GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Pic
3 MICHELIN Stars

FrancePic · ปิก

Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — 285 Av. Victor Hugo, 26000 Valence, France

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เป็นเรื่องราวของห้องอาหารที่ยืนหยัดฝ่ากาลเวลาจนกลายเป็นหนึ่งในตำนานของวงการอาหารฝรั่งเศส เจ้าของร้านคนปัจจุบันคือเชฟ Anne-Sophie Pic เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของเชฟชั้นครูผู้นำพา Maison Pic คว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาแล้วทั้งสองรุ่นอย่างคุณปู่ André Pic ที่ทำได้ในปี 1934 และคุณพ่อ Jacques Pic ที่เคยทำเอาไว้ในปี 1973 อย่างไรก็ตามตัวเธอเองนั้นกลับไม่เคยเข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ แต่ได้รับหน้าที่สำคัญคือการนำพาห้องอาหารกลับมาสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars อีกครั้งซึ่งเธอทำได้ในอีก 10 ปีต่อมาจนบรรดานักชิมจากทั่วโลกต่างตั้งสมญานามให้เธอเป็น The Queen of French Cuisine กันเลยทีเดียว

🎗 [THE PLACE, Maison Pic] Maison Pic เป็นโรงแรมหรูที่ตั้งอยู่บนนถนสายหลักของเมือง Valence ห่างจากนคร Lyon ลงมาทางใต้ราว 110 กิโลเมตร ลูกค้าที่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ฝั่งโรงแรม ส่วนใครที่เดินทางมาด้วยรถไฟ TGV จากทั้งกรุง London, Paris และ Lyon สามารถเลือกลงที่ Gare de Valence Ville ซึ่งเป็นสถานีหลักของเมือง Valence ได้เช่นกัน เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูโค้งทรงครึ่งวงกลมเข้ามาจะพบกับจุดตรวจสอบการจอง ข้างกันมีหุ่นรูป Mickey Mouse ที่มีหน้าตาเป็น Bibendum มาสคอตของ MICHELIN ยืนต้อนรับลูกค้าทุก ๆ คน ตู้ไม้ขนาดใหญ่จัดแสดงคู่มือ MICHELIN Guide ปกแดงตั้งแต่ฉบับแรกในปี 1900 ไล่เรียงมาจนถึงปัจจุบัน หันมองออกไปบริเวณเทอเรสจะพบกับ André ห้องอาหารสไตล์ Bistro ที่เชฟ Anne-Sophie Pic ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่คุณปู่นำเสนอเมนู Classic of The House ของตระกูลอย่างเช่น Crayfish Tail Gratin ของเชฟ André Pic, Chilled Orange Soufflé © ของเชฟ Jacques Pic และ Drôme Pigeon in a Walnut Crust ของเชฟ Anne-Sophie Pic บริเวณทางเดินตกแต่งด้วยรูปภาพในอดีตของตระกูล Pic รวมไปถึงรายการเมนูที่เคยจัดเสิร์ฟในโอกาสสำคัญต่าง ๆ ณ สุดทางจะพบกับ Crystal Chandelier ห้อยลงมาจากเพดานดูโดดเด่นเป็นสง่าขนาบข้างด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดาน ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็นหลายโซนโดยเลือกใช้สีสันที่บ่งบอกความเป็นผู้หญิงอย่างเทาและชมพู ใครที่ได้นั่งริมกระจกอย่างเราสามารถเพลิดเพลินกับสวนขนาดใหญ่ที่มีแมกไม้สีเขียวเป็นจุดดึงดูดสายตา ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังจบมื้ออาหารสามารถขอจองห้องพักของ Maison Pic โรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาวในเครือสมาชิกของ Relais & Chateaux ในราคาเริ่มต้นที่ 381 € ไปจนถึง 747 € นั่นเอง

🎗 [THE FIRST GENERATION, André Pic] Eugene และ Sophie Pic ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Auberge du Pin ขึ้นที่เนินเขาในเขต Saint-Péray ทางตะวันออกของเมือง Valence ในปัจจุบัน ต่อมาในปี 1893 ทั้งคู่ได้ให้กำเนิดบุตรชายนามว่า André Pic และด้วยพรสวรรค์ส่วนตัวประกอบกับแรงบันดาลใจจากคุณแม่ทำให้เขามุ่งมั่นเดินทางสายอาชีพเชฟโดยเริ่มต้นฝึกงานในห้องอาหารหลายแห่งก่อนจะเดินทางกลับมาเป็นเชฟให้กับ Auberge du Pin ในปี 1929 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากผู้คนและนักชิมท้องถิ่นจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 1934 นับเป็นระยะเวลาเพียง 2 ปีหลังจาก MICHELIN Guide เปลี่ยนวิธีการจัดอันดับจากการมอบ MICHELIN Star มาเป็นระบบ 1-3 MICHELIN Stars ต่อมาในปี 1936 อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศฝรั่งเศสเจริญเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดทำให้เชฟ André Pic ตัดสินใจย้ายร้านมายังตำแหน่งปัจจุบันไม่ไกลกันจากถนนสาย Nationale 7 (RN7) ที่เริ่มต้นจากกรุง Paris ไปสุดที่นคร Menton ซึ่งเป็นพรมแดนของประเทศอิตาลี Maison Pic สามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars กลับมาครองอีกครั้งตั้งแต่ปี 1939 พร้อมกับสร้างชื่อด้วย Signature Dish อย่าง Crayfish Gratin และ Poulardes en Vessie ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นเคียงคู่ไปกับ La Pyramide ของเชฟ Fernand Point (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น - ปัจจุบันคือ La Pyramide - Patrick Henriroux) และ La Côte d'Or (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Alexandre Dumaine ซึ่งเราได้เขียนบทความรีวิวไปแล้วเช่นกัน

