
Victor's Fine Dining by Christian Bau · วิกเตอร์ส ไฟน์ ไดนิ่ง บาย คริสเตียน เบา
Creative · อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์ — Hotel Schlossberg, Schloßstraße 27-29, 66706 Perl, Germany
🎗 Moselle River เป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ไหลผ่านพื้นที่สามเหลี่ยมชายแดนสามประเทศคือเยอรมัน ฝรั่งเศส และลักเซมเบิร์ก บริเวณสองฝั่งเต็มไปด้วยซากปราสาทเก่าหลายแห่ง บ้างเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา เเต่มีบางแห่งที่ถูกปรับปรุงเป็นโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยว หนึ่งในนั้นคือ Schloss Berg ปราสาทโบราณในเมือง Perl-Nennig ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคศตวรรษที่ 9-10 โดยในช่วงแรกถูกใช้งานเป็น Burg หรือป้อมปราการก่อนที่จะถูกปรับปรุงเป็น Schloss หรือปราสาทในปี 1580 ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองช่วงฤดูหนาวปี 1944-45 ตัวอาคารหลักพังเสียหายอย่างรุนเเรงจนต้องสร้างขึ้นใหม่ในปี 1955 หลังจากผลัดเปลี่ยนเจ้าของมาหลายมือ ในที่สุด Schloss Berg จึงได้ถูกขยับขยายให้เป็นคอมเพล็กซ์ที่มีทั้งโรงแรม-กาสิโนในชื่อของ Victor's Residenz-Hotel Schloss Berg เปิดทำการครั้งเเรกในปี 1990 แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในโรงเเรมหรูที่ดีที่สุดในพื้นที่แต่สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับโรงแรมมากที่สุดคือห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน Restaurant Schloss Berg หรือชื่อใหม่ในปัจจุบันคือ Victor's Fine Dining by Christian Bau
🎗 ส่วนของห้องอาหารตั้งอยู่ติดกับลานน้ำพุหน้าปราสาทยุคเรเนซองส์ ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา บริเวณห้องรับรองเลือกใช้พื้นหินอ่อนสีขาวตัดกันกับเคาเตอร์ไม้สีน้ำตาลเข้ม ห้องอาหารหลักออกแบบเป็นทางเดินยาวโดยมีโต๊ะกลมปูด้วยผ้าสีขาวตัดกับเก้าอี้สีครีม ตัวร้านควบคุมโดย Christian Bau ผู้ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเชฟที่เก่งที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ตัวร้านเริ่มเปิดทำการในปี 1998 และได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลินทันทีภายใน 7 เดือนแรก ⭐️ ตามด้วย 2 ดาวมิชลินในปีถัดมา ⭐️⭐️ และรางวัลสูงสุดคือ 3 ดาวมิชลินในปี 2005 เมื่อเชฟอายุได้เพียง 34 ปี ⭐️⭐️⭐️ เพื่อเป็นการยืนยันความสำเร็จเชฟ Bau ถึงกับตัดสินใจทำรอยสักที่เเขนทั้งสองข้างโดยข้างซ้ายเป็นรูป Trois étoiles หรือดาวคลาสสิค 3 ดวง ในขณะที่เเขนขวาสักเป็นรูป 3 ดาวมิชลิน
