
Speisemeisterei · ชปายเซอร์มายส์เตอราย
Modern Cuisine, International · อาหารโมเดิร์น, อาหารนานาชาติ — Schloss Hohenheim 1B, Stuttgart, 70599, Germany
🎗 [INTRO] หลังจากฝ่าฟันและก้าวพ้นปัญหาวิกฤติอย่างหนัก ในที่สุด Speisemeisterei ห้องอาหารที่มีสัญลักษณ์สุดแปลกเป็นรูปคนที่มีมือและเท้าเป็น Cephalopod Limbs แบบหมึกยักษ์บริเวณชานเมือง Stuttgart ก็สามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในคู่มือปกแดงปีล่าสุด
🎗[THE PLACE] Schloss Hohenheim เป็นปราสาทของเจ้าศักดินาผู้ปกครองในระบบ Feudalism ช่วงศตวรรษที่ 12 ก่อนจะเปลี่ยนผู้ถือครองมาอยู่ในมือของ Charles Eugene, Duke of Württemberg ในปี 1768 โดยตัวท่านดยุคได้ต่อเติมและปรับปรุงอาคารใหม่ภายใต้สถาปัตยกรรมแบบ Rococo พร้อมทั้งต่อเติมพื้นที่สวนขนาดใหญ่บริเวณโดยรอบอีกด้วย สำหรับชื่อของปราสาทนั้นท่านดยุคได้ชื่อมาจากหญิงสาวนามว่า Franziska von Hohenheim ผู้ที่ได้มาเป็นภรรยาของท่านในเวลาต่อมา ห่างออกมาจากตัวปราสาทเป็นอาคารที่เรียกว่า Kavaliersbau ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันของ Squire's Lodge ถูกสร้างขึ้นในปี 1918 และถูกปรับปรุงให้กลายมาเป็นร้านอาหารตั้งแต่ปี 1958 นั่นเอง ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดบริเวณลานจอดหน้าปราสาท หลังจากตรวจสอบการจองเสร็จพนักงานจะพาเราเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารที่ตกแต่งออกมาได้อย่างอลังการ โคมระย้าขนาดใหญ่ห้อยลงมาช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูหรูหรา กระจกเงากรอบสีทองได้รับการจัดวางตามจุดต่าง ๆ ช่วยให้พื้นที่โดยรอบดูกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
🎗 [THE CHEF] Stefan Gschwendtner เกิดในเมือง Heilbronn แต่ตัวเขากลับใช้เวลาในวัยเด็กเติบโตขึ้นมาในประเทศซาอุดิอาระเบียก่อนจะเริ่มต้นชีวิตด้วยการทำงานเกี่ยวกับการลงทุน ต่อมาในปี 1997 เขาเริ่มต้นเส้นทางสายอาขีพเชฟกับห้องอาหาร Schweizer Stuben (2 MICHELIN Stars) และ Drei Stuben ก่อนจะย้ายมารับตำแหน่ง Sous-chef ให้กับห้องอาหาร Speisemeisterei ในปี 2008 อย่างไรก็ตามในช่วงแรกนั้น Speisemeisterei ทำทีมโดยเชฟชื่อดัง Frank Oehler ผู้สร้างชื่อเสียงรายการทางโทรทัศน์ในประเทศเยอรมนีทั้งตัวเขายังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย กระทั่งในปี 2016 ตำแหน่ง Head Chef ได้ถูกส่งต่อมาให้กับ Stefan Gschwendtner โดยเขามารถรักษารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ได้อย่างต่อเนื่องและเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในคู่มือปกแดงปี 2022 ที่ผ่านมา ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ Tasting Menu เริ่มต้นที่ 5 Courses (185 €) ถัดมาคือเซ็ต 6 Courses (200 €) ที่ดูจะคุ้มค่าที่สุดเพราะได้รวมวัตถุดิบอย่าง Wagyu เอาไว้ด้วยและ 7 Courses (220 €) ซึ่งเป็นเซ็ตที่ใหญ่ที่สุดนั่นเ ง นอกจากนี้สำหรับใครที่เป็น Vegetarian สามารถแจ้งล่วงหน้าเพื่อขอให้ทางร้านเตรียม 5 Courses Vegetarian Menu ได้เช่นกัน อาหารทุกจานในวันนี้มีรสชาติและวัตถุดิบที่เข้าถึงได้ง่ายแตกต่างจากห้องอาหารระดับสูงบางแห่ง รายการไวน์มีให้เลือกมากพอสมควรโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นที่นำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นเช่น
