GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Resonance
1 MICHELIN Star

ThailandResonance · เรโซแนนซ์

Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — 108, 4 สุขุมวิท 65 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา, กรุงเทพ, 10110, ประเทศไทย

🎗️ [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟ Shunsuke Shimomura ผู้ซึ่งอาศัยประสบการณ์การทำงานในห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันและนำเสนออกมาเป็น Tasting Menu ของห้องอาหาร Resonance โดยผสมผสานเทคนิคการปรุงอาหารสไตล์ตะวันตกเข้ากันกับวัตถุดิบจากฝั่งเอเชียออกมาได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ

🎗️ [THE PLACE] Restaurant Resonance เป็นร้านอาหารที่แอบซ่อนตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 65 บริเวณด้านหน้ามีพื้นที่จอดรถกว้างขวาง ตัวอาคาร 2 ชั้นตกแต่งแบบเรียบง่ายชนิดที่มองแทบไม่ออกว่านี่คือหนึ่งในห้องอาหารระดับสูงชั้นเลิศ ภายในร้านออกแบบในสไตล์ Minimalistic สังเกตได้จากโต๊ะที่ปูด้วยผ้าขาวเค้าคู่กันกับเก้าอี้สีเบจนั่งสบาย บนผนังตกแต่งด้วยภาพที่เติมแต่งสีสันให้ห้องอาหารแลดูโมเดิร์นมากขึ้น นอกจากนี้สำหรับใครที่มากันเป็นกลุ่มใหญ่ทางร้านก็มีห้องส่วนตัวรองรับเช่นกัน

🎗️ [THE CHEF] Shunsuke Shimomura เป็นเชฟชาวญี่ปุ่นผู้เกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองริมทะเลทำให้ตัวเขามีความคุ้นเคยวัตถุดิบจากท้องทะเลตั้งแต่วัยเยาว์ ด้วยความหลงไหลในศาสตร์การทำอาหารและมีความฝันที่จะคว้ารางวัล MICHELIN Star มาครองทำให้เขาตัดสินใจเข้าเรียนเป็นเชฟมืออาชีพอย่างเต็มตัว ระหว่างฝึกงานเขามีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหารระดับโลกทั้ง Geranium (3 MICHELIN Stars) และ Kokkeriet ก่อนที่จะเรียนจบและเริ่มต้นเดินทางไปยังแถบชนบททางตอนเหนือของประเทศอิตาลีเพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Magnolia (2 MICHELIN Stars) และ Agli Amici (2 MICHELIN Stars) รวมไปถึง Metamorfosi (1 MICHELIN Star) ในกรุง Rome ประเทศอิตาลี หลังจากนั้นเขาเดินทางไปยังนคร Melbourne เพื่อร่วมงานกับ Amaru ซึ่งเป็นห้องอาหารออสเตรเลียร่วมสมัยและข้ามทวีปมายังประเทศไทยเพื่อเป็น R&D Chef ให้กับห้องอาหาร Gaggan (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงเปิดห้องอาหาร Resonance เป็นของตัวเองและคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในที่สุด

🎗️ [THE FOOD] เชฟ Shunsuke นำเสนออาหารในรูปแบบที่เรียกว่า Boundless Cuisine หรืออาหารแบบไร้กรอบโดยใช้เทคนิคแบบโมเดิร์น ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ 12-COURSES (4,500++) และ 14 COURSES (6,500++) โดยคอร์สใหญ่จะเพิ่มเริมวัตถุดิบพรีเมี่ยมขึ้นมาอย่างเช่นไข่หอยเม่น, ลิ้นวัว และหอยเป๋าฮื้อ นอกจากนี้ยังมี 7-Courses Menu (2,900++) นำเสนอมาเฉพาะมื้อกลางวันของวันเสาร์อีกด้วย รายการไวน์ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีรวมไปถึงไวน์หาชิมยากที่ได้นำเข้าจากทั่วทุกมุมโลกมาจำหน่ายให้คนไทยได้ลิ้มลองกัน นอกจากนี้ยังมีรายการจับคู่ชาคุณภาพสูงที่ต้องสั่งจองกันล่วงหน้ากับทางร้านประมาณ 1-2 วันทำการ ตัวอย่างเมนูเด็ดในวันนี้ได้แก่

