
Restaurant Bareiss · เรสโตรองต์ บาไรซ์
Classic French · อาหารฝรั่งเศสคลาสสิค — Hermine-Bareiss-Weg 1, Baiersbronn, 72270, Germany
🎗 [INTRO] วันที่ 25 พฤศจิกายน 2023 เราออกเดินทางด้วยรถยนต์เริ่มต้นจากเมือง Trier มุ่งหน้าสู่เขต Schwarzwald หรือ Black Forest ฝ่าพายุหิมะในฤดูหนาวที่โหมกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นถนนข้างหน้าเพื่อมาลิ้มลองหนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรปนั่นก็คือ Restaurant Bareiss ที่ตั้งอยู่ในเมือง Baiersbronn แห่งนี้นั่นเอง
🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของ Hotel Bareiss ต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยปี 1939 โดยคุณ Jakob Christian Bareiss และภรรยา Hermine Schmalzried แต่งงานและมีลูกด้วยกัน 2 คนคือ Heide Bareiss และ Hermann Bareiss ต่อมาคุณ Jakob เสียชีวิตอย่างกระทันหันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภรรยาคือคุณ Hermine Bareiss ตัดสินใจซื้อที่ดินและเริ่มต้นสร้างโรงแรม Kurhotel Mitteltal ในปี 1950 จนแล้วเสร็จกลายเป็นโรงแรมขนาด 25 เตียงเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม 1951 ระหว่างนี้เธอได้ขยับขยายและพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่องก่อนจะส่งต่อกิจการให้กับลูกสาวในปี 1973 ถัดมาในช่วงปี 1974-1976 คุณ Hermann ได้ปรับปรุง Kurhotel Mitteltal ครั้งใหญ่รวมไปถึงการก่อสร้างห้องอาหาร À La Carte แห่งแรกขึ้นและใช้ชื่อว่า Rôtisserie St. Hubertus กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1982 พื้นที่ร้านได้ถูกแบ่งออกเป็นห้องอาหารใหม่ 2 แห่งคือ Kaminstube และห้องอาหารกูร์เม่ต์ชื่อว่า Restaurant Bareiss ที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้ก่อนที่ตัวโรงแรมจะเปลี่ยนชื่อจาก Kurhotel Mitteltal มาเป็น Hotel Bareiss im Schwarzwald (Hotel Bareiss in the Black Forest) ในปี 1991 ในส่วนของห้องอาหารนั้น Restaurant Bareiss สามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1984 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1985 ก่อนที่เชฟ Claus-Peter Lumpp ผู้เคยฝึกงานที่โรงแรมในสมัยที่ยังเป็น Kurhotel Mitteltal จะกลับมาร่วมงานกับทางโรงแรมและคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2007 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทันทีที่เดินเข้ามาในโรงแรมลูกค้าจะพบกับการต้อนรับอย่างเป็นกันเอง หลังจากตรวจสอบการจองเสร็จเรียบร้อยพนักงานจะพาเราเดินผ่านห้องอาหาร Kaminstube (🍽️ Selected by MICHELIN Guide) และ Dorfstuben (😋 Bib Gourmand) เข้าไปยัง Restaurant Bareiss การตกแต่งภายในยังคงไว้ซึ่งความหรูหราแบบคลาสสิค โต๊ะอาหารจำนวน 8 ตัวปูด้วยผ้าสีขาวแลดูเข้ากันดีกับเก้าอี้สไตล์ Victorian นั่งสบาย ตรงกลางเป็นแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่วางตัวขนาบกันกับถังแชมเปญเหมาะกับการใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาตลอดมื้อ บนผนังตกแต่งภาพวาดสีน้ำมันในกรอบสีทอง สำหรับใครที่แวะมาในช่วงอากาศเย็นทางร้านมักจะเปิดเตาผิงทำให้บรรยากาศภายในอบอุ่นมากขึ้น
