GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Sushi Masato
1 MICHELIN Star

ThailandSushi Masato · ซูชิ มาซาโตะ

Sushi · ซูชิ — 3/22 Soi Sawasdee 1, Sukhumvit 31, Khlongtoei Nua, Wattana, Bangkok 10110

🎗 [Intro] รีวิวฉบับนี้เป็นคิวของร้านซูชิระดับ 1 Michelin Star น้องใหม่ประจำ Michelin Guide Bangkok ปี 2021 ทั้งยังเป็นหนึ่งในร้านซูชิชั้นนำที่ขึ้นชื่อว่าจองยากที่สุดในกรุงเทพ นั่นก็คือ Sushi Masato ของเชฟมากประสบการณ์อย่างคุณ Masato Shimizu นั่นเอง

🎗 [The Place] Sushi Masato ตั้งอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ของซอยสุขุมวิท 31 ลูกค้าสามารถนั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีพร้อมพงษ์หรืออโศก ส่วนใครที่ขับรถมาแนะนำให้จอดรถที่ RSU Building ซึ่งตั้งอยู่ที่ปากซอย ตัวร้านมองจากภายนอกจะเห็นเป็นประตูไม้พร้อมป้ายสีน้ำตาลเข้มสลักชื่อร้านเป็นภาษาญี่ปุ่น ด้านในมีเคาน์เตอร์รูป L shape ทำจากไม้ Hinoki เช่นเดียวกับร้านซูชิทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น ลูกค้าที่เลือกนั่งจุดนี้สามารถชมเชฟ Masato และทีมจัดเตรียมวัตถุดิบและปั้นซูชิได้เกือบทุกขั้นตอน ข้างกันเป็นส่วนของห้องครัวสำหรับจัดเตรียมวัตถุดิบ ด้านหลังเป็นที่นั่งแบบโต๊ะซึ่งดูจะสะดวกสบายกว่าสำหรับผู้สูงอายุโดยจะมีพนักงานนำซูชิไปเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะทันทีที่เชฟปั้นเสร็จ ส่วนชั้นสามเป็นที่นั่งแบบเคาน์เตอร์ซึ่งรับผิดชอบโดยเชฟผู้ช่วยคนสำคัญ Satohiro Kurokawa

🎗 [The Chef] Masato Shimizu เป็นคนญี่ปุ่นโดยกำเนิด หลังจากฝึกฝีมืออยู่กับเชฟ Rikio Kugo ที่ร้าน Sukeroku ในกรุงโตเกียวได้ 7 ปี เชฟ Masato ตัดสินใจย้ายไปแสวงหาความท้าทายใหม่ ๆ ที่กรุง New York ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับร้าน Jewel Bako นาน 4 ปี ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัล ⭐️ 1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ต่อมาเชฟได้ย้ายมาเปิดร้าน 15 East ร่วมกันกับ Chef Marco Moreira และสามารถคว้า ⭐️ 1 Michelin Star มาครองได้อีกครั้งพ่วงด้วยรางวัล New York Rising Star ในปี 2007 อีกด้วย อย่างไรก็ตามเชฟ Masato และภรรยาลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจย้ายมาเปิดร้านใหม่ที่กรุงเทพในปี 2017 โดยตั้งชื่อร้านตามชื่อตัวเองว่า Sushi Masato

🎗 [The Food] ขั้นตอนการจองต้องทำรายการผ่านเวปไซต์ในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 15 ของแต่ละเดือน (คืนของวันที่ 14 ต่อ 15) เพื่อเข้ามาทานจริงเดือนถัดไปพร้อมชำระค่าอาหารทันที ลูกค้าสามารถเลือกทานเป็นมื้อกลางวันรอบ 12.00 หรือมื้อกลางคืนรอบ 17.00 และ 19.00 ถัดมาคือการเลือกที่นั่งซึ่งแน่นอนว่าบริเวณ 1st Floor Counter ซึ่งให้บริการโดยเชฟ Masato Shimisu มักถูกจองเต็มภายใน 10-20 นาทีแรก ส่วนที่นั่งแบบ 1st Floor Table ซึ่งเป็นโต๊ะ 2 ตัวหลังเคาเตอร์อาจยังพอเหลือให้จองอยู่บ้าง สุดท้ายคือที่นั่ง 3rd Floor Counter ซึ่งให้บริการโดยเชฟ Satohiro Kurokawa สามารถจองได้เรื่อย ๆ ไม่ต้องรีบมากนัก ทางร้านนำเสนอเมนูในรูปแบบ Omakase เท่านั้นโดยมีให้เลือก 3 อย่างคือ Lunch และ Standard ที่ราคา 4,000++ ต่อคน หรือ Premium ที่ราคา 6,000++ ต่อคน โดยราคานี้รวมน้ำชาเขียวเติมเพิ่มได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้อ สำหรับเซ็ต Premium จะมีวัตถุดิบราคาสูงอย่าง Snow crab, King crab, Japanese abalone, Sashimi และ Uni บางชนิดเพิ่มเติมขึ้นมา อย่างไรก็ตาม Sushi Masato มีเมนูที่เราประทับใจมากจนหาร้านอื่นเทียบเคียงได้ยากอยู่ 3-4 อย่างคือ

✨ Ika ankimo

อาหารเรียกน้ำย่อยที่ดีที่สุดของค่ำคืนนี้เป็นการจับคู่ของวัตถุดิบระดับโลกอย่างอังกิโมะหรือตับปลา Monkfish และอิกะหรือหมึกญี่ปุ่นนั่นเอง เชฟแล่ปลาหมึกออกเป็นชิ้น ๆ จะพบว่าด้านในถูกยัดไส้ด้วยอังกิโมะเอาไว้แล้ว เนื้อสัมผัสของหมึกนุ่ม หนึบ แต่ไม่มีความเหนียวแม้แต่น้อย ในทางกลับกันตับปลามีความครีมมี่ ละมุนจนแทบจะละลายในปาก น้ำซอสมีรสชาติหวานเค็มกลมกล่อมช่วยดับกลิ่นเฉพาะตัวของตับปลาที่มีน้อยอยู่แล้วไม่ให้โดดออกมา เราชอบที่เชฟขูดผิวยูซูโรยลงไปเพื่อให้ได้กลิ่นและรสขมลึก ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางรสชาติ สุดยอดมาก ๆ (17/20)

✨ Matsuba gani

จานที่มีอยู่เฉพาะเซ้ตพรีเมี่ยมคือเนื้อปูและขาปู “มัตสึบะ” จากจังหวัด Hyogo ทางตะวันตกของกรุง Kyoto เชฟนำไปนึ่งจนสุก จากนั้นจึงเติมซอสมันปูลงไป ปิดท้ายด้วยการทอป Prunier caviar เอาไว้ที่ด้านบน เนื้อปูหิมะทำออกมาได้ดีมาก มีกลิ่นหอม มีรสหวานเด่นชัดเจนตัดกันกับความมันของซอสมันปูและรสชาติเค็มเบา ๆ ของคาเวียร์ ถือเป็นคอมบิเนชั่นที่ทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติเลยทีเดียว (16/20)