✨ Chutoro, Avocado

คอร์สนี้เชฟนำเสนออโวคาโดที่ปรุงในซุปดาชิแบบญี่ปุ่น ด้านบนท็อปด้วยชูโทโร่ที่พร้อมจะละลายกลืนเป็นเนื้อเดียวกันไปกับอโวคาโด นอกจากนี้ยังมีเนื้อสัมผัสความกรอบของ Iburi-gakko หรือแรดิชรมควัน ด้านบนคือใบ Kinome เชฟยังเติมแต่งอโรมาหอม ๆ ของ น้ำมันพริกไทย Sancho และน้ำมัน Mujan จากนั้นพนักงานจะเทซุปเย็นรสเปรี้ยวที่เตรียมมาจาก Cape Gooseberry ลงไปช่วยตัดความมันของชูโทโร่ได้อย่างไร้ที่ติ (16/20)

✨ Asparagus, Hokkigai

จากนั้นพนักงานจะนำวัตถุดิบหลักของคอร์สถัดไปมานำเสนอให้ชมกันประกอบไปด้วยสาหร่ายคอมบุ, กุ้งแห้ง, หอยเชลล์โฮตาเตะแห้ง, ปลาแห้ง Niboshi และ Katsuobushi เชฟนำหน่อไม้ฝรั่งไปฝานและย่างบนเตาถ่าน จากนั้นเสิร์ฟมากับหอยปีกนกยักษ์ Hokkigai จากประเทศญี่ปุ่น รอบ ๆ คือน้ำซุปอุ่น ๆ ที่เตรียมมาจากอาหารทะเลแห้งที่นำเสนอให้เราได้ชมกันก่อนหน้านี้ให้ความอูมามิกลมกล่อม จากนั้นจบด้วยการหยดน้ำมันหญ้าฟางรมควันโฮมเมดลงไปให้ความหอมที่โดดเด่น (16/20)

✨ Tokyo-X

Tokyo-X เป็นคอร์สที่เช็คนำเสนอหมูพรีเมี่ยมจากประเทศญี่ปุ่นที่ผสมหมู 3 สายพันธุ์คือ US, UK และ Beijing เข้าด้วยกัน เชฟเสิร์ฟมาที่ความสุกปานกลางเพื่อคงไว้ซึ่งความฉ่ำนุ่ม ด้านล่างคือ Purée กะหล่ำดอกและซอส Strawberry Jus รสชาติเข้มข้นปนด้วยความหวานเพียงเล็กน้อยตัดด้วยความเปรี้ยวและขมเบา ๆ ของเปลือกเลมอนเชื่อม ด้านบนคือใบมิ้นท์และคาเคานิบส์และ Macau Pepper (16/20)

🎗️ [WHY GO] ถึงแม้หน้าตาอาหารแต่ละคอร์สจะแลดูเรียบง่ายแต่หากวิเคราะห์ดูให้ดีจะพบว่าเชฟ Shunsuke ใส่ทั้งเทคนิคระดับสูงและอัตลักษณ์ของตัวเองลงไปได้อย่างเด่นชัด รสชาติทุกจานมีความเข้าถึงง่าย การบริการอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ราคาอาหารจัดว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับคุณภาพของวัตถุดิบ เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่มองหาร้านอาหาร Fine Dining ได้ลองแวะมาชิมกันดู รับรองว่าต้องติดใจกันอย่างแน่นอน !

