GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Schloss Schauenstein
3 MICHELIN Stars

SwitzerlandSchloss Schauenstein · ชลอส ชาวเอินชไตน์

Creative, Country cooking · อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารประจำชาติ — Schlossgass 77, Fürstenau, 7414, Switzerland

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเรือธงของเชฟคนแรกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่ได้รับมอบรางวัล MICHELIN Mentor Award ในปี 2020 โดยตลอดมื้อเหล่านักชิมจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหาร Fine Dining ในปราสาทสุดหรู ณ เมืองเล็ก ๆ อันห่างไกลของประเทศสวิสเซอร์แลนด์จนกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน

🎗 [THE PLACE, Fürstenau] Fürstenau เป็นเมืองที่มีขนาดเล็กที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยมีตำแหน่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พื้นที่โดยรอบรายล้อมด้วยหุบเขาอันสวยงามของเขต Domleschg ในขณะที่ผู้คนในเมืองสื่อสารกันด้วยภาษา Romansch อ้างอิงจากจดหมายของ King Charles IV ที่ส่งไปถึง Bishop of Chur ทำให้เราทราบว่าเมือง Fürstenau มีการก่อสร้างแล้วเสร็จอย่างเป็นทางการควบคู่กันไปกับปราสาทดั้งเดิมในปี 1272 ต่อมาการสร้างเส้นทาง Septimerpass ทำให้ Fürstenau กลายมาเป็นหนึ่งในจุดแวะพักสำคัญตั้งแต่ปี 1387 ก่อนจะลดบทบาทลงในช่วงที่ช่องเขา Viamala Geroge สามารถใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้ในปี 1473 สำหรับ Schloss Schauenstein แต่เดิมเป็นปีกฝั่งตะวันออกของป้อมปราการยุคกลางและเชื่อกันว่าได้รับการก่อสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1667 ถึง 1676 ภายใต้การอุปถัมป์ของ Baron Jobann Rudolf von Schawenstein อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ไฟไหม้เมือง Fürstenau ในปี 1742 ส่งผลให้ปราสาทส่วนใหญ่ทรุดตัวลงโดยมีเพียงตัวปราสาทฝั่งตะวันออกเท่านั้นที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นไอคอนของปราสาทแห่งนี้คือ Peter von Planta ผู้ร่ำรวยจากการค้าผ้าฝ้ายอียิปต์ในนคร Alexandria นั่นเอง

🎗 [THE PLACE, Schloss Schauenstein] กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2003 เชฟ Andreas Caminada ตัดสินใจเช่าพื้นที่และจากมูลนิธิ Heinrich Schwendener Foundation ซึ่งเป็นเจ้าของปราสาทแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 1988 พร้อมกับปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็นโรงแรมและห้องอาหารสุดหรู ในช่วงแรกโรงแรมประกอบไปด้วยห้องพักและห้องสวีทสำหรับรับรองแขกจำนวน 6 ห้อง ห้องรับประทานอาหารหลัก 2 ห้อง ซาลอน ห้องเก็บไวน์ ห้องซาวน่า และพื้นที่สวนโดยรอบ อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมาเชฟ Andreas Caminada ได้ต่อเติมและพัฒนาโรงแรมอย่างต่อเนื่องจนมีห้องสำหรับรับรองแขกทั้งหมด 9 ห้อง ทั้งนี้ยังมีการสร้างห้องอาหาร Casa Caminada (😋 Bib Gourmand, 🍀 MICHELIN Green Star) ขึ้นที่บริเวณคอกม้าเดิมทั้งสองคอกและมีห้องพักในอาคารแห่งนี้เพิ่มเติมมาอีก 10 ห้อง สุดท้ายคือโปรเจคล่าสุดอย่างห้องอาหาร OZ (🌟 1 MICHELIN Star, 🍀MICHELIN Green Star) ซึ่งเป็นห้องอาหารมังสวิรัติโดยอาศัยชื่อมาจากภาษา Romansh ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า Today หรือวันนี้นั่นเอง กลับมาที่ตัวปราสาทหลักซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Schloss Schauenstein (🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars, 🍀 MICHELIN Green Star) ลูกค้าที่เดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวสามารถเข้าจอดได้ที่ลานจอดของโรงแรมฝั่งตรงข้ามแล้วเดินต่อมายังตัวปราสาท ก่อนจะผ่านประตูไม้เก่าสูงตระหง่านเราขอแนะนำให้หันกลับไปซึมซับทัศนียภาพมุมกว้างของพื้นที่และหุบเขาโดยรอบ เมื่อตรวจสอบการจองแล้วเสร็จพนักงานจะพาเราเดินขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อดื่มด่ำกับของว่างเรียกน้ำย่อยภายใต้ Smokers Lounge และ Salon ที่ตกแต่งโดยการผสมผสานระหว่างความคลาสสิคและความโมเดิร์นเข้าไว้ด้วยกัน ในวันนี้เราได้นั่งบริเวณฝั่ง Salon ที่ตกแต่งผนังด้วยเชิงเทียนและภาพวาดย้อนยุค หน้าต่างบานใหญ่ปล่อยให้แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในช่วงกลางวัน นอกจากนี้โต๊ะหินอ่อน, เก้าอี้ และโซฟายังช่วยเสริมความหรูหราได้อย่างลงตัว ห้องรับประทานอาหารหลักแบ่งออกเป็นสองฝั่งทั้งยังตกแต่งในรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ฝั่งแรกเป็นห้องอาหารดั้งเดิมประกอบไปด้วยผนังไม้สีน้ำตาลเข้มพร้อมกับมีรูปของหุบเขาแขวนประดับเอาไว้หลายจุดให้ความรู้สึกเรียบหรู อีกฝั่งหนึ่งเป็นส่วนต่อขยายตกแต่งด้วยผนังสีชมพูแลดูแคชวลและมีความเป็นกันเองมากขึ้น นอกจากนี้ยังมี Terrace ซึ่งเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับการเดินออกไปรับลมในวันที่อากาศเป็นใจ ก่อนกลับอย่าลืมขอพนักงานแวะลงไปชมห้องเก็บไวน์ที่ชั้นล่างโดยทางร้านมีไวน์จำนวนกว่า 800 Labels สำหรับจัดเสิร์ฟมาในราคาสมเหตุสมผล

