GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Restaurant Bareiss
3 MICHELIN Stars

GermanyRestaurant Bareiss · เรสโตรองต์ บาไรซ์

Classic French · อาหารฝรั่งเศสคลาสสิค — Hermine-Bareiss-Weg 1, Baiersbronn, 72270, Germany

🎗 [INTRO] วันที่ 25 พฤศจิกายน 2023 เราออกเดินทางด้วยรถยนต์เริ่มต้นจากเมือง Trier มุ่งหน้าสู่เขต Schwarzwald หรือ Black Forest ฝ่าพายุหิมะในฤดูหนาวที่โหมกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นถนนข้างหน้าเพื่อมาลิ้มลองหนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรปนั่นก็คือ Restaurant Bareiss ที่ตั้งอยู่ในเมือง Baiersbronn แห่งนี้นั่นเอง

🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของ Hotel Bareiss ต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยปี 1939 โดยคุณ Jakob Christian Bareiss และภรรยา Hermine Schmalzried แต่งงานและมีลูกด้วยกัน 2 คนคือ Heide Bareiss และ Hermann Bareiss ต่อมาคุณ Jakob เสียชีวิตอย่างกระทันหันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภรรยาคือคุณ Hermine Bareiss ตัดสินใจซื้อที่ดินและเริ่มต้นสร้างโรงแรม Kurhotel Mitteltal ในปี 1950 จนแล้วเสร็จกลายเป็นโรงแรมขนาด 25 เตียงเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม 1951 ระหว่างนี้เธอได้ขยับขยายและพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่องก่อนจะส่งต่อกิจการให้กับลูกสาวในปี 1973 ถัดมาในช่วงปี 1974-1976 คุณ Hermann ได้ปรับปรุง Kurhotel Mitteltal ครั้งใหญ่รวมไปถึงการก่อสร้างห้องอาหาร À La Carte แห่งแรกขึ้นและใช้ชื่อว่า Rôtisserie St. Hubertus กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1982 พื้นที่ร้านได้ถูกแบ่งออกเป็นห้องอาหารใหม่ 2 แห่งคือ Kaminstube และห้องอาหารกูร์เม่ต์ชื่อว่า Restaurant Bareiss ที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้ก่อนที่ตัวโรงแรมจะเปลี่ยนชื่อจาก Kurhotel Mitteltal มาเป็น Hotel Bareiss im Schwarzwald (Hotel Bareiss in the Black Forest) ในปี 1991 ในส่วนของห้องอาหารนั้น Restaurant Bareiss สามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1984 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1985 ก่อนที่เชฟ Claus-Peter Lumpp ผู้เคยฝึกงานที่โรงแรมในสมัยที่ยังเป็น Kurhotel Mitteltal จะกลับมาร่วมงานกับทางโรงแรมและคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2007 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทันทีที่เดินเข้ามาในโรงแรมลูกค้าจะพบกับการต้อนรับอย่างเป็นกันเอง หลังจากตรวจสอบการจองเสร็จเรียบร้อยพนักงานจะพาเราเดินผ่านห้องอาหาร Kaminstube (🍽️ Selected by MICHELIN Guide) และ Dorfstuben (😋 Bib Gourmand) เข้าไปยัง Restaurant Bareiss การตกแต่งภายในยังคงไว้ซึ่งความหรูหราแบบคลาสสิค โต๊ะอาหารจำนวน 8 ตัวปูด้วยผ้าสีขาวแลดูเข้ากันดีกับเก้าอี้สไตล์ Victorian นั่งสบาย ตรงกลางเป็นแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่วางตัวขนาบกันกับถังแชมเปญเหมาะกับการใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาตลอดมื้อ บนผนังตกแต่งภาพวาดสีน้ำมันในกรอบสีทอง สำหรับใครที่แวะมาในช่วงอากาศเย็นทางร้านมักจะเปิดเตาผิงทำให้บรรยากาศภายในอบอุ่นมากขึ้น

🎗 [THE CHEF] Claus-Peter Lumpp มีพื้นเพเป็นชาว Swabian โดยตัวเขาเริ่มต้นชีวิตการเป็นเชฟที่ Kurhotel Mitteltal (Hotel Bareiss ในปัจจุบัน) ในช่วงปี 1982-1985 ภายใต้การควบคุมของเชฟ Paul Mertschuweit หลังจากนั้นเขาได้เข้ารับราชการทหารอยู่ 1 ปีก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับเชฟ Günter Scherrer ที่ Restaurant Victorian ในนคร Düsseldorf หลังจากนั้นเขาได้ออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่นห้องอาหาร Tantris (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) กับเชฟ Heinz Winkler ในปี 1987, Aubergine (3 MICHELIN Stars) กับเชฟ Eckart Witzigmann ในปี 1988, Kunststuben (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น - ปัจจุบันคือ RICO’S) กับเชฟ Horst Petermann ในปี 1989, Le Louis XV (3 MICHELIN Stars - ปัจจุบันคือ Le Louis XV - Alain Ducasse à l'Hôtel de Paris ) กับเชฟ Alain Ducasse และ Franck Cerutti ในปี 1990 สุดท้ายคือ Le Val d'Or (2 MICHELIN Stars) กับเชฟ Johann Lafer ในปี 1991 หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาตัดสินใจเดินทางกลับมายัง Restaurant Bareiss ซึ่งขณะนั้นเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ก่อนจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2007

🎗[THE FOOD] Restaurant Bareiss นำเสนออาหารในรูปแบบฝรั่งเศสคลาสสิคโดยนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นของพื้นที่ Schwarzwald หรือ Black Forest ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้สองรูปแบบคือ Seasonal Menu (ในช่วงที่เราไปคือ The autumn Menu) (5 Course - 258 €) และ Tasting Menu By Claus-Peter Lumpp (7 Course - 295 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบอีกเช่นกัน รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นโดยทีม Sommelier สามารถแนะนำลักษณะเฉพาะตัวของไวน์แต่ละกลุ่มได้อย่างดีเยี่ยม ทางร้านเลือกใช้แก้ว Zwiezel คุณภาพดีช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในการดื่มไวน์ตลอดมื้อ สำหรับอาหารคอร์สที่เราประทับใจมาก ๆ ในวันนี้คือ