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 29 รูป

🇹🇭 Resonance - เรโซแนนซ์🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น👨🏻‍🍳 Chef Shunsuke Shimomura - เชฟชุนสุเกะ ชิโมมุระ
รูปที่ 1
🇹🇭 Resonance - เรโซแนนซ์🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น👨🏻‍🍳 Chef Shunsuke Shimomura - เชฟชุนสุเกะ ชิโมมุระ
🎗️ [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟ Shunsuke Shimomura ผู้ซึ่งอาศัยประสบการณ์การทำงานในห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันและนำเสนออกมาเป็น Tasting Menu ของห้องอาหาร Resonance โดยผสมผสานเทคนิคการปรุงอาหารสไตล์ตะวันตกเข้ากันกับวัตถุดิบจากฝั่งเอเชียออกมาได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ
รูปที่ 2
🎗️ [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟ Shunsuke Shimomura ผู้ซึ่งอาศัยประสบการณ์การทำงานในห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันและนำเสนออกมาเป็น Tasting Menu ของห้องอาหาร Resonance โดยผสมผสานเทคนิคการปรุงอาหารสไตล์ตะวันตกเข้ากันกับวัตถุดิบจากฝั่งเอเชียออกมาได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ
Mushroom Soupเริ่มต้นคอร์สแรกด้วยซุปเห็ดเนียนละมุน เชฟเตรียมซุปมาจากเห็ด Porcini ผสมกับอโรมาหอม ๆ ของวานิลลาและใบ Kinome ในถ้วยยังมีเห็ด Girolle และ Chanterelle ผัดแล้วเสิร์ฟมาเป็นชิ้น ๆ สร้างความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส (14/20)
รูปที่ 3
Mushroom Soupเริ่มต้นคอร์สแรกด้วยซุปเห็ดเนียนละมุน เชฟเตรียมซุปมาจากเห็ด Porcini ผสมกับอโรมาหอม ๆ ของวานิลลาและใบ Kinome ในถ้วยยังมีเห็ด Girolle และ Chanterelle ผัดแล้วเสิร์ฟมาเป็นชิ้น ๆ สร้างความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส (14/20)
Chutoro, Avocadoคอร์สนี้เชฟนำเสนออโวคาโดที่ปรุงในซุปดาชิแบบญี่ปุ่น ด้านบนท็อปด้วยชูโทโร่ที่พร้อมจะละลายกลืนเป็นเนื้อเดียวกันไปกับอโวคาโด นอกจากนี้ยังมีเนื้อสัมผัสความกรอบของ Iburi-gakko หรือแรดิชรมควัน ด้านบนคือใบ Kinome เชฟยังเติมแต่งอโรมาหอม ๆ ของ น้ำมันพริกไทย Sancho และน้ำมัน Mujan จากนั้นพนักงานจะเทซุปเย็นรสเปรี้ยวที่เตรียมมาจาก Cape Gooseberry ลงไปช่วยตัดความมันของชูโทโร่ได้อย่างไร้ที่ติ (16/20)
รูปที่ 4
Chutoro, Avocadoคอร์สนี้เชฟนำเสนออโวคาโดที่ปรุงในซุปดาชิแบบญี่ปุ่น ด้านบนท็อปด้วยชูโทโร่ที่พร้อมจะละลายกลืนเป็นเนื้อเดียวกันไปกับอโวคาโด นอกจากนี้ยังมีเนื้อสัมผัสความกรอบของ Iburi-gakko หรือแรดิชรมควัน ด้านบนคือใบ Kinome เชฟยังเติมแต่งอโรมาหอม ๆ ของ น้ำมันพริกไทย Sancho และน้ำมัน Mujan จากนั้นพนักงานจะเทซุปเย็นรสเปรี้ยวที่เตรียมมาจาก Cape Gooseberry ลงไปช่วยตัดความมันของชูโทโร่ได้อย่างไร้ที่ติ (16/20)
