
San Domenico · ซาน โดมินิโค่
Classic Cuisine · อาหารคลาสสิค — via Sacchi 1, Imola, 40026, Italy
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ San Domineco ห้องอาหารผู้คิดค้นเมนูก้องโลกอย่าง Uovo in Raviolo “San Domenico” หรือ Raviolo ชิ้นโตสอดไส้ไข่แดงที่ไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวาจนได้รับการยกย่องให้เป็นตำนานบทหนึ่งของวงการอาหารอิตาลี ทั้งนี้ตัวร้านยังสามารถทำสถิติในการถือครองรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 46 ปีเลยทีเดียว
🎗 [THE PLACE] คุณ Gianluigi Morini เป็นผู้มีใจรักในงานศิลป์และการทำอาหาร เขาตัดสินเปิดห้องอาหาร San Domenico ที่บ้านของคุณพ่อในวันที่ 7 มีนาคม 1970 พร้อมกับโต๊ะรับรองลูกค้าจำนวน 20 ตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1975 และเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1977 ทั้งยังรักษาดาวทั้งสองเอาไว้ได้ถึงปัจจุบันจนสร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหารที่ถือครอง MICHELIN Star ได้ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประเทศอิตาลี ลูกค้าสามารถนำรถจอดได้ริมทางในซอยเล็ก ๆ ใกล้กันกับห้องอาหาร พื้นที่ด้านนอกถูกจัดเอาไว้สำหรับรองรับลูกค้าในวันที่อากาศเป็นใจ ภายในห้องรับประทานอาหารหลักเพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ให้บรรยากาศหรูหราสไตล์อังกฤษ โต๊ะทุกตัวปูด้วยผ้าสีขาวตัดกันกับสีดำสนิทของโซฟาขนาดใหญ่ บนผนังตกแต่งด้วยงานศิลป์ร่วมสมัยของศิลปินชื่อดังมากมายอย่างเช่น Alberto Burri, Mario Schifano, Giuseppe Capogrossi, Piero Dorazio รวมไปถึงศิลปินท้องถิ่นของเมือง Imola อย่าง Mario Guido Dal Monte, Tonino Gottarelli, Andrea Raccagni และ Germano Sartelli อีกด้วย
🎗 [THE CHEF] ถึงจะเกิดและเติบโตขึ้นมาในภูมิภาค Abruzzo แต่คุณ Valentino Marcattilii และครอบครัวตัดสินใจเดินทางมายังเมือง Imola ในช่วงราวปี 1960s พี่ชายของเขา Natale เริ่มต้นหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในห้องอาหาร San Domenico ที่เพิ่งเปิดทำการได้ไม่นานทั้งยังตัดสินใจชักชวนน้องชายที่ไม่ชอบการเรียนในห้องเรียนมากนักมาทำงานด้วยในช่วงเย็น Valentino Marcattilii เริ่มรับหน้าที่แรกเป็นพนักงานชงกาแฟและขับจักรยานส่งตามบ้านในช่วงเย็นก่อนจะเริ่มขยับเข้าไปช่วยงานในห้องครัวในเวลาต่อมา วันหนึ่งหุ้นส่วนของร้านรวมไปถึงหัวหน้าเชฟประจำร้านตัดสินใจถอนตัวเป็นเหตุให้เจ้าของร้านจำเป็นต้องหาเชฟคนใหม่ที่มีประสบการณ์สูงเข้ามาแทนที่ ในช่วงเวลานี้เองที่ Nino Bergese เชฟระดับตำนานที่ดำรงค์ตำแหน่งเป็นเชฟคนสุดท้ายให้กับกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งประเทศอิตาลีตัดสินใจเกษียรตัวเองและได้รับการทาบทามจากห้องอาหาร San Domenico อย่างไรก็ตามด้วยความที่เชฟ Nino พักอาศัยอยู่ที่นคร Genoa เขาจึงตัดสินใจเดินทางมาเพียง 10 วันเพื่อสอนสูตรอาหารให้กับ Valentino Marcattilii ในวัย 17 ปีแต่กลับกลายเป็นว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ต่ออีกนานถึง 6 