🎗 [THE SECOND GENERATION, Jacques Pic] ถึงกิจการของ Maison Pic จะดำเนินไปได้ด้วยดีแต่ลูกชายของเชฟ André Pic คือคุณ Jacque Pic นั้นกลับไม่ได้มีความสนใจในการสืบทอดกิจการหรือเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟแม้แต่น้อยเพราะตัวเขามีความใฝ่ฝันในการเป็นช่างยนต์มากกว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสุขภาพของเชฟ André Pic เริ่มเสื่อมถอยลงตามกาลเวลาและส่งผลโดยตรงกับงานจนเป็นเหตุให้ MICHELIN Guide ปรับลด Maison Pic สู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1946 และ 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1950 จนกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้คุณ Jacques Pic ตัดสินใจกลับมาเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟเพื่อกอบกู้ดาวทั้งหมดกลับคืนมาให้จงได้ เขาเริ่มต้นโดยการสมัครเข้าฝึกงานกับเชฟ Fernand Point และ Alexandre Dumaine แต่ได้รับการปฏิเสธกลับมาทำให้ชีวิตการเป็นเชฟช่วงแรกเริ่มต้นขึ้นที่นคร Geneva ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก่อนที่จะเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ ทั่วประเทศฝรั่งเศส หลังเสร็จสิ้นการเกณฑ์ทหารรวมไปถึงการข้ามน้ำข้ามทะเลไปประจำการอยู่ที่ประเทศอัลจีเรียเชฟ Jacques Pic ได้เดินทางกลับมายังห้องอาหาร Maison Pic และเริ่มต้นปฏิวัติ Maison Pic โดยการนำเสนอ Tasting Menu จำนวน 8 คอร์สแทนที่การนำเสนออาหารแบบ 3 คอร์สดั้งเดิมซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกใหม่มากในช่วงเวลานั้นจนได้รับการยกย่องให้เป็นเชฟคนแรก ๆ ที่ริเริ่มการเคลื่อนไหวของเทรนด์อาหารแบบ Nouvelle Cuisine (ก่อนที่เทรนด์นี้จะถูกสืบทอดไปยัง Paul Bocuse, Michel Guérard รวมไปถึง Pedro Subijana และ Martín Berasategui ในประเทศสเปน) นอกจากนี้เชฟ Jacques Pic ยังได้รังสรรค์เมนู Signature Dish ระดับตำนานเอาไว้อีกมากมายอย่างเช่น Soufflé Glacé à l’Orange (Chilled Orange Soufflé), Rognon de Veau à l’Oseille ou à la Menthe (Mint or Sorrel Flavoured Veal Kidneys) แต่จานที่โด่งดังจนสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอาหารฝรั่งเศสคือ Filet de Loup au Caviar (Caviar Topped Seabass Fillet) มีลักษณะเป็นชิ้นปลากะพงเสิร์ฟมาในซอสอุ่น ๆ ท็อปด้านบนด้วยคาเวียร์เย็น ๆ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการอาหารฝรั่งเศสที่คาเวียร์ซึ่งเป็นของเย็นถูกจัดเสิร์ฟมาในจานเดียวกันกับอาหารร้อนอีกด้วย (เราได้ชิมเมนูนี้ที่ห้องอาหาร Anne-Sophie Pic 🌟🌟 ในนคร Lausanne เพื่อน ๆ สามารถติดตามจากรีวิวที่จะออกตามกันมาได้เลย) จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ตัวร้านได้รับการเลื่อนขั้นกลับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1959 และ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 1973 โดยมีเชฟ André Pic ผู้เป็นพ่อคอยชื่นชมความสำเร็จของลูกชายอยู่เบื้องหลังก่อนที่เขาจะจากไปในปี 1983 ด้วยวัย 91 ปี

🎗 [THE THIRD GENERATION, Anne-Sophie Pic] แม้จะเติบโตมาในครอบครัวของเชฟระดับตำนานแต่ในช่วงวัยรุ่นนั้น Anne-Sophie Pic กลับมีความใฝ่ฝันที่จะเลือกเดินเส้นทางอื่นนอกเหนือจากการเป็นเชฟโดยการเดินทางไปฝึกงานในสาขาการจัดการที่ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกากับบริษัทชั้นนำอย่าง Cartier และ Moët & Chandon ก่อนที่จะกลับมายัง Maison Pic ในปี 1992 ด้วยวัย 23 ปี อย่างไรก็ตามเพียง 3 เดือนหลังจากนั้นคือวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 1992 คุณพ่อของเธอคือเชฟ Jacques Pic บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งของวงการอาหารฝรั่งเศสจากไปอย่างกระทันหันด้วยโรคหัวใจขณะทำงานอยู่หน้าเตาอบโดยที่ Anne-Sophie Pic ในช่วงเวลานั้นแทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับงานครัวใด ๆ จนเป็นเหตุให้พี่ชายของเธออย่าง Alain Pic มีอันต้องรับตำแหน่ง Head Chef จำเป็นต่อจากคุณพ่อโดยทันทีในขณะที่ตัวเธอนั้นย้ายมารับงานที่แผนกต้อนรับแทนนั่นเอง กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 1995 สมุดปกแดงอย่าง MICHELIN Guide ตัดสินใจปรับให้ Pic กลายมาเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars อีกครั้ง ในช่วงเวลานั้นเองเชฟ Anne-Sophie Pic รู้สึกว่าเธอได้สูญเสีย “ดาวของคุณพ่อ” ไปจนเกิดแรงผลักดันครั้งสำคัญในการกลับมารับตำแหน่งในห้องครัวให้จงได้ ต่อมาในปี 1997 เธอได้รับตำแหน่ง Head Chef ต่อจากพี่ชายและพัฒนาอาหารในรูปแบบของตัวเองจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars กลับมาครองได้ในปี 2007 หรืออีก 10 ปีถัดมาซึ่งเธอรู้สึกว่าดาวทั้งสามที่คว้ากลับมาได้ในครั้งนั้นคือ “ดาวของตัวเธอเอง” อย่างแท้จริง นอกจากนี้ Anne-Sophie Pic ยังเป็นเชฟเพียงไม่กี่คนในโลกที่ไม่เคยผ่านโรงเรียนการอาหารใด ๆ แต่สามารถคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จและเป็นเชฟหญิงคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลอันเกียรตินี้มาครองได้ต่อจาก Eugénie Brazier ในปี 1933 กับห้องอาหาร La Mère Brazier ทั้ง 2 แห่ง (ทั้งนี้ Eugénie Brazier ยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟคนแรกของโลกที่ควบคุมห้องอาหาร 2 แห่งจนได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars อีกด้วย), Marie Bourgeois กับห้องอาหาร Priay ในปี 1933 และ Marguerite Bise กับห้องอาหาร Auberge du Père Bise ในปี 1951 (ปัจจุบันคือห้องอาหาร Jean Sulpice ที่เราเขียนบทความเอาไว้ก่อนหน้านี้) จนถึงตอนนี้ Anne-Sophie Pic และสามีคุณ David Sinapian เป็นเจ้าของห้องอาหารหลายแห่งคือ Pic (🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars), Anne-Sophie Pic (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), La Dame de Pic (Paris) (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), La Dame de Pic London (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), La Dame de Pic - Le 1920 (🌟 1 MICHELIN Star), La Dame de Pic (Singapore) (Selected by MICHELIN Guide), André (Selected by MICHELIN Guide), L’Epicerie และ Daily Pic ทั้งยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประจำรายการ The Final Table Season 1 อีกด้วย

🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร Pic จัดเสิร์ฟ Tasting Menu รูปแบบเดียวเท่านั้นโดยใช้ชื่อว่า Le Voyage Sensoriel en 10 Haltes (Your Journey in 10 Courses) นำเสนอมาที่ราคา 350 € ต่อคน เชฟ Anne-Sophie Pic ผสมผสานเทคนิคการปรุงอย่างอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงเคียงคู่ไปกับการเลือกใช้วัตถุดิบและกลิ่นอายจากฝั่งเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่นออกมาได้อย่างลงตัว อาหารแต่ละคอร์สแฝง Feminine Touch หรือความเป็นผู้หญิงได้อย่างกลมกลืนสังเกตได้จากความละเอียดอ่อนและการเลือกใช้สีสันอันนุ่มนวลในการจัดแต่งจาน สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นและเป็นที่น่าจดจำอย่างเช่น

✨ Green asparagus

rushing to spring

ground ivy, fire buds, combawa, shiso

จานที่โดดเด่นมาก ๆ ในเซ็ตเมนูแห่งฤดูใบไม้ผลิคือหน่อไม้ฝรั่งคุณภาพสูง เชฟห่อด้วย Combawa หรือใบมะกรูดซึ่งเป็นหนึ่งใน Citrus ที่เชฟ Anne-Sophie ชื่นชอบมาก ๆ จากนั้นนำไปย่างแบบบาบีคิวจนสุกกำลังดี ผิวชั้นนอกกรอบเล็กน้อย มีกลิ่นหอมโดดเด่นแตะจมูก ด้านในให้ความหวานที่พอเหมาะและไร้ซึ่งรสชาติขม อีกหนึ่งองค์ประกอบที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือไอศกรีมที่ทำมาจาก Green Shiso และองค์ประกอบของ Combawa ซึ่งจะแตกออกเมื่อเคี้ยวเพียงเบา ๆ ให้กลิ่นหอมและรสชาติที่จะช่วยเสริมให้หน่อไม้ฝรั่งจานนี้ออกมาสมบูรณ์ไร้ที่ติ (20/20)

✨ Les berlingots ©ASP

viridescent gem

Banon cheese, matcha, watercress

Signature Dish ที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์และตัวตนของเชฟ Anne-Sophie Pic คือ Berlingots เมนูที่มีลักษณะเป็นพาสต้าทรงสามเหลี่ยมเตรียมจากองค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละห้องอาหารนั่นเอง สำหรับ Berlingots ที่ห้องอาหารเรือธงแห่งนี้เชฟผสมแป้งเข้ากันกับไข่แดง น้ำมันมะกอกและ Infused ด้วยชาเขียว Matcha จนได้สีเขียวเข้ม นำไปแช่เย็นนาน 1 ชั่วโมงแล้วรีดจนได้ความบาง 1 มิลลิเมตรเท่ากันทั้งแผ่น ด้านในบรรจุ Banon ชีสนมแพะจากพื้นที่แถบ Provence ผสมกันกับ Smoked Mascarpone ที่จะให้ความหอมและครีมมี่เข้ากันพอดีเมื่อผ่านความร้อนที่พอเหมาะ ซอสสีเขียวรอบ ๆ คือ Watercress Consommé ที่มีส่วนผสมของ Matcha และอโรมาของขิง (Ginger) และ Bergamot สุดท้ายคือการนำ Berlingots ไป Poached ในน้ำเกลือราว 2 นาที จัดวางลงจานพร้อมกันกับองค์ประกอบของ Matcha Butter ที่จะช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (20/20)

✨ The White Millefeuille

monochrome

vanilla from Tahiti, jasmine, voatsiperifery

Le Millefeuille Blanc เป็น Signature Dessert ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยเชฟ Anne-Sophie Pic และเป็นอาหารหวานเพียงจานเดียวที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูมาจนถึงปัจจุบัน ขนม Millefeuille ทรงลูกบาศก์สีขาวโมโนโครมขนาดประมาณ 125 ลูกบาศก์เซ็นติเมตรวางอยู่กลางจาน ภายในประกอบไปด้วยแป้ง Puff Pastry โรยด้วย Crystalline Jasmine นำมาเรียงกันเป็นเลเยอร์ทั้งหมด 3 ชั้นในแนวนอน แต่ละชั้นคั่นด้วย Tahiti Vanilla Chantilly และ Jasmine Tea Jelly ให้อโรมาหอมโดดเด่นและเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนตัดกันกับความกรอบของแป้ง Puff Pastry อันเป็นเอกลักษณ์ แผ่นสีขาวด้านบนคือ Royal Icing ทำมาจากไข่ขาว น้ำตาลไอซิ่ง และน้ำเลมอนให้รสชาติหวานนำโดยมีความขมตามมาเป็น Aftertaste เพียงเบา ๆ สุดท้ายคือการเติม Voatsiperifery Foam Milk ที่ได้จากการนำ Voatsiperifery ซึ่งเป็นเครื่องเทศในกลุ่มพริกไทยจาก Madagascar ใส่ลงไปในน้ำนมเพื่อ Infused นานถึง 24 ชั่วโมงจนให้กลิ่นหอมเข้ากันดีกับความมันและครีมมี่ของนมเสริมมิติทางรสชาติ อโรมา และเนื้อสัมผัสกับ Millefeuille ได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

🎗 [WHY GO] ถึงจะไม่เคยผ่านโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ แต่ทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง Anne-Sophie Pic สามารถสืบทอดจิตวิญญาณของเชฟระดับตำนานอย่างคุณปู่ André Pic และคุณพ่อ Jacques Pic ได้อย่างไร้รอยต่อ อาหารทุกจานมีเอกลักษณ์สูงมากทั้งยังแสดงถึงตัวตนความเป็นผู้หญิงผ่านทางรสชาติ, การคัดสรรค์องค์ประกอบ และการจัดแต่งจานได้อย่างชัดเจน ราคาต่อคนที่ 350 € ถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยการบริการที่แสนเรียบง่ายแต่แฝงเอาไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ เราขอยกย่องให้ Pic เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศสและควรค่าอย่างมากที่จะเดินทางมาชิมสักครั้งในชีวิต