🎗 [THE CHEF] Claus-Peter Lumpp มีพื้นเพเป็นชาว Swabian โดยตัวเขาเริ่มต้นชีวิตการเป็นเชฟที่ Kurhotel Mitteltal (Hotel Bareiss ในปัจจุบัน) ในช่วงปี 1982-1985 ภายใต้การควบคุมของเชฟ Paul Mertschuweit หลังจากนั้นเขาได้เข้ารับราชการทหารอยู่ 1 ปีก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับเชฟ Günter Scherrer ที่ Restaurant Victorian ในนคร Düsseldorf หลังจากนั้นเขาได้ออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่นห้องอาหาร Tantris (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) กับเชฟ Heinz Winkler ในปี 1987, Aubergine (3 MICHELIN Stars) กับเชฟ Eckart Witzigmann ในปี 1988, Kunststuben (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น - ปัจจุบันคือ RICO’S) กับเชฟ Horst Petermann ในปี 1989, Le Louis XV (3 MICHELIN Stars - ปัจจุบันคือ Le Louis XV - Alain Ducasse à l'Hôtel de Paris ) กับเชฟ Alain Ducasse และ Franck Cerutti ในปี 1990 สุดท้ายคือ Le Val d'Or (2 MICHELIN Stars) กับเชฟ Johann Lafer ในปี 1991 หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาตัดสินใจเดินทางกลับมายัง Restaurant Bareiss ซึ่งขณะนั้นเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ก่อนจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2007
🎗[THE FOOD] Restaurant Bareiss นำเสนออาหารในรูปแบบฝรั่งเศสคลาสสิคโดยนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นของพื้นที่ Schwarzwald หรือ Black Forest ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้สองรูปแบบคือ Seasonal Menu (ในช่วงที่เราไปคือ The autumn Menu) (5 Course - 258 €) และ Tasting Menu By Claus-Peter Lumpp (7 Course - 295 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบอีกเช่นกัน รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นโดยทีม Sommelier สามารถแนะนำลักษณะเฉพาะตัวของไวน์แต่ละกลุ่มได้อย่างดีเยี่ยม ทางร้านเลือกใช้แก้ว Zwiezel คุณภาพดีช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในการดื่มไวน์ตลอดมื้อ สำหรับอาหารคอร์สที่เราประทับใจมาก ๆ ในวันนี้คือ
✨ Variation of goose foie gras
with Fragolino grapes and macadamia
อาหารจานแรกในคอร์สหลักคือ Variation of goose foie gras เสิร์ฟมาพร้อมกันเป็นเซ็ตใหญ่ เริ่มด้วย Foie Gras Terrine มีเนื้อสัมผัสดีงามไร้ที่ติคือมีความแน่นเล็กน้อยแต่ไร้ซึ่งความกระด้างและไร้ซึ่งกลิ่นคาว ข้าง ๆ กันคือวงกลมที่เตรียมมาจากถั่วมาคาเดเมียและซอสองุ่น Fragolino ไม่ว่าจะทานกับซอสเปล่า ๆ หรือทาลงบนขนมปังก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน นอกจากนี้ยังมี Fried Goose Liver หรือฟัวกราส์ตับห่านที่จี่บนกระทะจนอุ่นและสุกได้ระดับไร้ที่ติ ยังมี Goose Liver Ice Cream เย็น ๆ ส่งกลิ่นหอมละมุนแตะหลังจมูกอีกด้วย (20/20)
✨ “Roe deer from the Bareiss hunting grounds”
Main Course จานหลักเป็นกวางโรที่ล่าในช่วงฤดูหนาวจากพื้นที่ล่าสัตว์ของ Bareiss เริ่มต้นที่คอร์สย่อยแรกเป็นเนื้อกวางส่วนหลังหรือ Saddle เสิร์ฟมาที่ความสุกพอเหมาะสังเกตได้จากความฉ่ำของเนื้อทั้งยังไร้ซึ่งกลิ่นสาบหรือกลิ่นคาว ข้าง ๆ กันคือองค์ประกอบของเซเลอรี่ โรสฮิปหรือผลกุหลาบป่า และเกาลัดให้ความหวานและเนื้อสัมผัสสู้ฟันที่พอเหมาะ นอกจากนี้ยังมีคอร์สย่อยที่ๆด้จากการนำเนื้อกวางที่เชฟนำไป Poached จนนุ่มแต่ยังคงความสู้ฟันอยู่บ้าง เชฟจับคู่มากับเซเลอรี่สลัด นอกจากนี้ยังมีความหวานจากน้ำผึ้งและเกาลัดอยู่ด้วย (19/20)
✨ Passion fruit mousse
with banana ice cream, mango and lychee green tea granite
