
Praya Dining · พระยา ไดนิ่ง
Thai · อาหารไทย — โรงแรมพระยาพาลาซโซ 757/1 ซ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า 2 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด, กรุงเทพ, 10700, ประเทศไทย
🎗 [THE PLACE, Praya Palazzo] คฤหาสถ์ “พระยา พาลาซโซ่” เดิมรู้จักกันในชื่อ “บ้านบางยี่ขัน” ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นเรือนหอของอำมาตย์เอกชลภูมิพานิช ข้าราชการเชื้อสายจีนในกรมท่าซ้าย กระทรวงมหาดไทยและคุณหญิงส่วน ผู้เป็นข้าหลวงในสมเด็จพระราชินีนาถ ตัวอาคารตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีระหว่างสะพานพระราม 8 และสะพานพระปิ่นเกล้ามีจุดเด่นคือการก่อสร้างด้วยอิฐปูนสูงสองชั้นตามแบบสถาปัตยกรรม Palladian Architecture หันหน้าเข้าหาแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ออกแบบคือสองสถาปนิกอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียง Galileo Chini และ Carlo Rigoli ซึ่งเคยร่วมงานกันตามงานแสดงศิลปะที่กรุงปารีส บรัสเซลส์ และเวนิส ก่อนจะเดินทางมารับราชการในสยามและฝากผลงานไว้มากมาย อาทิ ภาพตกแต่งพระอุโบสถวัดราชาธิวาส พระที่นั่งบรมพิมาน และวังบางขุนพรหม พระยาชลภูมิพานิชได้อาศัยอยู่จนมีบุตรธิดาถึง 10 คน ก่อนเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2481 กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็นช่วงที่กรุงเทพฯ เปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากทางน้ำมาเป็นทางถนนทำให้ตัวบ้านที่เข้าออกได้เพียงทางเรือไม่สะดวกต่อการอยู่อาศัยอีกต่อไป นายปานจิตต์ อเนกวณิช บุตรชายคนที่ 7 จึงขายบ้านและย้ายครอบครัวไปยังย่านสุขุมวิท หลังจากนั้นบ้านหลังนี้เปลี่ยนมือเจ้าของไปสู่กลุ่มมุสลิมบางกอกน้อยและโรงเรียนราชการุญก่อนจะปิดกิจการลงในปี พ.ศ. 2521 ตัวอาคารถูกทิ้งร้างจนผุพังจนกระทั่งผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชัย พิทักษ์วรรัตน์ และภรรยาเข้ามาบูรณะโดยตั้งใจรักษารายละเอียดดั้งเดิมทุกประการ วัสดุสำหรับก่อสร้างทั้งหมดต้องขนทางเรือโดยใช้เวลานานถึง 20 เดือน ก่อนจะเปิดเป็นโรงแรมในชื่อ “พระยา พาลาซโซ่” เมื่อปี พ.ศ. 2552 หมายถึง “คฤหาสถ์แห่งพระยาชลภูมิพานิช” ต่อมาทางโรงแรมได้ถูกขายต่อให้กับเครือมณทาระผู้เป็นเจ้าของ Trisara หนึ่งในรีสอร์ทหรูในจังหวัดภูเก็ตซึ่งมีห้องอาหารระดับหนึ่งดาวมิชลิน “PRU” อยู่ในเครือด้วย ในปี พ.ศ. 2554 ทางโรงแรมได้เปิดห้องอาหารไทยโดยใช้ชื่อชื่อ “พระยา ไดนิ่ง” และได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมรวมถึงรางวัลจาก MICHELIN Guide และ Thai Select
