
René et Maxime Meilleur · เรเน เอท แมกซีม เมเยอร์
Creative, Regional Cuisine · อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารท้องถิ่น — LA BOUITTE, Hameau de St Marcel, 73440, Saint-Martin de Belleville
🎗 [INTRO] เรื่องราวในวันนี้ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะเราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่ควบคุมโดยเชฟผู้ไม่เคยผ่านโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ มาก่อนแต่ได้ด้วยแรงบันดาลใจครั้งสำคัญจากมื้อค่ำที่ L'Auberge du Pont de Collonges ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars ในขณะนั้นของเชฟ Paul Bocuse ทำให้เขาสามารถเดินตามรอยเชฟระดับตำนานจนสามารถคว้าดาวทั้ง 3 มาครองได้สำเร็จในอีก 34 ปีถัดมา
🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร La Bouitte ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Saint-Martin-de-Belleville ไม่ไกลจากยอดเขา Massif de la Vanoise ในแคว้น Savoie สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 5,000 ฟุต การเดินทางมาที่นี่กินระยะเวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่งสำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์จากเมือง Annecy และ 2 ชั่วโมงครึ่งสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากนคร Lyon สำหรับเพื่อน ๆ ที่ไม่เวียนหัวไปกับเส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยวเสียก่อนสามารถเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันสวยงามของเมืองเล็ก ๆ ในหุบเขา ระหว่างทางให้ระวังสัตว์ป่าต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่เราเจอกวางตัวใหญ่กระโจนตัดหน้ารถ เมื่อเดินทางมาถึงจะพบกับห้องอาหารพร้อมด้วยโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่เพิ่งได้รับการต่อเติมมาในปี 2016 ภายในห้องอาหารตกแต่งในสไตล์พื้นเมือง Savoyard คล้ายกันกับ Swiss Chalet บริเวณ Lounge จะมีพนักงานคอยตรวจสอบการจองและนำเสนอเครื่องดื่มหรือแชมเปญก่อนเริ่มมื้ออาหาร ในช่วงฤดูร้อนลูกค้าสามารถเดินออกไปยัง Terrace ซึ่งโดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของหมู่บ้านและหุบเขาน้อยใหญ่ในบริเวณใกล้เคียง ห้องรับประทานอาหารหลักมีขนาดไม่ใหญ่นัก บนผนังและเพดานมีกระดิ่งผูกคอวัวจำนวนมากแขวนประกับเอาไว้รวมไปถึงเครื่องปั้นท้องถิ่นช่วยบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของภูมิภาค Savoie ได้เป็นอย่างดี
🎗 [THE CHEF] คำว่า La Bouitte เป็นภาษา Savoyard แปลตรงตัวว่า Little Maison หรือบ้านเล็ก ๆ ตัวร้านถูกสร้างขึ้นโดย René และ Marie-Louise Meilleur และเปิดทำการในวันที่ 4 ธันวาคม 1976 นำเสนออาหารท้องถิ่นแคว้น Savoie โดยมีรายการอาหารประกอบไปด้วยเมนูจำพวก Mountain Specialties ง่าย ๆ อย่างเช่น Raclette หรือ Fondue กระทั่งเย็นวันหนึ่งในปี 1981 คู่สามีภรรยามีโอกาสเดินทางไปรับประทานมื้อค่ำที่ L'Auberge du Pont de Collonges ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars (ในขณะนั้น) ของเชฟ Paul Bocuse จนเกิดแรงบัลดาลใจในการเดินตามรอยเชฟผู้เป็นตำนานแห่งวงการอาหารฝรั่งเศสทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ไม่เคยผ่านโรงเรียนการอาหารใด ๆ มาก่อน เชฟ René Meilleur เปลี่ยนรายการเมนูในร้านของตัวเองเริ่มต้นจากการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเช่นปลาจากทะเลสาบ ลูกแกะ รวมไปถึงสมุนไพรในแถบภูเขาพร้อมกับรังสรรค์เมนู Signature Dish อย่าง Foie Gras de Canard en Escalope, Galette de Maïs Frais, Miel et Réduit de Vieux Vinaigre