🎗 ประวัติของเชฟ Christian Bau เกิดในปี 1971 ที่เมือง Offenburg เเถบ Black Forest ประเทศเยอรมนี ก้าวแรกในสายอาชีพเชฟคือการเข้าฝึกงานที่ Ringhotel Götz Sonne Eintracht Hotel ในเมือง Achern ตามมาด้วยการทำงานเป็นเชฟมืออาชีพที่ Talmühle Hotel and Restaurant ก่อนที่จะเข้าร่วมเป็นทีมเชฟในห้องอาหาร 3 ดาวมิชลินระดับตำนานของประเทศเยอรมันอย่าง Schwartzwaldstube ของเชฟ Harald Wohfahrt อยู่ถึง 5 ปี ณ ที่นี้เองที่เชฟ Christian Bau ได้พบรักและเเต่งงานกับ Yildiz ผู้ซึ่งกลายเป็น Restaurant Manager ให้กับ Restaurant Schloss Berg มาจนถึงปัจจุบัน
🎗 หลายปีก่อนทางร้านเคยนำเสนอเมนูอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยในชื่อว่า `Tradition ́ Set Menu ก่อนที่เชฟ Christian Bau จะคิดค้นและปรับแต่งอาหารชุดใหม่นำเสนอออกมาเป็นอาหารฝรั่งเศสที่ได้รับอิทธิพลจากเอเชียโดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่นแบบ Kaiseki เริ่มจากการเลือกใช้วัตถุดิบชั้นเลิศประกอบกับเทคนิคที่ไม่ซ้ำใคร และที่สำคัญคือการแฝงเอกลักษณ์ที่เชฟเรียกว่า THE BAU.STIL ลงไป จนได้ออกมาเป็น `Paris - Tokyo ́ Set Menu ที่เราจะได้ทานกัน เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Amuse-Bouche อันลือชื่อที่จัดเสิร์ฟมาถึง 7 อย่าง ตามด้วยอาหารจานหลักอีก 8 คอร์ส ปิดท้ายด้วย Sweet Bento Box ขนาดจิ๋วอีกมากมาย เเต่สิ่งที่เราขอเน้นย้ำเลยว่าห้ามพลาดคือเมนู Signature Dish อันโด่งดังของร้านอย่าง Foie Gras [Landes] ซึ่งจัดขายเเยกเป็นเมนูพิเศษเพิ่มเติมในราคาเพียง € 28 / จาน รับรองว่าอร่อยเลิศชนิดที่หาใครเทียบได้ยากเลยทีเดียว
🎗 เเม้ว่าเซ็ทเมนูของทางร้านอาจมีราคาค่อนข้างสูง เเต่ก็เป็นไปตามมาตรฐานห้องอาหารชั้นนำในบริเวณติดพรมแดนฝรั่งเศส อาหารที่นี่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยความซับซ้อน แม้ว่าบางจานอาจดูเหมือนว่าเชฟพยายามใส่ความเป็นญี่ปุ่นมากเกินไปสักนิด เเต่ส่วนมากล้วนผสมผสานกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกและตะวันตกออกมาได้อย่างลงตัวสมกับปรัชญาของเชฟที่ว่า Light, Contemporary and Metropolitan.
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 42 รูป












![Kampachi [Japan] | Iodine Aromas, Plankton & Apple อาหารจานหลักคอร์สแรกคือคัมปาชิ หรือ Almaco Jack ปลาในกลุ่มแมคเคอเรลน้ำลึกจากกรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น เชฟแล่ออกมาเป็นฟิเลท์ สองชิ้นบนล่างเสิร์ฟมาสดๆ มีรสหวานธรรมชาติ ทอปด้านบนด้วยไข่ปลาคาเวียร์เกรดพรีเมี่ยม N25 Kaluga Caviar จากประเทศจีน มีรสเค็มเบาๆ ส่วนชิ้นตรงกลางถูกผ่านความร้อนที่ผิวจนเกรียมเล็กน้อย คู่กันคือผง Seaweed crumble มีรสออกเค็มมาช่วยชูรสหวานของเนื้อปลาให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น ตรงกลางทำออกมาคล้ายสลัด มีองค์ประกอบของหอยนางรม Gillardeau oyster ที่ผ่านการ poached มาอย่างดีจนเนื้อนุ่ม หั่นมาเป็นเเว่นๆ ไม่มีกลิ่นคาว ทานกับแอปเปิ้ลเขียว มีรสเปรี้ยวเบาๆ ช่วยเพิ่มความสดชื่น องค์ประกอบสุดท้ายคือน้ำมันเเพลงก์ตอนเพิ่มรสเค็มเเละกลิ่นอายของทะเล (19/20)](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/92237054_4192930060781759_8142473968410951680_n.webp)
