GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Schwarzwaldstube
3 MICHELIN Stars

GermanySchwarzwaldstube · ชวาทส์วาลชทูเบอร์

‍ Chef Torsten Michel · เชฟทอร์สเตน มิเกล — Tonbachstraße 237, 72270 Baiersbronn, Germany

🎗 [INTRO] Schwarzwaldstube เป็นห้องอาหารระดับตำนานและเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศเยอรมนี ตัวร้านสามารถถือครองรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาตั้งแต่ปี 1992 ก่อนจะเว้นช่วงไปในคู่มือปี 2020 เนื่องจากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงแรมครั้งใหญ่และกลับมาได้รับดาวครบทั้ง 3 ดวงทันทีในปี 2021 ความดีความชอบนี้ต้องยกให้กับเชฟ Torsten Michel ผู้กุมบังเหียนห้องอาหารสืบต่อจากเชฟระดับตำนาน Harald Wohlfahrt จนได้รับการเชิดชูจากเหล่านักชิมทั่วโลก

🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของ Hotel Traube Tonbach ต้องย้อนไปถึงสมัยที่ธุรกิจค้าไม้เริ่มได้รับความนิยมในพื้นที่แถบ Schwarzwald หรือ Black Forest คุณ Tobias Finkbeiner ตัดสินใจสร้างหนึ่งในบ้านหลังแรก ๆ ของหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Tonbach ในปี 1789 และเปิดโรงเหล้าเพื่อรองรับลูกค้าซึ่งส่วนมากเป็นคนงานและคนตัดไม้ ต่อมาในปี 1812 ลูกชายของเขาชื่อว่า Ludwig ตัดสินใจต่อเติมส่วนของ Bakery เข้าไปด้วย นอกจากนี้ตัวเขายังมีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมสงครามระหว่างกษัตริย์ Napolean กับรัสเซีย (แคว้น Württemberg ช่วงนั้นอยู่ในความควบคุมของประเทศฝรั่งเศส) ก่อนจะเป็นทหารเพียงหนึ่งเดียวจาก 25 คนที่รอดชีวิตกลับมาจนคนท้องถิ่นต่างขนานนามให้เขาเป็น ”Napoleon-Bäck” หรือแปลตรงตัวได้ว่า ”Napoleon Baker” กิจการถูกส่งต่อมายังเจ้าของรุ่นที่ 3 คือคุณ Johann Georg ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นทำเครื่องดื่มที่ได้จากการหมักมันฝรั่ง, เทอร์นิปส์ และผลไม้ต่าง ๆ ในปี 1890 เจ้าของรุ่นที่สี่ Friedrich เริ่มเสิร์ฟไวน์ที่ร้านอาหารเป็นครั้งแรกรวมไปถึงการสั่งเบียร์และ Cider มาจากเมือง Baden สำหรับกิจการโรงแรมนั้นเริ่มต้นในปี 1920 เมื่อศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Heidelberg หลงทางระหว่างเดินป่าเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจเช่าห้องกับเจ้าของกิจการรุ่นที่ 5 คือคุณ Heinrich ต่อมาในปี 1939 เขาจึงต่อเติมห้องพักอีก 14 ห้องสำหรับปล่อยเช่าโดยมีลูกชายสามคน Heinrich, Albert และ Willi คอยรับส่งแขกด้วยรถ Wagon จากสถานีรถไฟใน Baiersbronn ส่วนภรรยาคือคุณ Franziska รับหน้าที่ประกอบอาหารนั่นเอง หลังจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงตัวโรงแรมได้กลับมาเปิดทำการอีกครั้งในปี 1950 ทั้งนี้เจ้าของรุ่นที่ 6 คือคุณ Willi ตัดสินใจเปิด Guest House ที่ประกอบไปด้วยห้องพัก 64 ห้องพร้อมกับระเบียงและอ่างอายน้ำเป็นแห่งแรกใน Black Forest (ปัจจุบันคือโรงแรมฝั่ง First Wing) กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1977 โรงแรม Schwarzwaldstube ได้เปิดทำการอย่างเต็มรูปแบบโดยมีเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่น Paul Bocuse, พี่น้องตระกูล Haeberlin, Jean Troisgros และ Eckart Witzigmann มาเข้าร่วมพิธีเปิดอีกด้วย สำหรับห้องอาหารในช่วงนั้นตกอยู่ในความควบคุมของเชฟ Harald Wohlfahrt ในปี 1980 ก่อนที่กิจการทั้งหมดจะถูกเข้าควบคุมโดยเจ้าของรุ่นที่ 7 คือคุณ Heiner Finkbeiner ในปี 1993 ปัจจุบัน Traube Tonbach เป็นหนึ่งในจุดหมายชั้นเลิศของผู้ที่แสวงหาความสะดวกสบายและความผ่อนคลาย ทั้งยังมีห้องอาหารชั้นเลิศหลายร้านอย่าง Schwarzwaldstube ที่คว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1992 และ 1789 ที่เพิ่งเปิดทำการได้ไม่นานและสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้เช่นกัน

🎗 [THE PLACE, Schwarzwaldstube] ในเดือนมกราคมปี 2020 เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เป็นเหตุให้ห้องอาหาร Köhlerstube และ Schwarzwaldstube เดิมทรุดตัวลงทั้งหมด จากที่กล่าวมมาตัวร้านมีอันต้องห่างหายจากการมีชื่ออยู่ใน MICHELIN Guide ปี 2020 ก่อนจะกลับมาได้รับรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars อีกครั้งในปีถัดมาภายใต้ชื่อ Schwarzwaldstube Temporaire ก่อนจะย้ายกลับมายังห้องอาหารเดิมหลังจากก่อสร้างใหม่แล้วเสร็จนั่นเอง ลูกค้าสามารถสังเกตเห็นตู้เก็บไวน์พรีเมี่ยมได้ทันที่ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในร้าน ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งให้มีความโมเดิร์น ผนังกั้นด้วยไม้สีน้ำตาลเข้มและพื้นสีดำช่วยเสริมบรรยากาศให้มีความหรูหรา หน้าต่างบานใหญ่สูงจากพื้นจรดหลังคาจั่วมองสามารถออกไปเห็นทัศนียภาพของหมู่บ้านสำหรับผู้ที่แวะมาชิมในช่วงมื้อกลางวัน

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Torsten Michel เกิดในปี 1977 และเติบโตขึ้นมา ณ นคร Dresden ทางทิศตะวันออกของประเทศเยอรมนีโดยในช่วงปี 2000 เขาเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟด้วยการทำงานในห้องอาหาร Bülow ของเชฟ Stefan Hermann ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับห้องอาหาร Schwarzwaldstube ในปี 2004 ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Harald Wohlfahrt และไต่อันดับขึ้นไปถึงตำแหน่ง Sous-Chef กระทั่งในปี 2017 เมื่อเชฟ Harald Wohlfahrt ตัดสินใจเกษียรตัวเองเขาจึงได้รับความไว้วางใจจากทางโรงแรมให้สืบทอดตำแหน่ง Chef de Cuisine ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Small Degustation Menu (5 Courses - 265 €) และ Large Tasting Menu (7 Courses - 295 €) สุดท้ายคือ Vegetarian Menu (6 Courses - 245 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบในราคาที่สูงพอสมควร ห้ามพลาดที่จะเก็บท้องเอาไว้สำหรับชิมอาหารหวานของเชฟชื่อดัง Piet Gliesche รายการไวน์คัดสรรค์โดยหัวหน้าทีม Sommelier นามว่า Stéphane Gass มีให้เลือกหลากหลายทั้งไวน์ท้องถิ่นของภูมิภาค Schwarzwald และไวน์นำเข้าโดยเฉพาะจากประเทศฝรั่งเศสและอิตาลีนำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผลอีกด้วย สำหรับเมนูที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นเช่น