🎗 [THE PLACE, Praya Dining] การเดินทางไปยัง Praya Dining ต้องเข้าทางเรือเท่านั้น ลูกค้าที่เดินทางมาด้วยรถยนต์สามารถเข้าจอดที่ลานวัดราชาธิวาสฝั่งพระนครได้ฟรีเพียงแจ้งพนักงานว่ามาห้องอาหารพระยาไดนิ่ง จากนั้นโทรแจ้งกับทางโรงแรมเพื่อให้เรือมาข้ามฟากไปยังท่าเรือฝั่งธนบุรีของโรงแรม บรรยากาศบริเวณทางเข้าตกแต่งแบบเรียบง่าย ลานกว้างเต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจีดูร่มรื่นตา ฝั่งซ้ายมือเป็นสระว่ายน้ำพร้อมที่นั่งพักผ่อนรับลมเย็น ภายในห้องอาหารหลักตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยโบราณและใช้โทนสีแดงเป็นหลัก บริเวณขอบมุมต่าง ๆ มีลวดลายขนมปังขิงทรงโค้งรวมไปถึงช่องลมโปร่งฉลุลายแบบจีนผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน ในตู้โชว์และชั้นวางมีเครื่องเรือนและเครื่องปั้นดินเผายุคเก่าจัดแสดงให้ได้ชมกัน หลังรับประทานอาหารเสร็จขอแนะนำให้เดินขึ้นไปยังชั้นสองเพื่อชมห้องว่าราชการของพระยาชลภูมิพานิชซึ่งทางโรงแรมได้บูรณะให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด
🎗 [THE FOOD] อาหารที่ Praya Dining ยึดตามตำรับไทยชาววังโบราณทั้งหมดลูกค้าโดยสามารถเลือกได้ทั้งแบบ À La Carte และ Set Menu อย่างไรก็ตามทางแอปพลิเคชัน Hungry Hub ได้รวบรวมเมนูเด็ดประจำร้านมัดรวมกันเพื่อนำเสนอในราคาจับต้องได้เริ่มต้นที่ Lunch Set มื้อกลางวันนำเสนอมาที่ 4 จาน (1,580 บาท/2 คน) และ 5 จาน (1,890 บาท/3 คน) ส่วนมื้อค่ำนั้นเริ่มต้นด้วย Sharing Set จำนวน 4 จาน (1,890 บาท/2 คน) และเพิ่มจำนวนเมนูไปจนถึง 7 จาน (3,350 บาท/4 คน) ตัวอย่างเมนูเด็ดอย่างเช่น
✨ ล่าเตียง
Stir-fried minced pork, shrimp, and peanuts wrapped in egg mesh
“ล่าเตียง” เป็นอีกหนึ่งอาหารว่างไทยชาววังที่ที่มีปรากฎอยู่ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนต์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทั้งยังเป็นอีกหนึ่งเมนูที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจัดถวายพระสงฆ์เมื่อครั้งทำพระราชพิธีสมโภชพระแก้วมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามคู่กันกับปลาแห้งแตงโมอีกด้วย ทางร้านเตรียมออกมาอย่างสวยงามและปราณีต ไส้ด้านในเป็นเนื้อหมูผัดกับหอมใหญ่ กระเทียม พริกไทย รากผักชี ทุกองค์ประกอบมีความสุกทั่วถึงกันทั้งหมด เนื้อสัมผัสนุ่ม รสชาติหวานพอดี ผิวชั้นนอกห่อด้วยไข่เป็นตาข่ายทรงสี่เหลี่ยมสวยงาม
✨ ฉู่ฉี่กุ้งแม่น้ำ
Deep-fried river prawns with red curry sauce
“ฉู่ฉี่” เป็นเมนูอาหารไทยยอดนิยมถือกำเนิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ นิยมทานกับสัตว์ทะเลหรือสัตว์น้ำ ทางร้านจัดเสิร์ฟกุ้งมาในปริมาณที่เท่ากันกับจำนวนคน เนื้อกุ้งแน่น สุกพอดี เครื่องเเกงทำออกมาได้เนียน รสชาติกลมกล่อม กะทิแตกมันพอเหมาะ
✨ แกงเผ็ดเป็ดย่าง
Spicy red curry with roasted duck, lychee, pineapple, eggplant, cherry tomatoes and sweet basil leaves