✨ Variation of goose foie gras

with Fragolino grapes and macadamia

อาหารจานแรกในคอร์สหลักคือ Variation of goose foie gras เสิร์ฟมาพร้อมกันเป็นเซ็ตใหญ่ เริ่มด้วย Foie Gras Terrine มีเนื้อสัมผัสดีงามไร้ที่ติคือมีความแน่นเล็กน้อยแต่ไร้ซึ่งความกระด้างและไร้ซึ่งกลิ่นคาว ข้าง ๆ กันคือวงกลมที่เตรียมมาจากถั่วมาคาเดเมียและซอสองุ่น Fragolino ไม่ว่าจะทานกับซอสเปล่า ๆ หรือทาลงบนขนมปังก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน นอกจากนี้ยังมี Fried Goose Liver หรือฟัวกราส์ตับห่านที่จี่บนกระทะจนอุ่นและสุกได้ระดับไร้ที่ติ ยังมี Goose Liver Ice Cream เย็น ๆ ส่งกลิ่นหอมละมุนแตะหลังจมูกอีกด้วย (20/20)

✨ “Roe deer from the Bareiss hunting grounds”

Main Course จานหลักเป็นกวางโรที่ล่าในช่วงฤดูหนาวจากพื้นที่ล่าสัตว์ของ Bareiss เริ่มต้นที่คอร์สย่อยแรกเป็นเนื้อกวางส่วนหลังหรือ Saddle เสิร์ฟมาที่ความสุกพอเหมาะสังเกตได้จากความฉ่ำของเนื้อทั้งยังไร้ซึ่งกลิ่นสาบหรือกลิ่นคาว ข้าง ๆ กันคือองค์ประกอบของเซเลอรี่ โรสฮิปหรือผลกุหลาบป่า และเกาลัดให้ความหวานและเนื้อสัมผัสสู้ฟันที่พอเหมาะ นอกจากนี้ยังมีคอร์สย่อยที่ๆด้จากการนำเนื้อกวางที่เชฟนำไป Poached จนนุ่มแต่ยังคงความสู้ฟันอยู่บ้าง เชฟจับคู่มากับเซเลอรี่สลัด นอกจากนี้ยังมีความหวานจากน้ำผึ้งและเกาลัดอยู่ด้วย (19/20)

✨ Passion fruit mousse

with banana ice cream, mango and lychee green tea granite

มูสเสาวรสจับคู่กับไอศกรีมกล้วยเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด ด้านบนคือองค์ประกอบอันหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสของกล้วยและเสาวรส ข้าง ๆ กันคือกรานิต้าที่ผสมผสานลิ้นจี่และชาเขียวเข้าด้วยกันจนได้รสชาติที่มีเอกลักษณ์เสริมด้วยความหวานของมะม่วงสุก (19/20)

🎗 [WHY GO] Restaurant Bareiss เป็นห้องอาหารเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิค เชฟ Claus-Peter Lumpp เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจของพื้นที่แถบ Black Forest รวมไปถึงประเทศเยอรมนี อาหารหวานโดยเชฟ Stefan Leitner ทุกจานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ รายการไวน์โดย Sommelier อย่างคุณ Teoman Mezda นำเสนอออกมาได้ในราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับของตัวร้าน การบริการที่ควบคุมโดยคุณ Thomas Brandt ซึ่งเป็นหนึ่งใน Maître ที่เก่งกาจที่สุดเป็นไปอย่างลื่นไหลและเป็นกันเองตลอดมื้อ จากที่กล่าวมาทำให้ราคาอาหารที่ 258-295 € จัดว่าคุ้มค่ามาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของประเทศเยอรมนี ส่วนใครที่มีเวลาอาจอยู่ต่อเพื่อลิ้มลองอาหารท้องถิ่นของแถบ Black Forest ที่ห้องอาหาร Kaminstube (🍽️ Selected by MICHELIN Guide), ห้องอาหาร Dorfstuben (😋 Bib Gourmand) รวมไปถึงห้องอาหาร-ฟาร์มปลาเทร้าต์ Forellenhof (🍽️ Selected by MICHELIN Guide) ที่ทางเพจเคยเขียนบทความรีวิวเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วก็ได้เช่นกัน ใครที่สนใจเราขอแนะนำให้ตั้งต้นการเดินทางจากนคร Zürich หรือ Frankfurt am Main โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งโดยรถยนต์และขอการันตีว่ามื้ออาหารที่ Restaurant Bareiss จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมไปได้ตลอดกาล