✨ Salad of grilled lobster, scallops and octopus with winter leek, young celery and radish, crustacean marinade with passion fruit and coriander

เริ่มต้นจานแรกในคอร์สหลักเป็นสบัดซีฟู้ดประกอบไปด้วยกุ้งล็อบสเตอร์จากแคว้น Brittany ย่าง, เนื้อกุ้ง, หมึกยักษ์ย่างถ่าน, หอยเชลล์ยักษ์ ทุกอย่างให้ระดับความสุกที่พอเหมาะ นอกจากนี้ยังมีผักเซเลอรี่อ่อน, กระเทียมต้น, แรดิช และพริกหวานแดงให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ตัวซอส Crustacean Jus คือทีเด็ดเพราะมีอโรมาหอม ๆ ของพริกหวานที่ผสมผสานกันกับความฉุนเล็กน้อยของผักชี ยังมีความครีมมี่ของมะพร้าว และความเปรี้ยวจากเสาวรส ทุกอย่างเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

✨ Essence of guinea fowl under puff pastry with black truffle filled mushrooms and duck liver croûton with herb tips

คอร์สซุปในเชฟวันนี้นำเสนอมาในถ้วยเซรามิคขนาดใหญ่ปิดปากถ้วยด้วยโดมของแป้งพัฟแพสทรี่มาอย่างสวยงาม ด้านในเป็นน้ำซุปไก่ต๊อกรสชาติเข้มข้นส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจโดยพนักงานแนะนำให้ฉีกแป้งพัฟแพสทรี่จุ่มลงไปในน้ำซุปได้เลย อีกหนึ่งไฮไลท์ของคอร์สคือตับเป็ดที่ให้เนื้อสัมผัสอันน่าทึ่งด้านนอกยังคงความเป็นชิ้นตับในขณะที่ตรงกลางนั้นคือนุ่ม เบา จนแทบละลายในปากและไม่มีกลิ่นคาวใด ๆ ตัดเนื้อสัมผัสกันกับ Vegetable Pearl เตรียมมาจากผักหลายชนิดให้เนื้อสัมผัสสู้ฟันและ Périgord Black Truffle ชิ้นยักษ์ ข้างกันคือขนมปัง Baguette ย่างจนกรอบแล้วทาด้วยเนยทรัฟเฟิล เชฟทาครีมตับลงไปก่อนจะปิดด้านบนด้วย Périgord Black Truffle ชิ้นหนาจนให้เนื้อสัมผัสที่เรียกได้ว่าเกือบจะเคี้ยวกรอบเลยทีเดียว (20/20)

✨ Cutlet of domestic pork with black pudding crust, mask, cheeks and crispy ears, jus of braised brisket with mustard and shallots

หมูสายพันธุ์ท้องถิ่นของภูมิภาค Swabia ประเทศเยอรมนีที่พ่อค้าเนื้อได้นำไปบ่มหรือ Dry Aging นานถึง 3 อาทิตย์ ก่อนจะนำไปย่างจุกสุกพอเหมาะ ด้านนอกเป็น Crust กรอบ ๆ เตรียมมาจากไส้กรอก Black Pudding เสริมกลิ่นหอมของชิ้นเนื้อให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น เชฟจะแล่เนื้อมาให้ในปริมาณที่พอเหมาะจับคู่กับซอส Jus ที่เตรียมมาจากเนื้อหมูส่วน Brisket ตุ๋นปรุงรสด้วยหอมแดงและมัสตาร์ด ข้าง ๆ คือหูหมูชุบแป้งทอด ถึงชิ้นจะค่อนข้างบางแต่หูหมูยังคงความนุ่มและเคี้ยวได้ง่ายตัดกันกับแป้งกรอบ ๆ ด้านนอกได้อย่างไร้ที่ติ นอกจากนี้ยังมีส่วนของแก้มหมูและใบหน้าของหมูเสิร์ฟมาคู่กัน สำหรับผักเคียงนั้นเตรียมมาจากกะหล่ำปลีตุ๋นจับคู่กับความหวานธรรมชาติของชิ้น Topaz Apple ได้อย่างลงตัว (19/20)

🎗 [WHY GO] เชฟ Torsten Michel สามารถนำเสนออาหารสองรูปแบบที่ผสมผสานเข้าด้วยกันได้ยากอย่างอาหารคลาสสิคและอาหารเชิงสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ผู้จัดการร้านคุณ Nina Mihilli และทีมพนักงานบริการได้ดีแต่ยังคงเอาไว้ซึ่งความเป็นกันเอง Schwarzwaldstube สามารถรักษามาตรฐานและพัฒนาคุณภาพอาหารอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่ของความพิถีพิถัน ความซับซ้อนของรสชาติ และการนำเสนอออกมาอย่างมีศิลปะสมกับเป็นห้องอาหารที่เป็นตำนานของพื้นที่แถบ Black Forest และประเทศเยอรมนี