ซึ่งยังคงได้รับการจัดเสิร์ฟมาจนถึงปัจจุบัน กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 1985 เชฟ René Meilleur จึงสามารถถอดอาหารพื้นบ้านทั้ง Raclette และ Fondue ออกจากรายการเมนูได้จนหมด สำหรับลูกชายของเชฟ René คือ Maxime Meilleur นั้นเคยมีดีกรีเป็นถึงเยาวชนทีมชาติ Biathlete ก่อนจะตัดสินใจเข้าร่วมเป็น Pastry Chef ประจำร้านในปี 1996 และค่อย ๆ ขยับมาเป็นลูกมือช่วยเหลือคุณพ่อเพื่อเตรียมสานต่อกิจการนั่นเอง ห้องอาหาร La Bouitte ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2003 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2008 ก่อนที่จะถูกยกระดับให้เป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2015 นับเป็นระยะเวลากว่า 34 ปีหลังจากมื้อค่ำสุดพิเศษที่ L'Auberge du Pont de Collonges พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหารแห่งแรกในแคว้น Savoie ที่คว้าดาวทั้งสามมาครองได้สำเร็จ
🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร La Bouitte นำเสนอวัตถุดิบพื้นถิ่นของแคว้น Savoie อย่างเช่นปลา Arctic Char ของภูมิภาค Savoie, ปลา Fera จาก Lac Léman (หรือ Lake Geneva ทางฝั่งสวิสเซอร์แลนด์) รวมไปถึงเนื้อต่าง ๆ อย่างฟัวกราส์ตับเป็ด, นกพิราบ และสวีทเบรดซึ่งก็คือต่อมไทมัสของลูกวัว นอกจากนี้ยังมีผักพื้นถิ่นต่าง ๆ ที่เติบโตในบริเวณใกล้เคียง ในส่วนของสไตล์การปรุงถึงแม้จะเป็นห้องอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine แต่ด้วยความที่เชฟทั้งคู่เรียนรู้ทุกสิ่งอย่างด้วยตัวเองทำให้แต่ละจานที่จัดเสิร์ฟยังคงมี Tradition แบบอาหารดั้งเดิมแสดงออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน ลูกค้าสามารถเลือกเซ็ตเมนูได้ 3 รูปแบบคือ Découverte de 4 surprises... (239 €/p) เซ็ตเมนูที่รวบรวมจานที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับ La Bouitte จัดเสิร์ฟในปริมาณที่ค่อนข้างใหญ่จำนวน 4 คอร์ส ถัดมาคือ Découverte de 5 surprises... (269 €/p) เซ็ตที่รวบรวมจานที่ได้รับการปรับปรุงใหม่จำนวน 5 คอร์สเข้าไว้ด้วยกัน สุดท้ายคือ Découverte de 8 surprises... (389 €/p) เซ็ตขนาดใหญ่ที่ลดขนาดปริมาณการเสิร์ฟต่อจานลงเพื่อนำเสนอเมนูที่ดีที่สุดของห้องอาหาร La Bouitte จำนวน 8 คอร์สอันประกอบไปด้วยอาหารคาว 5 คอร์ส ชีส 1 คอร์ส และอาหารหวานอีก 2 คอร์สนั่นเอง นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกรายการแบบ À La Carte ได้ตามใจชอบอีกเช่นกันโดยมีราคาอาหารคาวต่อจานเริ่มต้นที่ 99-155 € และอาหารหวานที่ 49 € (แต่ละคนต้องเลือกให้ครบทั้ง Starters, Main Courses และ Desserts) สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นอย่างเช่น
✨ Arctic char fish
From fresh water, served pearly, red butter, Delicious Jerusalem artichokes
เริ่มต้น Set Menu ด้วยเมนูเด่นประจำร้านอย่าง Arctic Char ปลาน้ำจืดในสกุล Salmonidae จาก Lac Léman (หรือ Lake Geneva ทางฝั่งสวิสเซอร์แลนด์) ที่เชฟนำไปปรุงใน Beurre Rouges หรือ Red Butter ซึ่งก็คือเนยที่มีส่วนผสมของไวน์แดงนั่นเอง ด้านหลังคือ Jelusalem Artichoke สองชิ้นให้รับประทานสลับกัน เนื้อปลาปรุงมาสุกได้ระดับชนิดที่เรียกว่าไร้ที่ติ นุ่ม ฉ่ำ ละมุน ดีงามสุด ๆ กระทั่งเทียบกับร้านอาหารในระดับเดียวกัน ซอสเนยแดงมีความเข้มข้นพอประมาณทั้งยังช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของปลาไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป ชิ้นแก่นตะวันมีความเฟิร์มแต่ไม่กระด้าง เคี้ยวง่าย มี Earthy Aroma พอประมาณ ยังมีแผ่นกรอบทำมาจากผิวของแก่นตะวันใส่มาด้วย ถือเป็นจานที่มีองค์ประกอบไม่มากแต่เตรียมออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