✨ Char by Nikolai Birnbaum
kohlrabi | buttermilk | black label caviar
Char ปลาในวงษ์ Salmonidae จากฟาร์มชื่อดังของคุณ Nikolai Birnbaum ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของนคร Munich เตรียมมาจนได้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ รอบ ๆ คือ Buttermilk Foam หรือโฟมของฟักทองน้ำเต้าให้ความหวาน มัน ครีมมี่ตัดด้วยอโรมาฉุน ๆ ของ Chive Oil หรือต้นหอมจีน ด้านบนเชฟเติมแต่ง Kohlrabi ให้มิติความกรอบ ส่วนแผ่นกรอบเตรียมมาจากหอยเชลล์และหอยนางรม ยังมี Black Label Caviar ให้รสชาติเค็มอุมามิและ Oyster Mayonnaise ให้กลิ่นอายของทะเลบาลานซ์กันได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
✨ Carp from Dinkelsbühl
winter truffle | jerusalem artichoke | veal heart
ปลา Carp เป็นคอร์สพิเศษที่มีอยู่เฉพาะในเซ็ตเมนูชุดใหญ่ 7 คอร์สเท่านั้น เชฟได้ปลามาจากเมืองเล็ก ๆ ที่มีขื่อว่า Dinkelsbühl ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง Stuttgart เนื้อปลาให้เนื้อสัมผัสทีทค่อนข้างเฟิร์มได้ระดับ ด้านล่างเป็นสลัดที่ผสมผสานครีมแก่นตะวันรสหวานละมุนเข้ากันกับสลัดหัวใจลูกวัวที่ให้เนื้อสัมผัสที่ดีและไร้ซึ่งกลิ่นคาวใด ๆ องค์ประกอบรอบ ๆ เป็นซอสทรัฟเฟิลรสชาติเข้มข้น ด้านบนคือ Winter Black Truffle ชิ้นโตฝานมาหนาเพียงพอที่จะเพิ่มความกรอบจนกลายเป็นอีกหนึ่งมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว (17/20)
✨ Saddle of Miyazaki Wagyu A5
fried onions | leek | kombu seaweed
เนื้อวัว Miyazaki Wagyu ระดับ A5 ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายในปากตัดกันกับความกรอบของกระเทียมต้นและสาหร่ายคอมบุที่วางมาด้านบน รอบ ๆ เป็นซอสที่เตรียมมาจากหัวหอมทอดให้รสชาติหวานกลมกล่อมตัดด้วยกลิ่นฉุนของน้ำมันใบ Shiso สีเขียว ถือเป็นการผสมผสานองค์ประกอบคลาสสิคออกมาได้น่าสนใจ (17/20)
🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานได้รับการเตรียมออกมาให้มีรสชาติที่เข้าถึงง่ายชนิดที่บุคคลทั่วไปก็รับประทานได้อร่อย พนักงานอธิบายอาหารทุกคอร์สได้อย่างละเอียดและเป็นกันเอง ราคาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของชาวเยอรมัน บรรยากาศปราสาทเก่าช่วยเพิ่มเติมความหรูหราและเอกลักษณ์ของมื้อนี้ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ใครที่แวะตามมาชิมเราขอแนะนำให้ลองดูเซ็ตเมนูชุดกลาง 6 คอร์สดูจะคุ้มค่าที่สุด
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 24 รูป

















![🎗 [INTRO] หลังจากฝ่าฟันและก้าวพ้นปัญหาวิกฤติอย่างหนัก ในที่สุด Speisemeisterei ห้องอาหารที่มีสัญลักษณ์สุดแปลกเป็นรูปคนที่มีมือและเท้าเป็น Cephalopod Limbs แบบหมึกยักษ์บริเวณชานเมือง Stuttgart ก็สามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในคู่มือปกแดงปีล่าสุด](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/344277441_1324516251433783_8854005787042645797_n.webp)