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 44 รูป

🇩🇪 Restaurant Bareiss - เรสโตรองต์ บาไรซ์ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🍴 Classic French - อาหารฝรั่งเศสคลาสสิค 👨🏻‍🍳 Chef Claus-Peter Lumpp - เชฟเคลาส์-ปีเตอร์ ลุมป์
รูปที่ 1
🇩🇪 Restaurant Bareiss - เรสโตรองต์ บาไรซ์ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🍴 Classic French - อาหารฝรั่งเศสคลาสสิค 👨🏻‍🍳 Chef Claus-Peter Lumpp - เชฟเคลาส์-ปีเตอร์ ลุมป์
Apéro Etagère เริ่มต้นด้วยของว่างเรียกน้ำย่อย 4 อย่างเรียงจากบนลงล่าง คำแรกคือ Celery Quiche จับคู่มากับ Bavarian Cheese หอมหวาน ชิ้นที่สองถัดลงมาเป็นทาร์ตเล็ตกรอบบรรจุเนื้อปลาและบีทรูท ชิ้นทาร์ตมีเนื้อสัมผัสที่กระด้างไปเล็กน้อย ชิ้นที่สามคือ Goose Praline จับคู่กับความเปรี้ยวและกรอบของ Red cabbage หรือกะหล่ำแดง สุดท้ายคือ Sushi Roll หอมกลิ่นงาจับคู่กับรสชาติของแกงแปลกใหม่ไม่เบา (17/20)
รูปที่ 2
Apéro Etagère เริ่มต้นด้วยของว่างเรียกน้ำย่อย 4 อย่างเรียงจากบนลงล่าง คำแรกคือ Celery Quiche จับคู่มากับ Bavarian Cheese หอมหวาน ชิ้นที่สองถัดลงมาเป็นทาร์ตเล็ตกรอบบรรจุเนื้อปลาและบีทรูท ชิ้นทาร์ตมีเนื้อสัมผัสที่กระด้างไปเล็กน้อย ชิ้นที่สามคือ Goose Praline จับคู่กับความเปรี้ยวและกรอบของ Red cabbage หรือกะหล่ำแดง สุดท้ายคือ Sushi Roll หอมกลิ่นงาจับคู่กับรสชาติของแกงแปลกใหม่ไม่เบา (17/20)
Bread and butter ขนมปังเสิร์ฟมากับคู่เนยทรงกลมและเนยเค็มอ่อน ๆ ทรงสี่เหลี่ยม
รูปที่ 3
Bread and butter ขนมปังเสิร์ฟมากับคู่เนยทรงกลมและเนยเค็มอ่อน ๆ ทรงสี่เหลี่ยม
Cold & warm amuse bouche ถัดมาคือ Cold amuse bouche เป็นแครอทเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน (19/20)
รูปที่ 4
Cold & warm amuse bouche ถัดมาคือ Cold amuse bouche เป็นแครอทเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน (19/20)
Cold & warm amuse bouche บีทรูทมีความกรอบตัดกันกับเค้ก ตัวแครอทมีกลิ่นเฉพาะตัวจับคู่กับความเปรี้ยวของส้มและใบ Sage (19/20)
รูปที่ 5
Cold & warm amuse bouche บีทรูทมีความกรอบตัดกันกับเค้ก ตัวแครอทมีกลิ่นเฉพาะตัวจับคู่กับความเปรี้ยวของส้มและใบ Sage (19/20)
Cold & warm amuse bouche อีกถ้วยหนึ่งคือองค์ประกอบของบีทรูทซอร์เบท์ทอปด้วยแครอทเช่นกัน ซอสรอบ ๆ ให้รสชาติเปรี้ยวพอเหมาะช่วยเรียกความสดชื่นและกระตุ้นน้ำย่อยได้ดี (19/20)
รูปที่ 6
Cold & warm amuse bouche อีกถ้วยหนึ่งคือองค์ประกอบของบีทรูทซอร์เบท์ทอปด้วยแครอทเช่นกัน ซอสรอบ ๆ ให้รสชาติเปรี้ยวพอเหมาะช่วยเรียกความสดชื่นและกระตุ้นน้ำย่อยได้ดี (19/20)
Cold & warm amuse bouche Warm amuse bouche ในที่นี้คือเนื้อวัวชิ้นสี่เหลี่ยมจับคู่กับชัทนีย์แอปเปิ้ลรสชาติเปรี้ยวหวานและเอสพูม่ามันฝรั่งอุ่น ๆ นุ่มละมุนจนแทบละลายในปาก (19/20)
รูปที่ 7
Cold & warm amuse bouche Warm amuse bouche ในที่นี้คือเนื้อวัวชิ้นสี่เหลี่ยมจับคู่กับชัทนีย์แอปเปิ้ลรสชาติเปรี้ยวหวานและเอสพูม่ามันฝรั่งอุ่น ๆ นุ่มละมุนจนแทบละลายในปาก (19/20)
Variation of goose foie gras with Fragolino grapes and macadamiaอาหารจานแรกในคอร์สหลักคือ Variation of goose foie gras เสิร์ฟมาพร้อมกันเป็นเซ็ตใหญ่ (20/20)
รูปที่ 8
Variation of goose foie gras with Fragolino grapes and macadamiaอาหารจานแรกในคอร์สหลักคือ Variation of goose foie gras เสิร์ฟมาพร้อมกันเป็นเซ็ตใหญ่ (20/20)
Variation of goose foie gras with Fragolino grapes and macadamiaในจานหลักคือ Foie Gras Terrine เนื้อสัมผัสดีงามไร้ที่ติคือมีความแน่นเล็กน้อยแต่ไร้ซึ่งความกระด้างและไร้ซึ่งกลิ่นคาว ข้าง ๆ กันคือวงกลมที่เตรียมมาจากถั่วมาคาเดเมียและซอสองุ่น Fragolino ไม่ว่าจะทานกับซอสเปล่า ๆ หรือทาลงบนขนมปังก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน (20/20)
รูปที่ 9
Variation of goose foie gras with Fragolino grapes and macadamiaในจานหลักคือ Foie Gras Terrine เนื้อสัมผัสดีงามไร้ที่ติคือมีความแน่นเล็กน้อยแต่ไร้ซึ่งความกระด้างและไร้ซึ่งกลิ่นคาว ข้าง ๆ กันคือวงกลมที่เตรียมมาจากถั่วมาคาเดเมียและซอสองุ่น Fragolino ไม่ว่าจะทานกับซอสเปล่า ๆ หรือทาลงบนขนมปังก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน (20/20)
Variation of goose foie gras with Fragolino grapes and macadamiaนอกจากนี้ยังมี Fried Goose Liver หรือฟัวกราส์ตับห่านที่จี่บนกระทะจนอุ่นและสุกได้ระดับไร้ที่ติ ยังมี Goose Liver Ice Cream เย็น ๆ ส่งกลิ่นหอมละมุนแตะหลังจมูกอีกด้วย (20/20)
รูปที่ 10
Variation of goose foie gras with Fragolino grapes and macadamiaนอกจากนี้ยังมี Fried Goose Liver หรือฟัวกราส์ตับห่านที่จี่บนกระทะจนอุ่นและสุกได้ระดับไร้ที่ติ ยังมี Goose Liver Ice Cream เย็น ๆ ส่งกลิ่นหอมละมุนแตะหลังจมูกอีกด้วย (20/20)