Sand Whiting FishSand Whiting Fish หรือปลาทราย เชฟนำก้างด้านในออกแล้วนำปลา 2 ตัวมาประกบกัน จากนั้นห่อด้วยใบงาเกาหลีแล้วนำไปชุบแป้งทอดกรอบ เชฟเสิร์ฟมากับซอสบ๊วยเค็มและซอสตะลิงปลิงรสเปรี้ยวรวมไปถึงน้ำมัน Mujan จากนั้นห่อด้วยใบงาเกาหลีอีกชิ้นหนึ่งให้ถือรับประทานในช่วงที่ยังร้อน ๆ (16/20)
รูปที่ 5
Sand Whiting FishSand Whiting Fish หรือปลาทราย เชฟนำก้างด้านในออกแล้วนำปลา 2 ตัวมาประกบกัน จากนั้นห่อด้วยใบงาเกาหลีแล้วนำไปชุบแป้งทอดกรอบ เชฟเสิร์ฟมากับซอสบ๊วยเค็มและซอสตะลิงปลิงรสเปรี้ยวรวมไปถึงน้ำมัน Mujan จากนั้นห่อด้วยใบงาเกาหลีอีกชิ้นหนึ่งให้ถือรับประทานในช่วงที่ยังร้อน ๆ (16/20)
Asparagus, Hokkigaiจากนั้นพนักงานจะนำวัตถุดิบหลักของคอร์สถัดไปมานำเสนอให้ชมกันประกอบไปด้วยสาหร่ายคอมบุ, กุ้งแห้ง, หอยเชลล์โฮตาเตะแห้ง, ปลาแห้ง Niboshi และ Katsuobushi (16/20)
รูปที่ 6
Asparagus, Hokkigaiจากนั้นพนักงานจะนำวัตถุดิบหลักของคอร์สถัดไปมานำเสนอให้ชมกันประกอบไปด้วยสาหร่ายคอมบุ, กุ้งแห้ง, หอยเชลล์โฮตาเตะแห้ง, ปลาแห้ง Niboshi และ Katsuobushi (16/20)
Asparagus, Hokkigaiเชฟนำหน่อไม้ฝรั่งไปฝานและย่างบนเตาถ่าน จากนั้นเสิร์ฟมากับหอยปีกนกยักษ์ Hokkigai จากประเทศญี่ปุ่น รอบ ๆ คือน้ำซุปอุ่น ๆ ที่เตรียมมาจากอาหารทะเลแห้งที่นำเสนอให้เราได้ชมกันก่อนหน้านี้ให้ความอูมามิกลมกล่อม จากนั้นจบด้วยการหยดน้ำมันหญ้าฟางรมควันโฮมเมดลงไปให้ความหอมที่โดดเด่น (16/20)
รูปที่ 7
Asparagus, Hokkigaiเชฟนำหน่อไม้ฝรั่งไปฝานและย่างบนเตาถ่าน จากนั้นเสิร์ฟมากับหอยปีกนกยักษ์ Hokkigai จากประเทศญี่ปุ่น รอบ ๆ คือน้ำซุปอุ่น ๆ ที่เตรียมมาจากอาหารทะเลแห้งที่นำเสนอให้เราได้ชมกันก่อนหน้านี้ให้ความอูมามิกลมกล่อม จากนั้นจบด้วยการหยดน้ำมันหญ้าฟางรมควันโฮมเมดลงไปให้ความหอมที่โดดเด่น (16/20)
Amberjackปลา Buri จากประเทศญี่ปุ่นที่เชฟนำไปย่างบนเตาถ่านจนหนังกรอบในขณะที่เนื้อยังคงไว้ซึ่งความฉ่ำไร้ที่ติ เชฟตัดด้วยรสชาติเปรี้ยวและความกรอบของเทอร์นิพดอง ด้านบนคือพริกหอม, ดอก Elderflower และผักชีลาว จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Beurre Blanc ที่ผสมผสานชาหมัก Kombucha และน้ำมันเซเลอรี่ลงไปด้วยให้รสชาติเปรี้ยวนำอย่างมีมิติ (16/20)
รูปที่ 8
Amberjackปลา Buri จากประเทศญี่ปุ่นที่เชฟนำไปย่างบนเตาถ่านจนหนังกรอบในขณะที่เนื้อยังคงไว้ซึ่งความฉ่ำไร้ที่ติ เชฟตัดด้วยรสชาติเปรี้ยวและความกรอบของเทอร์นิพดอง ด้านบนคือพริกหอม, ดอก Elderflower และผักชีลาว จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Beurre Blanc ที่ผสมผสานชาหมัก Kombucha และน้ำมันเซเลอรี่ลงไปด้วยให้รสชาติเปรี้ยวนำอย่างมีมิติ (16/20)
Crab, Cabbageคอร์สนี้เชฟนำเสนอ Shirako ชุบแป้งทอดมาร้อน ๆ ด้านบนท็อปด้วยกะหล่ำปลีซาวอยจากประเทศฝรั่งเศสและเนื้อปู Zuwaigani จากทางตอนเหนือของญี่ปุ่น จากนั้นเติมแต่งด้วยอโรมาหอม ๆ ของกระเทียมดำ รอบ ๆ คือซอสเนย จานนี้จบด้วยการขูด Karasumi หรือไข่ปลากระบอกลงไปในจาน อย่างไรก็ตามเนื้อสัมผัสของ Shirako ค่อนข้างโดดเด่นเกินองค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งปูและกะหล่ำปลีซาวอยไปพอสมควร (14/20)