![🎗[THE PLACE] Schloss Hohenheim เป็นปราสาทของเจ้าศักดินาผู้ปกครองในระบบ Feudalism ช่วงศตวรรษที่ 12 ก่อนจะเปลี่ยนผู้ถือครองมาอยู่ในมือของ Charles Eugene, Duke of Württemberg ในปี 1768 โดยตัวท่านดยุคได้ต่อเติมและปรับปรุงอาคารใหม่ภายใต้สถาปัตยกรรมแบบ Rococo พร้อมทั้งต่อเติมพื้นที่สวนขนาดใหญ่บริเวณโดยรอบอีกด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/344422416_786455439728897_4108515117873593154_n.webp)



![🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Stefan Gschwendtner เกิดในเมือง Heilbronn แต่ตัวเขากลับใช้เวลาในวัยเด็กเติบโตขึ้นมาในประเทศซาอุดิอาระเบียก่อนจะเริ่มต้นชีวิตด้วยการทำงานเกี่ยวกับการลงทุน ต่อมาในปี 1997 เขาเริ่มต้นเส้นทางสายอาขีพเชฟกับห้องอาหาร Schweizer Stuben (2 MICHELIN Stars) และ Drei Stuben ก่อนจะย้ายมารับตำแหน่ง Sous-chef ให้กับห้องอาหาร Speisemeisterei ในปี 2008 อย่างไรก็ตามในช่วงแรกนั้น Speisemeisterei ทำทีมโดยเชฟชื่อดัง Frank Oehler ผู้สร้างชื่อเสียงรายการทางโทรทัศน์ในประเทศเยอรมนีทั้งตัวเขายังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย กระทั่งในปี 2016 ตำแหน่ง Head Chef ได้ถูกส่งต่อมาให้กับ Stefan Gschwendtner โดยเขามารถรักษารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ได้อย่างต่อเนื่องและเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในคู่มือปกแดงปี 2022 ที่ผ่านมา ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ Tasting Menu เริ่มต้นที่ 5 Courses (185 €) ถัดมาคือเซ็ต 6 Courses (200 €) ที่ดูจะคุ้มค่าที่สุดเพราะได้รวมวัตถุดิบอย่าง Wagyu เอาไว้ด้วยและ 7 Courses (220 €) ซึ่งเป็นเซ็ตที่ใหญ่ที่สุดนั่นเอง นอกจากนี้สำหรับใครที่เป็น Vegetarian สามารถแจ้งล่วงหน้าเพื่อขอให้ทางร้านเตรียม 5 Courses Vegetarian Menu ได้เช่นกัน อาหารทุกจานในวันนี้มีรสชาติและวัตถุดิบที่เข้าถึงได้ง่ายแตกต่างจากห้องอาหารระดับสูงบางแห่ง รายการไวน์มีให้เลือกมากพอสมควรโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นที่นำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/344080773_6071770239609923_2180442590851113061_n.webp)
![🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานได้รับการเตรียมออกมาให้มีรสชาติที่เข้าถึงง่ายชนิดที่บุคคลทั่วไปก็รับประทานได้อร่อย พนักงานอธิบายอาหารทุกคอร์สได้อย่างละเอียดและเป็นกันเอง ราคาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของชาวเยอรมัน บรรยากาศปราสาทเก่าช่วยเพิ่มเติมความหรูหราและเอกลักษณ์ของมื้อนี้ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ใครที่แวะตามมาชิมเราขอแนะนำให้ลองดูเซ็ตเมนูชุดกลาง 6 คอร์สดูจะคุ้มค่าที่สุด](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/344256842_568597785256420_5176644602797518655_n.webp)
แกลเลอรี

