
Taverna Estia · ทาเวอร์น่า เอสเตีย
Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — Via Guido De Ruggiero, 108, 80031 Brusciano NA, Italy
🎗 [INTRO] Taverna Estia เป็นห้องอาหารธุรกิจครอบครัวที่ได้รับการพัฒนาและส่งต่อจากเจ้าของรุ่นแรกมายังลูกชายทั้ง 2 คนโดยมี Francesco Sposito รับตำแหน่ง Head Chef และ Mario Sposito รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการควบกับ Sommelier ด้วยบรรยากาศอันแสนอบอุ่นแฝงไปด้วยความหรูหราที่ไม่เป็นทางการมากจนเกินไปทำให้อาหารมื้อนี้สร้างความประทับใจให้กับเราได้ไม่ยาก
🎗 [THE PLACE] Taverna Estia ตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Brusciano ห่างจากนคร Napoli ออกมาราว ๆ 15 กิโลเมตร ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดรถของสถานฟุตบอลท้องถิ่น Stadio Comunale di Brusciano ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกันโดยจะมีพนักงานคอยต้อนรับอยู่บริเวณทางเข้า ถัดเข้ามาเป็นสวนขนาดใหญ่ที่เชฟปลูกผักและสมุนไพรสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบ ข้างกันคือพื้นที่แบบ Open Air สุดชิลสำหรับรองรับลูกค้าในช่วงฤดูร้อนในวันที่อากาศเป็นใจ ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหราในสไตล์โมเดิร์นและรัสติค ห้องครัวขนาดใหญ่กั้นด้วยกระจกใสถูกใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาเพื่อให้ลูกค้าทุกโต๊ะสามารถชมทีมเชฟปรุงอาหารได้ตลอดเวลา ถัดมาคือห้องเก็บไวน์ขนาดย่อมนำเสนอไวน์ท้องถิ่นจากประเทศอิตาลีและไวน์จากพื้นที่อื่น ๆ ในยุโรปรวมกันราว 1,000 Labels สุดท้ายคือเตาฟืนที่เปิดใช้งานตลอดเวลาโดยไม่เคยมอดจนกลายมาเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของทางร้านนั่นเอง
🎗 [THE CHEF] Armando Sposito แต่เดิมมีอาชีพเป็นครูก่อนที่ตัวเขาจะตัดสินใจลาออกเพื่อหันหน้ามาเดินตามความฝันกับสายอาชีพพ่อครัวโดยการซื้อกิจการห้องอาหาร Taverna Estia ลูกชายของเขาซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น Head Chef นามว่า Francesco Sposito นั้นเกิดและเติบโตขึ้นมาในนคร Naples อย่างไรก็ตามเส้นทางสายอาชีพเชฟเริ่มต้นจากความบังเอิญที่ตัวเขาในช่วงวัยรุ่นจำเป็นต้องไปช่วยงานคุณพ่อในห้องครัว หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหารเขามีโอกาสเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร Arpège (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Alain Passard เพื่อเรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารยุคใหม่ก่อนจะเดินทางกลับมายังประเทศอิตาลีในปี 2002 เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Il Trigabolo (2 MICHELIN Stars - ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) และ Locanda della Tamerice (1 MICHELIN Stars - ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ของเชฟ Igles Corelli ต่อมาในปี 2005 เขาตัดสินใจเดินทางไปฝึกฝนเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลาสั้น ๆ และเดินทางกลับมารับตำแหน่ง Head Chef ที่ห้องอาหาร Taverna Estia แทนคุณพ่อในปี 2006 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2008 ในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 24 ปีและรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2014 ซึ่งช่วงนั้นเขามีอายุ 31 ปีจนสร้างสถิติเป็นเชฟชาวอิตาลีที่อายุน้อยที่สุดที่คว้าดาวทั้งสองมาครองได้อีกด้วย อีกหนึ่งคนที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้คือ Mario Sposito ผู้รับตำแหน่งเป็นทั้งผู้จัดการและ Sommelier ประจำร้านโดยตัวเขาสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วสมกับที่จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์มาจากมหาวิทยาลัยในกรุง London เราขอแนะนำให้ลองสอบถามเขาถึงคำแนะนำไวน์ท้องถิ่นคุณภาพสูงของภูมิภาค Campania รับรองว่าเพื่อน ๆ นักชิมจะได้คำตอบในเชิงลึกอย่างคาดไม่ถึงแน่นอน