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 68 รูป

🇫🇷 Pic - ปิก 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🏵🏵🏵🏵 18.5/20 Gault&Millau - 18.5/20 โก&มิโย 🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์ 🧑🏻‍🍳 Chef Anne-Sophie Pic - เชฟอานน์-โซฟี ปิก
รูปที่ 1
🇫🇷 Pic - ปิก 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🏵🏵🏵🏵 18.5/20 Gault&Millau - 18.5/20 โก&มิโย 🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์ 🧑🏻‍🍳 Chef Anne-Sophie Pic - เชฟอานน์-โซฟี ปิก
The horizon fades เริ่มต้นมื้อด้วย Amuse Bouche เสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 อย่าง ชิ้นแรกคือ Mussels หรือหอยแมลงภู่นุ่ม ๆ ละลายในปากจับคู่กับองค์ประกอบของ Shiso และถั่ว Pistachio ถัดมาคือ Cheese Tartelette ด้านในบรรจุ Saffron Cream ส่งอโรมาหอมคลุ้งและรสชาติเปรี้ยว-เค็มไปทั่วปาก สุดท้ายคือ Squid Crackers หรือแผ่นทอดกรอบทำมาจากหมึกส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว ด้านบนท็อปด้วย Sardine Tarama และองค์ประกอบของสาหร่ายวากาเมะ (20/20)
รูปที่ 2
The horizon fades เริ่มต้นมื้อด้วย Amuse Bouche เสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 อย่าง ชิ้นแรกคือ Mussels หรือหอยแมลงภู่นุ่ม ๆ ละลายในปากจับคู่กับองค์ประกอบของ Shiso และถั่ว Pistachio ถัดมาคือ Cheese Tartelette ด้านในบรรจุ Saffron Cream ส่งอโรมาหอมคลุ้งและรสชาติเปรี้ยว-เค็มไปทั่วปาก สุดท้ายคือ Squid Crackers หรือแผ่นทอดกรอบทำมาจากหมึกส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว ด้านบนท็อปด้วย Sardine Tarama และองค์ประกอบของสาหร่ายวากาเมะ (20/20)
Bread and butter ระหว่างมื้ออาหารพนักงานนำเสิร์ฟขนมปังต่าง ๆ เริ่มต้นที่ชิ้นแรกเป็นขนมปังที่มีอโรมาของสาเก, ถั่วเหลือง และวานิลลา ชิ้นตรงกลางมีรสของเสาวรส ส่วนชิ้นสุดท้ายคือ Red Bread ที่มีรสชาติของ Talisker Whisky ข้างกันคือเนยที่มีกลิ่นหอมของ Voatsiperifery ซึ่งเป็นเครื่องเทศจาก Madagascar ที่มีความใกล้เคียงกับพริกไทยโดยลูกค้าสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้ออาหาร
รูปที่ 3
Bread and butter ระหว่างมื้ออาหารพนักงานนำเสิร์ฟขนมปังต่าง ๆ เริ่มต้นที่ชิ้นแรกเป็นขนมปังที่มีอโรมาของสาเก, ถั่วเหลือง และวานิลลา ชิ้นตรงกลางมีรสของเสาวรส ส่วนชิ้นสุดท้ายคือ Red Bread ที่มีรสชาติของ Talisker Whisky ข้างกันคือเนยที่มีกลิ่นหอมของ Voatsiperifery ซึ่งเป็นเครื่องเทศจาก Madagascar ที่มีความใกล้เคียงกับพริกไทยโดยลูกค้าสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้ออาหาร
Garden peas pearls of the fine season linden, meadowsweet, tonka bean คอร์สแรกอย่างเป็นทางการคือ Green Peas Salad ที่เชฟ Anne-Sophie เปรียบเปรยว่าเป็นไข่มุกแห่งฤดูใบไม้ผลิ ถั่วที่คัดมาคุณภาพดีสังเกตจากความหวานและกรอบที่พอเหมาะ ด้านล่างคือองค์ประกอบคล้ายพานาคอตต้าทำมาจากนม (Used Milk Cheese) และองค์ประกอบของชาเขียวญี่ปุ่นให้ความครีมและรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ (19/20)
รูปที่ 4
Garden peas pearls of the fine season linden, meadowsweet, tonka bean คอร์สแรกอย่างเป็นทางการคือ Green Peas Salad ที่เชฟ Anne-Sophie เปรียบเปรยว่าเป็นไข่มุกแห่งฤดูใบไม้ผลิ ถั่วที่คัดมาคุณภาพดีสังเกตจากความหวานและกรอบที่พอเหมาะ ด้านล่างคือองค์ประกอบคล้ายพานาคอตต้าทำมาจากนม (Used Milk Cheese) และองค์ประกอบของชาเขียวญี่ปุ่นให้ความครีมและรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ (19/20)
Garden peas pearls of the fine season linden, meadowsweet, tonka bean องค์ประกอบด้านบนคือใบ Linden ทอดและ Tonka Bean ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (19/20)
รูปที่ 5
Garden peas pearls of the fine season linden, meadowsweet, tonka bean องค์ประกอบด้านบนคือใบ Linden ทอดและ Tonka Bean ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (19/20)
Green asparagus rushing to spring ground ivy, fire buds, combawa, shiso จานที่โดดเด่นมาก ๆ ในเซ็ตเมนูแห่งฤดูใบไม้ผลิคือหน่อไม้ฝรั่งคุณภาพสูง เชฟห่อด้วย Combawa หรือใบมะกรูดซึ่งเป็นหนึ่งใน Citrus ที่เชฟ Anne-Sophie ชื่นชอบมาก ๆ จากนั้นนำไปย่างแบบบาบีคิวจนสุกกำลังดี ผิวชั้นนอกกรอบเล็กน้อย มีกลิ่นหอมโดดเด่นแตะจมูก ด้านในให้ความหวานที่พอเหมาะและไร้ซึ่งรสชาติขม อีกหนึ่งองค์ประกอบที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือไอศกรีมที่ทำมาจาก Green Shiso และองค์ประกอบของ Combawa ซึ่งจะแตกออกเมื่อเคี้ยวเพียงเบา ๆ ให้กลิ่นหอมและรสชาติที่จะช่วยเสริมให้หน่อไม้ฝรั่งจานนี้ออกมาสมบูรณ์ไร้ที่ติ (20/20)
รูปที่ 6