🎗 [THE CHEF] Andreas Caminada เป็นเชฟผู้ทรงอิทธิพลทางอาหารมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เขาเกิดในปี 1977 ณ เมือง Ilanz ทางทิศตะวันออกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก่อนจะเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟกับห้องอาหารประจำ Hotel Signina ในเมือง Laax ต่อด้วยห้องอาหารประจำโรงแรม Hotel Walserhof in Klosters สำหรับประสบการณ์ในห้องอาหารระดับสูงเขาเคยร่วมงานกับห้องอาหาร Wirtschaft zum Wiesengrund (2 MICHELIN Stars - ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ต่อด้วย Restaurant Bareiss (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Andreas Caminada จึงตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Schloss Schauenstein ขึ้นเป็นของตัวเองทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2007 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2008 แและเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2010 รวมไปถึงรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star นอกจากนี้ตัวร้านยังได้รับคะแนนสูงถึง 19/20 จาก Gault&Millau อีกด้วย ต่อมาในปี 2015 เชฟ Andreas ได้มีแนวคิดในการผลักดัน IGNIV แบรนด์ห้องอาหาร Fine Dining ภายใต้คอนเซปใหม่คือ Sharing Set Menu โดยก่อตั้งร้านสาขาแรกคือ IGNIV by Andreas Caminada ขึ้นที่ Grand Resort Bad Ragaz (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) ตามมาด้วย IGNIV by Andreas Caminada (🌟🌟 2 MICHELIN Stars - ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ในเมือง Saint Moritz และ IGNIV Zürich by Andreas Caminada (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) ก่อนจะบรรลุข้อตกลงกับโรงแรม The St. Regis Bangkok ในการเปิดห้องอาหาร IGNIV สาขาแรกนอกประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่ประเทศไทยในช่วงปลายปี 2020 พร้อมกับคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกเช่นกัน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Andreas Caminada เน้นย้ำในการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศสวิสเซอร์แลนด์โดยเฉพาะแถบ Graubünden รวมไปถึงผลผลิตแบบออร์แกนิคและผลผลิตจากสวนของตัวปราสาทมาประกอบกันกับเทคนิคยุคใหม่ในการรังสรรค์อาหารเชิงสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu จำนวน 3 Courses (255 CHF), 4 Courses (280 CHF), และ 5 Courses (305 CHF) โดยทางร้านจะแบ่งเงินจำนวน 2 CHF ต่อคนเพื่อนำไปสนับสนุน Fundaziun Uccelin ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เชฟ Andreas Caminada ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนเชฟรุ่นใหม่มากพรสวรรค์อีกด้วย ถึงตัวเลขจำนวนคอร์สอาจดูไม่มากแต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะกว่าจะเข้าสู่คอร์สหลักทางร้านจะนำเสิร์ฟ Apperizers จำนวนกว่า 7 คำ ตามมาด้วย Snacks และ Amuse Bouche อีก 4 จานจึงขอการันตีว่าเมื่อชิมอาหารทั้งหมดแล้วลูกค้าจะรู้สึกอิ่มพอดีได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ที่นำเสนอมาในราคาที่คุ้มค่าโดยเชฟได้หยิบยกเมนูยอดนิยมที่เคยจัดเสิร์ฟในอดีตมาปัดฝุ่นเพื่อให้ลูกค้าบางส่วนได้ลิ้มลองกันนั่นเอง รายการเครื่องดื่มมีทั้งการ Non-alcoholic Pairing (109 CHF) และ Beverage Pairing (185 CHF) ส่วนเราได้เลือกดื่มไวน์แบบเป็นขวดซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับของตัวร้าน ตัวอย่างรายการอาหารที่เราประทับใจมาก ๆ ในวันนี้คือ

✨ Pike Perch

Quince - Hazelnut

เริ่มต้นคอร์สแรกในเซ็ตเมนูเชฟ Andreas Caminada ตั้งใจส่งสารถึงนักชิมว่าปลาน้ำจืดเป็นปลาที่มีความสำคัญยิ่ง เชฟนำเสนอปลาน้ำจืดท้องถิ่นอย่าง Pike Perch จับคู่มากับ Quince, Kohlrabi และถั่ว Hazelnut ชิ้นปลาให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนจนละลายไปกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในขณะที่ชิ้น Kohlrabi บาง ๆ ยังมีความกรอบแต่ไร้ซึ่งความกระด้าง ข้างกันคือปลา Pike Perch สับมาเป็น Tartare รายล้อมด้วยความกรอบของ Kohlrabi ด้านบนคือ Quince Foam และความกรุบกรอบของถั่ว Hazelnut น้ำซอสรอบ ๆ ให้ความอุมามิช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้อย่างต่อเนื่อง (20/20)

✨ Roe Deer

Celeriac - Elderflower

หนึ่งในจานที่โดดเด่นมาก ๆ ในวันนี้คือเนื้อกวางโรที่เชฟพันห่อด้วยเบคอนเพื่อให้มีเนื้อสัมผัสกรอบสู้ฟันพอเหมาะในขณะที่เนื้อกวางยังคงไว้ซึ่งความชุ่มฉ่ำ รอบ ๆ คือองค์ประกอบของ Celeriac ให้ Earthy Aroma มาช่วยบาลานซ์กันกับ Pickled Plum สีส้มที่คอยเติมแต่งรสชาติเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมี Fermented Garlic Purée สีเหลืองนวลรวมไปถึงซอสรสชาติเข้มข้นแทรกด้วยความหอมของ Elderflower ในจานข้าง ๆ กันยังมีแซนวิชที่ผิวชั้นนอกมีความกรอบเพียงเบา ๆ ในขณะที่ตรงกลางสอดไส้ตรงกลางด้วยเครื่องในกวางแต่กลับให้รสชาติที่หวาน หอม ละมุนลิ้นจนแทบละลายในปากได้อย่างไม่น่าเชื่อ (20/20)

✨ Sea Buckthorn

Joghurt

Sea Buckthorn เสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ในจานมีทั้งซุปและซอร์เบท์เปรี้ยว ๆ เย็น ๆ ชื่นใจ ตรงกลางเป็นองค์ประกอบของไวท์ช็อกโกแลตและขนมสายไหมท็อปอยู่ด้านบน อีกฝั่งหนึ่งคือ Frozen Yogurt Ball หอมมันท็อปด้วยแผ่นชิปส์กรอบ ๆ ของ Sea Buckthorn นอกจากนี้ยังมี Soufflé อบมาร้อน ๆ ให้ตักชิมควบคู่กันไปอีกด้วย (20/20)

🎗 [WHY GO] Schloss Schauenstein เป็นห้องอาหารที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับเราได้ในทุก ๆ มุมมองไม่ว่าจะเป็นคุณภาพอาหารที่มีทั้งความละเอียดซับซ้อนแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่เข้าถึงง่าย, ราคาที่จัดว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับมาตรฐานของประเทศสวิตเซอร์แลนด์, การบริการทั้งอาหารและไวน์ที่ดีงามไร้ที่ติ, บรรยากาศในปราสาทโบราณที่หรูหราและคงไว้ซึ่งความขลังทางประวัติศาสตร์ เราขอแนะนำอย่างมากให้เพื่อน ๆ ลองหาโอกาสเดินทางมาชิมกันสักครั้งในชีวิตเพื่อสัมผัสประสบการณ์ Fine Dining ที่ยากจะลืมเลือน