“แกงเผ็ดเป็ดย่าง” คือหนึ่งในเมนูอาหารไทยร่วมสมัยที่มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของรสชาติและการผสมผสานวัตถุดิบ ตัวแกงได้จากการใช้พริกแกงเผ็ดเคี่ยวกับกะทิจนหอม แล้วใส่เป็ดย่างซึ่งเป็นของคาวที่มีรสเข้มข้นคู่กันกับผลไม้รสหวานอมเปรี้ยวทั้งมะเขือเทศเชอร์รี่, สับปะรด และลิ้นจี่เพื่อสร้างรสเปรี้ยวหวานความกลมกล่อม
🎗 [WHY GO] Praya Dining คืออีกหนึ่งร้านที่ควรค่าแก่การครอบครัวหรือคนพิเศษไปร่วมกันสัมผัสประสบการณ์อาหารไทยชาววังโบราณ ทุกเมนูถูกปรุงโดยทีมครัวฝีมือดี ทั้งยังมีราคาเหมาะสมเมื่อเทียบกับคุณภาพและปริมาณ พนักงานให้บริการดีตามมาตรฐานพร้อมกับให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารแต่ละจานอย่างเชี่ยวชาญอีกด้วย
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 24 รูป















![🎗 [THE FOOD] อาหารที่ Praya Dining ยึดตามตำรับไทยชาววังโบราณทั้งหมดลูกค้าโดยสามารถเลือกได้ทั้งแบบ À La Carte และ Set Menu](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/01/496152773_1240678707715680_1656064866203134833_n.webp)
![🎗 [THE PLACE, Praya Dining] การเดินทางไปยัง Praya Dining ต้องเข้าทางเรือเท่านั้น ลูกค้าที่เดินทางมาด้วยรถยนต์สามารถเข้าจอดที่ลานวัดราชาธิวาสฝั่งพระนครได้ฟรีเพียงแจ้งพนักงานว่ามาห้องอาหารพระยาไดนิ่ง จากนั้นโทรแจ้งกับทางโรงแรมเพื่อให้เรือมาข้ามฟากไปยังท่าเรือฝั่งธนบุรีของโรงแรม บรรยากาศบริเวณทางเข้าตกแต่งแบบเรียบง่าย ลานกว้างเต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจีดูร่มรื่นตา ฝั่งซ้ายมือเป็นสระว่ายน้ำพร้อมที่นั่งพักผ่อนรับลมเย็น](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/01/495373518_1240678647715686_3684237473198529161_n.webp)



![🎗 [THE PLACE, Praya Palazzo] คฤหาสถ์ “พระยา พาลาซโซ่” เดิมรู้จักกันในชื่อ “บ้านบางยี่ขัน” ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นเรือนหอของอำมาตย์เอกชลภูมิพานิช ข้าราชการเชื้อสายจีนในกรมท่าซ้าย กระทรวงมหาดไทยและคุณหญิงส่วน ผู้เป็นข้าหลวงในสมเด็จพระราชินีนาถ ตัวอาคารตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีระหว่างสะพานพระราม 8 และสะพานพระปิ่นเกล้ามีจุดเด่นคือการก่อสร้างด้วยอิฐปูนสูงสองชั้นตามแบบสถาปัตยกรรม Palladian Architecture หันหน้าเข้าหาแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ออกแบบคือสองสถาปนิกอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียง Galileo Chini และ Carlo Rigoli ซึ่งเคยร่วมงานกันตามงานแสดงศิลปะที่กรุงปารีส บรัสเซลส์ และเวนิส ก่อนจะเดินทางมารับราชการในสยามและฝากผลงานไว้มากมาย อาทิ ภาพตกแต่งพระอุโบสถวัดราชาธิวาส พระที่นั่งบรมพิมาน และวังบางขุนพรหม พระยาชลภูมิพานิชได้อาศัยอยู่จนมีบุตรธิดาถึง 10 คน ก่อนเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2481](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/01/495378106_1240678271049057_7623481651703305145_n.webp)