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 40 รูป

🇩🇪 Schwarzwaldstube - ชวาทส์วาลชทูเบอร์ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🍴 Classic Cuisine, Creative - อาหารคลาสสิค, อาหารเชิงสร้างสรรค์ 👨🏻‍🍳 Chef Torsten Michel - เชฟทอร์สเตน มิเกล
รูปที่ 1
🇩🇪 Schwarzwaldstube - ชวาทส์วาลชทูเบอร์ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🍴 Classic Cuisine, Creative - อาหารคลาสสิค, อาหารเชิงสร้างสรรค์ 👨🏻‍🍳 Chef Torsten Michel - เชฟทอร์สเตน มิเกล
Amuse-bouche เริ่มต้นด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยจากห้องครัวนำเสนอมาให้รับประทานเป็นคำ ๆ ชิ้นแรกคือ Algae Cracker แผ่นสาหร่ายกรอบท็อปด้วยเนื้อปลา Hamachi เสริมด้วยรสเค็มจาก Caviar ข้างกันคือองค์ประกอบจากของแพลงก์ตอนให้อโรมาเฉพาะตัวควบคู่ไปกับความเผ็ดเบา ๆ ของขิง ถัดมาคือ Beef Tartare นุ่มละมุนท็อปด้วยแตงกวากรอบ ๆ ตัดเนื้อสัมผัสกัน ยังมีความฉุนรสชาติเผ็ดเบา ๆ ของมัสตาร์ดครีมอีกด้วย สุดท้ายคือ Chilli Cracker เป็นแผ่นกรอบเตรียมมาจากพริกท็อปด้วยเนื้อและไข่ปลาแซลมอนและครีมพริกหวาน Jalapeno (17/20)
รูปที่ 2
Amuse-bouche เริ่มต้นด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยจากห้องครัวนำเสนอมาให้รับประทานเป็นคำ ๆ ชิ้นแรกคือ Algae Cracker แผ่นสาหร่ายกรอบท็อปด้วยเนื้อปลา Hamachi เสริมด้วยรสเค็มจาก Caviar ข้างกันคือองค์ประกอบจากของแพลงก์ตอนให้อโรมาเฉพาะตัวควบคู่ไปกับความเผ็ดเบา ๆ ของขิง ถัดมาคือ Beef Tartare นุ่มละมุนท็อปด้วยแตงกวากรอบ ๆ ตัดเนื้อสัมผัสกัน ยังมีความฉุนรสชาติเผ็ดเบา ๆ ของมัสตาร์ดครีมอีกด้วย สุดท้ายคือ Chilli Cracker เป็นแผ่นกรอบเตรียมมาจากพริกท็อปด้วยเนื้อและไข่ปลาแซลมอนและครีมพริกหวาน Jalapeno (17/20)
Amuse-bouche ส่วนท้องของปลาทูน่าแล่มาเป็นชิ้นเสิร์ฟแบบเย็นเคี้ยวง่ายจนแทบละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วย Imperial Caviar ให้ความเค็มอุมามิตัดกันกับความกรอบของ Tuna Bacon นอกจากนี้ยังมีกลิ่นเฉพาะตัวของต้นหอมจีนอีกด้วย (17/20)
รูปที่ 3
Amuse-bouche ส่วนท้องของปลาทูน่าแล่มาเป็นชิ้นเสิร์ฟแบบเย็นเคี้ยวง่ายจนแทบละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วย Imperial Caviar ให้ความเค็มอุมามิตัดกันกับความกรอบของ Tuna Bacon นอกจากนี้ยังมีกลิ่นเฉพาะตัวของต้นหอมจีนอีกด้วย (17/20)
Bread จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังให้เลือกได้หลายอย่างทั้ง French Baguette, Cereal Bread และ Ciabatta
รูปที่ 4
Bread จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังให้เลือกได้หลายอย่างทั้ง French Baguette, Cereal Bread และ Ciabatta
Bread จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังให้เลือกได้หลายอย่างทั้ง French Baguette, Cereal Bread และ Ciabatta
รูปที่ 5
Bread จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังให้เลือกได้หลายอย่างทั้ง French Baguette, Cereal Bread และ Ciabatta
Bread จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังให้เลือกได้หลายอย่างทั้ง French Baguette, Cereal Bread และ Ciabatta
รูปที่ 6
Bread จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังให้เลือกได้หลายอย่างทั้ง French Baguette, Cereal Bread และ Ciabatta
Salad of grilled lobster, scallops and octopus with winter leek, young celery and radish, crustacean marinade with passion fruit and coriander เริ่มต้นจานแรกในคอร์สหลักเป็นสบัดซีฟู้ดประกอบไปด้วยกุ้งล็อบสเตอร์จากแคว้น Brittany ย่าง, เนื้อกุ้ง, หมึกยักษ์ย่างถ่าน, หอยเชลล์ยักษ์ ทุกอย่างให้ระดับความสุกที่พอเหมาะ นอกจากนี้ยังมีผักเซเลอรี่อ่อน, กระเทียมต้น, แรดิช และพริกหวานแดงให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ตัวซอส Crustacean Jus คือทีเด็ดเพราะมีอโรมาหอม ๆ ของพริกหวานที่ผสมผสานกันกับความฉุนเล็กน้อยของผักชี ยังมีความครีมมี่ของมะพร้าว และความเปรี้ยวจากเสาวรส ทุกอย่างเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
รูปที่ 7
Salad of grilled lobster, scallops and octopus with winter leek, young celery and radish, crustacean marinade with passion fruit and coriander เริ่มต้นจานแรกในคอร์สหลักเป็นสบัดซีฟู้ดประกอบไปด้วยกุ้งล็อบสเตอร์จากแคว้น Brittany ย่าง, เนื้อกุ้ง, หมึกยักษ์ย่างถ่าน, หอยเชลล์ยักษ์ ทุกอย่างให้ระดับความสุกที่พอเหมาะ นอกจากนี้ยังมีผักเซเลอรี่อ่อน, กระเทียมต้น, แรดิช และพริกหวานแดงให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ตัวซอส Crustacean Jus คือทีเด็ดเพราะมีอโรมาหอม ๆ ของพริกหวานที่ผสมผสานกันกับความฉุนเล็กน้อยของผักชี ยังมีความครีมมี่ของมะพร้าว และความเปรี้ยวจากเสาวรส ทุกอย่างเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
Essence of guinea fowl under puff pastry with black truffle filled mushrooms and duck liver croûton with herb tips คอร์สซุปในเชฟวันนี้นำเสนอมาในถ้วยเซรามิคขนาดใหญ่ปิดปากถ้วยด้วยโดมของแป้งพัฟแพสทรี่มาอย่างสวยงาม (20/20)
รูปที่ 8
Essence of guinea fowl under puff pastry with black truffle filled mushrooms and duck liver croûton with herb tips คอร์สซุปในเชฟวันนี้นำเสนอมาในถ้วยเซรามิคขนาดใหญ่ปิดปากถ้วยด้วยโดมของแป้งพัฟแพสทรี่มาอย่างสวยงาม (20/20)
Essence of guinea fowl under puff pastry with black truffle filled mushrooms and duck liver croûton with herb tips ด้านในเป็นน้ำซุปไก่ต๊อกรสชาติเข้มข้นส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจโดยพนักงานแนะนำให้ฉีกแป้งพัฟแพสทรี่จุ่มลงไปในน้ำซุปได้เลย (20/20)