รูปที่ 9
Crab, Cabbageคอร์สนี้เชฟนำเสนอ Shirako ชุบแป้งทอดมาร้อน ๆ ด้านบนท็อปด้วยกะหล่ำปลีซาวอยจากประเทศฝรั่งเศสและเนื้อปู Zuwaigani จากทางตอนเหนือของญี่ปุ่น จากนั้นเติมแต่งด้วยอโรมาหอม ๆ ของกระเทียมดำ รอบ ๆ คือซอสเนย จานนี้จบด้วยการขูด Karasumi หรือไข่ปลากระบอกลงไปในจาน อย่างไรก็ตามเนื้อสัมผัสของ Shirako ค่อนข้างโดดเด่นเกินองค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งปูและกะหล่ำปลีซาวอยไปพอสมควร (14/20)
Tokyo-XTokyo-X เป็นคอร์สที่เช็คนำเสนอหมูพรีเมี่ยมจากประเทศญี่ปุ่นที่ผสมหมู 3 สายพันธุ์คือ US, UK และ Beijing เข้าด้วยกัน เชฟเสิร์ฟมาที่ความสุกปานกลางเพื่อคงไว้ซึ่งความฉ่ำนุ่ม ด้านล่างคือ Purée กะหล่ำดอกและซอส Strawberry Jus รสชาติเข้มข้นปนด้วยความหวานเพียงเล็กน้อยตัดด้วยความเปรี้ยวและขมเบา ๆ ของเปลือกเลมอนเชื่อม ด้านบนคือใบมิ้นท์และคาเคานิบส์และ Macau Pepper (16/20)
รูปที่ 10
Tokyo-XTokyo-X เป็นคอร์สที่เช็คนำเสนอหมูพรีเมี่ยมจากประเทศญี่ปุ่นที่ผสมหมู 3 สายพันธุ์คือ US, UK และ Beijing เข้าด้วยกัน เชฟเสิร์ฟมาที่ความสุกปานกลางเพื่อคงไว้ซึ่งความฉ่ำนุ่ม ด้านล่างคือ Purée กะหล่ำดอกและซอส Strawberry Jus รสชาติเข้มข้นปนด้วยความหวานเพียงเล็กน้อยตัดด้วยความเปรี้ยวและขมเบา ๆ ของเปลือกเลมอนเชื่อม ด้านบนคือใบมิ้นท์และคาเคานิบส์และ Macau Pepper (16/20)
“Ka Pao”คอร์สนี้เชฟนำเสนอปีกไก่ยัดไส้ที่กลายมาเป็นหนึ่งในเมนูเด็ดประจำร้าน (16/20)
รูปที่ 11
“Ka Pao”คอร์สนี้เชฟนำเสนอปีกไก่ยัดไส้ที่กลายมาเป็นหนึ่งในเมนูเด็ดประจำร้าน (16/20)
“Ka Pao”ในรอบนี้เชฟเสิร์ฟมาเป็นไก่กะเพราโดยใช้ปีกไก่ยัดไส้ข้าวญี่ปุ่นแล้วทอดจนกรอบไม่อมน้ำมัน รอบ ๆ คือใบกะเพราที่เชฟคั่วและทอดเองในกระทะ Wok ส่งอโรมาหอมกรุ่นไปทั่วร้าน ด้านล่างรองด้วยซอสกะเพราผสมไข่แดงสูตรพิเศษ (16/20)
รูปที่ 12
“Ka Pao”ในรอบนี้เชฟเสิร์ฟมาเป็นไก่กะเพราโดยใช้ปีกไก่ยัดไส้ข้าวญี่ปุ่นแล้วทอดจนกรอบไม่อมน้ำมัน รอบ ๆ คือใบกะเพราที่เชฟคั่วและทอดเองในกระทะ Wok ส่งอโรมาหอมกรุ่นไปทั่วร้าน ด้านล่างรองด้วยซอสกะเพราผสมไข่แดงสูตรพิเศษ (16/20)
“Ka Pao”พนักงานแนะนำให้หยิบปีกไก่กวาดซอสแล้วรับประทานได้เลย (16/20)
รูปที่ 13
“Ka Pao”พนักงานแนะนำให้หยิบปีกไก่กวาดซอสแล้วรับประทานได้เลย (16/20)
Beef Curryถัดมาคือแกงโดยเชฟนำเนื้อส่วน Chunk Lion มาตุ๋นจนนุ่มเสิร์ฟมาเป็นเมนูแกงกะหรี่ที่ผสมผสานความเป็นอินเดียและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน (14/20)
รูปที่ 14
Beef Curryถัดมาคือแกงโดยเชฟนำเนื้อส่วน Chunk Lion มาตุ๋นจนนุ่มเสิร์ฟมาเป็นเมนูแกงกะหรี่ที่ผสมผสานความเป็นอินเดียและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน (14/20)