Green asparagus rushing to spring ground ivy, fire buds, combawa, shiso จานที่โดดเด่นมาก ๆ ในเซ็ตเมนูแห่งฤดูใบไม้ผลิคือหน่อไม้ฝรั่งคุณภาพสูง เชฟห่อด้วย Combawa หรือใบมะกรูดซึ่งเป็นหนึ่งใน Citrus ที่เชฟ Anne-Sophie ชื่นชอบมาก ๆ จากนั้นนำไปย่างแบบบาบีคิวจนสุกกำลังดี ผิวชั้นนอกกรอบเล็กน้อย มีกลิ่นหอมโดดเด่นแตะจมูก ด้านในให้ความหวานที่พอเหมาะและไร้ซึ่งรสชาติขม อีกหนึ่งองค์ประกอบที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือไอศกรีมที่ทำมาจาก Green Shiso และองค์ประกอบของ Combawa ซึ่งจะแตกออกเมื่อเคี้ยวเพียงเบา ๆ ให้กลิ่นหอมและรสชาติที่จะช่วยเสริมให้หน่อไม้ฝรั่งจานนี้ออกมาสมบูรณ์ไร้ที่ติ (20/20)
Les berlingots ©ASP viridescent gem Banon cheese, matcha, watercress Signature Dish ที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์และตัวตนของเชฟ Anne-Sophie Pic คือ Berlingots เมนูที่มีลักษณะเป็นพาสต้าทรงสามเหลี่ยมเตรียมจากองค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละห้องอาหารนั่นเอง สำหรับ Berlingots ที่ห้องอาหารเรือธงแห่งนี้เชฟผสมแป้งเข้ากันกับไข่แดง น้ำมันมะกอกและ Infused ด้วยชาเขียว Matcha จนได้สีเขียวเข้ม นำไปแช่เย็นนาน 1 ชั่วโมงแล้วรีดจนได้ความบาง 1 มิลลิเมตรเท่ากันทั้งแผ่น ด้านในบรรจุ Banon ชีสนมแพะจากพื้นที่แถบ Provence ผสมกันกับ Smoked Mascarpone ที่จะให้ความหอมและครีมมี่เข้ากันพอดีเมื่อผ่านความร้อนที่พอเหมาะ ซอสสีเขียวรอบ ๆ คือ Watercress Consommé ที่มีส่วนผสมของ Matcha และอโรมาของขิง (Ginger) และ Bergamot สุดท้ายคือการนำ Berlingots ไป Poached ในน้ำเกลือราว 2 นาที จัดวางลงจานพร้อมกันกับองค์ประกอบของ Matcha Butter ที่จะช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (20/20)
รูปที่ 7
Les berlingots ©ASP viridescent gem Banon cheese, matcha, watercress Signature Dish ที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์และตัวตนของเชฟ Anne-Sophie Pic คือ Berlingots เมนูที่มีลักษณะเป็นพาสต้าทรงสามเหลี่ยมเตรียมจากองค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละห้องอาหารนั่นเอง สำหรับ Berlingots ที่ห้องอาหารเรือธงแห่งนี้เชฟผสมแป้งเข้ากันกับไข่แดง น้ำมันมะกอกและ Infused ด้วยชาเขียว Matcha จนได้สีเขียวเข้ม นำไปแช่เย็นนาน 1 ชั่วโมงแล้วรีดจนได้ความบาง 1 มิลลิเมตรเท่ากันทั้งแผ่น ด้านในบรรจุ Banon ชีสนมแพะจากพื้นที่แถบ Provence ผสมกันกับ Smoked Mascarpone ที่จะให้ความหอมและครีมมี่เข้ากันพอดีเมื่อผ่านความร้อนที่พอเหมาะ ซอสสีเขียวรอบ ๆ คือ Watercress Consommé ที่มีส่วนผสมของ Matcha และอโรมาของขิง (Ginger) และ Bergamot สุดท้ายคือการนำ Berlingots ไป Poached ในน้ำเกลือราว 2 นาที จัดวางลงจานพร้อมกันกับองค์ประกอบของ Matcha Butter ที่จะช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (20/20)
Les berlingots ©ASP viridescent gem Banon cheese, matcha, watercress กลิ่นเฉพาะตัวของชีสเข้ากันดีกับอโรมาของสมุนไพรต่าง ๆ ได้อย่างพอเหมาะลงตัว (20/20)
รูปที่ 8
Les berlingots ©ASP viridescent gem Banon cheese, matcha, watercress กลิ่นเฉพาะตัวของชีสเข้ากันดีกับอโรมาของสมุนไพรต่าง ๆ ได้อย่างพอเหมาะลงตัว (20/20)
John Dory ortu maritimu citron, whelks, lovage สำหรับจานปลาเชฟนำเสนอ Saint Pierre หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของปลา John Dory เชฟนำมา Infused ด้วย Green Cardamom ย่างจนเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบได้ระดับ ไฮไลท์ที่ทำเอาเราตกใจคือเนื้อสัมผัสของหนักปลาที่นุ่มหนึบหนับจนคล้ายกันกับแคบหมูบ้านเรา ข้างกันคือ Citrus Raviole ให้รสชาติออกเปรี้ยวและขมเล็กน้อยเสริมด้วยอโรมาทะเลของสาหร่าย สุดท้ายคือซอส Dashi ที่มีส่วนผสมของ Cardamom และ Lovage เติมแต่งโทนกลิ่นและอโรมาของจานให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น (19/20)
รูปที่ 9
John Dory ortu maritimu citron, whelks, lovage สำหรับจานปลาเชฟนำเสนอ Saint Pierre หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของปลา John Dory เชฟนำมา Infused ด้วย Green Cardamom ย่างจนเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบได้ระดับ ไฮไลท์ที่ทำเอาเราตกใจคือเนื้อสัมผัสของหนักปลาที่นุ่มหนึบหนับจนคล้ายกันกับแคบหมูบ้านเรา ข้างกันคือ Citrus Raviole ให้รสชาติออกเปรี้ยวและขมเล็กน้อยเสริมด้วยอโรมาทะเลของสาหร่าย สุดท้ายคือซอส Dashi ที่มีส่วนผสมของ Cardamom และ Lovage เติมแต่งโทนกลิ่นและอโรมาของจานให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น (19/20)