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 61 รูป

🇨🇭 Schloss Schauenstein - ชลอส ชาวเอินชไตน์🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก🍴 Creative, Country cooking - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารประจำชาติ👨🏻‍🍳 Chef Andreas Caminada - เชฟแอนเดรียส คามินาดา
รูปที่ 1
🇨🇭 Schloss Schauenstein - ชลอส ชาวเอินชไตน์🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก🍴 Creative, Country cooking - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารประจำชาติ👨🏻‍🍳 Chef Andreas Caminada - เชฟแอนเดรียส คามินาดา
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเรือธงของเชฟคนแรกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่ได้รับมอบรางวัล MICHELIN Mentor Award ในปี 2020 โดยตลอดมื้อเหล่านักชิมจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหาร Fine Dining ในปราสาทสุดหรู ณ เมืองเล็ก ๆ อันห่างไกลของประเทศสวิสเซอร์แลนด์จนกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน
รูปที่ 2
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเรือธงของเชฟคนแรกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่ได้รับมอบรางวัล MICHELIN Mentor Award ในปี 2020 โดยตลอดมื้อเหล่านักชิมจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหาร Fine Dining ในปราสาทสุดหรู ณ เมืองเล็ก ๆ อันห่างไกลของประเทศสวิสเซอร์แลนด์จนกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน
🥄 Appetizers
รูปที่ 3
🥄 Appetizers
Tartelette - Caprinelloเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยอย่างแรกคือทาร์ตเล็ตจิ๋วที่บรรจุชีส Caprinello (20/20)
รูปที่ 4
Tartelette - Caprinelloเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยอย่างแรกคือทาร์ตเล็ตจิ๋วที่บรรจุชีส Caprinello (20/20)
Lettuce - Crispถ้วยกรอบ ๆ ที่มีความกรอบของผักกาดแก้วและรสชาติเปรี้ยวสดชื่นลงตัวมาก ๆ (20/20)
รูปที่ 5
Lettuce - Crispถ้วยกรอบ ๆ ที่มีความกรอบของผักกาดแก้วและรสชาติเปรี้ยวสดชื่นลงตัวมาก ๆ (20/20)
Kohlrabi - Ponzuชิ้น Kohlrabi ที่มีความเปรี้ยวอย่างมีมิติจากซอส Ponzu หอมสดชื่นและกระตุ้นน้ำย่อยได้ดีมาก ๆ (20/20
รูปที่ 6
Kohlrabi - Ponzuชิ้น Kohlrabi ที่มีความเปรี้ยวอย่างมีมิติจากซอส Ponzu หอมสดชื่นและกระตุ้นน้ำย่อยได้ดีมาก ๆ (20/20
Carrot - HorseradishFermented Carrot เป็นชิ้นแครอทที่ผ่านกระบวนการหมักจนได้รสเปรี้ยวจับคู่มากับความฉุนของ Horseradish (20/20)
รูปที่ 7
Carrot - HorseradishFermented Carrot เป็นชิ้นแครอทที่ผ่านกระบวนการหมักจนได้รสเปรี้ยวจับคู่มากับความฉุนของ Horseradish (20/20)
Cannelloni - Herbs - Smoked FishCannelloni ทรงกระบอกจับคู่มากับมูสหอม ๆ ที่เตรียมมาจากปลารมควันเข้ากันกับสมุนไพรต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว (20/20)
รูปที่ 8
Cannelloni - Herbs - Smoked FishCannelloni ทรงกระบอกจับคู่มากับมูสหอม ๆ ที่เตรียมมาจากปลารมควันเข้ากันกับสมุนไพรต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว (20/20)
🥄 Appetizers
รูปที่ 9
🥄 Appetizers
Taco - Spareribs - Tomatilloทาโกจิ๋วขนาดพอดีคำ เชฟเตรียมออกมาได้ทรงสวยงามไร้ที่ติ ตรงกลางคือเนื้อส่วนติดซี่โครงและมะเขือเทศ Tomatillo ทั้งยังมีกลิ่นหอมสมุนไพรชวนนึกถึงน้ำจิ้มซีฟู้ดบ้านเราเวอร์ชั่นที่ไม่เผ็ดอยู่เหมือนกัน (20/20)
รูปที่ 10
Taco - Spareribs - Tomatilloทาโกจิ๋วขนาดพอดีคำ เชฟเตรียมออกมาได้ทรงสวยงามไร้ที่ติ ตรงกลางคือเนื้อส่วนติดซี่โครงและมะเขือเทศ Tomatillo ทั้งยังมีกลิ่นหอมสมุนไพรชวนนึกถึงน้ำจิ้มซีฟู้ดบ้านเราเวอร์ชั่นที่ไม่เผ็ดอยู่เหมือนกัน (20/20)
Pork - Nasturtiumซุปคอนซอมเม่รสชาติกลมกล่อมจับคู่กับความเปรี้ยวหวานของกิมจิ ส่วนด้านบนท็อปด้วยใบ Nasturtium (20/20)
รูปที่ 11
Pork - Nasturtiumซุปคอนซอมเม่รสชาติกลมกล่อมจับคู่กับความเปรี้ยวหวานของกิมจิ ส่วนด้านบนท็อปด้วยใบ Nasturtium (20/20)
🥄 “Snacks”RadicchioPear - Jerusalem ArtichokeRadicchio เสิร์ฟมาในหลากหลายเนื้อสัมผัสตั้งแต่ Pickled ที่มีความกรอบและความเปรี้ยวจากการดอง Ice Cream ที่มีความเย็นสดชื่น ทั้งนี้เชฟยังคงความขมซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Radicchio ซึ่งถูกบาลานซ์ด้วยรสหวานของเยรูซาเล็มอาร์ติโชคและลูกแพร์ได้อย่างลงตัว (19/20)
รูปที่ 12
🥄 “Snacks”RadicchioPear - Jerusalem ArtichokeRadicchio เสิร์ฟมาในหลากหลายเนื้อสัมผัสตั้งแต่ Pickled ที่มีความกรอบและความเปรี้ยวจากการดอง Ice Cream ที่มีความเย็นสดชื่น ทั้งนี้เชฟยังคงความขมซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Radicchio ซึ่งถูกบาลานซ์ด้วยรสหวานของเยรูซาเล็มอาร์ติโชคและลูกแพร์ได้อย่างลงตัว (19/20)
🥄 “Snacks”WhitefishBegonia - Brown ButterFelchen เป็นปลาในตระกูล Whitefish จับแบบ Wild Catch โดยชาวประมงท้องถิ่นคนสุดท้ายแห่งทะเลสาบ Walensee เชฟเตรียมมาให้มีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ข้างกันคือ Pickled Apricot ซึ่งได้จากต้นแอปริคอตที่โตอยู่ข้าง ๆ หน้าต่างของร้านโดยเชฟได้นำไปผ่านกระบวนการ Lacto-fermented นาน 1 ปี (คล้ายกันกับ Umeboshi ของญี่ปุ่น) ให้รสออกเปรี้ยว ด้านล่างรองด้วยใบ Begonia จากสวนของร้านเอง สุดท้ายคือ Beurre Noisette (Brown Butter) Mayonnaise ครีม ๆ นวล ๆ รวมไปถึงซอส Vinaigrette ปรุงแต่งรสชาติออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
รูปที่ 13