✨ Akami

นิงิริที่เราประทับใจมากที่สุดในวันนี้คือ “อะกามิ” หรือเนื้อปลาทูน่าส่วนไขมันน้อยนำเข้าจาก North Carolina ประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะเชฟเล่าว่าช่วงฤดูนี้ปลาทูน่าที่ญี่ปุ่นยังไม่ตัวเลือกที่ดีที่สุด เมื่อได้ปลามาเชฟได้นำมาผ่านกระบวนการที่กำลังเป็นที่นิยมในบรรดาร้านร้านซูชิยุคใหม่คือการบ่มหรือ Aging เนื้อปลานานถึง 2 อาทิตย์จนเนื้อปลามีความนุ่ม มีรสชาติเข้มข้น มีกลิ่นหอมชัดเจน อร่อยจนเรายกให้เป็นหนึ่งในอะกามิที่ดีที่สุดในกรุงเทพเลยทีเดียว (16/20)

✨ Anago

ปิดท้ายด้วยนิงิริที่เราตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้มาทานที่ร้าน Sushi Masato คือ “อะนาโกะ” หรือปลาไหลทะเลตุ๋นมาในซอสรสหวานเค็มกลมกล่อม เนื้อสัมผัสของปลาไหลมีความนุ่มคล้ายสำลี ละมุนลิ้น หอมกลิ่นที่ได้จากการย่างถ่าน ไม่มีกลิ่นคาวใด ๆ ขอการันตีเลยว่าอะนาโกะที่นี่จัดว่าคุณภาพดีเป็นอันดับต้น ๆ ของร้านซูชิในกรุงเทพเลยก็ว่าได้ (16/20)

🎗 [Conclusion] เราขอแนะนำร้าน Sushi Masato สำหรับลูกค้าใหม่ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ซูชิโอมากาเสะชั้นดีสักมื้อ ส่วนลูกค้าเก่าก็สามารถกลับมาลองได้เช่นกันเพราะซูชิมื้อนี้ของเราถือว่าน่าประทับใจมากกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนอย่างชัดเจน เมนูเรียกน้ำย่อย ซูชิ รวมไปถึงของหวานทุกอย่างเต็มไปด้วยความเรียบง่ายและแฝงไปด้วยความละเมียดละไมสมกับมาตรฐานร้านซูชิระดับติดดาวมิชลิน ราคาค่อนข้างสูงแต่ก็ไม่หลุดจากเกณฑ์มาตรฐานร้านซูชิชั้นดีในกรุงเทพ พนักงานบริการดีและมีความรู้เกี่ยวกับปลาแต่ละชนิดและขั้นตอนการปรุงโดยละเอียด จากทุกองค์ประกอบเราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่ามื้ออาหารที่ Sushi Masato ในวันนี้เหมาะสมกับรางวัล 1 ดาวมิชลินด้วยประการทั้งปวง