Beef Curryรสชาติมีความกลมกล่อม หอม ปิดท้ายเมนูอาหารคาวได้อย่างลงตัว ข้าง ๆ กันคือผักดองประกอบไปด้วยมะเขือม่วง, แตงกวา, หลักเกียว และพริกแดงจินดาสำหรับตัดเลี่ยน (14/20)
รูปที่ 15
Beef Curryรสชาติมีความกลมกล่อม หอม ปิดท้ายเมนูอาหารคาวได้อย่างลงตัว ข้าง ๆ กันคือผักดองประกอบไปด้วยมะเขือม่วง, แตงกวา, หลักเกียว และพริกแดงจินดาสำหรับตัดเลี่ยน (14/20)
Beef Curryสำหรับข้าวเชฟเลือกใช้ข้าวสายพันธุ์ Musenmai จากจังหวัด Niigata หุงในหม้อดินจนสุกพอดี (14/20)
รูปที่ 16
Beef Curryสำหรับข้าวเชฟเลือกใช้ข้าวสายพันธุ์ Musenmai จากจังหวัด Niigata หุงในหม้อดินจนสุกพอดี (14/20)
Beef Curryพนักงานจะตักแบ่งลงจานให้ (14/20)
รูปที่ 17
Beef Curryพนักงานจะตักแบ่งลงจานให้ (14/20)
Époisses Ice Creamสำหรับของหวานจานแรกเชฟนำเสนอไอศครีมชีส Époisses จากแคว้น Burgundy ประเทศฝรั่งเศสรองด้านล่างด้ยถั่วฮาเซลนัท ข้าง ๆ กันคือซอสที่เตรียมมาจากไวน์ Marc de Bourgogne ผสมกับลูกเกดให้รสชาติในสิ่งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ (16/20)
รูปที่ 18
Époisses Ice Creamสำหรับของหวานจานแรกเชฟนำเสนอไอศครีมชีส Époisses จากแคว้น Burgundy ประเทศฝรั่งเศสรองด้านล่างด้ยถั่วฮาเซลนัท ข้าง ๆ กันคือซอสที่เตรียมมาจากไวน์ Marc de Bourgogne ผสมกับลูกเกดให้รสชาติในสิ่งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ (16/20)
Mikan, Kinomeเชฟนำเสนอ Mikan หรือส้มแมนดารินจากประเทศญี่ปุ่นมีรสชาติเปรี้ยวหวานโดดเด่น ตรงกลางคือเมอแรงก์ที่บรรจุไอศกรีมใบ Kinome ให้อโรมาหอมเฉพาะตัว จากนั้นท็อปด้วยพราลีนและใบ Kinome อีกทีหนึ่ง (16/20)
รูปที่ 19
Mikan, Kinomeเชฟนำเสนอ Mikan หรือส้มแมนดารินจากประเทศญี่ปุ่นมีรสชาติเปรี้ยวหวานโดดเด่น ตรงกลางคือเมอแรงก์ที่บรรจุไอศกรีมใบ Kinome ให้อโรมาหอมเฉพาะตัว จากนั้นท็อปด้วยพราลีนและใบ Kinome อีกทีหนึ่ง (16/20)
Strawberryปิดท้ายด้วยขนมหวานจานสุดท้ายอย่างสตรอว์เบอร์รี่จากจังหวัดเสิน์ฟมากับครัมเบิ้ลกรอบและไอศกรีมวานิลลา ด้านบนคือโฟมของ Elderflower หอม ๆ ด้านนอกล้อมรอบด้วยแผ่น Tuile กรอบ (15/20)
รูปที่ 20
Strawberryปิดท้ายด้วยขนมหวานจานสุดท้ายอย่างสตรอว์เบอร์รี่จากจังหวัดเสิน์ฟมากับครัมเบิ้ลกรอบและไอศกรีมวานิลลา ด้านบนคือโฟมของ Elderflower หอม ๆ ด้านนอกล้อมรอบด้วยแผ่น Tuile กรอบ (15/20)
ของฝากกลับบ้าน
รูปที่ 21
ของฝากกลับบ้าน
🎗️ [THE CHEF] Shunsuke Shimomura เป็นเชฟชาวญี่ปุ่นผู้เกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองริมทะเลทำให้ตัวเขามีความคุ้นเคยวัตถุดิบจากท้องทะเลตั้งแต่วัยเยาว์ ด้วยความหลงไหลในศาสตร์การทำอาหารและมีความฝันที่จะคว้ารางวัล MICHELIN Star มาครองทำให้เขาตัดสินใจเข้าเรียนเป็นเชฟมืออาชีพอย่างเต็มตัว ระหว่างฝึกงานเขามีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหารระดับโลกทั้ง Geranium (3 MICHELIN Stars) และ Kokkeriet