🥄 “Snacks”WhitefishBegonia - Brown ButterFelchen เป็นปลาในตระกูล Whitefish จับแบบ Wild Catch โดยชาวประมงท้องถิ่นคนสุดท้ายแห่งทะเลสาบ Walensee เชฟเตรียมมาให้มีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ข้างกันคือ Pickled Apricot ซึ่งได้จากต้นแอปริคอตที่โตอยู่ข้าง ๆ หน้าต่างของร้านโดยเชฟได้นำไปผ่านกระบวนการ Lacto-fermented นาน 1 ปี (คล้ายกันกับ Umeboshi ของญี่ปุ่น) ให้รสออกเปรี้ยว ด้านล่างรองด้วยใบ Begonia จากสวนของร้านเอง สุดท้ายคือ Beurre Noisette (Brown Butter) Mayonnaise ครีม ๆ นวล ๆ รวมไปถึงซอส Vinaigrette ปรุงแต่งรสชาติออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
🥄 AB1CeleryCabbage - Cepsผัก Celery เสิร์ฟมากับกะหล่ำปลีอ่อนและ Brussels Sprout ให้ความกรอบเพียงเบา ๆ ทั้งยังไม่ขมโดดอีกด้วย นอกจากนี้เชฟยังบาลานซ์รสชาติของผักต่าง ๆ ด้วย Earthy Aroma ของเห็ด Ceps (18/20)
รูปที่ 14
🥄 AB1CeleryCabbage - Cepsผัก Celery เสิร์ฟมากับกะหล่ำปลีอ่อนและ Brussels Sprout ให้ความกรอบเพียงเบา ๆ ทั้งยังไม่ขมโดดอีกด้วย นอกจากนี้เชฟยังบาลานซ์รสชาติของผักต่าง ๆ ด้วย Earthy Aroma ของเห็ด Ceps (18/20)
🥄 AB2GyozaDuckหนึ่งในจานเรียกน้ำย่อยที่เราประทับใจที่สุดในวันนี้คือเมนูที่มีความเรียบง่ายอย่างเกี๊ยวซ่าที่มีความพิเศษคือระดับความกรอบที่เตรียมออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ไร้ซึ่งความกระด้าง ไร้ซึ่งความเหนียว เนื้อแป้งมีความละมุนจนแทบละลายในปากชนิดที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก ด้านในสอดไส้ขาเป็ดให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนจนแทบละลายในปาก จากนั้นปรุงรสด้วยความเปรี้ยวของ Ponzu แล้วตกแต่งด้วยดอกไม้รับประทานได้ สุดยอดมาก ๆ (19/20)
รูปที่ 15
🥄 AB2GyozaDuckหนึ่งในจานเรียกน้ำย่อยที่เราประทับใจที่สุดในวันนี้คือเมนูที่มีความเรียบง่ายอย่างเกี๊ยวซ่าที่มีความพิเศษคือระดับความกรอบที่เตรียมออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ไร้ซึ่งความกระด้าง ไร้ซึ่งความเหนียว เนื้อแป้งมีความละมุนจนแทบละลายในปากชนิดที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก ด้านในสอดไส้ขาเป็ดให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนจนแทบละลายในปาก จากนั้นปรุงรสด้วยความเปรี้ยวของ Ponzu แล้วตกแต่งด้วยดอกไม้รับประทานได้ สุดยอดมาก ๆ (19/20)
Breadทางร้านนำเสิร์ฟขนมปัง Potato Bread มาคู่กันกับเนยธรรมชาติจากเมือง Andeer นอกจากนี้ยังมีโยเกิร์ตกับ Fleur de Sel หรือดอกเกลือจากแถบ Sankt Gallen อีกด้วย
รูปที่ 16
Breadทางร้านนำเสิร์ฟขนมปัง Potato Bread มาคู่กันกับเนยธรรมชาติจากเมือง Andeer นอกจากนี้ยังมีโยเกิร์ตกับ Fleur de Sel หรือดอกเกลือจากแถบ Sankt Gallen อีกด้วย
Pike PerchQuince - Hazelnutเริ่มต้นคอร์สแรกเชฟ Andreas Caminada ตั้งใจส่งสารถึงนักชิมว่าปลาน้ำจืดเป็นปลาที่มีความสำคัญยิ่ง (20/20)
รูปที่ 17
Pike PerchQuince - Hazelnutเริ่มต้นคอร์สแรกเชฟ Andreas Caminada ตั้งใจส่งสารถึงนักชิมว่าปลาน้ำจืดเป็นปลาที่มีความสำคัญยิ่ง (20/20)
Pike PerchQuince - Hazelnutเชฟนำเสนอปลาน้ำจืดท้องถิ่นอย่าง Pike Perch จับคู่มากับ Quince, Kohlrabi และถั่ว Hazelnut ชิ้นปลาให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนจนละลายไปกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในขณะที่ชิ้น Kohlrabi บาง ๆ ยังมีความกรอบแต่ไร้ซึ่งความกระด้าง (20/20)
รูปที่ 18
Pike PerchQuince - Hazelnutเชฟนำเสนอปลาน้ำจืดท้องถิ่นอย่าง Pike Perch จับคู่มากับ Quince, Kohlrabi และถั่ว Hazelnut ชิ้นปลาให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนจนละลายไปกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในขณะที่ชิ้น Kohlrabi บาง ๆ ยังมีความกรอบแต่ไร้ซึ่งความกระด้าง (20/20)
Pike PerchQuince - Hazelnutข้างกันคือปลา Pike Perch สับมาเป็น Tartare รายล้อมด้วยความกรอบของ Kohlrabi ด้านบนคือ Quince Foam และความกรุบกรอบของถั่ว Hazelnut น้ำซอสรอบ ๆ ให้ความอุมามิช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้อย่างต่อเนื่อง (20/20)
รูปที่ 19
Pike PerchQuince - Hazelnutข้างกันคือปลา Pike Perch สับมาเป็น Tartare รายล้อมด้วยความกรอบของ Kohlrabi ด้านบนคือ Quince Foam และความกรุบกรอบของถั่ว Hazelnut น้ำซอสรอบ ๆ ให้ความอุมามิช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้อย่างต่อเนื่อง (20/20)
„2003” Veal - Tortellini - Brown Butter (52 CHF)สำหรับเมนู À La Carte จานแรกเป็นเมนูคลาสสิคที่เชฟรังสรรค์ขึ้นในปี 2003 โดยเสิร์ฟเนื้อลูกวัวมาในพาสต้าทรงเกี๊ยวอย่าง Tortellini (17/20)
รูปที่ 20
„2003” Veal - Tortellini - Brown Butter (52 CHF)สำหรับเมนู À La Carte จานแรกเป็นเมนูคลาสสิคที่เชฟรังสรรค์ขึ้นในปี 2003 โดยเสิร์ฟเนื้อลูกวัวมาในพาสต้าทรงเกี๊ยวอย่าง Tortellini (17/20)
„2003” Veal - Tortellini - Brown Butter (52 CHF)รอบ ๆ เป็น Brown Butter Foam ให้เนื้อสัมผัสที่ครีมมี่และละมุนโดยไร้ซึ่งความเลี่ยน (17/20)
รูปที่ 21
„2003” Veal - Tortellini - Brown Butter (52 CHF)รอบ ๆ เป็น Brown Butter Foam ให้เนื้อสัมผัสที่ครีมมี่และละมุนโดยไร้ซึ่งความเลี่ยน (17/20)
„2003” Veal - Tortellini - Brown Butter (52 CHF)ภาพแสดงตัว Tortellini (17/20)
รูปที่ 22
„2003” Veal - Tortellini - Brown Butter (52 CHF)ภาพแสดงตัว Tortellini (17/20)
SweetbreadPumpkin - Wine LeafSweetbread เนื้อส่วนต่อมไร้ท่อของลูกวัวจี่ด้วยความร้อนแล้วเสิร์ฟมาในระดับที่สุกพอดีไร้ที่ติ องค์ประกอบทั้งด้านบนและด้านล่างเตรียมมาจากฟักทองให้รสชาติหวานพอเหมาะ ตัวซอสมีระดับความความหวานที่แตกต่างกัน ชั้นบนสุดคือใบไวน์ให้เนื้อสัมผัสที่ลงตัว (18/20)
รูปที่ 23
SweetbreadPumpkin - Wine LeafSweetbread เนื้อส่วนต่อมไร้ท่อของลูกวัวจี่ด้วยความร้อนแล้วเสิร์ฟมาในระดับที่สุกพอดีไร้ที่ติ องค์ประกอบทั้งด้านบนและด้านล่างเตรียมมาจากฟักทองให้รสชาติหวานพอเหมาะ ตัวซอสมีระดับความความหวานที่แตกต่างกัน ชั้นบนสุดคือใบไวน์ให้เนื้อสัมผัสที่ลงตัว (18/20)