รูปที่ 9
Essence of guinea fowl under puff pastry with black truffle filled mushrooms and duck liver croûton with herb tips ด้านในเป็นน้ำซุปไก่ต๊อกรสชาติเข้มข้นส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจโดยพนักงานแนะนำให้ฉีกแป้งพัฟแพสทรี่จุ่มลงไปในน้ำซุปได้เลย (20/20)
Essence of guinea fowl under puff pastry with black truffle filled mushrooms and duck liver croûton with herb tips อีกหนึ่งไฮไลท์ของคอร์สคือตับเป็ดที่ให้เนื้อสัมผัสอันน่าทึ่งด้านนอกยังคงความเป็นชิ้นตับในขณะที่ตรงกลางนั้นคือนุ่ม เบา จนแทบละลายในปากและไม่มีกลิ่นคาวใด ๆ ตัดเนื้อสัมผัสกันกับ Vegetable Pearl เตรียมมาจากผักหลายชนิดให้เนื้อสัมผัสสู้ฟันและ Périgord Black Truffle ชิ้นยักษ์ (20/20)
รูปที่ 10
Essence of guinea fowl under puff pastry with black truffle filled mushrooms and duck liver croûton with herb tips อีกหนึ่งไฮไลท์ของคอร์สคือตับเป็ดที่ให้เนื้อสัมผัสอันน่าทึ่งด้านนอกยังคงความเป็นชิ้นตับในขณะที่ตรงกลางนั้นคือนุ่ม เบา จนแทบละลายในปากและไม่มีกลิ่นคาวใด ๆ ตัดเนื้อสัมผัสกันกับ Vegetable Pearl เตรียมมาจากผักหลายชนิดให้เนื้อสัมผัสสู้ฟันและ Périgord Black Truffle ชิ้นยักษ์ (20/20)
Filled red mullet with spicy pine nut couscous and glazed fennel, jus of Provencal vegetables with old sherry vinegar, red mullet liver and basil ปลา Red Mullet จากแคว้น Brittany ประเทศฝรั่งเศสที่เชฟทอดแบบมีเกล็ดเพื่อให้เกิดความกรอบตัดกันกับความนุ่มของเนื้อปลาแทรกไปกับความหอมของ Bell Pepper Chutney และกระเทียมที่ทอดมาจนกรอบเบาให้กลิ่นอายของความเป็น Mediterranean ข้าง ๆ คือ Glazed Fennel นุ่มหวานจับคู่กับ Mashed Fennel เตรียมมาเป็น Purée เนื้อเนียนละมุน ด้านล่างคือ Couscous หรือธัญพืชปรุงรสให้มีความเผ็ดเล็กน้อยและมีความกรอบจากเมล็ดสน ในส่วนของซอสนั้นเชฟนำเสนอ Vegetables Jus เตรียมมาจากผักนานาชนิดจากแคว้น Provence ผสมผสานกับตับปลา Red Mullet ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู Sherry Vinegar เก่านั่นเอง (19/20)
รูปที่ 11
Filled red mullet with spicy pine nut couscous and glazed fennel, jus of Provencal vegetables with old sherry vinegar, red mullet liver and basil ปลา Red Mullet จากแคว้น Brittany ประเทศฝรั่งเศสที่เชฟทอดแบบมีเกล็ดเพื่อให้เกิดความกรอบตัดกันกับความนุ่มของเนื้อปลาแทรกไปกับความหอมของ Bell Pepper Chutney และกระเทียมที่ทอดมาจนกรอบเบาให้กลิ่นอายของความเป็น Mediterranean ข้าง ๆ คือ Glazed Fennel นุ่มหวานจับคู่กับ Mashed Fennel เตรียมมาเป็น Purée เนื้อเนียนละมุน ด้านล่างคือ Couscous หรือธัญพืชปรุงรสให้มีความเผ็ดเล็กน้อยและมีความกรอบจากเมล็ดสน ในส่วนของซอสนั้นเชฟนำเสนอ Vegetables Jus เตรียมมาจากผักนานาชนิดจากแคว้น Provence ผสมผสานกับตับปลา Red Mullet ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู Sherry Vinegar เก่านั่นเอง (19/20)
Cutlet of domestic pork with black pudding crust, mask, cheeks and crispy ears, jus of braised brisket with mustard and shallots คอร์สถัดมาเป็นหมูสายพันธุ์ท้องถิ่นของภูมิภาค Swabia ประเทศเยอรมนีที่พ่อค้าเนื้อได้นำไปบ่มหรือ Dry Aging นานถึง 3 อาทิตย์ ก่อนจะนำไปย่างจุกสุกพอเหมาะ ด้านนอกเป็น Crust กรอบ ๆ เตรียมมาจากไส้กรอก Black Pudding เสริมกลิ่นหอมของชิ้นเนื้อให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น (19/20)
รูปที่ 12
Cutlet of domestic pork with black pudding crust, mask, cheeks and crispy ears, jus of braised brisket with mustard and shallots คอร์สถัดมาเป็นหมูสายพันธุ์ท้องถิ่นของภูมิภาค Swabia ประเทศเยอรมนีที่พ่อค้าเนื้อได้นำไปบ่มหรือ Dry Aging นานถึง 3 อาทิตย์ ก่อนจะนำไปย่างจุกสุกพอเหมาะ ด้านนอกเป็น Crust กรอบ ๆ เตรียมมาจากไส้กรอก Black Pudding เสริมกลิ่นหอมของชิ้นเนื้อให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น (19/20)
Cutlet of domestic pork with black pudding crust, mask, cheeks and crispy ears, jus of braised brisket with mustard and shallots เชฟจะแล่เนื้อมาให้ในปริมาณที่พอเหมาะจับคู่กับซอส Jus ที่เตรียมมาจากเนื้อหมูส่วน Brisket ตุ๋นปรุงรสด้วยหอมแดงและมัสตาร์ด ข้าง ๆ คือหูหมูชุบแป้งทอด ถึงชิ้นจะค่อนข้างบางแต่หูหมูยังคงความนุ่มและเคี้ยวได้ง่ายตัดกันกับแป้งกรอบ ๆ ด้านนอกได้อย่างไร้ที่ติ นอกจากนี้ยังมีส่วนของแก้มหมูและใบหน้าของหมูเสิร์ฟมาคู่กัน สำหรับผักเคียงนั้นเตรียมมาจากกะหล่ำปลีตุ๋นจับคู่กับความหวานธรรมชาติของชิ้น Topaz Apple ได้อย่างลงตัว (19/20)
รูปที่ 13
Cutlet of domestic pork with black pudding crust, mask, cheeks and crispy ears, jus of braised brisket with mustard and shallots เชฟจะแล่เนื้อมาให้ในปริมาณที่พอเหมาะจับคู่กับซอส Jus ที่เตรียมมาจากเนื้อหมูส่วน Brisket ตุ๋นปรุงรสด้วยหอมแดงและมัสตาร์ด ข้าง ๆ คือหูหมูชุบแป้งทอด ถึงชิ้นจะค่อนข้างบางแต่หูหมูยังคงความนุ่มและเคี้ยวได้ง่ายตัดกันกับแป้งกรอบ ๆ ด้านนอกได้อย่างไร้ที่ติ นอกจากนี้ยังมีส่วนของแก้มหมูและใบหน้าของหมูเสิร์ฟมาคู่กัน สำหรับผักเคียงนั้นเตรียมมาจากกะหล่ำปลีตุ๋นจับคู่กับความหวานธรรมชาติของชิ้น Topaz Apple ได้อย่างลงตัว (19/20)