มูสเสาวรสจับคู่กับไอศกรีมกล้วยเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด ด้านบนคือองค์ประกอบอันหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสของกล้วยและเสาวรส ข้าง ๆ กันคือกรานิต้าที่ผสมผสานลิ้นจี่และชาเขียวเข้าด้วยกันจนได้รสชาติที่มีเอกลักษณ์เสริมด้วยความหวานของมะม่วงสุก (19/20)
🎗 [WHY GO] Restaurant Bareiss เป็นห้องอาหารเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิค เชฟ Claus-Peter Lumpp เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจของพื้นที่แถบ Black Forest รวมไปถึงประเทศเยอรมนี อาหารหวานโดยเชฟ Stefan Leitner ทุกจานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ รายการไวน์โดย Sommelier อย่างคุณ Teoman Mezda นำเสนอออกมาได้ในราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับของตัวร้าน การบริการที่ควบคุมโดยคุณ Thomas Brandt ซึ่งเป็นหนึ่งใน Maître ที่เก่งกาจที่สุดเป็นไปอย่างลื่นไหลและเป็นกันเองตลอดมื้อ จากที่กล่าวมาทำให้ราคาอาหารที่ 258-295 € จัดว่าคุ้มค่ามาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของประเทศเยอรมนี ส่วนใครที่มีเวลาอาจอยู่ต่อเพื่อลิ้มลองอาหารท้องถิ่นของแถบ Black Forest ที่ห้องอาหาร Kaminstube (🍽️ Selected by MICHELIN Guide), ห้องอาหาร Dorfstuben (😋 Bib Gourmand) รวมไปถึงห้องอาหาร-ฟาร์มปลาเทร้าต์ Forellenhof (🍽️ Selected by MICHELIN Guide) ที่ทางเพจเคยเขียนบทความรีวิวเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วก็ได้เช่นกัน ใครที่สนใจเราขอแนะนำให้ตั้งต้นการเดินทางจากนคร Zürich หรือ Frankfurt am Main โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งโดยรถยนต์และขอการันตีว่ามื้ออาหารที่ Restaurant Bareiss จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมไปได้ตลอดกาล
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 44 รูป

































![🎗 [INTRO] วันที่ 25 พฤศจิกายน 2023 เราออกเดินทางด้วยรถยนต์เริ่มต้นจากเมือง Trier มุ่งหน้าสู่เขต Schwarzwald หรือ Black Forest ฝ่าพายุหิมะในฤดูหนาวที่โหมกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นถนนข้างหน้าเพื่อมาลิ้มลองหนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรปนั่นก็คือ Restaurant Bareiss ที่ตั้งอยู่ในเมือง Baiersbronn แห่งนี้นั่นเอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/12/411200749_897351538715067_6124255949309547686_n.webp)
![🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของ Hotel Bareiss ต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยปี 1939 โดยคุณ Jakob Christian Bareiss และภรรยา Hermine Schmalzried แต่งงานและมีลูกด้วยกัน 2 คนคือ Heide Bareiss และ Hermann Bareiss ต่อมาคุณ Jakob เสียชีวิตอย่างกระทันหันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภรรยาคือคุณ Hermine Bareiss ตัดสินใจซื้อที่ดินและเริ่มต้นสร้างโรงแรม Kurhotel Mitteltal ในปี 1950 จนแล้วเสร็จกลายเป็นโรงแรมขนาด 25 เตียงเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม 1951 ระหว่างนี้เธอได้ขยับขยายและพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่องก่อนจะส่งต่อกิจการให้กับลูกสาวในปี 1973 ถัดมาในช่วงปี 1974-1976 คุณ Hermann ได้ปรับปรุง Kurhotel Mitteltal ครั้งใหญ่รวมไปถึงการก่อสร้างห้องอาหาร À La Carte แห่งแรกขึ้นและใช้ชื่อว่า Rôtisserie St. Hubertus กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1982 พื้นที่ร้านได้ถูกแบ่งออกเป็นห้องอาหารใหม่ 2 แห่งคือ Kaminstube และห้องอาหารกูร์เม่ต์ชื่อว่า Restaurant Bareiss ที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้ก่อนที่ตัวโรงแรมจะเปลี่ยนชื่อจาก Kurhotel Mitteltal มาเป็น Hotel Bareiss im Schwarzwald (Hotel Bareiss in the Black Forest) ในปี 1991](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/12/411233563_897351802048374_3950257814980314508_n.webp)