ก่อนที่จะเรียนจบและเริ่มต้นเดินทางไปยังแถบชนบททางตอนเหนือของประเทศอิตาลีเพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Magnolia (2 MICHELIN Stars) และ Agli Amici (2 MICHELIN Stars) รวมไปถึง Metamorfosi (1 MICHELIN Star) ในกรุง Rome ประเทศอิตาลี หลังจากนั้นเขาเดินทางไปยังนคร Melbourne เพื่อร่วมงานกับ Amaru ซึ่งเป็นห้องอาหารออสเตรเลียร่วมสมัยและข้ามทวีปมายังประเทศไทยเพื่อเป็น R&D Chef ให้กับห้องอาหาร Gaggan (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงเปิดห้องอาหาร Resonance เป็นของตัวเองและคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในที่สุด
รูปที่ 22
🎗️ [THE CHEF] Shunsuke Shimomura เป็นเชฟชาวญี่ปุ่นผู้เกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองริมทะเลทำให้ตัวเขามีความคุ้นเคยวัตถุดิบจากท้องทะเลตั้งแต่วัยเยาว์ ด้วยความหลงไหลในศาสตร์การทำอาหารและมีความฝันที่จะคว้ารางวัล MICHELIN Star มาครองทำให้เขาตัดสินใจเข้าเรียนเป็นเชฟมืออาชีพอย่างเต็มตัว ระหว่างฝึกงานเขามีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหารระดับโลกทั้ง Geranium (3 MICHELIN Stars) และ Kokkeriet ก่อนที่จะเรียนจบและเริ่มต้นเดินทางไปยังแถบชนบททางตอนเหนือของประเทศอิตาลีเพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Magnolia (2 MICHELIN Stars) และ Agli Amici (2 MICHELIN Stars) รวมไปถึง Metamorfosi (1 MICHELIN Star) ในกรุง Rome ประเทศอิตาลี หลังจากนั้นเขาเดินทางไปยังนคร Melbourne เพื่อร่วมงานกับ Amaru ซึ่งเป็นห้องอาหารออสเตรเลียร่วมสมัยและข้ามทวีปมายังประเทศไทยเพื่อเป็น R&D Chef ให้กับห้องอาหาร Gaggan (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงเปิดห้องอาหาร Resonance เป็นของตัวเองและคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในที่สุด
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Shunsuke นำเสนออาหารในรูปแบบที่เรียกว่า Boundless Cuisine หรืออาหารแบบไร้กรอบโดยใช้เทคนิคแบบโมเดิร์น ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ 12-COURSES (4,500++) และ 14 COURSES (6,500++) โดยคอร์สใหญ่จะเพิ่มเริมวัตถุดิบพรีเมี่ยมขึ้นมาอย่างเช่นไข่หอยเม่น, ลิ้นวัว และหอยเป๋าฮื้อ นอกจากนี้ยังมี 7-Courses Menu (2,900++) นำเสนอมาเฉพาะมื้อกลางวันของวันเสาร์อีกด้วย
รูปที่ 23
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Shunsuke นำเสนออาหารในรูปแบบที่เรียกว่า Boundless Cuisine หรืออาหารแบบไร้กรอบโดยใช้เทคนิคแบบโมเดิร์น ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ 12-COURSES (4,500++) และ 14 COURSES (6,500++) โดยคอร์สใหญ่จะเพิ่มเริมวัตถุดิบพรีเมี่ยมขึ้นมาอย่างเช่นไข่หอยเม่น, ลิ้นวัว และหอยเป๋าฮื้อ นอกจากนี้ยังมี 7-Courses Menu (2,900++) นำเสนอมาเฉพาะมื้อกลางวันของวันเสาร์อีกด้วย
