดินเล่นชิล ๆ ที่ Orta San Giulio ให้บรรยากาศของหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเลสาบรับรองว่าจะสามารถสร้างความประทับใจกับทุกคนได้อย่างไม่รู้ลืม
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 48 รูป





























![🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับสูงที่เพิ่งคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในคู่มือปกแดงปีล่าสุด นอกจากนี้เชฟเจ้าของร้านนามว่า Antonino Cannavacciuolo จัดว่าเป็นหนึ่งในเชฟผู้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการที่ตัวเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ตัดสินรายการ MasterChef Italia และ Cucine da incubo หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Kitchen's Nightmare นั่นเอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/333103996_942552223533803_1797798148173976615_n.webp)
![🎗 [THE FOOD] เชฟ Antonino Cannavacciuolo อาศัยพื้นหลังที่ตัวเขาเติบโตมาในภูมิภาค Campania รวมไปถึงการเดินทางมายังพื้นที่แถบ Piedmont ในการรังสรรค์อาหารออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยมีกลิ่นอายของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/333102000_925141112269456_3497175932594230112_n.webp)

![🎗 [THE PLACE] ในปี 1879 คุณ Cristoforo Benigno Crespi นักธุรกิจเจ้าของกิจการผ้าฝ้ายได้รับแรงบันดาลใจจากทริปท่องเที่ยวในพื้นที่แถบตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแห่งกรุง Baghdad ประเทศอิรักในการสร้างคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/1.webp)








![🎗 [THE CHEF] Antonino Cannavacciuolo เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 1975 ที่เมือง Vico Equense ในพื้นที่แถบ Amalfi ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เขาได้รับแรงบันดาลใจในการทำอาหารจากการช่วยคุณย่าในครัวรวมไปถึงคุณพ่อที่ประกอบอาชีพเป็นพ่อครัว หลังจากเรียนจบจากโรงเรียนการอาหารเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาเริ่มต้นสั่งสมประสบการณ์กับห้องอาหารท้องถิ่นแถบนคร Naples, Vesuvio, San Vicenzo และ Sorrento กระทั่งในปี 1995 เขาตัดสินใจเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร Auberge de l’Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟระดับตำนาน Paul Haeberlin เพื่อฝึกฝนเทคนิคเกี่ยวกับอาหารระดับสูง ต่อมาเขาเดินทางกลับมายังเกาะ Capri เพื่อร่วมงานกับ Grand Hotel Quisisana และพบรักกับ Cinzia ลูกสาวเจ้าของโรงแรมผู้ได้กลายมาเป็นภรรยาของเขาในปัจจุบัน ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Villa Crespi ในคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta ในปี 1998](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/333102165_176606225087845_8760716949403875561_n.webp)




![🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารระดับสูงในบรรยากาศคฤหาสถ์สุดอลังการรับรองว่า Villa Crespi สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้อย่างไร้ที่ติ พนักงานบริการดีและค่อนข้างเป็นทางการไปบ้างเมื่อเทียบกับห้องอาหารอิตาลีทั่วไป ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่เชื่อเลยว่าด้วยรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ที่เพิ่งได้รับมาประกอบกับชื่อเสียงของเชฟสามารถดันราคาให้สูงขึ้นกว่านี้ได้อีกมาก](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/333106310_591870579152367_2241295808081754627_n.webp)

แกลเลอรี