![King Crab [Norway] | Katsuobushi, Edamame & Sud of Umami ถัดมาคือ Umami Sud หรือน้ำซุปที่ใช้น้ำสต๊อกทำจากแก้มของปลาทูน่า ด้านล่างเป็น Chawanmushi หรือไข่ตุ๋นแบบญี่ปุ่น นุ่ม ละมุน ยังมีเนื้อปูคิงแครบจากนำเข้าประเทศนอร์เวย์ที่เชฟทำออกมาได้สุกพอดีมากๆ นุ่ม เด้ง หอม เพอร์เฟ็ค ทานกับองค์ประกอบอื่นๆที่เเสดงถึงความเป็นญี่ปุ่นอย่างเห็ดเข็มทอง คัทสึโอะบูชิหรือปลาซาดีนแห้งเกล็ด ปิดท้ายด้วยการทอปด้านบนด้วยเห็ดทรัฟเฟิล จานนี้ถือเป็นหนึ่งในจานที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้ เเละเป็นจานซุปที่ดีที่สุดจานหนึ่งเท่าที่เราเคยทานมา เชฟ Bau สามารถผสมผสานวัตถุดิบที่ดูแล้วไม่น่าจะเข้ากันได้จากโลกตะวันออกและตะวันตกอย่างเห็ดทรัฟเฟิล ไข่ตุ๋น เเละคัทสึโอะบูชิ ออกมาได้อย่างไร้ที่ติ กลมกล่อม บอกเลยว่าช่วงก่อนพนักงานยกมาเสิร์ฟเราอ่านวันถุดิบเเล้วจินตนาการรสชาติไม่ออก เเต่พอได้ลิ้มลองเราถึงกับร้องว้าวออกมาดังมาก (จริงๆ) เพราะเป็นจานที่เราไม่คาดหวังเเต่เซอไพรซ์สุดๆ ถึงตอนนี้เรายังภาวนาขอให้เชฟใส่เมนูนี้เอาไว้นานๆ อย่าเอาออกเลย (20+/20)](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/91677112_4192927884115310_4852282913753923584_n.webp)
![Foie Gras [Landes] | Coffee, Hazelnut & Sour Cherry (€ 28) สำหรับใครที่เเวะมาทานอาหารที่นี่ให้เหลือท้องไว้เพื่อสั่งสุดยอดเมนู Signature ที่อยู่คู่กับห้องอาหารเเห่งนี้มาอย่างยาวนานคือ Foie Gras หรือมูสตับห่านจาก Landes ซึ่งเป็นมณฑลทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส นำมาขึ้นรูปเป็นทรงกลม เนื้อตับห่านด้านในทำออกมาได้เนียนละเอียดมากๆ ผิวสีน้ำตาลด้านนอกเคลือบด้วยกาแฟอาราบิก้า รสขมนิดๆของกาแฟผสานกับกลิ่นของฟัวกราส์เข้ากันได้อย่างเพอร์เฟค กัดเข้าไปถึงเเก่นด้านในจะพบกับ Peidmontese Hazelnut หรือถั่วฮาเซลนัทจากแคว้นปิเยมอนเต้ ประเทศอิตาลี ช่วยให้มีความกรอบตัดกันกับความเนียนของฟัวกราส์จนเกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดี หากสังเกตด้านใต้ของเมล็ดถั่วจะเห็นเจลสีม่วงทำมาจากเชอร์รี่รสเปรี้ยว อีกสององค์ประกอบด้านล่างของจานที่ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กันคือไข่มุกฟัวกราส์ทำเป็นไอศกรีมเมล็ดกลมจิ๋ว ทานเเล้วรู้สึกเย็นสดชื่น ทั้งยังคงกลิ่นหอมของฟัวกราส์เอาไว้ได้ในไอศกรีมทุกเมล็ด ขนาบกันคือ Golden Hazelnut หรือถั่วฮาเซลนัทสีทองกรอบ เวลาทานคู่กับกับไอศกรีมจะให้ความรู้สึกคล้ายกันกับฟัวกราส์ทรงกลมชิ้นใหญ่เเต่มีความละเอียดเเละสดชื่นมากขึ้น ทั้งหมดนี้ทานสลับกันกับขนมปังบริยอชนุ่มๆ เข้ากันดีเป็นที่สุด (20+/20)](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/91496568_4192929050781860_108994196819410944_n.webp)