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 52 รูป

🇹🇭 Sushi Masato - ซูชิ มาซาโตะ ⭐️ 1 Michelin Star - 1 ดาวมิชลิน 🍴 Sushi - ซูชิ
รูปที่ 1
🇹🇭 Sushi Masato - ซูชิ มาซาโตะ ⭐️ 1 Michelin Star - 1 ดาวมิชลิน 🍴 Sushi - ซูชิ
รีวิวฉบับนี้เป็นคิวของร้านซูชิระดับ 1 Michelin Star น้องใหม่ประจำ Michelin Guide Bangkok ปี 2021 ทั้งยังเป็นหนึ่งในร้านซูชิชั้นนำที่ขึ้นชื่อว่าจองยากที่สุดในกรุงเทพ นั่นก็คือ Sushi Masato ของเชฟมากประสบการณ์อย่างคุณ Masato Shimizu นั่นเอง
รูปที่ 2
รีวิวฉบับนี้เป็นคิวของร้านซูชิระดับ 1 Michelin Star น้องใหม่ประจำ Michelin Guide Bangkok ปี 2021 ทั้งยังเป็นหนึ่งในร้านซูชิชั้นนำที่ขึ้นชื่อว่าจองยากที่สุดในกรุงเทพ นั่นก็คือ Sushi Masato ของเชฟมากประสบการณ์อย่างคุณ Masato Shimizu นั่นเอง
Masato Shimizu เป็นคนญี่ปุ่นโดยกำเนิด หลังจากฝึกฝีมืออยู่กับเชฟ Rikio Kugo ที่ร้าน Sukeroku ในกรุงโตเกียวได้ 7 ปี เชฟ Masato ตัดสินใจย้ายไปแสวงหาความท้าทายใหม่ ๆ ที่กรุง New York ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับร้าน Jewel Bako นาน 4 ปี ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัล ⭐️ 1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ต่อมาเชฟได้ย้ายมาเปิดร้าน 15 East ร่วมกันกับ Chef Marco Moreira และสามารถคว้า ⭐️ 1 Michelin Star มาครองได้อีกครั้งพ่วงด้วยรางวัล New York Rising Star ในปี 2007 อีกด้วย
รูปที่ 3
Masato Shimizu เป็นคนญี่ปุ่นโดยกำเนิด หลังจากฝึกฝีมืออยู่กับเชฟ Rikio Kugo ที่ร้าน Sukeroku ในกรุงโตเกียวได้ 7 ปี เชฟ Masato ตัดสินใจย้ายไปแสวงหาความท้าทายใหม่ ๆ ที่กรุง New York ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับร้าน Jewel Bako นาน 4 ปี ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัล ⭐️ 1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ต่อมาเชฟได้ย้ายมาเปิดร้าน 15 East ร่วมกันกับ Chef Marco Moreira และสามารถคว้า ⭐️ 1 Michelin Star มาครองได้อีกครั้งพ่วงด้วยรางวัล New York Rising Star ในปี 2007 อีกด้วย
เริ่มต้นคอร์สด้วย “ซาชิมิ” สองอย่างเสิร์ฟมาพร้อมกันคือกุ้งชิมะเอบิและปลาไท่
รูปที่ 4
เริ่มต้นคอร์สด้วย “ซาชิมิ” สองอย่างเสิร์ฟมาพร้อมกันคือกุ้งชิมะเอบิและปลาไท่
Shima ebi “ชิมะเอบิ” เป็นกุ้ง Grey Prawn จากทะเลลึกประเทศญี่ปุ่น เนื้อกุ้งมีเอกลักษณ์อยู่ที่รสชาติหวานโดดเด่น รวมไปถึงความหนึบ นุ่ม ไร้ซึ่งกลิ่นคาว แสดงถึงความสดของวัตถุดิบที่เชฟมาซาโตะคัดสรรค์มาเป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้นเพราะเชฟได้ใส่ดอกชิโสะทอปลงไปด้านบนช่วยเพิ่มความหอมที่สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนทันทีที่ตักเข้าปากอีกด้วย แนะนำให้ทานกับซีอิ๊วรสเลิศเพื่อทดแทนรสชาติของเนื้อกุ้ง (15/20) Tai ถัดมาคือ “ปลาไท่” หรือ Red Snapper จากทะเลฝั่งญี่ปุ่น ด้วยความที่เป็นปลาเนื้อขาวความโดดเด่นจึงไม่ได้อยู่ที่รสชาติและกลิ่นแต่เป็นเนื้อสัมผัสนุ่ม หนึบ และด้วยความที่เป็นปลา Wild caught จับจากทะเลจึงทำให้เนื้อสัมผัสของปลาไท่ที่นี่อตกต่างจากร้านซูชิทั่วไปอย่างชัดเจน เชฟมาซาโตะการันตีความสดของปลาสังเกตได้จากการที่ไม่มีกลิ่นคาวมารบกวนแม้แต่น้อย แนะนำให้จิ้มหรือโรยชิโอะหรือเกลือญี่ปุ่นลงไปบ้างเพื่อเสริมรสชาติของเนื้อปลา (เมล็ดเกลือค่อนข้างละเอียดมากจึงไม่รบกวนเนื้อผัสอันดีงามของปลาแม้แต่น้อย) (14/20)
รูปที่ 5
Shima ebi “ชิมะเอบิ” เป็นกุ้ง Grey Prawn จากทะเลลึกประเทศญี่ปุ่น เนื้อกุ้งมีเอกลักษณ์อยู่ที่รสชาติหวานโดดเด่น รวมไปถึงความหนึบ นุ่ม ไร้ซึ่งกลิ่นคาว แสดงถึงความสดของวัตถุดิบที่เชฟมาซาโตะคัดสรรค์มาเป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้นเพราะเชฟได้ใส่ดอกชิโสะทอปลงไปด้านบนช่วยเพิ่มความหอมที่สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนทันทีที่ตักเข้าปากอีกด้วย แนะนำให้ทานกับซีอิ๊วรสเลิศเพื่อทดแทนรสชาติของเนื้อกุ้ง (15/20) Tai ถัดมาคือ “ปลาไท่” หรือ Red Snapper จากทะเลฝั่งญี่ปุ่น ด้วยความที่เป็นปลาเนื้อขาวความโดดเด่นจึงไม่ได้อยู่ที่รสชาติและกลิ่นแต่เป็นเนื้อสัมผัสนุ่ม หนึบ และด้วยความที่เป็นปลา Wild caught จับจากทะเลจึงทำให้เนื้อสัมผัสของปลาไท่ที่นี่อตกต่างจากร้านซูชิทั่วไปอย่างชัดเจน เชฟมาซาโตะการันตีความสดของปลาสังเกตได้จากการที่ไม่มีกลิ่นคาวมารบกวนแม้แต่น้อย แนะนำให้จิ้มหรือโรยชิโอะหรือเกลือญี่ปุ่นลงไปบ้างเพื่อเสริมรสชาติของเนื้อปลา (เมล็ดเกลือค่อนข้างละเอียดมากจึงไม่รบกวนเนื้อผัสอันดีงามของปลาแม้แต่น้อย) (14/20)
Ika ankimo อาหารเรียกน้ำย่อยที่ดีที่สุดของค่ำคืนนี้เป็นการจับคู่ของวัตถุดิบระดับโลกอย่างอังกิโมะหรือตับปลา Monkfish และอิกะหรือหมึกญี่ปุ่นนั่นเอง (17/20)