ปีทั้งยังถ่ายทอดวิชาอาหารระดับสูงให้กับเชฟ Valentino Marcattilii จวบจนลมหายใจสุดท้าย หลังจากเชฟผู้เป็นดั่งอาจารย์และเพื่อนของเขาเสียชีวิตลง Valentino Marcattilii ตัดสินใจเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ณ ห้องอาหารระดับสูงในประเทศฝรั่งเศสเริ่มต้นจาก Auberge de l'Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ในปี 1976, Maison Troisgros (3 MICHELIN Stars) ในปี 1977, La Pyramide (3 MICHELIN Stars - ปัจจุบันคือ La Pyramide - Patrick Henriroux) ในปี 1978 และร่วมงานกับเชฟระดับตำนาน Roger Vergé ในปี 1979 ก่อนจะเดินทางกลับมารับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร San Domenico ในเวลาต่อมา สำหรับเชฟคนปัจจุบันคือ Massimiliano Mascia มีศักดิ์เป็นหลานชายของเชฟ Valentino Marcattilii ทั้งยังเริ่มฝึกงานในครัวตั้งแต่มีอายุได้เพียง 14 ปี หลังจากเรียนจบเขาเริ่มต้นการเป็นเชฟมืออาชีพกับห้องอาหารระดับตำนานหลายแห่งเช่น Casa Vissani (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น), Romano (1 MICHELIN Star), Fiamma Osteria, La Bastide Saint-Antoine (Selected by MICHELIN Guide) และ Alain Ducasse au Plaza Athénée (3 MICHELIN Stars - ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ก่อนจะเดินทางกลับมายัง San Domenico เพื่อสืบสานตำนานให้กับภูมิภาค Emilia-Romagna ต่อไป
🎗 [THE FOOD] San Domenico ผสมผสานอาหารคลาสสิคเข้ากันกับเทคนิคสมัยใหม่จนได้ออกมาเป็นรายการเมนูที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่เหมือนใคร สำหรับผู้ที่มาครั้งแรกเราขอแนะนำอย่างมากให้เลือกสั่ง Menu Della Coppia (180 €) ที่ได้รวบรวมสุดยอด Signature Dish ประจำร้านเข้าไว้ด้วยกันรวมไปถึงเมนูระดับตำนานอย่าง Uovo in Raviolo “San Domenico” ส่วนใครที่เคยมาแล้วหรืออยากลองการรังสรรค์ใหม่ ๆ ตามฤดูกาลสามารถเลือกชิมเซ็ต Assaggi (210 €) ซึ่งมีจำนวนคอร์สที่มากกว่าก็ได้เช่นกัน สุดท้ายคือรายการแบบ Alla Carta แต่ก็แลกมาด้วยราคาต่อจานที่ค่อนข้างสูงพอสมควร นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ทั้งในและนอกประเทศให้เลือกสั่งรวมไปถึงไวน์ Burgundy หาดื่มยากอีกด้วย สำหรับเมนูที่เตรียมออกมาได้ดีมาก ๆ ในมื้อนี้อย่างเช่น
✨ Uovo in Raviolo “San Domenico”
burro di malga, parmigiano dolce e tartufo bianco
Uovo in Raviolo หรือ Egg in Raviolo เป็นเมนูระดับตำนานที่กลายมาเป็นไอคอนของอาหารอิตาลีชั้นสูง พาสต้าทรงเกี๊ยวโฮมเมดชิ้นโตที่มีความหนาบริเวณขอบพอเหมาะ ภายในบรรจุไข่แดงที่พร้อมจะไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวาเมื่อแรกตัดเสริมด้วยความหวานมันของพาเมซานชีสและความหอมจากเนย Alpine ชั้นดี ด้านบนโรยด้วยทรัฟเฟิลขาวฝานมาเป็นชิ้นบาง ๆ เสริมอโรมาให้กับจานได้ถึงขีดสุด เพียงใช้มีดตัดเบา ๆ ไข่แดงก็จะไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวา (19/20)
✨ Riso mantecato all’olio extra vergine (45€)
quaglia arrostita, rapa rossa e polvere di caffè