🎗 [THE FOOD] เชฟ Francesco Sposito ผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Campania เข้ากันกับเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกรายการอาหารในรูปแบบ À La Carte ได้ตามใจชอบแต่เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดเราขอแนะนำให้เลือกชิม 1 ใน 3 ของ Tasting Menu ที่เชฟได้ออกแบบเอาไว้เป็นอย่างดีเริ่มจาก The Vesuvian Countryside (150 €) นำเสนออาหารจากพื้นดินอย่างเช่นผักและเนื้อสัตว์มารวมกันทั้งสิ้น 5 คอร์ส ถัดมาคือ The Coast นำเสนออาหารทะเลที่จับโดยชาวประมงท้องถิ่นแถบ Naples Bay มาในจำนวน 5 คอร์สเช่นกัน สุดท้ายคือเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่เชฟใช้ชื่อว่า Free Hand (200 €) ที่เชฟจะเลือกเมนูเด็ดประจำร้านนำเสนอมามากถึง 8 คอร์ส ทั้งนี้ทุกเมนูยังไม่รวมค่า Coperto อีก 5 € ต่อคน สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ
✨ Tagliatelle of squid with its black
สำหรับคอร์สที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้ต้องยกให้กับหมึกกล้วยที่นำมาเตรียมเป็นเส้น Tagliatelle แน่นอนว่าเทคนิคการใช้หมึกกล้วยซึ่งมีความนุ่มหนึบมาเตรียมเป็นเส้นพาสต้าไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่สำหรับห้องอาหารระดับนี้แต่เชฟ Francesco Sposito สามารถทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เส้นหมึกบาง ๆ มีระดับความแบนเท่ากันตลอดชิ้น ทั้งยังมีความยาวที่พอเหมาะ เนื้อสัมผัสที่ได้จากกระบวน Sous Vide ในอุณหภูมิต่ำทำให้เมื่อแรกเคี้ยวจะมีความนุ่มตามมาด้วยความหนึบที่พอเหมาะ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยแผ่นกรอบเตรียมมาจากสาหร่าย เติมแต่งรสชาติด้วยความเปรี้ยวของเลมอนชั้นดี ด้านบนโรยด้วยผงหมึกดำช่วยเติมแต่งสีสันให้เกิดความแตกต่างกับเส้นหมึกสีขาวได้อย่างลงตัว (18/20)
✨ Spaghetti with peperoni juice, herring caviar, marjoram and smoked anchovies
พาสต้าเส้นสปาเก็ตตี้เสิร์ฟมาที่ความสุกแบบ Al Dente มีความกรึบนิด ๆ พอดิบพอดี ซอสสีเหลืองได้จาก Peperoni หรือพริกหวานท้องถิ่นให้กลิ่นฉุนเฉพาะตัวที่ไม่มากจนเกินไป ในส่วนของรสชาติเป็นการผสมผสานกันระหว่างความเค็มของวัตถุดิบ 2 ชนิดคือ Caviar และ Anchovies รมควันจบด้วยการท็อปใบ Basil สด ๆ ช่วยเพิ่มเติมความสดชื่นให้กับจานที่ด้านบน (17/20)
✨ Variation of Pigeon: breast and fried legs served on chutney with Campari and red fruit, mousse of foie gras and spinach
สำหรับ Main Course ในเซ็ตเมนูหลักเชฟนำเสนอนกพิราบท้องถิ่นจากแคว้น Tuscany ประเทศอิตาลี ส่วนอกถูกย่างเพียงเล็กน้อยแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เพื่อคงความนุ่มฉ่ำเอาไว้ให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าคุณภาพของวัตถุดิบอย่างนกพิราบถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีแต่ยังไม่สามารถเทียบเคียงกับนกพิราบจากประเทศฝรั่งเศสได้ ด้านล่างรองด้วย Chutney เข้มข้นเตรียมมาจาก Red Fruit และ Campari (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์) ข้างกันคือชิ้นผักโขมนุ่ม ๆ ยังมีส่วนขาของนกพิราบที่ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน สุดท้ายคือองค์ประกอบของ Mousse ที่ผสมผสานความละมุนของฟัวกราส์เข้ากันกับความหวานธรรมชาติของเกาลัดได้อย่างลงตัว (17/20)
🎗 [WHY GO] Taverna Estia จัดว่าเป็นห้องอาหาร Hidden Gem ที่มีคนรู้จักน้อยเมื่อเทียบกับความน่าสนใจและประสบการณ์ที่เราได้รับในวันนี้ ทุกจานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีรสชาติที่เข้าถึงง่ายทั้งจากลูกค้ากลุ่มแคชวลและผู้ที่มีใจรักอาหารจริงจัง ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พนักงานบริการดีและเป็นกันเองเหมาะกับการเดินทางมาชิมได้ในทุก ๆ โอกาส