รูปที่ 6
Ika ankimo อาหารเรียกน้ำย่อยที่ดีที่สุดของค่ำคืนนี้เป็นการจับคู่ของวัตถุดิบระดับโลกอย่างอังกิโมะหรือตับปลา Monkfish และอิกะหรือหมึกญี่ปุ่นนั่นเอง (17/20)
Ika ankimo อาหารเรียกน้ำย่อยที่ดีที่สุดของค่ำคืนนี้เป็นการจับคู่ของวัตถุดิบระดับโลกอย่างอังกิโมะหรือตับปลา Monkfish และอิกะหรือหมึกญี่ปุ่นนั่นเอง เชฟแล่ปลาหมึกออกเป็นชิ้น ๆ จะพบว่าด้านในถูกยัดไส้ด้วยอังกิโมะเอาไว้แล้ว เนื้อสัมผัสของหมึกนุ่ม หนึบ แต่ไม่มีความเหนียวแม้แต่น้อย ในทางกลับกันตับปลามีความครีมมี่ ละมุนจนแทบจะละลายในปาก น้ำซอสมีรสชาติหวานเค็มกลมกล่อมช่วยดับกลิ่นเฉพาะตัวของตับปลาที่มีน้อยอยู่แล้วไม่ให้โดดออกมา เราชอบที่เชฟขูดผิวยูซูโรยลงไปเพื่อให้ได้กลิ่นและรสขมลึก ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางรสชาติ สุดยอดมาก ๆ (17/20)
รูปที่ 7
Ika ankimo อาหารเรียกน้ำย่อยที่ดีที่สุดของค่ำคืนนี้เป็นการจับคู่ของวัตถุดิบระดับโลกอย่างอังกิโมะหรือตับปลา Monkfish และอิกะหรือหมึกญี่ปุ่นนั่นเอง เชฟแล่ปลาหมึกออกเป็นชิ้น ๆ จะพบว่าด้านในถูกยัดไส้ด้วยอังกิโมะเอาไว้แล้ว เนื้อสัมผัสของหมึกนุ่ม หนึบ แต่ไม่มีความเหนียวแม้แต่น้อย ในทางกลับกันตับปลามีความครีมมี่ ละมุนจนแทบจะละลายในปาก น้ำซอสมีรสชาติหวานเค็มกลมกล่อมช่วยดับกลิ่นเฉพาะตัวของตับปลาที่มีน้อยอยู่แล้วไม่ให้โดดออกมา เราชอบที่เชฟขูดผิวยูซูโรยลงไปเพื่อให้ได้กลิ่นและรสขมลึก ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางรสชาติ สุดยอดมาก ๆ (17/20)
Takuwan จุดเล็ก ๆ ที่ไม่อยากให้มองข้ามคือ “ทาคูวาน” หรือหัวไชเท้าดอง ซึ่งมีความกรอบ รสชาติหวานอมเปรี้ยวพอเหมาะ กระทั่งคนไม่ชอบของดองก็ยังทานได้อร่อย
รูปที่ 8
Takuwan จุดเล็ก ๆ ที่ไม่อยากให้มองข้ามคือ “ทาคูวาน” หรือหัวไชเท้าดอง ซึ่งมีความกรอบ รสชาติหวานอมเปรี้ยวพอเหมาะ กระทั่งคนไม่ชอบของดองก็ยังทานได้อร่อย
Tachiuo จานนี้คือ “ทาชิอูโอ” หรือ Silver beltfish หรือปลาดาบเงินญี่ปุ่น เชฟนำไปย่างจนสุกได้ที่ เนื้อสัมผัสหากนึกไม่ออกคล้ายปลาสำลีบ้านเราแต่มีความนุ่มและความละเอียดของเส้นกล้ามเนื้อมากกว่า มีกลิ่นหอม เสิร์ฟมาร้อน ๆ เลย เชฟโรย Karazumi หรือไข่ปลากระบอกแห้งลงไปเพื่อเพิ่มความมันเล็กน้อย (15/20)
รูปที่ 9
Tachiuo จานนี้คือ “ทาชิอูโอ” หรือ Silver beltfish หรือปลาดาบเงินญี่ปุ่น เชฟนำไปย่างจนสุกได้ที่ เนื้อสัมผัสหากนึกไม่ออกคล้ายปลาสำลีบ้านเราแต่มีความนุ่มและความละเอียดของเส้นกล้ามเนื้อมากกว่า มีกลิ่นหอม เสิร์ฟมาร้อน ๆ เลย เชฟโรย Karazumi หรือไข่ปลากระบอกแห้งลงไปเพื่อเพิ่มความมันเล็กน้อย (15/20)
สำหรับคอร์ส Premium ลูกค้าจะได้ลองชิมวัตถุดิบชั้นเลิศแห่งประเทศญี่ปุ่นอย่างทาโกะและอะวาบิ เสิร์ฟมาในจานพร้อมถ้วยซอสตับหอยข้าง ๆ กัน
รูปที่ 10
สำหรับคอร์ส Premium ลูกค้าจะได้ลองชิมวัตถุดิบชั้นเลิศแห่งประเทศญี่ปุ่นอย่างทาโกะและอะวาบิ เสิร์ฟมาในจานพร้อมถ้วยซอสตับหอยข้าง ๆ กัน
Tako เริ่มจากวัตถุดิบพรีเมี่ยมอย่าง “ทาโกะ” หรือหนวดหมึกยักษ์นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เชฟนำไปหมักในน้ำซีอิ๊วก่อนที่จะมาแล่เสิร์ฟต่อหน้าลูกค้า (13/20)
รูปที่ 11
Tako เริ่มจากวัตถุดิบพรีเมี่ยมอย่าง “ทาโกะ” หรือหนวดหมึกยักษ์นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เชฟนำไปหมักในน้ำซีอิ๊วก่อนที่จะมาแล่เสิร์ฟต่อหน้าลูกค้า (13/20)
Tako ทาโกะถูกแล่มาเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ เนื้อสัมผัสนุ่ม แต่ยังมีความหนึบมากไปนิด (แต่ไม่ถึงกับเหนียว) มีรสเค็มจากชิโอะหรือเกลือญี่ปุ่น พอเคี้ยว ๆ ไปจะได้ความอร่อยจากน้ำซีอิ๊ว โดยรวมถือเป็นทำออกมาได้ดีตามมาตรฐาน แต่ยังไม่ถึงกับเป็นจานเด็ด (13/20)
รูปที่ 12
Tako ทาโกะถูกแล่มาเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ เนื้อสัมผัสนุ่ม แต่ยังมีความหนึบมากไปนิด (แต่ไม่ถึงกับเหนียว) มีรสเค็มจากชิโอะหรือเกลือญี่ปุ่น พอเคี้ยว ๆ ไปจะได้ความอร่อยจากน้ำซีอิ๊ว โดยรวมถือเป็นทำออกมาได้ดีตามมาตรฐาน แต่ยังไม่ถึงกับเป็นจานเด็ด (13/20)
Awabi อีกอย่างหนึ่งคือ “อะวาบิ” หรือหอยเป่าฮื้อญี่ปุ่นตัวโต เชฟแล่เป็นชิ้น ๆ แล้วแบ่งให้ลูกค้าแต่ละโต๊ะเท่า ๆ กัน (15/20)
รูปที่ 13
Awabi อีกอย่างหนึ่งคือ “อะวาบิ” หรือหอยเป่าฮื้อญี่ปุ่นตัวโต เชฟแล่เป็นชิ้น ๆ แล้วแบ่งให้ลูกค้าแต่ละโต๊ะเท่า ๆ กัน (15/20)
Awabi เนื้อสัมผัสของหอยเป่าฮื้อมีความหนึบ นุ่ม มีกลิ่นเฉพาะตัว ก่อนทานให้จิ้มเนื้อหอยกับซอสตับหอยที่มีความครีมมี่ อร่อยไม่เบาเลยทีเดียว (15/20)
รูปที่ 14
Awabi เนื้อสัมผัสของหอยเป่าฮื้อมีความหนึบ นุ่ม มีกลิ่นเฉพาะตัว ก่อนทานให้จิ้มเนื้อหอยกับซอสตับหอยที่มีความครีมมี่ อร่อยไม่เบาเลยทีเดียว (15/20)