![Foie Gras [Landes] | Coffee, Hazelnut & Sour Cherry (€ 28) ยังไม่หมดเเค่นั้น เพราะทางร้านยังนำเสิร์ฟมาเป็นช้อนเล็กๆอีกหนึ่งอย่าง เป็นไอศกรีมฟัวกราส์ ทอปด้านบนด้วย Golden Hazelnut และซอสเชอร์รี่รสเปรี้ยว ทานด้วยกันเเล้วรู้สึกเหมือนเอาทั้งจานใหญ่ก่อนหน้านี้มารวมอยู่ในคำเดียว สุดยอดจริงๆ และจากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา ทั้งรสชาติ ความซับซ้อน เอกลักษณ์ รวมไปถึงการจัดจาน ทำให้เมนู Foie Gras ของ Victor's Fine Dining by Christian Bau ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเมนูตับห่านที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเราเคยทานมาเลยทีเดียว (20+/20)](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/91884421_4192928234115275_7882527601170841600_n.webp)
![Foie Gras [Landes] | Coffee, Hazelnut & Sour Cherry (€ 28) ตับห่านเสิร์ฟมาคู่กับขนมปังโทสหน้าตาธรรมดา เเต่เชฟทำออกมาดีอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งเบา นุ่ม หอมมากๆ (20/20)](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/91866447_4192929310781834_6990824014641889280_n.webp)

![Lobster [Scotland] | Peas, Yuzu & Koji จานถัดมาโดดเด่นด้วย Blue Lobster ครึ่งตัวจากทะเลน้ำลึกประเทศสก็อตแลนด์ โดยเชฟหั่นมาให้เป็นชิ้นในขนาดพอดีคำ เนื้อกุ้งนุ่ม เด้ง สุกกำลังดี ซอสสีส้มด้านซ้ายของตัวล็อบสเตอร์ทำมาจากตัวล็อบสเตอร์เอง อย่างไรก็ตาม มีอยู่องค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกข้องใจคือเมล็ดถั่ว แม้เชฟตั้งใจเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสโดยการใส่ถั่วที่มีเนื้อสัมผัสที่เเข็งกว่าเนื้อล็อบสเตอร์พร้อมกับพูเรถั่วเล็กน้อยที่ฝั่งขวาของจาน เเต่เรากลับรู้สึกว่าเมล็ดถั่วที่ใส่มานั้นไปลดทอนความเด่นของเนื้อกุ้งบลูล็อบสเตอร์ หากทางร้านเสิร์ฟถั่วมาเป็นเพียวเรอย่างเดียวน่าจะชูเนื้อสัมผัสของกุ้งที่เป็นวัตถุดิบล้ำค่าให้เด่นมากขึ้นกว่านี้ จุดนี้เองจึงเป็นสาเหตที่จานนี้ได้คะเเนนลดลงกว่าที่ควรจะเป็นสักเล็กน้อย องค์ประกอบทางขวาล่างทำมาจากส้มยูซู มีรสหวานเปรี้ยวแถมด้วยกลิ่นหอมตัดกับรสหวานของกุ้งได้ดี ตรงกลางคือซอสทำจาก Kōji หรือถั่วที่นำไปหมักกับเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus ขอเเนะนำให้ทานหลายองค์ประกอบสลับกันเพื่อความซับซ้อนทางรสชาติ (18/20)](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/91598586_4192927170782048_6805939459394109440_n.webp)