รายการไวน์ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีรวมไปถึงไวน์หาชิมยากที่ได้นำเข้าจากทั่วทุกมุมโลกมาจำหน่ายให้คนไทยได้ลิ้มลองกัน นอกจากนี้ยังมีรายการจับคู่ชาคุณภาพสูงที่ต้องสั่งจองกันล่วงหน้ากับทางร้านประมาณ 1-2 วันทำการ
รูปที่ 24
รายการไวน์ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีรวมไปถึงไวน์หาชิมยากที่ได้นำเข้าจากทั่วทุกมุมโลกมาจำหน่ายให้คนไทยได้ลิ้มลองกัน นอกจากนี้ยังมีรายการจับคู่ชาคุณภาพสูงที่ต้องสั่งจองกันล่วงหน้ากับทางร้านประมาณ 1-2 วันทำการ
🎗️ [THE PLACE] Restaurant Resonance เป็นร้านอาหารที่แอบซ่อนตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 65 บริเวณด้านหน้ามีพื้นที่จอดรถกว้างขวาง ตัวอาคาร 2 ชั้นตกแต่งแบบเรียบง่ายชนิดที่มองแทบไม่ออกว่านี่คือหนึ่งในห้องอาหารระดับสูงชั้นเลิศ
รูปที่ 25
🎗️ [THE PLACE] Restaurant Resonance เป็นร้านอาหารที่แอบซ่อนตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 65 บริเวณด้านหน้ามีพื้นที่จอดรถกว้างขวาง ตัวอาคาร 2 ชั้นตกแต่งแบบเรียบง่ายชนิดที่มองแทบไม่ออกว่านี่คือหนึ่งในห้องอาหารระดับสูงชั้นเลิศ
ภายในร้านออกแบบในสไตล์ Minimalistic สังเกตได้จากโต๊ะที่ปูด้วยผ้าขาวเค้าคู่กันกับเก้าอี้สีเบจนั่งสบาย
รูปที่ 26
ภายในร้านออกแบบในสไตล์ Minimalistic สังเกตได้จากโต๊ะที่ปูด้วยผ้าขาวเค้าคู่กันกับเก้าอี้สีเบจนั่งสบาย
บนผนังตกแต่งด้วยภาพที่เติมแต่งสีสันให้ห้องอาหารแลดูโมเดิร์นมากขึ้น นอกจากนี้สำหรับใครที่มากันเป็นกลุ่มใหญ่ทางร้านก็มีห้องส่วนตัวรองรับเช่นกัน
รูปที่ 27
บนผนังตกแต่งด้วยภาพที่เติมแต่งสีสันให้ห้องอาหารแลดูโมเดิร์นมากขึ้น นอกจากนี้สำหรับใครที่มากันเป็นกลุ่มใหญ่ทางร้านก็มีห้องส่วนตัวรองรับเช่นกัน
🎗️ [WHY GO] ถึงแม้หน้าตาอาหารแต่ละคอร์สจะแลดูเรียบง่ายแต่หากวิเคราะห์ดูให้ดีจะพบว่าเชฟ Shunsuke ใส่ทั้งเทคนิคระดับสูงและอัตลักษณ์ของตัวเองลงไปได้อย่างเด่นชัด รสชาติทุกจานมีความเข้าถึงง่าย การบริการอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ราคาอาหารจัดว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับคุณภาพของวัตถุดิบ เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่มองหาร้านอาหาร Fine Dining ได้ลองแวะมาชิมกันดู รับรองว่าต้องติดใจกันอย่างแน่นอน !
รูปที่ 28
🎗️ [WHY GO] ถึงแม้หน้าตาอาหารแต่ละคอร์สจะแลดูเรียบง่ายแต่หากวิเคราะห์ดูให้ดีจะพบว่าเชฟ Shunsuke ใส่ทั้งเทคนิคระดับสูงและอัตลักษณ์ของตัวเองลงไปได้อย่างเด่นชัด รสชาติทุกจานมีความเข้าถึงง่าย การบริการอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ราคาอาหารจัดว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับคุณภาพของวัตถุดิบ เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่มองหาร้านอาหาร Fine Dining ได้ลองแวะมาชิมกันดู รับรองว่าต้องติดใจกันอย่างแน่นอน !
บริเวณหน้าร้าน
รูปที่ 29
บริเวณหน้าร้าน