Cheese from the trolley Maître Affineur Antony ก่อนเข้าสู่ของหวานพนักวานจะเสิร์ฟคอร์สชีสจาก Bernard & Jean-François Antony มีให้เลือกมากมายทั้งชีสนมวัว, ชีสนมแพะและชีสนมแกะ
รูปที่ 14
Cheese from the trolley Maître Affineur Antony ก่อนเข้าสู่ของหวานพนักวานจะเสิร์ฟคอร์สชีสจาก Bernard & Jean-François Antony มีให้เลือกมากมายทั้งชีสนมวัว, ชีสนมแพะและชีสนมแกะ
Cheese from the trolley Maître Affineur Antony จากนั้นพนักงานจะจัดลงจานให้เราได้ลองชิม
รูปที่ 15
Cheese from the trolley Maître Affineur Antony จากนั้นพนักงานจะจัดลงจานให้เราได้ลองชิม
Cheese from the trolley Maître Affineur Antony ชีสอีกจานหนึ่ง
รูปที่ 16
Cheese from the trolley Maître Affineur Antony ชีสอีกจานหนึ่ง
Cheese from the trolley Maître Affineur Antony คอร์สชีสนำเสนอมาคู่กับขนมปัง
รูปที่ 17
Cheese from the trolley Maître Affineur Antony คอร์สชีสนำเสนอมาคู่กับขนมปัง
Cheese from the trolley Maître Affineur Antony นอกจากนี้ยังมี Fig Mustard
รูปที่ 18
Cheese from the trolley Maître Affineur Antony นอกจากนี้ยังมี Fig Mustard
Cheese from the trolley Maître Affineur Antony ผลไม้อบแห้ง ถั่วแมคาเดเมีย ถั่ววอลนัท และองุ่น
รูปที่ 19
Cheese from the trolley Maître Affineur Antony ผลไม้อบแห้ง ถั่วแมคาเดเมีย ถั่ววอลนัท และองุ่น
Passoa savarin with mango-lime ice cream, pineapple ravioli, coconut foam and crispies, exotic brew with ginger เค้ก Savarin นุ่ม ๆ ฉ่ำไปด้วยเหล้า Passoa ท็อปด้านบนด้วยไอศกรีมที่ผสมผสานรสชาติของมะม่วงสุกและมะนาว ข้างกันคือโฟมมะพร้าวหอม ๆ และเนื้อมะพร้าวแห้ง ยังมี Sphere ทรงครึ่งวงกลมที่พร้อมจะแตกระเยิดออกในปาก ภายในเป็นรสชาติของสับปะรด สุดท้ายคือซอสที่มีส่วนผสมของขิงและรสชาติเผ็ดเล็กน้อย (20/20)
รูปที่ 20
Passoa savarin with mango-lime ice cream, pineapple ravioli, coconut foam and crispies, exotic brew with ginger เค้ก Savarin นุ่ม ๆ ฉ่ำไปด้วยเหล้า Passoa ท็อปด้านบนด้วยไอศกรีมที่ผสมผสานรสชาติของมะม่วงสุกและมะนาว ข้างกันคือโฟมมะพร้าวหอม ๆ และเนื้อมะพร้าวแห้ง ยังมี Sphere ทรงครึ่งวงกลมที่พร้อมจะแตกระเยิดออกในปาก ภายในเป็นรสชาติของสับปะรด สุดท้ายคือซอสที่มีส่วนผสมของขิงและรสชาติเผ็ดเล็กน้อย (20/20)
Roasted khaki with Lapsang Souchong tea in sea buckthorn jelly, Amarula mousseline and chocolate vermicelles, chocolate sorbet ผล Khaki ย่างจับคู่รสชาติกับชาดำ Lapsang Souchong อย่างจีนเสิร์ฟมากับเจลลี่รสเปรี้ยวที่เตรียมมาจากผล Sea Buckthorn เลเยอร์ตรงกลางคือซอร์เบท์ Guanaja Chocolate 70 % ท็อปด้วย Mousseline ของเหล้า Amarula เลเยอร์บนสุดของช็อกโกแลตเตรียมมาเป็นเส้น ๆ คล้ายวุ้นเส้นช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (17/20)
รูปที่ 21
Roasted khaki with Lapsang Souchong tea in sea buckthorn jelly, Amarula mousseline and chocolate vermicelles, chocolate sorbet ผล Khaki ย่างจับคู่รสชาติกับชาดำ Lapsang Souchong อย่างจีนเสิร์ฟมากับเจลลี่รสเปรี้ยวที่เตรียมมาจากผล Sea Buckthorn เลเยอร์ตรงกลางคือซอร์เบท์ Guanaja Chocolate 70 % ท็อปด้วย Mousseline ของเหล้า Amarula เลเยอร์บนสุดของช็อกโกแลตเตรียมมาเป็นเส้น ๆ คล้ายวุ้นเส้นช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (17/20)
Namelaka surprise with Matcha and lychee-raspberry ice cream with soy yoghurt, marinated pomelo with rose syrup, cotton candy with ginger ของหวานจานนี้โดดเด่นด้วยองค์ประกอบของสายไหมที่มีอโรมาของขิง ที่โต๊ะพนักงานจะเทราดน้ำเชื่อมอุ่น ๆ ลงไป (20/20)
รูปที่ 22
Namelaka surprise with Matcha and lychee-raspberry ice cream with soy yoghurt, marinated pomelo with rose syrup, cotton candy with ginger ของหวานจานนี้โดดเด่นด้วยองค์ประกอบของสายไหมที่มีอโรมาของขิง ที่โต๊ะพนักงานจะเทราดน้ำเชื่อมอุ่น ๆ ลงไป (20/20)
Namelaka surprise with Matcha and lychee-raspberry ice cream with soy yoghurt, marinated pomelo with rose syrup, cotton candy with ginger ด้านในเผยให้เห็นครีม Namelaka ที่เตรียมมาจากชาเขียวมัทฉะขนาบข้างด้วยไอศกรีมที่ผสมผสานรสชาติและกลิ่นหอมของลิ้นจี่กับราสเบอร์รี่ ยังมีของซอสลิ้นจี่และอีกหลายองค์ประกอบรอบ ๆ จานช่วยเพิ่มความหลากหลายทางเนื้อสัมผัส (20/20)
รูปที่ 23
Namelaka surprise with Matcha and lychee-raspberry ice cream with soy yoghurt, marinated pomelo with rose syrup, cotton candy with ginger ด้านในเผยให้เห็นครีม Namelaka ที่เตรียมมาจากชาเขียวมัทฉะขนาบข้างด้วยไอศกรีมที่ผสมผสานรสชาติและกลิ่นหอมของลิ้นจี่กับราสเบอร์รี่ ยังมีของซอสลิ้นจี่และอีกหลายองค์ประกอบรอบ ๆ จานช่วยเพิ่มความหลากหลายทางเนื้อสัมผัส (20/20)
Namelaka surprise with Matcha and lychee-raspberry ice cream with soy yoghurt, marinated pomelo with rose syrup, cotton candy with ginger ด้านในเผยให้เห็นครีม Namelaka ที่เตรียมมาจากชาเขียวมัทฉะขนาบข้างด้วยไอศกรีมที่ผสมผสานรสชาติและกลิ่นหอมของลิ้นจี่กับราสเบอร์รี่ ยังมีของซอสลิ้นจี่และอีกหลายองค์ประกอบรอบ ๆ จานช่วยเพิ่มความหลากหลายทางเนื้อสัมผัส (20/20)
รูปที่ 24
Namelaka surprise with Matcha and lychee-raspberry ice cream with soy yoghurt, marinated pomelo with rose syrup, cotton candy with ginger ด้านในเผยให้เห็นครีม Namelaka ที่เตรียมมาจากชาเขียวมัทฉะขนาบข้างด้วยไอศกรีมที่ผสมผสานรสชาติและกลิ่นหอมของลิ้นจี่กับราสเบอร์รี่ ยังมีของซอสลิ้นจี่และอีกหลายองค์ประกอบรอบ ๆ จานช่วยเพิ่มความหลากหลายทางเนื้อสัมผัส (20/20)