ข้าว Risotto จากเมือง Lomellina เสิร์ฟมาที่ความสุกพอดีสังเกตจากความกรึบนิด ๆ ของตัวข้าวซึ่งให้เนื้อสัมผัสตัดกันกับความนุ่มของเนื้อนกกระทาย่างได้อย่างไร้ที่ติ สำหรับกลิ่นนั้นเราสามารถสัมผัสได้ถึงความหอมกรุ่นของผงกาแฟอย่างเด่นชัดตัดด้วย Earthy Flavour ขององค์ประกอบสีแดงจากบีทรูทได้อย่างลงตัว (18/20)
✨ Sella di maialino “Mora Romagnola”
crema di porcini, galletti allo scalogno e salsa al rosmarino
Suckling Pig หรือเนื้อลูกหมู Mora Romagnola สายพันธุ์หมูท้องถิ่นของภูมิภาค Emilia-Romagna เชฟเลือกใช้ส่วน Saddle หรือส่วนหลังที่มีไขมันอยู่พอสมควรทั้งยังให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้นตัดกันกับความกรอบของหนังหมูได้อย่างลงตัว เชฟราดด้วยซอสที่เตรียมมาจากไก่, โรสแมรี่ และหอมแดงให้รสชาติที่เข้มข้น ข้างกันคือครีมเห็ด Porcini และองค์ประกอบของ Aubergine หรือมะเขือสำหรับรับประทานเป็นเครื่องเคียงนั่นเอง (18/20)
🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิคแต่กลับมาองค์ประกอบโมเดิร์นแฝงอยู่ได้อย่างกลมกล่อมลงตัว ราคาไวน์โดยรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและมีให้เลือกจากหลากหลายแหล่งพอสมควร พนักงานบริการค่อนข้างเป็นทางการแต่เรากลับไม่รู้สึกเกร็งจนเกินไป ถึงจะมีทำเลตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลักหลายแห่งแต่สำหรับใครที่เป็นคออาหารอิตาลีและมีโอกาสเดินทางมาในพื้นที่แถบเมือง Bologna ก็สามารถขับรถออกนอกเส้นทางประมาณ 40 นาทีเพื่อแวะมาชิมห้องอาหารระดับตำนานแห่งนี้ รับรองว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 42 รูป



























![🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ San Domineco ห้องอาหารผู้คิดค้นเมนูก้องโลกอย่าง Uovo in Raviolo “San Domenico” หรือ Raviolo ชิ้นโตสอดไส้ไข่แดงที่ไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวาจนได้รับการยกย่องให้เป็นตำนานบทหนึ่งของวงการอาหารอิตาลี ทั้งนี้ตัวร้านยังสามารถทำสถิติในการถือครองรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 46 ปีเลยทีเดียว](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/334670245_1364438840997781_8240119515354009911_n-1.webp)
![🎗 [THE CHEF] ถึงจะเกิดและเติบโตขึ้นมาในภูมิภาค Abruzzo แต่คุณ Valentino Marcattilii และครอบครัวตัดสินใจเดินทางมายังเมือง Imola ในช่วงราวปี 1960s พี่ชายของเขา Natale เริ่มต้นหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในห้องอาหาร San Domenico ที่เพิ่งเปิดทำการได้ไม่นานทั้งยังตัดสินใจชักชวนน้องชายที่ไม่ชอบการเรียนในห้องเรียนมากนักมาทำงานด้วยในช่วงเย็น Valentino Marcattilii เริ่มรับหน้าที่แรกเป็นพนักงานชงกาแฟและขับจักรยานส่งตามบ้านในช่วงเย็นก่อนจะเริ่มขยับเข้าไปช่วยงานในห้องครัวในเวลาต่อมา วันหนึ่งหุ้นส่วนของร้านรวมไปถึงหัวหน้าเชฟประจำร้านตัดสินใจถอนตัวเป็นเหตุให้เจ้าของร้านจำเป็นต้องหาเชฟคนใหม่ที่มีประสบการณ์สูงเข้ามาแทนที่ ในช่วงเวลานี้เองที่ Nino Bergese