![🎗 [THE CHEF] Claus-Peter Lumpp มีพื้นเพเป็นชาว Swabian โดยตัวเขาเริ่มต้นชีวิตการเป็นเชฟที่ Kurhotel Mitteltal (Hotel Bareiss ใสปัจจุบัน) ในช่วงปี 1982-1985 ภายใต้การควบคุมของเชฟ Paul Mertschuweit หลังจากนั้นเขาได้เข้ารับราชการทหารอยู่ 1 ปีก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับเชฟ Günter Scherrer ที่ Restaurant Victorian ในนคร Düsseldorf หลังจากนั้นเขาได้ออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่นห้องอาหาร Tantris (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) กับเชฟ Heinz Winkler ในปี 1987, Aubergine (3 MICHELIN Stars) กับเชฟ Eckart Witzigmann ในปี 1988, Kunststuben (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น - ปัจจุบันคือ RICO’S) กับเชฟ Horst Petermann ในปี 1989, Le Louis XV (3 MICHELIN Stars - ปัจจุบันคือ Le Louis XV - Alain Ducasse à l'Hôtel de Paris ) กับเชฟ Alain Ducasse และ Franck Cerutti ในปี 1990 สุดท้ายคือ Le Val d'Or (2 MICHELIN Stars) กับเชฟ Johann Lafer ในปี 1991 หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาตัดสินใจเดินทางกลับมายัง Restaurant Bareiss ซึ่งขณะนั้นเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ก่อนจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2007](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/12/411184247_897351665381721_6080106264343448395_n.webp)
![🎗[THE FOOD] Restaurant Bareiss นำเสนออาหารในรูปแบบฝรั่งเศสคลาสสิคโดยนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นของพื้นที่ Schwarzwald หรือ Black Forest ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้สองรูปแบบคือ Seasonal Menu (ในช่วงที่เราไปคือ The autumn Menu) (5 Course - 258 €) และ Tasting Menu By Claus-Peter Lumpp (7 Course - 295 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบอีกเช่นกัน](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/12/411183804_897351515381736_9129958392855341882_n.webp)


![🎗 [WHY GO] Restaurant Bareiss เป็นห้องอาหารเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิค เชฟ Claus-Peter Lumpp เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจของพื้นที่แถบ Black Forest รวมไปถึงประเทศเยอรมนี อาหารหวานโดยเชฟ Stefan Leitner ทุกจานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ รายการไวน์โดย Sommelier อย่างคุณ Teoman Mezda นำเสนอออกมาได้ในราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับของตัวร้าน การบริการที่ควบคุมโดยคุณ Thomas Brandt ซึ่งเป็นหนึ่งใน Maître ที่เก่งกาจที่สุดเป็นไปอย่างลื่นไหลและเป็นกันเองตลอดมื้อ จากที่กล่าวมาทำให้ราคาอาหารที่ 258-295 € จัดว่าคุ้มค่ามาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของประเทศเยอรมนี](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/12/411221087_897400552043499_5009907708064733878_n.webp)