Soufflé Tarte Tatin with apple sorbet and light sour cream foam, apple pearls in cider brew and gavottes croustillantes ซูเฟลทาร์ตตาแตงเสิร์ฟมาร้อน ๆ ตัวขนมอบจนตั้งตรงได้ทรงสวยงาม ด้านบนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งหวาน ๆ (19/20)
รูปที่ 25
Soufflé Tarte Tatin with apple sorbet and light sour cream foam, apple pearls in cider brew and gavottes croustillantes ซูเฟลทาร์ตตาแตงเสิร์ฟมาร้อน ๆ ตัวขนมอบจนตั้งตรงได้ทรงสวยงาม ด้านบนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งหวาน ๆ (19/20)
Soufflé Tarte Tatin with apple sorbet and light sour cream foam, apple pearls in cider brew and gavottes croustillantes ข้างกันคือซอร์เบท์แอปเปิ้ลจับคู่กับโฟมที่เตรียมมาจาก Light Sour Cream ด้านในมี Apple Pearls ส่วนด้านบนคือแผ่น Croustillantes กรอบที่เตรียมมาจากขนม Gavottes (19/20)
รูปที่ 26
Soufflé Tarte Tatin with apple sorbet and light sour cream foam, apple pearls in cider brew and gavottes croustillantes ข้างกันคือซอร์เบท์แอปเปิ้ลจับคู่กับโฟมที่เตรียมมาจาก Light Sour Cream ด้านในมี Apple Pearls ส่วนด้านบนคือแผ่น Croustillantes กรอบที่เตรียมมาจากขนม Gavottes (19/20)
Pear Doyenné du Comice in saffron brew with candied kumquats and cranberries, moelleux of Guanaja chocolate and muscovado-chocolate ice cream Guanaja Moelleux เป็นเค้กช็อกโกแลตที่มีซอสอยู่ด้านใน ข้างกันคือผล Kumquat และ Cranberries แห้ง ยังมีองค์ประกอบของซอร์เบท์ White Chocolate หอมมัน เชฟตัดรสชาติด้วยองค์ประกอบของ Comice Pear ที่ Poached กับเสาวรสและหญ้าฝรั่นหรือ Saffron จนมีอโรมาเฉพาะตัว (20/20)
รูปที่ 27
Pear Doyenné du Comice in saffron brew with candied kumquats and cranberries, moelleux of Guanaja chocolate and muscovado-chocolate ice cream Guanaja Moelleux เป็นเค้กช็อกโกแลตที่มีซอสอยู่ด้านใน ข้างกันคือผล Kumquat และ Cranberries แห้ง ยังมีองค์ประกอบของซอร์เบท์ White Chocolate หอมมัน เชฟตัดรสชาติด้วยองค์ประกอบของ Comice Pear ที่ Poached กับเสาวรสและหญ้าฝรั่นหรือ Saffron จนมีอโรมาเฉพาะตัว (20/20)
Petits-fours ปิดท้ายด้วยขนมชิ้นจิ๋วประกอบไปด้วย Almond and Honey, Gin Tonic, Coffee, Blood Orange with Timut Pepper, Cannelés de Bordeaux, Yuzu with Hazelnut snd Passionfruit, Fir Raisin, Black Forest Macaron, Salted Popcorn, Yogurt with Raspberry and Yuzu, Dulce Salted Caramel, Pineapple with Red Pepper และ Rice Cream with Curry เรียงจากซ้ายไปขวานั่นเอง
รูปที่ 28
Petits-fours ปิดท้ายด้วยขนมชิ้นจิ๋วประกอบไปด้วย Almond and Honey, Gin Tonic, Coffee, Blood Orange with Timut Pepper, Cannelés de Bordeaux, Yuzu with Hazelnut snd Passionfruit, Fir Raisin, Black Forest Macaron, Salted Popcorn, Yogurt with Raspberry and Yuzu, Dulce Salted Caramel, Pineapple with Red Pepper และ Rice Cream with Curry เรียงจากซ้ายไปขวานั่นเอง
รายการไวน์ในวันนี้
รูปที่ 29
รายการไวน์ในวันนี้
รายการไวน์ในวันนี้
รูปที่ 30
รายการไวน์ในวันนี้
💰 ราคา 1,671.50 €
รูปที่ 31
💰 ราคา 1,671.50 €
🎗 [INTRO] Schwarzwaldstube เป็นห้องอาหารระดับตำนานและเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศเยอรมนี ตัวร้านสามารถถือครองรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาตั้งแต่ปี 1992 ก่อนจะเว้นช่วงไปในคู่มือปี 2020 เนื่องจากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงแรมครั้งใหญ่และกลับมาได้รับดาวครบทั้ง 3 ดวงทันทีในปี 2021 ความดีความชอบนี้ต้องยกให้กับเชฟ Torsten Michel ผู้กุมบังเหียนห้องอาหารสืบต่อจากเชฟระดับตำนาน Harald Wohlfahrt จนได้รับการเชิดชูจากเหล่านักชิมทั่วโลก
รูปที่ 32
🎗 [INTRO] Schwarzwaldstube เป็นห้องอาหารระดับตำนานและเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศเยอรมนี ตัวร้านสามารถถือครองรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาตั้งแต่ปี 1992 ก่อนจะเว้นช่วงไปในคู่มือปี 2020 เนื่องจากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงแรมครั้งใหญ่และกลับมาได้รับดาวครบทั้ง 3 ดวงทันทีในปี 2021 ความดีความชอบนี้ต้องยกให้กับเชฟ Torsten Michel ผู้กุมบังเหียนห้องอาหารสืบต่อจากเชฟระดับตำนาน Harald Wohlfahrt จนได้รับการเชิดชูจากเหล่านักชิมทั่วโลก
🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของ Hotel Traube Tonbach ต้องย้อนไปถึงสมัยที่ธุรกิจค้าไม้เริ่มได้รับความนิยมในพื้นที่แถบ Schwarzwald หรือ Black Forest คุณ Tobias Finkbeiner ตัดสินใจสร้างหนึ่งในบ้านหลังแรก ๆ ของหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Tonbach ในปี 1789 และเปิดโรงเหล้าเพื่อรองรับลูกค้าซึ่งส่วนมากเป็นคนงานและคนตัดไม้ ต่อมาในปี 1812 ลูกชายของเขาชื่อว่า Ludwig ตัดสินใจต่อเติมส่วนของ Bakery เข้าไปด้วย นอกจากนี้ตัวเขายังมีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมสงครามระหว่างกษัตริย์ Napolean กับรัสเซีย (แคว้น Württemberg ช่วงนั้นอยู่ในความควบคุมของประเทศฝรั่งเศส) ก่อนจะเป็นทหารเพียงหนึ่งเดียวจาก 25 คนที่รอดชีวิตกลับมาจนคนท้องถิ่นต่างขนานนามให้เขาเป็น ”Napoleon-Bäck” หรือแปลตรงตัวได้ว่า ”Napoleon Baker” กิจการถูกส่งต่อมายังเจ้าของรุ่นที่ 3 คือคุณ Johann Georg ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นทำเครื่องดื่มที่ได้จากการหมักมันฝรั่ง, เทอร์นิปส์ และผลไม้ต่าง ๆ