✨ Duck foie gras
Thick slice, fresh corn pancake, Saint Marcel honey, vegetable breadcrumbs, reduced in vinegar
เมนูเก่าแก่ที่สุดที่ยังได้รับการจัดเสิร์ฟในห้องอาหาร La Bouitte ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 1981 หรือกว่า 41 ปีมาแล้ว นั่นก็คือ Foie Gras de Canard en Escalope Épaisse เชฟใช้ฟัวกราส์ตับเป็ดคุณภาพสูงจาก La Vienne หั่นมาเป็นชิ้นหนา ๆ ให้เนื้อสัมผัสนุ่มและครีมมี่จนแทบละลายในปาก ด้านล่างรองด้วย Galette de Maïs frais หรือแพนเค้กทำมาจากข้าวโพดเนื้อสัมผัสนุ่มแต่ยังมีความหนักและครีมมี่อยู่พอประมาณช่วยลดทอนความหนักของฟัวกราส์ตับเป็ดได้อย่างพอเหมาะ รอบ ๆ คือครัมเบิ้ลทำจากผักช่วยเพิ่มความกรอบให้กับจาน จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Viuex Vinaigre หรือน้ำส้มสายชูบัลซามิคเก่าที่ผ่านการรีดัคชั่นจนงวดทั้งยังมีส่วนผสมของน้ำผึ้งจาก Saint Marcel ลงไปด้วย ด้วยความที่เป็นน้ำส้มสายชูเก่าทำให้มีรสหวานนำชัดเจนกว่ารสเปรี้ยว ทั้งยังเพิ่มความกลมกล่อมด้วยความหวานของน้ำผึ้งท้องถิ่นช่วยให้รสชาติมีมิติมากยิ่งขึ้นอีกด้วย (18/20)
✨ Milk
In all its forms, meringue, jam, sorbet, biscuit ...
ของหวานจานแรกเป็นเมนู Signature Dish ประจำร้านที่เชฟตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบหลักคือนมออกมาในหลากหลายรูปแบบ ด้านล่างเป็นแยมนม ตรงกลางเป็นไอศกรีมนม บิตกิต และเมอแรงก์ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสีน้ำตาลเข้มทำมาจากนมเช่นกัน เมื่อตักเข้าปากเราสามารถสัมผัสได้ถึงนมชั้นดีในรูปแบบที่แตกต่างกันทั้งเนื้อสัมผัส อุณหภูมิ รสชาติหวานกลมกล่อม มีกลิ่นหอมโดดเด่นชวนหลงไหล อร่อยจนเราใช้ชอนปาดเสียเกลี้ยงจาน (19/20)
🎗 [WHY GO] เชฟ René และ Maxime Meilleur สามารถยกระดับวัตถุดิบและอาหารท้องถิ่นของภูมิภาค Savoie ให้ออกมาเป็นอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine ได้อย่างน่าประทับใจ พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเองและเรียบง่าย ราคาอาหารค่อนข้างสูงตามมาตรฐานของตัวร้าน อย่าลืมวางแผนล่วงหน้าให้ดี ๆ เพราะตัวร้านเปิดเฉพาะช่วงฤดูหนาวคือเดือนธันวาคมถึงเมษายนและช่วงฤดูร้อนคือเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกันยายนเท่านั้น (โปรดตรวจสอบช่วงระยะเวลาเปิดปิดในเวปไซต์อีกครั้ง)
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 65 รูป





































![🎗 [INTRO] เรื่องราวในวันนี้ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะเราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่ควบคุมโดยเชฟผู้ไม่เคยผ่านโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ มาก่อนแต่ได้ด้วยแรงบันดาลใจครั้งสำคัญจากมื้อค่ำที่ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars ในขณะนั้นของเชฟ Paul Bocuse ทำให้เขาสามารถเดินตามรอยเชฟระดับตำนานจนคว้าดาวทั้ง 3 มาครองได้ด้วยตัวเองในอีก 34 ปีถัดมา](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/279100753_7827058630702199_2510889898388034004_n.webp)

























![🎗 [WHY GO] เชฟ René และ Maxime Meilleur สามารถยกระดับวัตถุดิบและอาหารท้องถิ่นของภูมิภาค Savoie ให้ออกมาเป็นอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine ได้อย่างน่าประทับใจ พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเองและเรียบง่าย ราคาอาหารค่อนข้างสูงตามมาตรฐานของตัวร้าน](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/279077804_7827044954036900_5199848270845417018_n.webp)

แกลเลอรี