เชฟระดับตำนานที่ดำรงค์ตำแหน่งเป็นเชฟคนสุดท้ายให้กับกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งประเทศอิตาลีตัดสินใจเกษียรตัวเองและได้รับการทาบทามจากห้องอาหาร San Domenico อย่างไรก็ตามด้วยความที่เชฟ Nino พักอาศัยอยู่ที่นคร Genoa เขาจึงตัดสินใจเดินทางมาเพียง 10 วันเพื่อสอนสูตรอาหารให้กับ Valentino Marcattilii ในวัย 17 ปีแต่กลับกลายเป็นว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ต่ออีกนานถึง 6 ปีทั้งยังถ่ายทอดวิชาอาหารระดับสูงให้กับเชฟ Valentino Marcattilii จวบจนลมหายใจสุดท้าย หลังจากเชฟผู้เป็นดั่งอาจารย์และเพื่อนของเขาเสียชีวิตลง Valentino Marcattilii ตัดสินใจเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ณ ห้องอาหารระดับสูงในประเทศฝรั่งเศสเริ่มต้นจาก Auberge de l'Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ในปี 1976, Maison Troisgros (3 MICHELIN Stars) ในปี 1977, La Pyramide (3 MICHELIN Stars - ปัจจุบันคือ La Pyramide - Patrick Henriroux) ในปี 1978 และร่วมงานกับเชฟระดับตำนาน Roger Vergé ในปี 1979 ก่อนจะเดินทางกลับมารับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร San Domenico ในเวลาต่อมา สำหรับเชฟคนปัจจุบันคือ Massimiliano Mascia มีศักดิ์เป็นหลานชายของเชฟ Valentino Marcattilii ทั้งยังเริ่มฝึกงานในครัวตั้งแต่มีอายุได้เพียง 14 ปี หลังจากเรียนจบเขาเริ่มต้นการเป็นเชฟมืออาชีพกับห้องอาหารระดับตำนานหลายแห่งเช่น Casa Vissani (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น), Romano (1 MICHELIN Star), Fiamma Osteria, La Bastide Saint-Antoine (Selected by MICHELIN Guide) และ Alain Ducasse au Plaza Athénée (3 MICHELIN Stars - ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ก่อนจะเดินทางกลับมายัง San Domenico เพื่อสืบสานตำนานให้กับภูมิภาค Emilia-Romagna ต่อไป](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/334747588_508732151465586_3558231971444746302_n-1.webp)
![🎗 [THE FOOD] San Domenico ผสมผสานอาหารคลาสสิคเข้ากันกับเทคนิคสมัยใหม่จนได้ออกมาเป็นรายการเมนูที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่เหมือนใคร](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/334744164_1255926008339093_6802868036090494583_n-1.webp)

![🎗 [THE PLACE] คุณ Gianluigi Morini เป็นผู้มีใจรักในงานศิลป์และการทำอาหาร เขาตัดสินเปิดห้องอาหาร San Domenico ที่บ้านของคุณพ่อในวันที่ 7 มีนาคม 1970 พร้อมกับโต๊ะรับรองลูกค้าจำนวน 20 ตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/334753241_235227578937393_6838074634998715826_n-1.webp)








![🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิคแต่กลับมาองค์ประกอบโมเดิร์นแฝงอยู่ได้อย่างกลมกล่อมลงตัว ราคาไวน์โดยรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและมีให้เลือกจากหลากหลายแหล่งพอสมควร พนักงานบริการค่อนข้างเป็นทางการแต่เรากลับไม่รู้สึกเกร็งจนเกินไป](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/329228107_159493283225235_2733726523973271427_n-1.webp)

แกลเลอรี