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 40 รูป
























![🎗 [INTRO] Taverna Estia เป็นห้องอาหารธุรกิจครอบครัวที่ได้รับการพัฒนาและส่งต่อจากเจ้าของรุ่นแรกมายังลูกชายทั้ง 2 คนโดยมี Francesco Sposito รับตำแหน่ง Head Chef และ Mario Sposito รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการควบกับ Sommelier ด้วยบรรยากาศอันแสนอบอุ่นแฝงไปด้วยความหรูหราที่ไม่เป็นทางการมากจนเกินไปทำให้อาหารมื้อนี้สร้างความประทับใจให้กับเราได้ไม่ยาก](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/317845785_8876807902393928_2933996571987801582_n.webp)
![🎗 [THE FOOD] เชฟ Francesco Sposito ผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Campania เข้ากันกับเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/317487205_8876805565727495_362074615173837471_n.webp)



![🎗 [THE CHEF] Armando Sposito แต่เดิมมีอาชีพเป็นครูก่อนที่ตัวเขาจะตัดสินใจลาออกเพื่อหันหน้ามาเดินตามความฝันกับสายอาชีพพ่อครัวโดยการซื้อกิจการห้องอาหาร Taverna Estia ลูกชายของเขาซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น Head Chef นามว่า Francesco Sposito นั้นเกิดและเติบโตขึ้นมาในนคร Naples อย่างไรก็ตามเส้นทางสายอาชีพเชฟเริ่มต้นจากความบังเอิญที่ตัวเขาในช่วงวัยรุ่นจำเป็นต้องไปช่วยงานคุณพ่อในห้องครัว หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหารเขามีโอกาสเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร Arpège (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Alain Passard เพื่อเรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารยุคใหม่ก่อนจะเดินทางกลับมายังประเทศอิตาลีในปี 2002 เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Il Trigabolo (2 MICHELIN Stars - ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) และ Locanda della Tamerice (1 MICHELIN Stars - ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ของเชฟ Igles Corelli ต่อมาในปี 2005 เขาตัดสินใจเดินทางไปฝึกฝนเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลาสั้น ๆ และเดินทางกลับมารับตำแหน่ง Head Chef ที่ห้องอาหาร Taverna Estia แทนคุณพ่อในปี 2006 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2008 ในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 24 ปีและรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2014 ซึ่งช่วงนั้นเขามีอายุ 31 ปีจนสร้างสถิติเป็นเชฟชาวอิตาลีที่อายุน้อยที่สุดที่คว้าดาวทั้งสองมาครองได้อีกด้วย อีกหนึ่งคนที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้คือ Mario Sposito ผู้รับตำแหน่งเป็นทั้งผู้จัดการและ Sommelier ประจำร้านโดยตัวเขาสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วสมกับที่จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์มาจากมหาวิทยาลัยในกรุง London เราขอแนะนำให้ลองสอบถามเขาถึงคำแนะนำไวน์ท้องถิ่นคุณภาพสูงของภูมิภาค Campania รับรองว่าเพื่อน ๆ นักชิมจะได้คำตอบในเชิงลึกอย่างคาดไม่ถึงแน่นอน](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/317756094_8876806202394098_5298517327200732671_n.webp)









![🎗 [WHY GO] Taverna Estia จัดว่าเป็นห้องอาหาร Hidden Gem ที่มีคนรู้จักน้อยเมื่อเทียบกับความน่าสนใจและประสบการณ์ที่เราได้รับในวันนี้ ทุกจานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีรสชาติที่เข้าถึงง่ายทั้งจากลูกค้ากลุ่มแคชวลและผู้ที่มีใจรักอาหารจริงจัง ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พนักงานบริการดีและเป็นกันเองเหมาะกับการเดินทางมาชิมได้ในทุก ๆ โอกาส](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/317806968_8876806502394068_7745398707434932677_n.webp)
แกลเลอรี