Uni ในค่ำคืนนี้เราจะได้ทานอูนิทั้งหมด 2 แบบคือ Bafun และ Murazaki ทั้งคู่เป็นแบบ Unpreserved และถูกคัดมาเป็นอย่างดี
รูปที่ 15
Uni ในค่ำคืนนี้เราจะได้ทานอูนิทั้งหมด 2 แบบคือ Bafun และ Murazaki ทั้งคู่เป็นแบบ Unpreserved และถูกคัดมาเป็นอย่างดี
Bafun uni เริ่มต้นด้วย “บาฟุน อูนิ” ไข่หอยเม่นชั้นดีแช่มาในน้ำทะเล มีจุดเด่นอยู่ที่ความเข้มข้นและรสชาติหวานเด่นกว่ามุราซากิอูนิจึงเหมาะกับการทานแบบสด ๆ ทั้งอร่อยและสดชื่นมาก ๆ (15/20)
รูปที่ 16
Bafun uni เริ่มต้นด้วย “บาฟุน อูนิ” ไข่หอยเม่นชั้นดีแช่มาในน้ำทะเล มีจุดเด่นอยู่ที่ความเข้มข้นและรสชาติหวานเด่นกว่ามุราซากิอูนิจึงเหมาะกับการทานแบบสด ๆ ทั้งอร่อยและสดชื่นมาก ๆ (15/20)
Matsuba gani ถัดมาคือเนื้อปูและขาปู “มัตสึบะ” จากจังหวัด Hyogo ทางตะวันตกของกรุง Kyoto เชฟนำไปนึ่งจนสุกแล้วนำมาแสดงให้ดูก่อน (16/20)
รูปที่ 17
Matsuba gani ถัดมาคือเนื้อปูและขาปู “มัตสึบะ” จากจังหวัด Hyogo ทางตะวันตกของกรุง Kyoto เชฟนำไปนึ่งจนสุกแล้วนำมาแสดงให้ดูก่อน (16/20)
Matsuba gani จากนั้นจึงเติมซอสมันปูลงไป (16/20)
รูปที่ 18
Matsuba gani จากนั้นจึงเติมซอสมันปูลงไป (16/20)
Matsuba gani ปิดท้ายด้วยการทอป Prunier caviar เอาไว้ที่ด้านบน (16/20)
รูปที่ 19
Matsuba gani ปิดท้ายด้วยการทอป Prunier caviar เอาไว้ที่ด้านบน (16/20)
Matsuba gani เนื้อปูหิมะทำออกมาได้ดีมาก มีกลิ่นหอม มีรสหวานเด่นชัดเจนตัดกันกับความมันของซอสมันปูและรสชาติเค็มเบา ๆ ของคาเวียร์ ถือเป็นคอมบิเนชั่นที่ทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (16/20)
รูปที่ 20
Matsuba gani เนื้อปูหิมะทำออกมาได้ดีมาก มีกลิ่นหอม มีรสหวานเด่นชัดเจนตัดกันกับความมันของซอสมันปูและรสชาติเค็มเบา ๆ ของคาเวียร์ ถือเป็นคอมบิเนชั่นที่ทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (16/20)
เมื่อถึงเวลาเข้าสู่คอร์สนิงิริเซูชิเชฟจะหยิบกล่องที่ปลาที่แล่เตรียมเอาไว้มาวางบนโต๊ะ
รูปที่ 21
เมื่อถึงเวลาเข้าสู่คอร์สนิงิริเซูชิเชฟจะหยิบกล่องที่ปลาที่แล่เตรียมเอาไว้มาวางบนโต๊ะ
Amaou ichiko ก่อนจบอาหารเรียกน้ำย่อยและเข้าสู่นิงิริซูชิพนักงานจะนำเสิร์ฟ “สตรอว์เบอร์รี่อะมาโอว” จากจังหวัดฟุกุโอกะ
รูปที่ 22
Amaou ichiko ก่อนจบอาหารเรียกน้ำย่อยและเข้าสู่นิงิริซูชิพนักงานจะนำเสิร์ฟ “สตรอว์เบอร์รี่อะมาโอว” จากจังหวัดฟุกุโอกะ
Amaou ichiko สตรอว์เบอร์รี่ชิ้นโต เนื้อแน่น หวาน ทานสตรอว์เบอร์รี่เสร็จให้ต่อด้วยการดื่มม็อกเทลล์ที่ได้จากการผสมน้ำว่านหางจระเข้และพีชเข้าด้วยกัน สดชื่นมาก ๆ (14/20)
รูปที่ 23
Amaou ichiko สตรอว์เบอร์รี่ชิ้นโต เนื้อแน่น หวาน ทานสตรอว์เบอร์รี่เสร็จให้ต่อด้วยการดื่มม็อกเทลล์ที่ได้จากการผสมน้ำว่านหางจระเข้และพีชเข้าด้วยกัน สดชื่นมาก ๆ (14/20)
Gari เชฟเสิร์ฟขิงดองให้ทานสลับกับซูชิ
รูปที่ 24
Gari เชฟเสิร์ฟขิงดองให้ทานสลับกับซูชิ
Ika เริ่มต้นนิงิริซูชิคำแรกด้วย “อิกะ” หรือปลาหมึกนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ก่อนเสิร์ฟเชฟโรยเกลือนิด ๆ ปิดท้ายด้วยการบีบ Sudashi ลงไปเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยวให้เสริมกันกับรสเค็มของเกลือชั้นดีและกลิ่นเฉพาะตัวของวาซาบิ เนื้อสัมผัสของหมึกมีความหนึบแต่ไม่แข็งและไม่เหนียว ถือว่าดีงามตามมาตรฐานร้านซูชิชั้นนำ (14/20)
รูปที่ 25
Ika เริ่มต้นนิงิริซูชิคำแรกด้วย “อิกะ” หรือปลาหมึกนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ก่อนเสิร์ฟเชฟโรยเกลือนิด ๆ ปิดท้ายด้วยการบีบ Sudashi ลงไปเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยวให้เสริมกันกับรสเค็มของเกลือชั้นดีและกลิ่นเฉพาะตัวของวาซาบิ เนื้อสัมผัสของหมึกมีความหนึบแต่ไม่แข็งและไม่เหนียว ถือว่าดีงามตามมาตรฐานร้านซูชิชั้นนำ (14/20)
Kawahagi “คะวาฮากิ” หรือปลาหน้าวัวเป็นปลาเนื้อขาวที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความหนึบของเนื้อปลา ด้านบนทอปด้วยซอสตับปลาชนิดเดียวกันช่วยเพิ่มความมันและความครีมมี่แต่กลับไม่มีกลิ่นคาวใด ๆ (15/20)
รูปที่ 26
Kawahagi “คะวาฮากิ” หรือปลาหน้าวัวเป็นปลาเนื้อขาวที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความหนึบของเนื้อปลา ด้านบนทอปด้วยซอสตับปลาชนิดเดียวกันช่วยเพิ่มความมันและความครีมมี่แต่กลับไม่มีกลิ่นคาวใด ๆ (15/20)
Iwashi “อิวาชิ” เป้นปลาซาดีนขนาดเล็กในน่านน้ำทะเลญี่ปุ่น มีรสชาติเข้มข้นขึ้นมากจากนิงิริคำก่อนหน้านี้ ด้านบนทอปด้วย Neji หรือหอมญี่ปุ่นซอยแล้วบดจนละเอียดให้รสชาติเผ็ดนิด ๆ และกลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันกับกลิ่นของปลาซาดีนได้อย่างดี (15/20)
รูปที่ 27