![Turbot [Atlantic] | Morels, Leek & Vin Jaune ถัดมาคือเมนูปลาเทอร์บอตจากน่านน้ำมหาสมุทรแอตแลนติค เนื้อปลานุ่ม เพอร์เฟ็คในแบบที่ควรจะเป็น ทานกับ Vin Jaune หรือซอสทำจาก Yellow wine จากแหล่งปลูกใน Côte d’Azur ให้รสชาติคล้ายๆเชอร์รี่ไวน์ และองค์ประกอบทางฝั่งขวาคือเห็ดโมเรล เเต่เช่นเดียวกับเมนูล็อบสเตอร์ก่อนหน้า ในจานนี้ก็ยังมีจุดที่เราไม่สบายใจคือส่วนของต้นหอมนั่นเอง ต้นหอมญี่ปุ่นที่เสิร์ฟมาทั้งต้นยังคงมีความฉุนและมีรสเผ็ดอยู่บ้าง (ให้นึกถึงต้นหอมในข้าวผัดบ้านเรา) ประกอบกับเนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวทำให้ทั้งรส กลิ่น และเนื้อสัมผัสของต้นหอมไปกลบความนุ่มละมุนของเนื้อปลาเทอร์บอทเเละซอสไวน์ซึ่งเป็นวัตถุดิบล้ำค่าในจานไปส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามหากตัดองค์ประกอบของต้นหอมทิ้งไปจานนี้น่าจะได้คะเเนนมากกว่านี้อีกพอสมควรเลยทีเดียว (17/20)](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/91582167_4192927427448689_7053213693131096064_n.webp)
![Tajima-Wagyu [Australia] | Anchovis, Dashi-Aubergine & `black ́ Miso เมนคอร์สสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่ของหวานทางร้านนำเสิร์ฟเนื้อวัวทาจิมะวากิวจากประเทศออสเตรเลีย เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์ เนื้อวัวมีส่วนไขมันสูงจนเเทบละลายในปาก ผักสีเขียวด้านบนคือเลดี้ฟิงเกอร์หรือ Okra ข้างๆกันคือ Espuma หรือโฟมสีน้ำตาลทำจากแองโชวี่และพูเรสีแดงทำจากปาปริก้า (19/20)](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/92159009_4192929810781784_2774460968120352768_n.webp)
![Tajima-Wagyu [Australia] | Anchovis, Dashi-Aubergine & `black ́ Miso อีกฝั่งหนึ่งคือเนื้อวัวทาจิมะวากิว แต่เป็นส่วน Short Rib เชฟตุ๋นเนื้อออกมาจนเปื่อยนุ่ม เพียงใช้ลิ้นดันเบาๆ ชิ้นเนื้อก็สามารถเเยกออกจากกันได้ทันที ทานคู่กับเลดีฟิงเกอร์และ Aubergine ที่เเช่ลงไปในซุปดาชิแบบญี่ปุ่นจนชุ่ม นอกจากนี้ยังมีพูเรที่ทำมาจาก Dashi-Aubergine เช่นกัน (19/20)](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/91515795_4192928177448614_3568914915836035072_n.webp)
![Calpico [Japan] | Matcha Tea, Kiwi & Sake สำหรับเมนูก่อนเข้าอาหารหวานทางร้านนำเสิร์ฟ คาลปิโก้ เครื่องดื่ม Soft Drink ยอดนิยมจากประเทศญี่ปุ่น มีรสชาติเปรี้ยวหวาน กลิ่นหอมสดชื่น ทานกับไอศกรีมมัทฉะและครีมมัทฉะที่เชฟทำรสออกไปทางครีมมี่ มีรสขมนิดๆตัดกับความหวานของคาลปิโก้ ข้างๆกันคือผลกีวี่ และเจลสาเก ช่วยล้างปากเเละเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (19/20)](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/91450502_4192927707448661_9165987923705724928_n.webp)



















แกลเลอรี