Gamba Carabiniero with smoked corn cream, sour cream and limeกุ้งแดง Carabiniero จากประเทศสเปนเสิร์ฟมากับองค์ประกอบของข้าวโพดในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัส เนื้อกุ้งหวานละมุนตามธรรมชาติ เนื้อสัมผัสสู้ฟันเบา ๆ ตัวข้าวโพด Baby Corn ย่างให้ความกรอบ เมล็ดข้าวโพดย่างให้ความหอม ตรงกลางคือซอสกุ้งรสชาติเข้มข้นตัดกันกับความเปรี้ยวของ Sour Cream และมะนาว อย่างไรก็ตามรสชาติของซอสกุ้งที่มีความขมกับข้าวโพดที่หวานโดดเด่นอาจยังต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ มาช่วยเชื่อมตรงกลางให้กลมกล่อมและเข้าก้นมากกว่านี้สักเล็กน้อย (18/20)
รูปที่ 11
Gamba Carabiniero with smoked corn cream, sour cream and limeกุ้งแดง Carabiniero จากประเทศสเปนเสิร์ฟมากับองค์ประกอบของข้าวโพดในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัส เนื้อกุ้งหวานละมุนตามธรรมชาติ เนื้อสัมผัสสู้ฟันเบา ๆ ตัวข้าวโพด Baby Corn ย่างให้ความกรอบ เมล็ดข้าวโพดย่างให้ความหอม ตรงกลางคือซอสกุ้งรสชาติเข้มข้นตัดกันกับความเปรี้ยวของ Sour Cream และมะนาว อย่างไรก็ตามรสชาติของซอสกุ้งที่มีความขมกับข้าวโพดที่หวานโดดเด่นอาจยังต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ มาช่วยเชื่อมตรงกลางให้กลมกล่อมและเข้าก้นมากกว่านี้สักเล็กน้อย (18/20)
Cod confit with beluga lentils, figs, balsamic and mustard sauceปลาค็อดที่ผ่านการกงฟีจนนุ่มรายล้อมด้วยถั่ว Beluga lentils เชฟปรุงแต่งรสชาติด้วยความหวานของแยมมะเดื่อฝรั่ง ด้านบนท็อปด้วยชิ้นมะเดื่อฝรั่งที่จะให้ความหวานและฉ่ำ สุดท้ายคือซอสที่มีคสามฉุนเบา ๆ ของมัสตาร์ดและความเปรี้ยวของบัลซามิคนั่นเอง (19/20)
รูปที่ 12
Cod confit with beluga lentils, figs, balsamic and mustard sauceปลาค็อดที่ผ่านการกงฟีจนนุ่มรายล้อมด้วยถั่ว Beluga lentils เชฟปรุงแต่งรสชาติด้วยความหวานของแยมมะเดื่อฝรั่ง ด้านบนท็อปด้วยชิ้นมะเดื่อฝรั่งที่จะให้ความหวานและฉ่ำ สุดท้ายคือซอสที่มีคสามฉุนเบา ๆ ของมัสตาร์ดและความเปรี้ยวของบัลซามิคนั่นเอง (19/20)
“Onion tart” mushrooms, parmesan cheese and Federweisserทาร์ตหัวหอมใหญ่เป็นเมนูพื้นถิ่นที่เชฟหยิบยกมาปรับปรุงรูปแบบและเทคนิคให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น (18/20)
รูปที่ 13
“Onion tart” mushrooms, parmesan cheese and Federweisserทาร์ตหัวหอมใหญ่เป็นเมนูพื้นถิ่นที่เชฟหยิบยกมาปรับปรุงรูปแบบและเทคนิคให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น (18/20)
“Onion tart” mushrooms, parmesan cheese and Federweisserด้านล่างคือขนมปัง Focaccia ท็อปด้วยเห็ดสับช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส จากนั้นตกแต่งด้วยแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากชีสพาเมซานและเห็ดกระดุมฝานบาง รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากไวน์ Federweisser รสชาติโดยรวมของจานจะออกไปในโทนหวานแต่เป็นความหวานที่มีหลากหลายมิติและมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก (18/20)
รูปที่ 14
“Onion tart” mushrooms, parmesan cheese and Federweisserด้านล่างคือขนมปัง Focaccia ท็อปด้วยเห็ดสับช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส จากนั้นตกแต่งด้วยแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากชีสพาเมซานและเห็ดกระดุมฝานบาง รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากไวน์ Federweisser รสชาติโดยรวมของจานจะออกไปในโทนหวานแต่เป็นความหวานที่มีหลากหลายมิติและมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก (18/20)
“Roe deer from the Bareiss hunting grounds” Main Course จานหลักเป็นกวางโรที่ล่าในช่วงฤดูหนาวจากพื้นที่ล่าสัตว์ของ Bareiss (19/20)
รูปที่ 15
“Roe deer from the Bareiss hunting grounds” Main Course จานหลักเป็นกวางโรที่ล่าในช่วงฤดูหนาวจากพื้นที่ล่าสัตว์ของ Bareiss (19/20)
“Roe deer from the Bareiss hunting grounds” Fried saddle of roe deer with celery, rosehip and chestnuts คอร์สย่อยแรกเป็นเนื้อกวางส่วนหลังหรือ Saddle เสิร์ฟมาที่ความสุกพอเหมาะสังเกตได้จากความฉ่ำของเนื้อทั้งยังไร้ซึ่งกลิ่นสาบหรือกลิ่นคาว ข้าง ๆ กันคือองค์ประกอบของเซเลอรี่ โรสฮิปหรือผลกุหลาบป่า และเกาลัดให้ความหวานและเนื้อสัมผัสสู้ฟันที่พอเหมาะ (19/20)
รูปที่ 16
“Roe deer from the Bareiss hunting grounds” Fried saddle of roe deer with celery, rosehip and chestnuts คอร์สย่อยแรกเป็นเนื้อกวางส่วนหลังหรือ Saddle เสิร์ฟมาที่ความสุกพอเหมาะสังเกตได้จากความฉ่ำของเนื้อทั้งยังไร้ซึ่งกลิ่นสาบหรือกลิ่นคาว ข้าง ๆ กันคือองค์ประกอบของเซเลอรี่ โรสฮิปหรือผลกุหลาบป่า และเกาลัดให้ความหวานและเนื้อสัมผัสสู้ฟันที่พอเหมาะ (19/20)