CharBeetroot - Amaranthปลา Char ที่จับโดยชาวประมงคนสุดท้ายแห่งทะเลสาบ Walensee เชฟนำไป Confit จนได้เนื้อสัมผัสในระดับที่ไร้ที่ติก่อนจะจับคู่มากับหนึ่งในองค์ประกอบที่ตัวเขาขื่นชอบที่สุดนั่นก็คือบีทรูททั้งสีแดงและเหลืองนำเสนอมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัส รอบ ๆ คือซอส Buerre Blanc ที่มีทั้งความหอมมันเข้ากันกับเนื้อสัมผัสอันนุ่มนวลของปลา Char ได้อย่างไร้ที่ติ ด้านบนคือใบ Amaranth ให้กลิ่นเฉพาะตัวมาช่วยตัดความครีมมี่ของตัวซอสไม่ให้โดดมากจนเกินไป (20/20)
รูปที่ 24
CharBeetroot - Amaranthปลา Char ที่จับโดยชาวประมงคนสุดท้ายแห่งทะเลสาบ Walensee เชฟนำไป Confit จนได้เนื้อสัมผัสในระดับที่ไร้ที่ติก่อนจะจับคู่มากับหนึ่งในองค์ประกอบที่ตัวเขาขื่นชอบที่สุดนั่นก็คือบีทรูททั้งสีแดงและเหลืองนำเสนอมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัส รอบ ๆ คือซอส Buerre Blanc ที่มีทั้งความหอมมันเข้ากันกับเนื้อสัมผัสอันนุ่มนวลของปลา Char ได้อย่างไร้ที่ติ ด้านบนคือใบ Amaranth ให้กลิ่นเฉพาะตัวมาช่วยตัดความครีมมี่ของตัวซอสไม่ให้โดดมากจนเกินไป (20/20)
Roe DeerCeleriac - Elderflowerหนึ่งในจานที่โดดเด่นมาก ๆ ในวันนี้คือเนื้อกวางโรที่เชฟพันห่อด้วยเบคอนเพื่อให้มีเนื้อสัมผัสกรอบสู้ฟันพอเหมาะในขณะที่เนื้อกวางยังคงไว้ซึ่งความชุ่มฉ่ำ (20/20)
รูปที่ 25
Roe DeerCeleriac - Elderflowerหนึ่งในจานที่โดดเด่นมาก ๆ ในวันนี้คือเนื้อกวางโรที่เชฟพันห่อด้วยเบคอนเพื่อให้มีเนื้อสัมผัสกรอบสู้ฟันพอเหมาะในขณะที่เนื้อกวางยังคงไว้ซึ่งความชุ่มฉ่ำ (20/20)
Roe DeerCeleriac - Elderflowerรอบ ๆ คือองค์ประกอบของ Celeriac ให้ Earthy Aroma มาช่วยบาลานซ์กันกับ Pickled Plum สีส้มที่คอยเติมแต่งรสชาติเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมี Fermented Garlic Purée สีเหลืองนวลรวมไปถึงซอสรสชาติเข้มข้นแทรกด้วยความหอมของ Elderflower (20/20)
รูปที่ 26
Roe DeerCeleriac - Elderflowerรอบ ๆ คือองค์ประกอบของ Celeriac ให้ Earthy Aroma มาช่วยบาลานซ์กันกับ Pickled Plum สีส้มที่คอยเติมแต่งรสชาติเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมี Fermented Garlic Purée สีเหลืองนวลรวมไปถึงซอสรสชาติเข้มข้นแทรกด้วยความหอมของ Elderflower (20/20)
Roe DeerCeleriac - Elderflowerในจานข้าง ๆ กันยังมีแซนวิชที่ผิวชั้นนอกมีความกรอบเพียงเบา ๆ ในขณะที่ตรงกลางสอดไส้ตรงกลางด้วยเครื่องในกวางแต่กลับให้รสชาติที่หวาน หอม ละมุนลิ้นจนแทบละลายในปากได้อย่างไม่น่าเชื่อ (20/20)
รูปที่ 27
Roe DeerCeleriac - Elderflowerในจานข้าง ๆ กันยังมีแซนวิชที่ผิวชั้นนอกมีความกรอบเพียงเบา ๆ ในขณะที่ตรงกลางสอดไส้ตรงกลางด้วยเครื่องในกวางแต่กลับให้รสชาติที่หวาน หอม ละมุนลิ้นจนแทบละลายในปากได้อย่างไม่น่าเชื่อ (20/20)
„2004” Venison - Red wine - Pepper (94 CHF)คอร์สนี้เป็นเมนูที่เชฟคิดค้นเอาไว้ตั้งแต่ปี 2004 โดยนำเสนอเนื้อกวาง Venison จับคู่มากับพริกไทยให้ความเผ็ดและฉุน บีทรูทดองให้อโรมาของดิน ความกรอบ และความเปรี้ยว สุดท้ายคือองค์ประกอยของ Red Wine Reduction และ Venison Jus ที่ผสมผสาน Pickled Elderberry ลงไปด้วย เชฟยังบาลานซ์รสชาติด้วย Homemade Yugurt สีขาวเพื่อลดทอนความเข้มข้นขององค์ประกอบต่าง ๆ ลง (19/20)
รูปที่ 28
„2004” Venison - Red wine - Pepper (94 CHF)คอร์สนี้เป็นเมนูที่เชฟคิดค้นเอาไว้ตั้งแต่ปี 2004 โดยนำเสนอเนื้อกวาง Venison จับคู่มากับพริกไทยให้ความเผ็ดและฉุน บีทรูทดองให้อโรมาของดิน ความกรอบ และความเปรี้ยว สุดท้ายคือองค์ประกอยของ Red Wine Reduction และ Venison Jus ที่ผสมผสาน Pickled Elderberry ลงไปด้วย เชฟยังบาลานซ์รสชาติด้วย Homemade Yugurt สีขาวเพื่อลดทอนความเข้มข้นขององค์ประกอบต่าง ๆ ลง (19/20)
Sea BuckthornJoghurtSea Buckthorn เสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน (20/20)
รูปที่ 29
Sea BuckthornJoghurtSea Buckthorn เสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน (20/20)
Sea BuckthornJoghurtในจานมีทั้งซุปและซอร์เบท์เปรี้ยว ๆ เย็น ๆ ชื่นใจ ตรงกลางเป็นองค์ประกอบของไวท์ช็อกโกแลตและขนมสายไหมท็อปอยู่ด้านบน (20/20)
รูปที่ 30
Sea BuckthornJoghurtในจานมีทั้งซุปและซอร์เบท์เปรี้ยว ๆ เย็น ๆ ชื่นใจ ตรงกลางเป็นองค์ประกอบของไวท์ช็อกโกแลตและขนมสายไหมท็อปอยู่ด้านบน (20/20)
Sea BuckthornJoghurtอีกฝั่งหนึ่งคือ Frozen Yogurt Ball หอมมันท็อปด้วยแผ่นชิปส์กรอบ ๆ ของ Sea Buckthorn (20/20)
รูปที่ 31
Sea BuckthornJoghurtอีกฝั่งหนึ่งคือ Frozen Yogurt Ball หอมมันท็อปด้วยแผ่นชิปส์กรอบ ๆ ของ Sea Buckthorn (20/20)
Sea BuckthornJoghurtนอกจากนี้ยังมี Soufflé อบมาร้อน ๆ ให้ตักชิมควบคู่กันไปอีกด้วย (20/20)
รูปที่ 32
Sea BuckthornJoghurtนอกจากนี้ยังมี Soufflé อบมาร้อน ๆ ให้ตักชิมควบคู่กันไปอีกด้วย (20/20)
🥄 Friandisesปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วหลายชนิดคือMacaron - FigDonutSablé - CassisMeringue - YogurtProfiterole - Dulche de LechePraline - Chocolate
รูปที่ 33
🥄 Friandisesปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วหลายชนิดคือMacaron - FigDonutSablé - CassisMeringue - YogurtProfiterole - Dulche de LechePraline - Chocolate
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รูปที่ 34
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
💰 ราคา 534 €
รูปที่ 35
💰 ราคา 534 €
