
Pierino Penati · ปิเอรีโน่ เปนาติ
Classic Cuisine · อาหารคลาสสิค — Via XXIV Maggio, 36, 23897 Viganò LC, Italy
🎗 [Intro] รีวิวในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเก่าแก่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ตัวร้านเปิดทำการมานานเกือบ 80 ปี ผ่านเจ้าของมาทั้งสิ้น 3 รุ่น ทั้งยังสามารถถือครองดาวมิชลินมาได้นานถึง 47 ปีอีกด้วย
🎗 [The Place] Pierino Penati เป็นชื่อของเจ้าของร้านรุ่นแรกผู้เคยทำงานเป็นพ่อครัวให้กับ Villa Pirovano โดยรับหน้าที่จัดเตรียมอาหารพื้นเมืองตั้งแต่ Risotto alla Monzese (รีซอตโต้ไวน์แดงใส่ไส้กรอก) ไปจนถึง Pollo Arrosto (ไก่อบสมุนไพร) จนกระทั่งปี 1942 ที่เชฟ Pierino Penati และภรรยาตัดสินใจซื้อกิจการร้านอาหาร Osteria della Ginetta มาปรับปรุงเป็นร้านของตัวเอง อย่างไรก็ตาม Piergiuseppe Penati ลูกชายไม่ได้ต้องการเดินตามรอยของผู้เป็นพ่อสักเท่าไหร่นักจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุขึ้นทำให้ชีวิตของเขาต้องกลับมาอยู่ในห้องครัวและรับบทเป็นเจ้าร้านรุ่นที่สองในที่สุด ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 Michelin Star ครั้งแรกในปี 1974 ก่อนที่จะกิจการถูกส่งต่อมาให้เจ้าของร้านรุ่นที่สาม Theo Penati และรักษาดาวมาได้จนถึงปัจจุบัน ห้องอาหาร Pierino Penati ตั้งอยู่ใน Brianza เมืองเล็ก ๆ ณ ตีนเขา Italian Alps ห่างจากกรุง Milan ออกมาทางเหนือราว ๆ 1 ชั่วโมง 20 นาที ห้องรับประทานอาหารหลักมีพื้นที่กว้างขวางและตกแต่งออกมาในสไตล์ Country House ดั้งเดิม ห้ามพลาดที่จะเลือกจองโต๊ะริมหน้าต่างซึ่งโดดเด่นด้วยทัศนียภาพของสวนขนาดใหญ่ ส่วนในช่วงฤดูร้อนลูกค้าสามารถเลือกนั่งบริเวณสวนด้านนอกซึ่งรายล้อมไปด้วยแมกไม้สีเขียวดูร่มรื่นสบายตา โต๊ะกลมทุกตัวปูด้วยผ้าลินินสีขาวพร้อมด้วยเครื่องเทเบิ้ลแวร์ Broggi Cutlery และเครื่องแก้ว Spiegelau อย่าลืมโทรมาจองล่วงหน้าสัก 1-2 วันเพื่อทางร้านจะได้เตรียมความพร้อมก่อนเรามาถึงนั่นเอง
🎗 [The Chef & The Food] Theo Penati เป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 3 ทั้งยังผ่านการฝึกงานในห้องอาหารชั้นสูงมาแล้วหลายแห่งจากทั้งในกรุง London และกรุง Tokyo ตั้งแต่ปี 2014 เชฟ Theo พยายามที่จะนำเสนอ Progetto Cucina Evolution โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาอาหารพื้นบ้านคลาสสิคโดยผสมผสานอาหารสุขภาพและเทคนิคร่วมสมัยออกมาได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกรับประทานเป็น Menù del Giorno เริ่มต้นที่ 2 Courses (40,00 €) และ 3 Courses (50,00 €) แต่ละคนสามารถเลือกอาหารแตกต่างกันได้ ทั้งราคานี้ยังรวมไวน์ 1 แก้ว, น้ำเปล่า และ Plum Cake สำหรับเป็นอาหารหวานแล้วด้วย ถัดมาคือ Menù Degustazione (95 €) นำเสิร์ฟอาหารจำนวน 4 คอร์ส ราคานี้รวมน้ำเปล่าและกาแฟเอสเปรสโซ่แล้ว สุดท้ายคือ La Grande Carta หรือเมนูอลาคาร์ทที่แต่ละคนสามารถเลือกชิมอาหารได้ตามใจชอบโดยมีจานคลาสสิคที่อยากให้ลองสั่งมาชิมคือ
✨ Costoletta di Vitello alla Milanese, Bassa o Alta, Chips Croccanti Home Made (€ 36,00)
“โคสโตเลตต้า ดิ วิเตลโล่ อัลลา มิลานเยเซ่” หรือเนื้อลูกวัวชุบแป้งทอดซึ่งเป็นของขึ้นชื่อจากเมือง Milan ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะเสิร์ฟให้มีความหนาเพื่อให้ตรงกลางยังคงนุ่มฉ่ำหรือเสิร์ฟแบบแบนเพื่อให้มีความกรอบ เนื้อลูกวัวชุบแป้งทอดมาได้ระดับพอดี กรอบนอก ฉ่ำใน ไม่อมน้ำมัน เชฟโรยเกลือด้านบนมานิด ๆ เพื่อปรุงรสชาติเนื้อให้อร่อยมากขึ้น ข้าง ๆ กับคือมันฝรั่งทอดโฮมเมดที่ทางร้านทำเอง ทุกองค์ประกอบทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ Classic at its best !!! จริง ๆ (15/20)
✨ Sabajone Milanese secondo L'Antica Ricetta, con Biscotti Savoiardi (€ 12,00)
“ซาบาโยเน่ มิลานเย่เซ่” เมนูของหวานยอดนิยมที่มีต้นกำเนิดมาจากกรุง Milan โดยเชฟนำเสนอออกมาโดยใช้สูตรโบราณลับเฉพาะทำให้เนื้อสัมผัสซาบาโยเน่ละเอียด นุ่ม ละมุน ครีมมี่พอเหมาะ มีกลิ่นหอมไข่เข้ากันกับกลิ่นของแอลกอฮอล์ รสชาติหวานนำ ขมปลาย รับประทานกับบิสกิต Lady Finger กรอบ ๆ เป็นอีกจานที่เชฟทำเมนู Classic Dish ออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งปริมาณที่เสิร์ฟมาเพียงพอที่จะแบ่งกันชิมได้ 2-3 คนเลยทีเดียว (15/20)
🎗 [Conclusion] อาหารที่นี่ยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิค ดั้งเดิม แต่ถูกปรับตามกาลเวลาด้วยเทคนิคการปรุงอาหารยุคใหม่ผสมผสานกันออกมาได้อย่างแนบเนียน บริการมีความเรียบง่ายและเป็นกันเองโดยเฉพาะ Piergiuseppe Penati อดีตเจ้าของร้านรุ่นที่สองผู้ผันตัวมาคุมงานบริการได้คอยเดินมาพูดคุยและแนะนำอาหารเป็นภาษาอิตาเลียนให้เราฟังตลอดเวลา (ถึงจะคุยกันไม่เข้าใจก็ตามที) ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เราขอแนะนำ Pierino Penati ให้กับใครก็ตามที่อยากลิ้มลองอาหารพื้นถิ่นที่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องจนถึงขีดสุดตามกาลเวลาจนทำให้อาหารที่ดูไม่ซับซ้อนกลับมีรสชาติอร่อยไม่แพ้กับห้องอาหารชั้นสูงในระดับเดียวกัน
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 38 รูป






































แกลเลอรี