Iwashi “อิวาชิ” เป้นปลาซาดีนขนาดเล็กในน่านน้ำทะเลญี่ปุ่น มีรสชาติเข้มข้นขึ้นมากจากนิงิริคำก่อนหน้านี้ ด้านบนทอปด้วย Neji หรือหอมญี่ปุ่นซอยแล้วบดจนละเอียดให้รสชาติเผ็ดนิด ๆ และกลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันกับกลิ่นของปลาซาดีนได้อย่างดี (15/20)
Nodoguro “โนโดกุโระ” หรือปลาคอดำเป็นหนึ่งในปลาญี่ปุ่นที่เราชอบมาเป็นการส่วนตัว เชฟแล่ออกมาเป็นชิ้นแล้วทำไปย่างถ่านจนสุกระดับมีเดียมแรร์ มีความนุ่มแต่ไม่ทิ้งความหนึบ มีกลิ่นหอมชัดเจน ด้วยความที่มีอัตราส่วนไขมันค่อนข้างมากทำให้ทานแล้วมีความมันตัดด้วยรสเปรี้ยวจาก Sudashi ที่เชฟบีบลงไปก่อนเสิร์ฟช่วยเบรคไม่ให้เกิดความเลี่ยนขึ้นมา สุดยอดมาก ๆ (15/20)
รูปที่ 28
Nodoguro “โนโดกุโระ” หรือปลาคอดำเป็นหนึ่งในปลาญี่ปุ่นที่เราชอบมาเป็นการส่วนตัว เชฟแล่ออกมาเป็นชิ้นแล้วทำไปย่างถ่านจนสุกระดับมีเดียมแรร์ มีความนุ่มแต่ไม่ทิ้งความหนึบ มีกลิ่นหอมชัดเจน ด้วยความที่มีอัตราส่วนไขมันค่อนข้างมากทำให้ทานแล้วมีความมันตัดด้วยรสเปรี้ยวจาก Sudashi ที่เชฟบีบลงไปก่อนเสิร์ฟช่วยเบรคไม่ให้เกิดความเลี่ยนขึ้นมา สุดยอดมาก ๆ (15/20)
Akami นิงิริที่เราประทับใจมากที่สุดในวันนี้คือ “อะกามิ” หรือเนื้อปลาทูน่าส่วนไขมันน้อยนำเข้าจาก North Carolina ประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะเชฟเล่าว่าช่วงฤดูนี้ปลาทูน่าที่ญี่ปุ่นยังไม่ตัวเลือกที่ดีที่สุด เมื่อได้ปลามาเชฟได้นำมาผ่านกระบวนการที่กำลังเป็นที่นิยมในบรรดาร้านร้านซูชิยุคใหม่คือการบ่มหรือ Aging เนื้อปลานานถึง 2 อาทิตย์จนเนื้อปลามีความนุ่ม มีรสชาติเข้มข้น มีกลิ่นหอมชัดเจน อร่อยจนเรายกให้เป็นหนึ่งในอะกามิที่ดีที่สุดในกรุงเทพเลยทีเดียว (16/20)
รูปที่ 29
Akami นิงิริที่เราประทับใจมากที่สุดในวันนี้คือ “อะกามิ” หรือเนื้อปลาทูน่าส่วนไขมันน้อยนำเข้าจาก North Carolina ประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะเชฟเล่าว่าช่วงฤดูนี้ปลาทูน่าที่ญี่ปุ่นยังไม่ตัวเลือกที่ดีที่สุด เมื่อได้ปลามาเชฟได้นำมาผ่านกระบวนการที่กำลังเป็นที่นิยมในบรรดาร้านร้านซูชิยุคใหม่คือการบ่มหรือ Aging เนื้อปลานานถึง 2 อาทิตย์จนเนื้อปลามีความนุ่ม มีรสชาติเข้มข้น มีกลิ่นหอมชัดเจน อร่อยจนเรายกให้เป็นหนึ่งในอะกามิที่ดีที่สุดในกรุงเทพเลยทีเดียว (16/20)
Otoro ตามมาด้วย “โอโทโร่” หรือท้องปลาทูน่าส่วนที่มีไขมันมาก ด้วยขนาดปลาที่ค่อนข้างใหญ่ทำให้เชฟเลือกที่จะแล่ในแนวที่ต่างออกไปจากปกติ ทานแล้วมีระดับความมันที่พอเหมาะ โดยรวมจัดว่าดีงามตามมาตรฐานร้านซูชิระดับ 1 ดาวมิชลิน (15/20)
รูปที่ 30
Otoro ตามมาด้วย “โอโทโร่” หรือท้องปลาทูน่าส่วนที่มีไขมันมาก ด้วยขนาดปลาที่ค่อนข้างใหญ่ทำให้เชฟเลือกที่จะแล่ในแนวที่ต่างออกไปจากปกติ ทานแล้วมีระดับความมันที่พอเหมาะ โดยรวมจัดว่าดีงามตามมาตรฐานร้านซูชิระดับ 1 ดาวมิชลิน (15/20)
Hotaru ika “โฮตารุ อิกะ” หมึกหิ่งห้อยเรืองแสง ของดีขึ้นชื่อจากทะเลตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น เชฟเสียบไม้ย่างมาสุกได้ระดับพอดี เคี้ยวหนึบ ไม่เหนียว นอกจากนี้ยังได้บดเครื่องในของหมึกยัดเอาไว้ตรงกลางให้ความมันและครีมมี่ทั้งยังมีกลิ่นหอมชวนทานสุด ๆ (15/20)
รูปที่ 31
Hotaru ika “โฮตารุ อิกะ” หมึกหิ่งห้อยเรืองแสง ของดีขึ้นชื่อจากทะเลตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น เชฟเสียบไม้ย่างมาสุกได้ระดับพอดี เคี้ยวหนึบ ไม่เหนียว นอกจากนี้ยังได้บดเครื่องในของหมึกยัดเอาไว้ตรงกลางให้ความมันและครีมมี่ทั้งยังมีกลิ่นหอมชวนทานสุด ๆ (15/20)
Torigai “โทริไก” หรือหอยแครงญี่ปุ่นเป็นหอยที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าหอยแครงของไทยเราค่อนข้างมาก เชฟนำเข้ามาแบบเป็น ๆ และเริ่มจัดการวัตถุดิบช่วงเวลาก่อนนำเสิร์ฟนี่เอง (14/20)
รูปที่ 32
Torigai “โทริไก” หรือหอยแครงญี่ปุ่นเป็นหอยที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าหอยแครงของไทยเราค่อนข้างมาก เชฟนำเข้ามาแบบเป็น ๆ และเริ่มจัดการวัตถุดิบช่วงเวลาก่อนนำเสิร์ฟนี่เอง (14/20)
Torigai ไฮไลท์ของการเสิร์ฟของแครงคือการที่เชฟวางหอยมาบนข้าวแล้วเนื้อของหอยยังมีการหดรัดตัวขยับได้เล็กน้อย ด้านบนทาด้วยซอสสูตรพิเศษ หยิบเข้าปากแล้วเคี้ยวจะสัมผัสได้ถึงความกรึบ กรอบ และหนึบ มีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่บ้างตามประสาหอยแครงแต่ไม่เด่นจนเกินไป (14/20)
รูปที่ 33
Torigai ไฮไลท์ของการเสิร์ฟของแครงคือการที่เชฟวางหอยมาบนข้าวแล้วเนื้อของหอยยังมีการหดรัดตัวขยับได้เล็กน้อย ด้านบนทาด้วยซอสสูตรพิเศษ หยิบเข้าปากแล้วเคี้ยวจะสัมผัสได้ถึงความกรึบ กรอบ และหนึบ มีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่บ้างตามประสาหอยแครงแต่ไม่เด่นจนเกินไป (14/20)
Kuruma ebi ถัดมาคือ “คุรุมะเอบิ” หรือกุ้งลายเสือญี่ปุ่นนั่นเอง เชฟนำเข้ามาจากญี่ปุ่นแบบเป็น ๆ ยังคงดิ้นไปดิ้นมาอยู่เลย (14/20)