🎗 [THE CHEF] Andreas Caminada เป็นเชฟผู้ทรงอิทธิพลทางอาหารมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เขาเกิดในปี 1977 ณ เมือง Ilanz ทางทิศตะวันออกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก่อนจะเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟกับห้องอาหารประจำ Hotel Signina ในเมือง Laax ต่อด้วยห้องอาหารประจำโรงแรม Hotel Walserhof in Klosters สำหรับประสบการณ์ในห้องอาหารระดับสูงเขาเคยร่วมงานกับห้องอาหาร Wirtschaft zum Wiesengrund (2 MICHELIN Stars - ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ต่อด้วย Restaurant Bareiss (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Andreas Caminada จึงตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Schloss Schauenstein ขึ้นเป็นของตัวเองทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2007 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2008 แและเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2010 รวมไปถึงรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star นอกจากนี้ตัวร้านยังได้รับคะแนนสูงถึง 19/20 จาก Gault&Millau อีกด้วย
รูปที่ 36
🎗 [THE CHEF] Andreas Caminada เป็นเชฟผู้ทรงอิทธิพลทางอาหารมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เขาเกิดในปี 1977 ณ เมือง Ilanz ทางทิศตะวันออกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก่อนจะเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟกับห้องอาหารประจำ Hotel Signina ในเมือง Laax ต่อด้วยห้องอาหารประจำโรงแรม Hotel Walserhof in Klosters สำหรับประสบการณ์ในห้องอาหารระดับสูงเขาเคยร่วมงานกับห้องอาหาร Wirtschaft zum Wiesengrund (2 MICHELIN Stars - ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ต่อด้วย Restaurant Bareiss (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Andreas Caminada จึงตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Schloss Schauenstein ขึ้นเป็นของตัวเองทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2007 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2008 แและเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2010 รวมไปถึงรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star นอกจากนี้ตัวร้านยังได้รับคะแนนสูงถึง 19/20 จาก Gault&Millau อีกด้วย
ต่อมาในปี 2015 เชฟ Andreas ได้มีแนวคิดในการผลักดัน IGNIV แบรนด์ห้องอาหาร Fine Dining ภายใต้คอนเซปใหม่คือ Sharing Set Menu โดยก่อตั้งร้านสาขาแรกคือ IGNIV by Andreas Caminada ขึ้นที่ Grand Resort Bad Ragaz (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) ตามมาด้วย IGNIV by Andreas Caminada (🌟🌟 2 MICHELIN Stars - ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ในเมือง Saint Moritz และ IGNIV Zürich by Andreas Caminada (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) ก่อนจะบรรลุข้อตกลงกับโรงแรม The St. Regis Bangkok ในการเปิดห้องอาหาร IGNIV สาขาแรกนอกประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่ประเทศไทยในช่วงปลายปี 2020 พร้อมกับคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกเช่นกัน
รูปที่ 37
ต่อมาในปี 2015 เชฟ Andreas ได้มีแนวคิดในการผลักดัน IGNIV แบรนด์ห้องอาหาร Fine Dining ภายใต้คอนเซปใหม่คือ Sharing Set Menu โดยก่อตั้งร้านสาขาแรกคือ IGNIV by Andreas Caminada ขึ้นที่ Grand Resort Bad Ragaz (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) ตามมาด้วย IGNIV by Andreas Caminada (🌟🌟 2 MICHELIN Stars - ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ในเมือง Saint Moritz และ IGNIV Zürich by Andreas Caminada (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) ก่อนจะบรรลุข้อตกลงกับโรงแรม The St. Regis Bangkok ในการเปิดห้องอาหาร IGNIV สาขาแรกนอกประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่ประเทศไทยในช่วงปลายปี 2020 พร้อมกับคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกเช่นกัน
ในวันนี้เราได้นั่งบริเวณฝั่ง Salon ที่ตกแต่งผนังด้วยเชิงเทียนและภาพวาดย้อนยุค หน้าต่างบานใหญ่ปล่อยให้แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในช่วงกลางวัน นอกจากนี้โต๊ะหินอ่อน, เก้าอี้ และโซฟายังช่วยเสริมความหรูหราได้อย่างลงตัว
รูปที่ 38
ในวันนี้เราได้นั่งบริเวณฝั่ง Salon ที่ตกแต่งผนังด้วยเชิงเทียนและภาพวาดย้อนยุค หน้าต่างบานใหญ่ปล่อยให้แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในช่วงกลางวัน นอกจากนี้โต๊ะหินอ่อน, เก้าอี้ และโซฟายังช่วยเสริมความหรูหราได้อย่างลงตัว
🎗 [THE PLACE, Fürstenau] Fürstenau เป็นเมืองที่มีขนาดเล็กที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยมีตำแหน่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พื้นที่โดยรอบรายล้อมด้วยหุบเขาอันสวยงามของเขต Domleschg ในขณะที่ผู้คนในเมืองสื่อสารกันด้วยภาษา Romansch อ้างอิงจากจดหมายของ King Charles IV ที่ส่งไปถึง Bishop of Chur ทำให้เราทราบว่าเมือง Fürstenau มีการก่อสร้างแล้วเสร็จอย่างเป็นทางการควบคู่กันไปกับปราสาทดั้งเดิมในปี 1272 ต่อมาการสร้างเส้นทาง Septimerpass ทำให้ Fürstenau กลายมาเป็นหนึ่งในจุดแวะพักสำคัญตั้งแต่ปี 1387 ก่อนจะลดบทบาทลงในช่วงที่ช่องเขา Viamala Geroge สามารถใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้ในปี 1473 สำหรับ Schloss Schauenstein แต่เดิมเป็นปีกฝั่งตะวันออกของป้อมปราการยุคกลางและเชื่อกันว่าได้รับการก่อสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1667 ถึง 1676 ภายใต้การอุปถัมป์ของ Baron Jobann Rudolf von Schawenstein
รูปที่ 39