White asparagus golden crunch saffron, beeswax, Oscietre caviar จานนี้คือหน่อไม้ฝรั่งขาวจาก Mount Ventoux ซึ่งเป็นภูเขาในแถบ Provence เชฟนำไปหมักกับสาเกแล้วย่างด้วยความร้อนสูง (Cooked on the Plancha) จนได้เนื้อสัมผัสกรอบบริเวณผิวในขณะที่เนื้อด้านในยังคงฉ่ำหวาน ข้างกันคือองค์ประกอบของ Saffron Cream และ Orange Blossom หรือดอกส้ม คั่นกลางด้วยแผ่นกรอบทำจากข้าวเคลือบด้วยไขผึ้งช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านบนคือ Kaviari Oscietra Caviar หนึ่งในแบรนด์คาเวียร์คุณภาพสูงที่พบได้ในห้องอาหารระดับสูงทั่วโลกให้รสชาติกลมกล่อมทั้งยังชูความหวานของหน่อไม้ฝรั่งให้โดดเด่นยิ่งขึ้นอีกด้วย (19/20)
รูปที่ 10
White asparagus golden crunch saffron, beeswax, Oscietre caviar จานนี้คือหน่อไม้ฝรั่งขาวจาก Mount Ventoux ซึ่งเป็นภูเขาในแถบ Provence เชฟนำไปหมักกับสาเกแล้วย่างด้วยความร้อนสูง (Cooked on the Plancha) จนได้เนื้อสัมผัสกรอบบริเวณผิวในขณะที่เนื้อด้านในยังคงฉ่ำหวาน ข้างกันคือองค์ประกอบของ Saffron Cream และ Orange Blossom หรือดอกส้ม คั่นกลางด้วยแผ่นกรอบทำจากข้าวเคลือบด้วยไขผึ้งช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านบนคือ Kaviari Oscietra Caviar หนึ่งในแบรนด์คาเวียร์คุณภาพสูงที่พบได้ในห้องอาหารระดับสูงทั่วโลกให้รสชาติกลมกล่อมทั้งยังชูความหวานของหน่อไม้ฝรั่งให้โดดเด่นยิ่งขึ้นอีกด้วย (19/20)
“Charolles AOP” Beef Charolles and ebony spices black garlic, smoked vanilla, Gédéo coffee, leeks Main Course จานแรกคือเนื้อวัวสายพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ (Charlolles) เชฟ Anne-Sophie ตั้งใจนำไปหมักกับกาแฟ Gédéo, วานิลลารมควัน และกระเทียมดำจนให้กลิ่นหอมและรสชาติที่เข้มข้นจากนั้นจึงย่างแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เสริมด้วยอโรมาของ Bay Leaf และ Black Sesame Oil ได้อย่างพอดิบพอดี (19/20)
รูปที่ 11
“Charolles AOP” Beef Charolles and ebony spices black garlic, smoked vanilla, Gédéo coffee, leeks Main Course จานแรกคือเนื้อวัวสายพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ (Charlolles) เชฟ Anne-Sophie ตั้งใจนำไปหมักกับกาแฟ Gédéo, วานิลลารมควัน และกระเทียมดำจนให้กลิ่นหอมและรสชาติที่เข้มข้นจากนั้นจึงย่างแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เสริมด้วยอโรมาของ Bay Leaf และ Black Sesame Oil ได้อย่างพอดิบพอดี (19/20)
“Charolles AOP” Beef Charolles and ebony spices black garlic, smoked vanilla, Gédéo coffee, leeks ส่วนองค์ประกอบข้างกันคือ Leek หรือกระเทียมต้นย่างมาสไตล์บาบีคิวนั่นเอง (19/20)
รูปที่ 12
“Charolles AOP” Beef Charolles and ebony spices black garlic, smoked vanilla, Gédéo coffee, leeks ส่วนองค์ประกอบข้างกันคือ Leek หรือกระเทียมต้นย่างมาสไตล์บาบีคิวนั่นเอง (19/20)
Pork chop Duroc & Mira valerian, rose, rhubarb อีกจานหนึ่งคือ Pork Chop ของหมูสายพันธุ์ Duroc ที่ผ่านการหมักใน Valerian ซึ่งเป็นสมุนไพรจำพวก Aromatic Herb และดอกกุหลาบให้อโรมาหอมเข้ากันดีกับเนื้อหมูได้อย่างน่าประหลาด ชั้นไขมันนุ่ม หอม ละลายในปาก ตรงกลางคือซอส Juice ช่วยเพิ่มความเข้มข้น (19/20)
รูปที่ 13
Pork chop Duroc & Mira valerian, rose, rhubarb อีกจานหนึ่งคือ Pork Chop ของหมูสายพันธุ์ Duroc ที่ผ่านการหมักใน Valerian ซึ่งเป็นสมุนไพรจำพวก Aromatic Herb และดอกกุหลาบให้อโรมาหอมเข้ากันดีกับเนื้อหมูได้อย่างน่าประหลาด ชั้นไขมันนุ่ม หอม ละลายในปาก ตรงกลางคือซอส Juice ช่วยเพิ่มความเข้มข้น (19/20)
Pork chop Duroc & Mira valerian, rose, rhubarb ข้างกันคือ Tartelette ชิ้นจิ๋วที่บรรจุองค์ประกอบของบีทรูท, กุหลาบ, คากิ และชิ้นแคบหมูกรอบเบาตัดกันกับความนุ่มของเนื้อหมูจนก่อให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดี (19/20)
รูปที่ 14
Pork chop Duroc & Mira valerian, rose, rhubarb ข้างกันคือ Tartelette ชิ้นจิ๋วที่บรรจุองค์ประกอบของบีทรูท, กุหลาบ, คากิ และชิ้นแคบหมูกรอบเบาตัดกันกับความนุ่มของเนื้อหมูจนก่อให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดี (19/20)
Saint Marcellin linger in clover clover, beer แทนที่จะเสิร์ฟ Cheese Board แบบปกติเชฟ Anne-Sophie ได้รังสรรค์คอร์สนี้โดยใช้ชีสนมวัวท้องถิ่นแซง มาเซอร์ล็อง (Saint Marcelin) ซึ่งมีอโรมาเฉพาะตัว Infused ด้วยอโรมาของ White Beer และ Clover ลงไปจนได้รสหวาน ทั้งยังมีความแตกต่างทางอุณหภูมิอีกด้วย (19/20)
รูปที่ 15
Saint Marcellin linger in clover clover, beer แทนที่จะเสิร์ฟ Cheese Board แบบปกติเชฟ Anne-Sophie ได้รังสรรค์คอร์สนี้โดยใช้ชีสนมวัวท้องถิ่นแซง มาเซอร์ล็อง (Saint Marcelin) ซึ่งมีอโรมาเฉพาะตัว Infused ด้วยอโรมาของ White Beer และ Clover ลงไปจนได้รสหวาน ทั้งยังมีความแตกต่างทางอุณหภูมิอีกด้วย (19/20)
Pineapple sugar loaves chamomile, whisky, liquorice ล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวานด้วย Pre Dessert ที่เป็นการผสมผสานรสชาติเปรี้ยวของชิ้นสับปะรด กลิ่นหอมของคาโมมายล์ และ Talisker Whisky เข้าไว้ด้วยกัน ส่วนด้านบนโรยด้วยผง Liqourice (19/20)