รูปที่ 33
🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของ Hotel Traube Tonbach ต้องย้อนไปถึงสมัยที่ธุรกิจค้าไม้เริ่มได้รับความนิยมในพื้นที่แถบ Schwarzwald หรือ Black Forest คุณ Tobias Finkbeiner ตัดสินใจสร้างหนึ่งในบ้านหลังแรก ๆ ของหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Tonbach ในปี 1789 และเปิดโรงเหล้าเพื่อรองรับลูกค้าซึ่งส่วนมากเป็นคนงานและคนตัดไม้ ต่อมาในปี 1812 ลูกชายของเขาชื่อว่า Ludwig ตัดสินใจต่อเติมส่วนของ Bakery เข้าไปด้วย นอกจากนี้ตัวเขายังมีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมสงครามระหว่างกษัตริย์ Napolean กับรัสเซีย (แคว้น Württemberg ช่วงนั้นอยู่ในความควบคุมของประเทศฝรั่งเศส) ก่อนจะเป็นทหารเพียงหนึ่งเดียวจาก 25 คนที่รอดชีวิตกลับมาจนคนท้องถิ่นต่างขนานนามให้เขาเป็น ”Napoleon-Bäck” หรือแปลตรงตัวได้ว่า ”Napoleon Baker” กิจการถูกส่งต่อมายังเจ้าของรุ่นที่ 3 คือคุณ Johann Georg ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นทำเครื่องดื่มที่ได้จากการหมักมันฝรั่ง, เทอร์นิปส์ และผลไม้ต่าง ๆ
ในปี 1890 เจ้าของรุ่นที่สี่ Friedrich เริ่มเสิร์ฟไวน์ที่ร้านอาหารเป็นครั้งแรกรวมไปถึงการสั่งเบียร์และ Cider มาจากเมือง Baden สำหรับกิจการโรงแรมนั้นเริ่มต้นในปี 1920 เมื่อศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Heidelberg หลงทางระหว่างเดินป่าเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจเช่าห้องกับเจ้าของกิจการรุ่นที่ 5 คือคุณ Heinrich ต่อมาในปี 1939 เขาจึงต่อเติมห้องพักอีก 14 ห้องสำหรับปล่อยเช่าโดยมีลูกชายสามคน Heinrich, Albert และ Willi คอยรับส่งแขกด้วยรถ Wagon จากสถานีรถไฟใน Baiersbronn ส่วนภรรยาคือคุณ Franziska รับหน้าที่ประกอบอาหารนั่นเอง หลังจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงตัวโรงแรมได้กลับมาเปิดทำการอีกครั้งในปี 1950 ทั้งนี้เจ้าของรุ่นที่ 6 คือคุณ Willi ตัดสินใจเปิด Guest House ที่ประกอบไปด้วยห้องพัก 64 ห้องพร้อมกับระเบียงและอ่างอายน้ำเป็นแห่งแรกใน Black Forest (ปัจจุบันคือโรงแรมฝั่ง First Wing)
รูปที่ 34
ในปี 1890 เจ้าของรุ่นที่สี่ Friedrich เริ่มเสิร์ฟไวน์ที่ร้านอาหารเป็นครั้งแรกรวมไปถึงการสั่งเบียร์และ Cider มาจากเมือง Baden สำหรับกิจการโรงแรมนั้นเริ่มต้นในปี 1920 เมื่อศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Heidelberg หลงทางระหว่างเดินป่าเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจเช่าห้องกับเจ้าของกิจการรุ่นที่ 5 คือคุณ Heinrich ต่อมาในปี 1939 เขาจึงต่อเติมห้องพักอีก 14 ห้องสำหรับปล่อยเช่าโดยมีลูกชายสามคน Heinrich, Albert และ Willi คอยรับส่งแขกด้วยรถ Wagon จากสถานีรถไฟใน Baiersbronn ส่วนภรรยาคือคุณ Franziska รับหน้าที่ประกอบอาหารนั่นเอง หลังจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงตัวโรงแรมได้กลับมาเปิดทำการอีกครั้งในปี 1950 ทั้งนี้เจ้าของรุ่นที่ 6 คือคุณ Willi ตัดสินใจเปิด Guest House ที่ประกอบไปด้วยห้องพัก 64 ห้องพร้อมกับระเบียงและอ่างอายน้ำเป็นแห่งแรกใน Black Forest (ปัจจุบันคือโรงแรมฝั่ง First Wing)
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1977 โรงแรม Schwarzwaldstube ได้เปิดทำการอย่างเต็มรูปแบบโดยมีเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่น Paul Bocuse, พี่น้องตระกูล Haeberlin, Jean Troisgros และ Eckart Witzigmann มาเข้าร่วมพิธีเปิดอีกด้วย สำหรับห้องอาหารในช่วงนั้นตกอยู่ในความควบคุมของเชฟ Harald Wohlfahrt ในปี 1980 ก่อนที่กิจการทั้งหมดจะถูกเข้าควบคุมโดยเจ้าของรุ่นที่ 7 คือคุณ Heiner Finkbeiner ในปี 1993 ปัจจุบัน Traube Tonbach เป็นหนึ่งในจุดหมายชั้นเลิศของผู้ที่แสวงหาความสะดวกสบายและความผ่อนคลาย ทั้งยังมีห้องอาหารชั้นเลิศหลายร้านอย่าง Schwarzwaldstube ที่คว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1992 และ 1789 ที่เพิ่งเปิดทำการได้ไม่นานและสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้เช่นกัน
รูปที่ 35
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1977 โรงแรม Schwarzwaldstube ได้เปิดทำการอย่างเต็มรูปแบบโดยมีเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่น Paul Bocuse, พี่น้องตระกูล Haeberlin, Jean Troisgros และ Eckart Witzigmann มาเข้าร่วมพิธีเปิดอีกด้วย สำหรับห้องอาหารในช่วงนั้นตกอยู่ในความควบคุมของเชฟ Harald Wohlfahrt ในปี 1980 ก่อนที่กิจการทั้งหมดจะถูกเข้าควบคุมโดยเจ้าของรุ่นที่ 7 คือคุณ Heiner Finkbeiner ในปี 1993 ปัจจุบัน Traube Tonbach เป็นหนึ่งในจุดหมายชั้นเลิศของผู้ที่แสวงหาความสะดวกสบายและความผ่อนคลาย ทั้งยังมีห้องอาหารชั้นเลิศหลายร้านอย่าง Schwarzwaldstube ที่คว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1992 และ 1789 ที่เพิ่งเปิดทำการได้ไม่นานและสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้เช่นกัน
🎗 [THE PLACE, Schwarzwaldstube] ในเดือนมกราคมปี 2020 เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เป็นเหตุให้ห้องอาหาร Köhlerstube และ Schwarzwaldstube เดิมทรุดตัวลงทั้งหมดเป็นเหตุให้ตัวร้านมีอันต้องห่างหายจากการมีชื่ออยู่ใน MICHELIN Guide ปี 2020 ก่อนจะกลับมาได้รับรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars อีกครั้งในปีถัดมาภายใต้ชื่อ Schwarzwaldstube Temporaire ก่อนจะย้ายกลับมายังห้องอาหารเดิมหลังจากก่อสร้างใหม่แล้วเสร็จนั่นเอง ลูกค้าสามารถสังเกตเห็นตู้เก็บไวน์พรีเมี่ยมได้ทันที่ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในร้าน ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งให้มีความโมเดิร์น ผนังกั้นด้วยไม้สีน้ำตาลเข้มและพื้นสีดำช่วยเสริมบรรยากาศให้มีความหรูหรา หน้าต่างบานใหญ่สูงจากพื้นจรดหลังคาจั่วมองสามารถออกไปเห็นทัศนียภาพของหมู่บ้านสำหรับผู้ที่แวะมาชิมในช่วงมื้อกลางวัน