รูปที่ 34
Kuruma ebi ถัดมาคือ “คุรุมะเอบิ” หรือกุ้งลายเสือญี่ปุ่นนั่นเอง เชฟนำเข้ามาจากญี่ปุ่นแบบเป็น ๆ ยังคงดิ้นไปดิ้นมาอยู่เลย (14/20)
Kuruma ebi เชฟนำไปต้มในน้ำเดือดนาน 1 นาทีเพื่อให้ได้ความสุกแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ ด้วยขนาดตัวที่ค่อนข้างโตทำให้เวลาทานค่อนข้างเต็มปากเต็มคำ เนื้อสัมผัสแน่นตามประสากุ้งลายเสือ รสชาติอมหวานนิด ๆ แต่จะไม่โดดเด่นมากเท่าชิมะเอบิ (14/20)
รูปที่ 35
Kuruma ebi เชฟนำไปต้มในน้ำเดือดนาน 1 นาทีเพื่อให้ได้ความสุกแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ ด้วยขนาดตัวที่ค่อนข้างโตทำให้เวลาทานค่อนข้างเต็มปากเต็มคำ เนื้อสัมผัสแน่นตามประสากุ้งลายเสือ รสชาติอมหวานนิด ๆ แต่จะไม่โดดเด่นมากเท่าชิมะเอบิ (14/20)
Miso Soup จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟ “ซุปมิโซ” รสดีช่วยล้างรสชาติของซอสต่างๆเพื่อเตรียมเข้าสู่คำถัดไป (12/20)
รูปที่ 36
Miso Soup จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟ “ซุปมิโซ” รสดีช่วยล้างรสชาติของซอสต่างๆเพื่อเตรียมเข้าสู่คำถัดไป (12/20)
Murazaki uni อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่าวันนี้เราจะได้ทานอูนิสองอย่าง “มุราซากิ อูนิ” เป็นอูนิอย่างที่สองที่เราจะได้ทาน ด้วยความที่มีความนุ่มและความครีมมี่มากกว่าบาฟุนอูนิเชฟจึงเลือกเสิร์ฟมาเป็น Gunkan sushi โดยมีอัตราส่วนของข้าวต่ออูนิที่ดี สาหร่ายที่ห่อมาช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสความกรอบและไม่หนาจนเกินไปทำให้เราสามารถสัมผัสความละมุนของอูนิได้อย่างเต็มปากเต็มคำ (15/20)
รูปที่ 37
Murazaki uni อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่าวันนี้เราจะได้ทานอูนิสองอย่าง “มุราซากิ อูนิ” เป็นอูนิอย่างที่สองที่เราจะได้ทาน ด้วยความที่มีความนุ่มและความครีมมี่มากกว่าบาฟุนอูนิเชฟจึงเลือกเสิร์ฟมาเป็น Gunkan sushi โดยมีอัตราส่วนของข้าวต่ออูนิที่ดี สาหร่ายที่ห่อมาช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสความกรอบและไม่หนาจนเกินไปทำให้เราสามารถสัมผัสความละมุนของอูนิได้อย่างเต็มปากเต็มคำ (15/20)
Anago ปิดท้ายด้วยนิงิริที่เราตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้มาทานที่ร้าน Sushi Masato คือ “อะนาโกะ” หรือปลาไหลทะเลตุ๋นมาในซอสรสหวานเค็มกลมกล่อม เนื้อสัมผัสของปลาไหลมีความนุ่มคล้ายสำลี ละมุนลิ้น หอมกลิ่นที่ได้จากการย่างถ่าน ไม่มีกลิ่นคาวใด ๆ ขอการันตีเลยว่าอะนาโกะที่นี่จัดว่าคุณภาพดีเป็นอันดับต้น ๆ ของร้านซูชิในกรุงเทพเลยก็ว่าได้ (16/20)
รูปที่ 38
Anago ปิดท้ายด้วยนิงิริที่เราตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้มาทานที่ร้าน Sushi Masato คือ “อะนาโกะ” หรือปลาไหลทะเลตุ๋นมาในซอสรสหวานเค็มกลมกล่อม เนื้อสัมผัสของปลาไหลมีความนุ่มคล้ายสำลี ละมุนลิ้น หอมกลิ่นที่ได้จากการย่างถ่าน ไม่มีกลิ่นคาวใด ๆ ขอการันตีเลยว่าอะนาโกะที่นี่จัดว่าคุณภาพดีเป็นอันดับต้น ๆ ของร้านซูชิในกรุงเทพเลยก็ว่าได้ (16/20)
Tamago ไข่หวานที่นี่ทำกันสด ๆ ใหม่ ๆ ทุกวัน เชฟหยิบถาดมาให้ดูเพิ่งรู้ว่าทำกันถาดใหญ่ขนาดนี้ (14/20)
รูปที่ 39
Tamago ไข่หวานที่นี่ทำกันสด ๆ ใหม่ ๆ ทุกวัน เชฟหยิบถาดมาให้ดูเพิ่งรู้ว่าทำกันถาดใหญ่ขนาดนี้ (14/20)
Tamago เราแอบรู้สึกดีใจที่ได้ทานส่วนติดขอบเพราะจะมีความนุ่มตรงกลางและมีความแน่นที่ขอบจนเกิดมิตอทางเนื้อสัมผัสที่ดี รสชาติหวานพอเหมาะ มีกลิ่นหอมชัดเจน อร่อยไม่เบาเลยทีเดียว (14/20)
รูปที่ 40
Tamago เราแอบรู้สึกดีใจที่ได้ทานส่วนติดขอบเพราะจะมีความนุ่มตรงกลางและมีความแน่นที่ขอบจนเกิดมิตอทางเนื้อสัมผัสที่ดี รสชาติหวานพอเหมาะ มีกลิ่นหอมชัดเจน อร่อยไม่เบาเลยทีเดียว (14/20)
Honey hojicha ice cream ตามมาด้วย “ไอศกรีมโฮจิฉะและน้ำผึ้ง” เข้มข้น มีกลิ่นหอมจากชาญี่ปุ่นชัดเจน มีรสหวานเบา ๆ อร่อยจนเราติดใจ (14/20)
รูปที่ 41
Honey hojicha ice cream ตามมาด้วย “ไอศกรีมโฮจิฉะและน้ำผึ้ง” เข้มข้น มีกลิ่นหอมจากชาญี่ปุ่นชัดเจน มีรสหวานเบา ๆ อร่อยจนเราติดใจ (14/20)
Mineoka tofu สุดท้ายคือ “มิเนะโอกะโตฟู” เมนูเก่าแก่อายุกว่า 300 ปีที่ใช้เต้าหู้ญี่ปุ่นนุ่มหนึบราดด้วยน้ำตาลทรายแดงเคี่ยวหรือ Brown sugar จนมีรสชาติเข้มข้น ด้านบนโรยด้วยผง Kinako ช่วยเสริมกลิ่นหอมคล้ายถั่ว ปิดท้ายมื้ออาหารนี้ได้อย่างสมบูรณ์ (15/20)
รูปที่ 42
Mineoka tofu สุดท้ายคือ “มิเนะโอกะโตฟู” เมนูเก่าแก่อายุกว่า 300 ปีที่ใช้เต้าหู้ญี่ปุ่นนุ่มหนึบราดด้วยน้ำตาลทรายแดงเคี่ยวหรือ Brown sugar จนมีรสชาติเข้มข้น ด้านบนโรยด้วยผง Kinako ช่วยเสริมกลิ่นหอมคล้ายถั่ว ปิดท้ายมื้ออาหารนี้ได้อย่างสมบูรณ์ (15/20)