🎗 [THE PLACE, Fürstenau] Fürstenau เป็นเมืองที่มีขนาดเล็กที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยมีตำแหน่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พื้นที่โดยรอบรายล้อมด้วยหุบเขาอันสวยงามของเขต Domleschg ในขณะที่ผู้คนในเมืองสื่อสารกันด้วยภาษา Romansch อ้างอิงจากจดหมายของ King Charles IV ที่ส่งไปถึง Bishop of Chur ทำให้เราทราบว่าเมือง Fürstenau มีการก่อสร้างแล้วเสร็จอย่างเป็นทางการควบคู่กันไปกับปราสาทดั้งเดิมในปี 1272 ต่อมาการสร้างเส้นทาง Septimerpass ทำให้ Fürstenau กลายมาเป็นหนึ่งในจุดแวะพักสำคัญตั้งแต่ปี 1387 ก่อนจะลดบทบาทลงในช่วงที่ช่องเขา Viamala Geroge สามารถใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้ในปี 1473 สำหรับ Schloss Schauenstein แต่เดิมเป็นปีกฝั่งตะวันออกของป้อมปราการยุคกลางและเชื่อกันว่าได้รับการก่อสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1667 ถึง 1676 ภายใต้การอุปถัมป์ของ Baron Jobann Rudolf von Schawenstein
อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ไฟไหม้เมือง Fürstenau ในปี 1742 ส่งผลให้ปราสาทส่วนใหญ่ทรุดตัวลงโดยมีเพียงตัวปราสาทฝั่งตะวันออกเท่านั้นที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นไอคอนของปราสาทแห่งนี้คือ Peter von Planta ผู้ร่ำรวยจากการค้าผ้าฝ้ายอียิปต์ในนคร Alexandria นั่นเอง
รูปที่ 40
อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ไฟไหม้เมือง Fürstenau ในปี 1742 ส่งผลให้ปราสาทส่วนใหญ่ทรุดตัวลงโดยมีเพียงตัวปราสาทฝั่งตะวันออกเท่านั้นที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นไอคอนของปราสาทแห่งนี้คือ Peter von Planta ผู้ร่ำรวยจากการค้าผ้าฝ้ายอียิปต์ในนคร Alexandria นั่นเอง
🎗 [THE PLACE, Schloss Schauenstein] กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2003 เชฟ Andreas Caminada ตัดสินใจเช่าพื้นที่และจากมูลนิธิ Heinrich Schwendener Foundation ซึ่งเป็นเจ้าของปราสาทแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 1988 พร้อมกับปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็นโรงแรมและห้องอาหารสุดหรู
รูปที่ 41
🎗 [THE PLACE, Schloss Schauenstein] กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2003 เชฟ Andreas Caminada ตัดสินใจเช่าพื้นที่และจากมูลนิธิ Heinrich Schwendener Foundation ซึ่งเป็นเจ้าของปราสาทแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 1988 พร้อมกับปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็นโรงแรมและห้องอาหารสุดหรู
ในช่วงแรกโรงแรมประกอบไปด้วยห้องพักและห้องสวีทสำหรับรับรองแขกจำนวน 6 ห้อง ห้องรับประทานอาหารหลัก 2 ห้อง ซาลอน ห้องเก็บไวน์ ห้องซาวน่า และพื้นที่สวนโดยรอบ
รูปที่ 42
ในช่วงแรกโรงแรมประกอบไปด้วยห้องพักและห้องสวีทสำหรับรับรองแขกจำนวน 6 ห้อง ห้องรับประทานอาหารหลัก 2 ห้อง ซาลอน ห้องเก็บไวน์ ห้องซาวน่า และพื้นที่สวนโดยรอบ
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมาเชฟ Andreas Caminada ได้ต่อเติมและพัฒนาโรงแรมอย่างต่อเนื่องจนมีห้องสำหรับรับรองแขกทั้งหมด 9 ห้อง ทั้งนี้ยังมีการสร้างห้องอาหาร Casa Caminada (😋 Bib Gourmand, 🍀 MICHELIN Green Star) ขึ้นที่บริเวณคอกม้าเดิมทั้งสองคอกและมีห้องพักในอาคารแห่งนี้เพิ่มเติมมาอีก 10 ห้อง สุดท้ายคือโปรเจคล่าสุดอย่างห้องอาหาร OZ (🌟 1 MICHELIN Star, 🍀MICHELIN Green Star) ซึ่งเป็นห้องอาหารมังสวิรัติโดยอาศัยชื่อมาจากภาษา Romansh ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า Today หรือวันนี้นั่นเอง กลับมาที่ตัวปราสาทหลักซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Schloss Schauenstein (🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars, 🍀 MICHELIN Green Star)
รูปที่ 43
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมาเชฟ Andreas Caminada ได้ต่อเติมและพัฒนาโรงแรมอย่างต่อเนื่องจนมีห้องสำหรับรับรองแขกทั้งหมด 9 ห้อง ทั้งนี้ยังมีการสร้างห้องอาหาร Casa Caminada (😋 Bib Gourmand, 🍀 MICHELIN Green Star) ขึ้นที่บริเวณคอกม้าเดิมทั้งสองคอกและมีห้องพักในอาคารแห่งนี้เพิ่มเติมมาอีก 10 ห้อง สุดท้ายคือโปรเจคล่าสุดอย่างห้องอาหาร OZ (🌟 1 MICHELIN Star, 🍀MICHELIN Green Star) ซึ่งเป็นห้องอาหารมังสวิรัติโดยอาศัยชื่อมาจากภาษา Romansh ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า Today หรือวันนี้นั่นเอง กลับมาที่ตัวปราสาทหลักซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Schloss Schauenstein (🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars, 🍀 MICHELIN Green Star)
เมื่อตรวจสอบการจองแล้วเสร็จพนักงานจะพาเราเดินขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อดื่มด่ำกับของว่างเรียกน้ำย่อยภายใต้ Smokers Lounge และ Salon ที่ตกแต่งโดยการผสมผสานระหว่างความคลาสสิคและความโมเดิร์นเข้าไว้ด้วยกัน
รูปที่ 44
เมื่อตรวจสอบการจองแล้วเสร็จพนักงานจะพาเราเดินขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อดื่มด่ำกับของว่างเรียกน้ำย่อยภายใต้ Smokers Lounge และ Salon ที่ตกแต่งโดยการผสมผสานระหว่างความคลาสสิคและความโมเดิร์นเข้าไว้ด้วยกัน
ห้องรับประทานอาหารหลักแบ่งออกเป็นสองฝั่งทั้งยังตกแต่งในรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
รูปที่ 45
ห้องรับประทานอาหารหลักแบ่งออกเป็นสองฝั่งทั้งยังตกแต่งในรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ฝั่งแรกเป็นห้องอาหารดั้งเดิมประกอบไปด้วยผนังไม้สีน้ำตาลเข้มพร้อมกับมีรูปของหุบเขาแขวนประดับเอาไว้หลายจุดให้ความรู้สึกเรียบหรู
รูปที่ 46
ฝั่งแรกเป็นห้องอาหารดั้งเดิมประกอบไปด้วยผนังไม้สีน้ำตาลเข้มพร้อมกับมีรูปของหุบเขาแขวนประดับเอาไว้หลายจุดให้ความรู้สึกเรียบหรู
อีกฝั่งหนึ่งเป็นส่วนต่อขยายตกแต่งด้วยผนังสีชมพูแลดูแคชวลและมีความเป็นกันเองมากขึ้น
รูปที่ 47