รูปที่ 16
Pineapple sugar loaves chamomile, whisky, liquorice ล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวานด้วย Pre Dessert ที่เป็นการผสมผสานรสชาติเปรี้ยวของชิ้นสับปะรด กลิ่นหอมของคาโมมายล์ และ Talisker Whisky เข้าไว้ด้วยกัน ส่วนด้านบนโรยด้วยผง Liqourice (19/20)
Pineapple sugar loaves chamomile, whisky, liquorice ด้านล่างมีเนื้อสับปะรดเป็นองค์ประกอบด้วย (19/20)
รูปที่ 17
Pineapple sugar loaves chamomile, whisky, liquorice ด้านล่างมีเนื้อสับปะรดเป็นองค์ประกอบด้วย (19/20)
Chocolate honeycomb beyond the beehive hojicha, Cubeb, corsican bitter honey ของหวานจานแรกคือช็อกโกแลตที่วางเรียงตัวกันอย่างสวยงามจนดูคล้ายรังผึ้ง (20/20)
รูปที่ 18
Chocolate honeycomb beyond the beehive hojicha, Cubeb, corsican bitter honey ของหวานจานแรกคือช็อกโกแลตที่วางเรียงตัวกันอย่างสวยงามจนดูคล้ายรังผึ้ง (20/20)
Chocolate honeycomb beyond the beehive hojicha, Cubeb, corsican bitter honey ในแต่ละช่องถูกเติมเต็มด้วยองค์ประกอบที่แตกต่างกันตั้งแต่ Hojicha Caramel, Corsican Honey Panna Cotta, Chocolate Ganache ที่มีอโรมาของ Cubeb (Piper cubeba) เครื่องเทศในกลุ่มพริกไทยที่เชฟใส่มาเพื่อเพิ่มอโรมาแต่ไร้ซึ่งรสเผ็ดแม้แต่น้อย สุดท้ายคือช็อกโกแลตรสชาติเข้มข้นจาก Corsica หมู่เกาะในทะเล Mediterranean ซึ่งเป็นเขตการปกครองของประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง (20/20)
รูปที่ 19
Chocolate honeycomb beyond the beehive hojicha, Cubeb, corsican bitter honey ในแต่ละช่องถูกเติมเต็มด้วยองค์ประกอบที่แตกต่างกันตั้งแต่ Hojicha Caramel, Corsican Honey Panna Cotta, Chocolate Ganache ที่มีอโรมาของ Cubeb (Piper cubeba) เครื่องเทศในกลุ่มพริกไทยที่เชฟใส่มาเพื่อเพิ่มอโรมาแต่ไร้ซึ่งรสเผ็ดแม้แต่น้อย สุดท้ายคือช็อกโกแลตรสชาติเข้มข้นจาก Corsica หมู่เกาะในทะเล Mediterranean ซึ่งเป็นเขตการปกครองของประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง (20/20)
Rhubarb coffee break Gédéo coffee, meadowsweet ของหวานจานใหม่ในที่นี้คือ Rhubarb ซึ่งเป็นผักชนิดหนึ่งที่กำลัง In Season ในช่วงฤดูใบไม้ผลิทั้งยังสามารถนำมาเตรียมเป็นของหวานเลิศรสได้อีกด้วย เชฟเตรียม Rhubarb เสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสให้รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ คู่กันกับอโรมาของกาแฟ Gédéo หอม ๆ และดอก Meadowsweet ทั้งอร่อยและสวยงามจนยากที่จะลืมได้ลง (20/20)
รูปที่ 20
Rhubarb coffee break Gédéo coffee, meadowsweet ของหวานจานใหม่ในที่นี้คือ Rhubarb ซึ่งเป็นผักชนิดหนึ่งที่กำลัง In Season ในช่วงฤดูใบไม้ผลิทั้งยังสามารถนำมาเตรียมเป็นของหวานเลิศรสได้อีกด้วย เชฟเตรียม Rhubarb เสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสให้รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ คู่กันกับอโรมาของกาแฟ Gédéo หอม ๆ และดอก Meadowsweet ทั้งอร่อยและสวยงามจนยากที่จะลืมได้ลง (20/20)
Rhubarb coffee break Gédéo coffee, meadowsweet อีกมุมหนึ่งของ Rhubarb ซึ่งเป็นหนึ่งในจานที่มีความสวยงามที่สุดในมื้อนี้ (20/20)
รูปที่ 21
Rhubarb coffee break Gédéo coffee, meadowsweet อีกมุมหนึ่งของ Rhubarb ซึ่งเป็นหนึ่งในจานที่มีความสวยงามที่สุดในมื้อนี้ (20/20)
The White Millefeuille monochrome vanilla from Tahiti, jasmine, voatsiperifery Le Millefeuille Blanc เป็น Signature Dessert ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยเชฟ Anne-Sophie Pic และเป็นอาหารหวานเพียงจานเดียวที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูมาจนถึงปัจจุบัน ขนม Millefeuille ทรงลูกบาศก์สีขาวโมโนโครมขนาดประมาณ 125 ลูกบาศก์เซ็นติเมตรวางอยู่กลางจาน ภายในประกอบไปด้วยแป้ง Puff Pastry โรยด้วย Crystalline Jasmine นำมาเรียงกันเป็นเลเยอร์ทั้งหมด 3 ชั้นในแนวนอน แต่ละชั้นคั่นด้วย Tahiti Vanilla Chantilly และ Jasmine Tea Jelly ให้อโรมาหอมโดดเด่นและเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนตัดกันกับความกรอบของแป้ง Puff Pastry อันเป็นเอกลักษณ์ แผ่นสีขาวด้านบนคือ Royal Icing ทำมาจากไข่ขาว น้ำตาลไอซิ่ง และน้ำเลมอนให้รสชาติหวานนำโดยมีความขมตามมาเป็น Aftertaste เพียงเบา ๆ (20/20)
รูปที่ 22