“Roe deer from the Bareiss hunting grounds” Poached cushion of roe deer with celery salad, honey and chestnut vinaigrette นอกจากนี้ยังมีเนื้อกวางที่เชฟนำไป Poached จนนุ่มแต่ยังคงความสู้ฟันอยู่บ้าง เชฟจับคู่มากับเซเลอรี่สลัด นอกจากนี้ยังมีความหวานจากน้ำผึ้งและเกาลัดอยู่ด้วย (19/20)
รูปที่ 17
“Roe deer from the Bareiss hunting grounds” Poached cushion of roe deer with celery salad, honey and chestnut vinaigrette นอกจากนี้ยังมีเนื้อกวางที่เชฟนำไป Poached จนนุ่มแต่ยังคงความสู้ฟันอยู่บ้าง เชฟจับคู่มากับเซเลอรี่สลัด นอกจากนี้ยังมีความหวานจากน้ำผึ้งและเกาลัดอยู่ด้วย (19/20)
Assorted cheese from the trolley คั่นกลางก่อนเข้าสู่ของหวานด้วยคอร์สชีสในรถเข็นให้เลือกกันได้ตามใจชอบมีทั้งชีสนมวัว นมแกะ และนมแพะ
รูปที่ 18
Assorted cheese from the trolley คั่นกลางก่อนเข้าสู่ของหวานด้วยคอร์สชีสในรถเข็นให้เลือกกันได้ตามใจชอบมีทั้งชีสนมวัว นมแกะ และนมแพะ
Assorted cheese from the trolley ทางร้านเสิร์ฟมากับองุ่นท้องถิ่น
รูปที่ 19
Assorted cheese from the trolley ทางร้านเสิร์ฟมากับองุ่นท้องถิ่น
Assorted cheese from the trolley นอกจากนี้ยังมีขนมปังหลายชนิดให้รับประทานคู่กันไปกับชีส
รูปที่ 20
Assorted cheese from the trolley นอกจากนี้ยังมีขนมปังหลายชนิดให้รับประทานคู่กันไปกับชีส
Assorted cheese from the trolley พนักงานจะเสิร์ฟมาในจานขนมปัง
รูปที่ 21
Assorted cheese from the trolley พนักงานจะเสิร์ฟมาในจานขนมปัง
Assorted cheese from the trolley ชีสต่าง ๆ ที่เราได้ชิมในวันนี้มีทั้ง Époisses, Camembert, Appenzeller เป็นต้น พนักงานเสิร์ฟมาคู่กันกับ Fig mustard, Honey with Thyme และถั่ว Hazelnut
รูปที่ 22
Assorted cheese from the trolley ชีสต่าง ๆ ที่เราได้ชิมในวันนี้มีทั้ง Époisses, Camembert, Appenzeller เป็นต้น พนักงานเสิร์ฟมาคู่กันกับ Fig mustard, Honey with Thyme และถั่ว Hazelnut
Passion fruit mousse with banana ice cream, mango and lychee green tea granite มูสเสาวรสจับคู่กับไอศกรีมกล้วยเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด (19/20)
รูปที่ 23
Passion fruit mousse with banana ice cream, mango and lychee green tea granite มูสเสาวรสจับคู่กับไอศกรีมกล้วยเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด (19/20)
Passion fruit mousse with banana ice cream, mango and lychee green tea granite ด้านบนคือองค์ประกอบอันหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสของกล้วยและเสาวรส (19/20)
รูปที่ 24
Passion fruit mousse with banana ice cream, mango and lychee green tea granite ด้านบนคือองค์ประกอบอันหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสของกล้วยและเสาวรส (19/20)
Passion fruit mousse with banana ice cream, mango and lychee green tea granite ข้าง ๆ กันคือกรานิต้าที่ผสมผสานลิ้นจี่และชาเขียวเข้าด้วยกันจนได้รสชาติที่มีเอกลักษณ์เสริมด้วยความหวานของมะม่วงสุก (19/20)
รูปที่ 25
Passion fruit mousse with banana ice cream, mango and lychee green tea granite ข้าง ๆ กันคือกรานิต้าที่ผสมผสานลิ้นจี่และชาเขียวเข้าด้วยกันจนได้รสชาติที่มีเอกลักษณ์เสริมด้วยความหวานของมะม่วงสุก (19/20)
Dulcey chocolate with apple, Gewürztraminer stock and Oxalis Sorbet ของหวานจากอีกหนึ่งเซ็ตเมนูที่เราขอสั่งมาชิมด้วยคือ Dulcey chocolate เสิร์ฟมาคู่กับแอปเปิ้ล (19/20)
รูปที่ 26
Dulcey chocolate with apple, Gewürztraminer stock and Oxalis Sorbet ของหวานจากอีกหนึ่งเซ็ตเมนูที่เราขอสั่งมาชิมด้วยคือ Dulcey chocolate เสิร์ฟมาคู่กับแอปเปิ้ล (19/20)
Dulcey chocolate with apple, Gewürztraminer stock and Oxalis Sorbet ยังมีซอร์เบท์ของ Oxalis ช่วยเรียกความสดชื่น น้ำใส ๆ ด้านล่างเตรียมมาจาก Gewürztraminer มีความหวานกลมกล่อม (19/20)
รูปที่ 27
Dulcey chocolate with apple, Gewürztraminer stock and Oxalis Sorbet ยังมีซอร์เบท์ของ Oxalis ช่วยเรียกความสดชื่น น้ำใส ๆ ด้านล่างเตรียมมาจาก Gewürztraminer มีความหวานกลมกล่อม (19/20)
Dulcey chocolate with apple, Gewürztraminer stock and Oxalis Sorbet ข้างกันคือ Dulcey chocolate panna cotta เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน (19/20)
รูปที่ 28
Dulcey chocolate with apple, Gewürztraminer stock and Oxalis Sorbet ข้างกันคือ Dulcey chocolate panna cotta เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน (19/20)
Friandises ต่อมาคือขนมหวานเสิร์ฟมาหลากหลายอย่างคือ Punschkrapferl stuffed with raspberry; grand marnier and rum, Apricot parfait, Cake with passionfruit; nougat and pistachio, Cornetto with black forest jelly cake และ Madeleine
รูปที่ 29