ก่อนกลับเชฟมอบอมยิ้มจากฮอกไกโดให้เป็นของขวัญด้วย
รูปที่ 43
ก่อนกลับเชฟมอบอมยิ้มจากฮอกไกโดให้เป็นของขวัญด้วย
ทุกเซ็ตจะรวมชาเขียวไว้แล้วโดยลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะดื่มแบบร้อนหรือเย็น
รูปที่ 44
ทุกเซ็ตจะรวมชาเขียวไว้แล้วโดยลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะดื่มแบบร้อนหรือเย็น
อย่างไรก็ตามเชฟ Masato และภรรยาลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจย้ายมาเปิดร้านใหม่ที่กรุงเทพในปี 2017 โดยตั้งชื่อร้านตามชื่อตัวเองว่า Sushi Masato
รูปที่ 45
อย่างไรก็ตามเชฟ Masato และภรรยาลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจย้ายมาเปิดร้านใหม่ที่กรุงเทพในปี 2017 โดยตั้งชื่อร้านตามชื่อตัวเองว่า Sushi Masato
ลูกค้าที่เลือกนั่งจุดนี้สามารถชมเชฟ Masato และทีมจัดเตรียมวัตถุดิบและปั้นซูชิได้เกือบทุกขั้นตอน
รูปที่ 46
ลูกค้าที่เลือกนั่งจุดนี้สามารถชมเชฟ Masato และทีมจัดเตรียมวัตถุดิบและปั้นซูชิได้เกือบทุกขั้นตอน
ถัดมาคือการเลือกที่นั่งซึ่งแน่นอนว่าบริเวณ 1st Floor Counter ซึ่งให้บริการโดยเชฟ Masato Shimisu มักถูกจองเต็มภายใน 10-20 นาทีแรก
รูปที่ 47
ถัดมาคือการเลือกที่นั่งซึ่งแน่นอนว่าบริเวณ 1st Floor Counter ซึ่งให้บริการโดยเชฟ Masato Shimisu มักถูกจองเต็มภายใน 10-20 นาทีแรก
ทางร้านนำเสนอเมนูในรูปแบบ Omakase เท่านั้นโดยมีให้เลือก 3 อย่างคือ Lunch และ Standard ที่ราคา 4,000++ ต่อคน หรือ Premium ที่ราคา 6,000++ ต่อคน โดยราคานี้รวมน้ำชาเขียวเติมเพิ่มได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้อ
รูปที่ 48
ทางร้านนำเสนอเมนูในรูปแบบ Omakase เท่านั้นโดยมีให้เลือก 3 อย่างคือ Lunch และ Standard ที่ราคา 4,000++ ต่อคน หรือ Premium ที่ราคา 6,000++ ต่อคน โดยราคานี้รวมน้ำชาเขียวเติมเพิ่มได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้อ
ด้านในมีเคาน์เตอร์รูป L shape ทำจากไม้ Hinoki เช่นเดียวกับร้านซูชิทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น
รูปที่ 49
ด้านในมีเคาน์เตอร์รูป L shape ทำจากไม้ Hinoki เช่นเดียวกับร้านซูชิทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น
เราขอแนะนำร้าน Sushi Masato สำหรับลูกค้าใหม่ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ซูชิโอมากาเสะชั้นดีสักมื้อ ส่วนลูกค้าเก่าก็สามารถกลับมาลองได้เช่นกันเพราะซูชิมื้อนี้ของเราถือว่าน่าประทับใจมากกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนอย่างชัดเจน เมนูเรียกน้ำย่อย ซูชิ รวมไปถึงของหวานทุกอย่างเต็มไปด้วยความเรียบง่ายและแฝงไปด้วยความละเมียดละไมสมกับมาตรฐานร้านซูชิระดับติดดาวมิชลิน ราคาค่อนข้างสูงแต่ก็ไม่หลุดจากเกณฑ์มาตรฐานร้านซูชิชั้นดีในกรุงเทพ พนักงานบริการดีและมีความรู้เกี่ยวกับปลาแต่ละชนิดและขั้นตอนการปรุงโดยละเอียด จากทุกองค์ประกอบเราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่ามื้ออาหารที่ Sushi Masato ในวันนี้เหมาะสมกับรางวัล 1 ดาวมิชลินด้วยประการทั้งปวง
รูปที่ 50
เราขอแนะนำร้าน Sushi Masato สำหรับลูกค้าใหม่ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ซูชิโอมากาเสะชั้นดีสักมื้อ ส่วนลูกค้าเก่าก็สามารถกลับมาลองได้เช่นกันเพราะซูชิมื้อนี้ของเราถือว่าน่าประทับใจมากกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนอย่างชัดเจน เมนูเรียกน้ำย่อย ซูชิ รวมไปถึงของหวานทุกอย่างเต็มไปด้วยความเรียบง่ายและแฝงไปด้วยความละเมียดละไมสมกับมาตรฐานร้านซูชิระดับติดดาวมิชลิน ราคาค่อนข้างสูงแต่ก็ไม่หลุดจากเกณฑ์มาตรฐานร้านซูชิชั้นดีในกรุงเทพ พนักงานบริการดีและมีความรู้เกี่ยวกับปลาแต่ละชนิดและขั้นตอนการปรุงโดยละเอียด จากทุกองค์ประกอบเราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่ามื้ออาหารที่ Sushi Masato ในวันนี้เหมาะสมกับรางวัล 1 ดาวมิชลินด้วยประการทั้งปวง
Sushi Masato ตั้งอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ของซอยสุขุมวิท 31 ลูกค้าสามารถนั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีพร้อมพงษ์หรืออโศก ส่วนใครที่ขับรถมาแนะนำให้จอดรถที่ RSU Building ซึ่งตั้งอยู่ที่ปากซอย
รูปที่ 51
Sushi Masato ตั้งอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ของซอยสุขุมวิท 31 ลูกค้าสามารถนั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีพร้อมพงษ์หรืออโศก ส่วนใครที่ขับรถมาแนะนำให้จอดรถที่ RSU Building ซึ่งตั้งอยู่ที่ปากซอย
ตัวร้านมองจากภายนอกจะเห็นเป็นประตูไม้พร้อมป้ายสีน้ำตาลเข้มสลักชื่อร้านเป็นภาษาญี่ปุ่น
รูปที่ 52
ตัวร้านมองจากภายนอกจะเห็นเป็นประตูไม้พร้อมป้ายสีน้ำตาลเข้มสลักชื่อร้านเป็นภาษาญี่ปุ่น

แกลเลอรี