รูปที่ 36
🎗 [THE PLACE, Schwarzwaldstube] ในเดือนมกราคมปี 2020 เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เป็นเหตุให้ห้องอาหาร Köhlerstube และ Schwarzwaldstube เดิมทรุดตัวลงทั้งหมดเป็นเหตุให้ตัวร้านมีอันต้องห่างหายจากการมีชื่ออยู่ใน MICHELIN Guide ปี 2020 ก่อนจะกลับมาได้รับรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars อีกครั้งในปีถัดมาภายใต้ชื่อ Schwarzwaldstube Temporaire ก่อนจะย้ายกลับมายังห้องอาหารเดิมหลังจากก่อสร้างใหม่แล้วเสร็จนั่นเอง ลูกค้าสามารถสังเกตเห็นตู้เก็บไวน์พรีเมี่ยมได้ทันที่ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในร้าน ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งให้มีความโมเดิร์น ผนังกั้นด้วยไม้สีน้ำตาลเข้มและพื้นสีดำช่วยเสริมบรรยากาศให้มีความหรูหรา หน้าต่างบานใหญ่สูงจากพื้นจรดหลังคาจั่วมองสามารถออกไปเห็นทัศนียภาพของหมู่บ้านสำหรับผู้ที่แวะมาชิมในช่วงมื้อกลางวัน
🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Torsten Michel เกิดในปี 1977 และเติบโตขึ้นมา ณ นคร Dresden ทางทิศตะวันออกของประเทศเยอรมนีโดยในช่วงปี 2000 เขาเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟด้วยการทำงานในห้องอาหาร Bülow ของเชฟ Stefan Hermann ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับห้องอาหาร Schwarzwaldstube ในปี 2004 ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Harald Wohlfahrt และไต่อันดับขึ้นไปถึงตำแหน่ง Sous-Chef กระทั่งในปี 2017 เมื่อเชฟ Harald Wohlfahrt ตัดสินใจเกษียรตัวเองเขาจึงได้รับความไว้วางใจจากทางโรงแรมให้สืบทอดตำแหน่ง Chef de Cuisine ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
รูปที่ 37
🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Torsten Michel เกิดในปี 1977 และเติบโตขึ้นมา ณ นคร Dresden ทางทิศตะวันออกของประเทศเยอรมนีโดยในช่วงปี 2000 เขาเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟด้วยการทำงานในห้องอาหาร Bülow ของเชฟ Stefan Hermann ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับห้องอาหาร Schwarzwaldstube ในปี 2004 ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Harald Wohlfahrt และไต่อันดับขึ้นไปถึงตำแหน่ง Sous-Chef กระทั่งในปี 2017 เมื่อเชฟ Harald Wohlfahrt ตัดสินใจเกษียรตัวเองเขาจึงได้รับความไว้วางใจจากทางโรงแรมให้สืบทอดตำแหน่ง Chef de Cuisine ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน
รูปที่ 38
🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน
ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Small Degustation Menu (5 Courses - 265 €) และ Large Tasting Menu (7 Courses - 295 €) สุดท้ายคือ Vegetarian Menu (6 Courses - 245 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบในราคาที่สูงพอสมควร ห้ามพลาดที่จะเก็บท้องเอาไว้สำหรับชิมอาหารหวานของเชฟชื่อดัง Piet Gliesche รายการไวน์คัดสรรค์โดยหัวหน้าทีม Sommelier นามว่า Stéphane Gass มีให้เลือกหลากหลายทั้งไวน์ท้องถิ่นของภูมิภาค Schwarzwald และไวน์นำเข้าโดยเฉพาะจากประเทศฝรั่งเศสและอิตาลีนำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผลอีกด้วย
รูปที่ 39
ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Small Degustation Menu (5 Courses - 265 €) และ Large Tasting Menu (7 Courses - 295 €) สุดท้ายคือ Vegetarian Menu (6 Courses - 245 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบในราคาที่สูงพอสมควร ห้ามพลาดที่จะเก็บท้องเอาไว้สำหรับชิมอาหารหวานของเชฟชื่อดัง Piet Gliesche รายการไวน์คัดสรรค์โดยหัวหน้าทีม Sommelier นามว่า Stéphane Gass มีให้เลือกหลากหลายทั้งไวน์ท้องถิ่นของภูมิภาค Schwarzwald และไวน์นำเข้าโดยเฉพาะจากประเทศฝรั่งเศสและอิตาลีนำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผลอีกด้วย
🎗 [WHY GO] เชฟ Torsten Michel สามารถนำเสนออาหารสองรูปแบบที่ผสมผสานเข้าด้วยกันได้ยากอย่างอาหารคลาสสิคและอาหารเชิงสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ผู้จัดการร้านคุณ Nina Mihilli และทีมพนักงานบริการได้ดีแต่ยังคงเอาไว้ซึ่งความเป็นกันเอง Schwarzwaldstube สามารถรักษามาตรฐานและพัฒนาคุณภาพอาหารอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่ของความพิถีพิถัน ความซับซ้อนของรสชาติ และการนำเสนอออกมาอย่างมีศิลปะสมกับเป็นห้องอาหารที่เป็นตำนานของพื้นที่แถบ Black Forest และประเทศเยอรมนี
รูปที่ 40
🎗 [WHY GO] เชฟ Torsten Michel สามารถนำเสนออาหารสองรูปแบบที่ผสมผสานเข้าด้วยกันได้ยากอย่างอาหารคลาสสิคและอาหารเชิงสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ผู้จัดการร้านคุณ Nina Mihilli และทีมพนักงานบริการได้ดีแต่ยังคงเอาไว้ซึ่งความเป็นกันเอง Schwarzwaldstube สามารถรักษามาตรฐานและพัฒนาคุณภาพอาหารอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่ของความพิถีพิถัน ความซับซ้อนของรสชาติ และการนำเสนอออกมาอย่างมีศิลปะสมกับเป็นห้องอาหารที่เป็นตำนานของพื้นที่แถบ Black Forest และประเทศเยอรมนี

แกลเลอรี