Friandises ต่อมาคือขนมหวานเสิร์ฟมาหลากหลายอย่างคือ Punschkrapferl stuffed with raspberry; grand marnier and rum, Apricot parfait, Cake with passionfruit; nougat and pistachio, Cornetto with black forest jelly cake และ Madeleine
Confiserie & chocolate candies from the trolley ปิดท้ายด้วยขนมหวานอีกมากมายจากรถเข็นทั้ง Cherry tart, Gugelhupf, Pate de fruits, Chocolate praline, Praline of raspberry and yuzu น่าเสียดายที่เราอิ่มเกินที่จะลอง Fruit Salad, Nuts with dulcey chocolate และ Florentina
รูปที่ 30
Confiserie & chocolate candies from the trolley ปิดท้ายด้วยขนมหวานอีกมากมายจากรถเข็นทั้ง Cherry tart, Gugelhupf, Pate de fruits, Chocolate praline, Praline of raspberry and yuzu น่าเสียดายที่เราอิ่มเกินที่จะลอง Fruit Salad, Nuts with dulcey chocolate และ Florentina
Confiserie & chocolate candies from the trolley พนักงานจะนำมาจัดลงในจานขนาดเล็ก
รูปที่ 31
Confiserie & chocolate candies from the trolley พนักงานจะนำมาจัดลงในจานขนาดเล็ก
💰 ราคา 678 €
รูปที่ 32
💰 ราคา 678 €
รายการไวน์ในมื้อนี้
รูปที่ 33
รายการไวน์ในมื้อนี้
🎗 [INTRO] วันที่ 25 พฤศจิกายน 2023 เราออกเดินทางด้วยรถยนต์เริ่มต้นจากเมือง Trier มุ่งหน้าสู่เขต Schwarzwald หรือ Black Forest ฝ่าพายุหิมะในฤดูหนาวที่โหมกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นถนนข้างหน้าเพื่อมาลิ้มลองหนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรปนั่นก็คือ Restaurant Bareiss ที่ตั้งอยู่ในเมือง Baiersbronn แห่งนี้นั่นเอง
รูปที่ 34
🎗 [INTRO] วันที่ 25 พฤศจิกายน 2023 เราออกเดินทางด้วยรถยนต์เริ่มต้นจากเมือง Trier มุ่งหน้าสู่เขต Schwarzwald หรือ Black Forest ฝ่าพายุหิมะในฤดูหนาวที่โหมกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นถนนข้างหน้าเพื่อมาลิ้มลองหนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรปนั่นก็คือ Restaurant Bareiss ที่ตั้งอยู่ในเมือง Baiersbronn แห่งนี้นั่นเอง
🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของ Hotel Bareiss ต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยปี 1939 โดยคุณ Jakob Christian Bareiss และภรรยา Hermine Schmalzried แต่งงานและมีลูกด้วยกัน 2 คนคือ Heide Bareiss และ Hermann Bareiss ต่อมาคุณ Jakob เสียชีวิตอย่างกระทันหันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภรรยาคือคุณ Hermine Bareiss ตัดสินใจซื้อที่ดินและเริ่มต้นสร้างโรงแรม Kurhotel Mitteltal ในปี 1950 จนแล้วเสร็จกลายเป็นโรงแรมขนาด 25 เตียงเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม 1951 ระหว่างนี้เธอได้ขยับขยายและพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่องก่อนจะส่งต่อกิจการให้กับลูกสาวในปี 1973 ถัดมาในช่วงปี 1974-1976 คุณ Hermann ได้ปรับปรุง Kurhotel Mitteltal ครั้งใหญ่รวมไปถึงการก่อสร้างห้องอาหาร À La Carte แห่งแรกขึ้นและใช้ชื่อว่า Rôtisserie St. Hubertus กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1982 พื้นที่ร้านได้ถูกแบ่งออกเป็นห้องอาหารใหม่ 2 แห่งคือ Kaminstube และห้องอาหารกูร์เม่ต์ชื่อว่า Restaurant Bareiss ที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้ก่อนที่ตัวโรงแรมจะเปลี่ยนชื่อจาก Kurhotel Mitteltal มาเป็น Hotel Bareiss im Schwarzwald (Hotel Bareiss in the Black Forest) ในปี 1991
รูปที่ 35
🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของ Hotel Bareiss ต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยปี 1939 โดยคุณ Jakob Christian Bareiss และภรรยา Hermine Schmalzried แต่งงานและมีลูกด้วยกัน 2 คนคือ Heide Bareiss และ Hermann Bareiss ต่อมาคุณ Jakob เสียชีวิตอย่างกระทันหันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภรรยาคือคุณ Hermine Bareiss ตัดสินใจซื้อที่ดินและเริ่มต้นสร้างโรงแรม Kurhotel Mitteltal ในปี 1950 จนแล้วเสร็จกลายเป็นโรงแรมขนาด 25 เตียงเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม 1951 ระหว่างนี้เธอได้ขยับขยายและพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่องก่อนจะส่งต่อกิจการให้กับลูกสาวในปี 1973 ถัดมาในช่วงปี 1974-1976 คุณ Hermann ได้ปรับปรุง Kurhotel Mitteltal ครั้งใหญ่รวมไปถึงการก่อสร้างห้องอาหาร À La Carte แห่งแรกขึ้นและใช้ชื่อว่า Rôtisserie St. Hubertus กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1982 พื้นที่ร้านได้ถูกแบ่งออกเป็นห้องอาหารใหม่ 2 แห่งคือ Kaminstube และห้องอาหารกูร์เม่ต์ชื่อว่า Restaurant Bareiss ที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้ก่อนที่ตัวโรงแรมจะเปลี่ยนชื่อจาก Kurhotel Mitteltal มาเป็น Hotel Bareiss im Schwarzwald (Hotel Bareiss in the Black Forest) ในปี 1991