อีกฝั่งหนึ่งเป็นส่วนต่อขยายตกแต่งด้วยผนังสีชมพูแลดูแคชวลและมีความเป็นกันเองมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมี Terrace ซึ่งเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับการเดินออกไปรับลมในวันที่อากาศเป็นใจ
รูปที่ 48
นอกจากนี้ยังมี Terrace ซึ่งเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับการเดินออกไปรับลมในวันที่อากาศเป็นใจ
🎗 [THE FOOD] เชฟ Andreas Caminada เน้นย้ำในการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศสวิสเซอร์แลนด์โดยเฉพาะแถบ Graubünden รวมไปถึงผลผลิตแบบออร์แกนิคและผลผลิตจากสวนของตัวปราสาทมาประกอบกันกับเทคนิคยุคใหม่ในการรังสรรค์อาหารเชิงสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu จำนวน 3 Courses (255 CHF), 4 Courses (280 CHF), และ 5 Courses (305 CHF) โดยทางร้านจะแบ่งเงินจำนวน 2 CHF ต่อคนเพื่อนำไปสนับสนุน Fundaziun Uccelin ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เชฟ Andreas Caminada ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนเชฟรุ่นใหม่มากพรสวรรค์อีกด้วย ถึงตัวเลขจำนวนคอร์สอาจดูไม่มากแต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะกว่าจะเข้าสู่คอร์สหลักทางร้านจะนำเสิร์ฟ Apperizers จำนวนกว่า 7 คำ ตามมาด้วย Snacks และ Amuse Bouche อีก 4 จานจึงขอการันตีว่าเมื่อชิมอาหารทั้งหมดแล้วลูกค้าจะรู้สึกอิ่มพอดีได้อย่างแน่นอน
รูปที่ 49
🎗 [THE FOOD] เชฟ Andreas Caminada เน้นย้ำในการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศสวิสเซอร์แลนด์โดยเฉพาะแถบ Graubünden รวมไปถึงผลผลิตแบบออร์แกนิคและผลผลิตจากสวนของตัวปราสาทมาประกอบกันกับเทคนิคยุคใหม่ในการรังสรรค์อาหารเชิงสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu จำนวน 3 Courses (255 CHF), 4 Courses (280 CHF), และ 5 Courses (305 CHF) โดยทางร้านจะแบ่งเงินจำนวน 2 CHF ต่อคนเพื่อนำไปสนับสนุน Fundaziun Uccelin ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เชฟ Andreas Caminada ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนเชฟรุ่นใหม่มากพรสวรรค์อีกด้วย ถึงตัวเลขจำนวนคอร์สอาจดูไม่มากแต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะกว่าจะเข้าสู่คอร์สหลักทางร้านจะนำเสิร์ฟ Apperizers จำนวนกว่า 7 คำ ตามมาด้วย Snacks และ Amuse Bouche อีก 4 จานจึงขอการันตีว่าเมื่อชิมอาหารทั้งหมดแล้วลูกค้าจะรู้สึกอิ่มพอดีได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ที่นำเสนอมาในราคาที่คุ้มค่าโดยเชฟได้หยิบยกเมนูยอดนิยมที่เคยจัดเสิร์ฟในอดีตมาปัดฝุ่นเพื่อให้ลูกค้าบางส่วนได้ลิ้มลองกันนั่นเอง รายการเครื่องดื่มมีทั้งการ Non-alcoholic Pairing (109 CHF) และ Beverage Pairing (185 CHF) ส่วนเราได้เลือกดื่มไวน์แบบเป็นขวดซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับของตัวร้าน
รูปที่ 50
นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ที่นำเสนอมาในราคาที่คุ้มค่าโดยเชฟได้หยิบยกเมนูยอดนิยมที่เคยจัดเสิร์ฟในอดีตมาปัดฝุ่นเพื่อให้ลูกค้าบางส่วนได้ลิ้มลองกันนั่นเอง รายการเครื่องดื่มมีทั้งการ Non-alcoholic Pairing (109 CHF) และ Beverage Pairing (185 CHF) ส่วนเราได้เลือกดื่มไวน์แบบเป็นขวดซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับของตัวร้าน
ก่อนกลับอย่าลืมขอพนักงานแวะลงไปชมห้องเก็บไวน์ที่ชั้นล่างโดยทางร้านมีไวน์จำนวนกว่า 800 Labels สำหรับจัดเสิร์ฟมาในราคาสมเหตุสมผล
รูปที่ 51
ก่อนกลับอย่าลืมขอพนักงานแวะลงไปชมห้องเก็บไวน์ที่ชั้นล่างโดยทางร้านมีไวน์จำนวนกว่า 800 Labels สำหรับจัดเสิร์ฟมาในราคาสมเหตุสมผล
ภายในห้องเก็บไวน์
รูปที่ 52
ภายในห้องเก็บไวน์
สมาชิกของ Les Grandes Tables Du Monde
รูปที่ 53
สมาชิกของ Les Grandes Tables Du Monde
ก่อนจะผ่านประตูไม้เก่าสูงตระหง่านเราขอแนะนำให้หันกลับไปซึมซับทัศนียภาพมุมกว้างของพื้นที่และหุบเขาโดยรอบ
รูปที่ 54
ก่อนจะผ่านประตูไม้เก่าสูงตระหง่านเราขอแนะนำให้หันกลับไปซึมซับทัศนียภาพมุมกว้างของพื้นที่และหุบเขาโดยรอบ
ตัวอาคาร
รูปที่ 55
ตัวอาคาร
🎗 [WHY GO] Schloss Schauenstein เป็นห้องอาหารที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับเราได้ในทุก ๆ มุมมองไม่ว่าจะเป็นคุณภาพอาหารที่มีทั้งความละเอียดซับซ้อนแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่เข้าถึงง่าย, ราคาที่จัดว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับมาตรฐานของประเทศสวิตเซอร์แลนด์, การบริการทั้งอาหารและไวน์ที่ดีงามไร้ที่ติ, บรรยากาศในปราสาทโบราณที่หรูหราและคงไว้ซึ่งความขลังทางประวัติศาสตร์
รูปที่ 56
🎗 [WHY GO] Schloss Schauenstein เป็นห้องอาหารที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับเราได้ในทุก ๆ มุมมองไม่ว่าจะเป็นคุณภาพอาหารที่มีทั้งความละเอียดซับซ้อนแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่เข้าถึงง่าย, ราคาที่จัดว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับมาตรฐานของประเทศสวิตเซอร์แลนด์, การบริการทั้งอาหารและไวน์ที่ดีงามไร้ที่ติ, บรรยากาศในปราสาทโบราณที่หรูหราและคงไว้ซึ่งความขลังทางประวัติศาสตร์
เราขอแนะนำอย่างมากให้เพื่อน ๆ ลองหาโอกาสเดินทางมาชิมกันสักครั้งในชีวิตเพื่อสัมผัสประสบการณ์ Fine Dining ที่ยากจะลืมเลือน
รูปที่ 57
เราขอแนะนำอย่างมากให้เพื่อน ๆ ลองหาโอกาสเดินทางมาชิมกันสักครั้งในชีวิตเพื่อสัมผัสประสบการณ์ Fine Dining ที่ยากจะลืมเลือน
ภาพจากหน้าร้าน
รูปที่ 58
ภาพจากหน้าร้าน
ป้ายร้าน
รูปที่ 59
ป้ายร้าน
ทางเดินไปยังร้าน
รูปที่ 60
ทางเดินไปยังร้าน
ลูกค้าที่เดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวสามารถเข้าจอดได้ที่ลานจอดของโรงแรมฝั่งตรงข้ามแล้วเดินต่อมายังตัวปราสาท
รูปที่ 61
ลูกค้าที่เดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวสามารถเข้าจอดได้ที่ลานจอดของโรงแรมฝั่งตรงข้ามแล้วเดินต่อมายังตัวปราสาท