ในส่วนของห้องอาหารนั้น Restaurant Bareiss สามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1984 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1985 ก่อนที่เชฟ Claus-Peter Lumpp ผู้เคยฝึกงานที่โรงแรมในสมัยที่ยังเป็น Kurhotel Mitteltal จะกลับมาร่วมงานกับทางโรงแรมและคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2007 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
รูปที่ 36
ในส่วนของห้องอาหารนั้น Restaurant Bareiss สามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1984 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1985 ก่อนที่เชฟ Claus-Peter Lumpp ผู้เคยฝึกงานที่โรงแรมในสมัยที่ยังเป็น Kurhotel Mitteltal จะกลับมาร่วมงานกับทางโรงแรมและคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2007 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
การตกแต่งภายในยังคงไว้ซึ่งความหรูหราแบบคลาสสิค โต๊ะอาหารจำนวน 8 ตัวปูด้วยผ้าสีขาวแลดูเข้ากันดีกับเก้าอี้สไตล์ Victorian นั่งสบาย ตรงกลางเป็นแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่วางตัวขนาบกันกับถังแชมเปญเหมาะกับการใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาตลอดมื้อ บนผนังตกแต่งภาพวาดสีน้ำมันในกรอบสีทอง สำหรับใครที่แวะมาในช่วงอากาศเย็นทางร้านมักจะเปิดเตาผิงทำให้บรรยากาศภายในอบอุ่นมากขึ้น
รูปที่ 37
การตกแต่งภายในยังคงไว้ซึ่งความหรูหราแบบคลาสสิค โต๊ะอาหารจำนวน 8 ตัวปูด้วยผ้าสีขาวแลดูเข้ากันดีกับเก้าอี้สไตล์ Victorian นั่งสบาย ตรงกลางเป็นแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่วางตัวขนาบกันกับถังแชมเปญเหมาะกับการใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาตลอดมื้อ บนผนังตกแต่งภาพวาดสีน้ำมันในกรอบสีทอง สำหรับใครที่แวะมาในช่วงอากาศเย็นทางร้านมักจะเปิดเตาผิงทำให้บรรยากาศภายในอบอุ่นมากขึ้น
🎗 [THE CHEF] Claus-Peter Lumpp มีพื้นเพเป็นชาว Swabian โดยตัวเขาเริ่มต้นชีวิตการเป็นเชฟที่ Kurhotel Mitteltal (Hotel Bareiss ใสปัจจุบัน) ในช่วงปี 1982-1985 ภายใต้การควบคุมของเชฟ Paul Mertschuweit หลังจากนั้นเขาได้เข้ารับราชการทหารอยู่ 1 ปีก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับเชฟ Günter Scherrer ที่ Restaurant Victorian ในนคร Düsseldorf หลังจากนั้นเขาได้ออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่นห้องอาหาร Tantris (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) กับเชฟ Heinz Winkler ในปี 1987, Aubergine (3 MICHELIN Stars) กับเชฟ Eckart Witzigmann ในปี 1988, Kunststuben (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น - ปัจจุบันคือ RICO’S) กับเชฟ Horst Petermann ในปี 1989, Le Louis XV (3 MICHELIN Stars - ปัจจุบันคือ Le Louis XV - Alain Ducasse à l'Hôtel de Paris ) กับเชฟ Alain Ducasse และ Franck Cerutti ในปี 1990 สุดท้ายคือ Le Val d'Or (2 MICHELIN Stars) กับเชฟ Johann Lafer ในปี 1991 หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาตัดสินใจเดินทางกลับมายัง Restaurant Bareiss ซึ่งขณะนั้นเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ก่อนจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2007
รูปที่ 38
🎗 [THE CHEF] Claus-Peter Lumpp มีพื้นเพเป็นชาว Swabian โดยตัวเขาเริ่มต้นชีวิตการเป็นเชฟที่ Kurhotel Mitteltal (Hotel Bareiss ใสปัจจุบัน) ในช่วงปี 1982-1985 ภายใต้การควบคุมของเชฟ Paul Mertschuweit หลังจากนั้นเขาได้เข้ารับราชการทหารอยู่ 1 ปีก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับเชฟ Günter Scherrer ที่ Restaurant Victorian ในนคร Düsseldorf หลังจากนั้นเขาได้ออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่นห้องอาหาร Tantris (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) กับเชฟ Heinz Winkler ในปี 1987, Aubergine (3 MICHELIN Stars) กับเชฟ Eckart Witzigmann ในปี 1988, Kunststuben (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น - ปัจจุบันคือ RICO’S) กับเชฟ Horst Petermann ในปี 1989, Le Louis XV (3 MICHELIN Stars - ปัจจุบันคือ Le Louis XV - Alain Ducasse à l'Hôtel de Paris ) กับเชฟ Alain Ducasse และ Franck Cerutti ในปี 1990 สุดท้ายคือ Le Val d'Or (2 MICHELIN Stars) กับเชฟ Johann Lafer ในปี 1991 หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาตัดสินใจเดินทางกลับมายัง Restaurant Bareiss ซึ่งขณะนั้นเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ก่อนจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2007
🎗[THE FOOD] Restaurant Bareiss นำเสนออาหารในรูปแบบฝรั่งเศสคลาสสิคโดยนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นของพื้นที่ Schwarzwald หรือ Black Forest ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้สองรูปแบบคือ Seasonal Menu (ในช่วงที่เราไปคือ The autumn Menu) (5 Course - 258 €) และ Tasting Menu By Claus-Peter Lumpp (7 Course - 295 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบอีกเช่นกัน
รูปที่ 39
🎗[THE FOOD] Restaurant Bareiss นำเสนออาหารในรูปแบบฝรั่งเศสคลาสสิคโดยนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นของพื้นที่ Schwarzwald หรือ Black Forest ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้สองรูปแบบคือ Seasonal Menu (ในช่วงที่เราไปคือ The autumn Menu) (5 Course - 258 €) และ Tasting Menu By Claus-Peter Lumpp (7 Course - 295 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบอีกเช่นกัน
รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นโดยทีม Sommelier สามารถแนะนำลักษณะเฉพาะตัวของไวน์แต่ละกลุ่มได้อย่างดีเยี่ยม ทาวร้านเลือกใช้แก้ว Zwiezel คุณภาพดีช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในการดื่มไวน์ตลอดมื้อ
รูปที่ 40
รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นโดยทีม Sommelier สามารถแนะนำลักษณะเฉพาะตัวของไวน์แต่ละกลุ่มได้อย่างดีเยี่ยม ทาวร้านเลือกใช้แก้ว Zwiezel คุณภาพดีช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในการดื่มไวน์ตลอดมื้อ
ทันทีที่เดินเข้ามาในโรงแรมลูกค้าจะพบกับการต้อนรับอย่างเป็นกันเอง หลังจากตรวจสอบการจองเสร็จเรียบร้อยพนักงานจะพาเราเดินผ่านห้องอาหาร Kaminstube (🍽️ Selected by MICHELIN Guide) และ Dorfstuben (😋 Bib Gourmand) เข้าไปยัง Restaurant Bareiss
รูปที่ 41
ทันทีที่เดินเข้ามาในโรงแรมลูกค้าจะพบกับการต้อนรับอย่างเป็นกันเอง หลังจากตรวจสอบการจองเสร็จเรียบร้อยพนักงานจะพาเราเดินผ่านห้องอาหาร Kaminstube (🍽️ Selected by MICHELIN Guide) และ Dorfstuben (😋 Bib Gourmand) เข้าไปยัง Restaurant Bareiss
🎗 [WHY GO] Restaurant Bareiss เป็นห้องอาหารเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิค เชฟ Claus-Peter Lumpp เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจของพื้นที่แถบ Black Forest รวมไปถึงประเทศเยอรมนี อาหารหวานโดยเชฟ Stefan Leitner ทุกจานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ รายการไวน์โดย Sommelier อย่างคุณ Teoman Mezda นำเสนอออกมาได้ในราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับของตัวร้าน การบริการที่ควบคุมโดยคุณ Thomas Brandt ซึ่งเป็นหนึ่งใน Maître ที่เก่งกาจที่สุดเป็นไปอย่างลื่นไหลและเป็นกันเองตลอดมื้อ จากที่กล่าวมาทำให้ราคาอาหารที่ 258-295 € จัดว่าคุ้มค่ามาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของประเทศเยอรมนี
รูปที่ 42
🎗 [WHY GO] Restaurant Bareiss เป็นห้องอาหารเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิค เชฟ Claus-Peter Lumpp เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจของพื้นที่แถบ Black Forest รวมไปถึงประเทศเยอรมนี อาหารหวานโดยเชฟ Stefan Leitner ทุกจานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ รายการไวน์โดย Sommelier อย่างคุณ Teoman Mezda นำเสนอออกมาได้ในราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับของตัวร้าน การบริการที่ควบคุมโดยคุณ Thomas Brandt ซึ่งเป็นหนึ่งใน Maître ที่เก่งกาจที่สุดเป็นไปอย่างลื่นไหลและเป็นกันเองตลอดมื้อ จากที่กล่าวมาทำให้ราคาอาหารที่ 258-295 € จัดว่าคุ้มค่ามาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของประเทศเยอรมนี
ส่วนใครที่มีเวลาอาจอยู่ต่อเพื่อลิ้มลองอาหารท้องถิ่นของแถบ Black Forest ที่ห้องอาหาร Kaminstube (🍽️ Selected by MICHELIN Guide), ห้องอาหาร Dorfstuben (😋 Bib Gourmand) รวมไปถึงห้องอาหาร-ฟาร์มปลาเทร้าต์ Forellenhof (🍽️ Selected by MICHELIN Guide) ที่ทางเพจเคยเขียนบทความรีวิวเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วก็ได้เช่นกัน
รูปที่ 43
ส่วนใครที่มีเวลาอาจอยู่ต่อเพื่อลิ้มลองอาหารท้องถิ่นของแถบ Black Forest ที่ห้องอาหาร Kaminstube (🍽️ Selected by MICHELIN Guide), ห้องอาหาร Dorfstuben (😋 Bib Gourmand) รวมไปถึงห้องอาหาร-ฟาร์มปลาเทร้าต์ Forellenhof (🍽️ Selected by MICHELIN Guide) ที่ทางเพจเคยเขียนบทความรีวิวเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วก็ได้เช่นกัน
ใครที่สนใจเราขอแนะนำให้ตั้งต้นการเดินทางจากนคร Zürich หรือ Frankfurt am Main โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งโดยรถยนต์และขอการันตีว่ามื้ออาหารที่ Restaurant Bareiss จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมไปได้ตลอดกาล
รูปที่ 44
ใครที่สนใจเราขอแนะนำให้ตั้งต้นการเดินทางจากนคร Zürich หรือ Frankfurt am Main โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งโดยรถยนต์และขอการันตีว่ามื้ออาหารที่ Restaurant Bareiss จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมไปได้ตลอดกาล