The White Millefeuille monochrome vanilla from Tahiti, jasmine, voatsiperifery Le Millefeuille Blanc เป็น Signature Dessert ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยเชฟ Anne-Sophie Pic และเป็นอาหารหวานเพียงจานเดียวที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูมาจนถึงปัจจุบัน ขนม Millefeuille ทรงลูกบาศก์สีขาวโมโนโครมขนาดประมาณ 125 ลูกบาศก์เซ็นติเมตรวางอยู่กลางจาน ภายในประกอบไปด้วยแป้ง Puff Pastry โรยด้วย Crystalline Jasmine นำมาเรียงกันเป็นเลเยอร์ทั้งหมด 3 ชั้นในแนวนอน แต่ละชั้นคั่นด้วย Tahiti Vanilla Chantilly และ Jasmine Tea Jelly ให้อโรมาหอมโดดเด่นและเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนตัดกันกับความกรอบของแป้ง Puff Pastry อันเป็นเอกลักษณ์ แผ่นสีขาวด้านบนคือ Royal Icing ทำมาจากไข่ขาว น้ำตาลไอซิ่ง และน้ำเลมอนให้รสชาติหวานนำโดยมีความขมตามมาเป็น Aftertaste เพียงเบา ๆ (20/20)
The White Millefeuille monochrome vanilla from Tahiti, jasmine, voatsiperifery สุดท้ายคือการเติม Voatsiperifery Foam Milk ที่ได้จากการนำ Voatsiperifery ซึ่งเป็นเครื่องเทศในกลุ่มพริกไทยจาก Madagascar ใส่ลงไปในน้ำนมเพื่อ Infused นานถึง 24 ชั่วโมงจนให้กลิ่นหอมเข้ากันดีกับความมันและครีมมี่ของนมเสริมมิติทางรสชาติ อโรมา และเนื้อสัมผัสกับ Millefeuille ได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
รูปที่ 23
The White Millefeuille monochrome vanilla from Tahiti, jasmine, voatsiperifery สุดท้ายคือการเติม Voatsiperifery Foam Milk ที่ได้จากการนำ Voatsiperifery ซึ่งเป็นเครื่องเทศในกลุ่มพริกไทยจาก Madagascar ใส่ลงไปในน้ำนมเพื่อ Infused นานถึง 24 ชั่วโมงจนให้กลิ่นหอมเข้ากันดีกับความมันและครีมมี่ของนมเสริมมิติทางรสชาติ อโรมา และเนื้อสัมผัสกับ Millefeuille ได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
The White Millefeuille monochrome vanilla from Tahiti, jasmine, voatsiperifery ภาพตัดขวางแสดงถึงองค์ประกอบภายในของ The White Millefeuille (20/20)
รูปที่ 24
The White Millefeuille monochrome vanilla from Tahiti, jasmine, voatsiperifery ภาพตัดขวางแสดงถึงองค์ประกอบภายในของ The White Millefeuille (20/20)
Mignardises ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยขนมชิ้นเล็ก ๆ 3 อย่าง
รูปที่ 25
Mignardises ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยขนมชิ้นเล็ก ๆ 3 อย่าง
Mignardises Ravioli of Pine Nuts ด้านในสอดไส้ Confit Yuzu อีกชิ้นหนึ่งคือ Rose Chocolate ด้านในสอดไส้ Almonds & Hazelnuts Praline
รูปที่ 26
Mignardises Ravioli of Pine Nuts ด้านในสอดไส้ Confit Yuzu อีกชิ้นหนึ่งคือ Rose Chocolate ด้านในสอดไส้ Almonds & Hazelnuts Praline
Mignardises ขนม Biscuit กรอบท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบของ Smoked Vanilla, Dark Chocolate Ganache และ Black Olive Tapenade
รูปที่ 27
Mignardises ขนม Biscuit กรอบท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบของ Smoked Vanilla, Dark Chocolate Ganache และ Black Olive Tapenade
Complimentary Cake สำหรับใครที่ไปเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษอย่าลืมแจ้งตั้งแต่ตอนจองเพื่อรับขนมเค้กฟรี 1 ชิ้นโดยเชฟผสมผสานรสชาติของส้มโอ, ฟักทองน้ำเต้า และมะพร้าวลงไปนั่นเอง
รูปที่ 28
Complimentary Cake สำหรับใครที่ไปเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษอย่าลืมแจ้งตั้งแต่ตอนจองเพื่อรับขนมเค้กฟรี 1 ชิ้นโดยเชฟผสมผสานรสชาติของส้มโอ, ฟักทองน้ำเต้า และมะพร้าวลงไปนั่นเอง
💰 ราคา 789 €
รูปที่ 29
💰 ราคา 789 €
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เป็นเรื่องราวของห้องอาหารที่ยืนหยัดฝ่ากาลเวลาจนกลายเป็นหนึ่งในตำนานของวงการอาหารฝรั่งเศส เจ้าของร้านคนปัจจุบันคือเชฟ Anne-Sophie Pic เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของเชฟชั้นครูผู้นำพา Maison Pic คว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาแล้วทั้งสองรุ่นอย่างคุณปู่ André Pic ที่ทำได้ในปี 1934 และคุณพ่อ Jacques Pic ที่เคยทำเอาไว้ในปี 1973
รูปที่ 30
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เป็นเรื่องราวของห้องอาหารที่ยืนหยัดฝ่ากาลเวลาจนกลายเป็นหนึ่งในตำนานของวงการอาหารฝรั่งเศส เจ้าของร้านคนปัจจุบันคือเชฟ Anne-Sophie Pic เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของเชฟชั้นครูผู้นำพา Maison Pic คว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาแล้วทั้งสองรุ่นอย่างคุณปู่ André Pic ที่ทำได้ในปี 1934 และคุณพ่อ Jacques Pic ที่เคยทำเอาไว้ในปี 1973
อย่างไรก็ตามตัวเธอเองนั้นกลับไม่เคยเข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ แต่ได้รับหน้าที่สำคัญคือการนำพาห้องอาหารกลับมาสู่ความรุ่งโรจน์ด้วยรางวัล 3 MICHELIN Stars อีกครั้งซึ่งเธอทำได้ในอีก 10 ปีต่อมาจนบรรดานักชิมจากทั่วโลกต่างตั้งสมญานามให้เธอเป็น The Queen of French Cuisine เลยทีเดียว
รูปที่ 31
อย่างไรก็ตามตัวเธอเองนั้นกลับไม่เคยเข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ แต่ได้รับหน้าที่สำคัญคือการนำพาห้องอาหารกลับมาสู่ความรุ่งโรจน์ด้วยรางวัล 3 MICHELIN Stars อีกครั้งซึ่งเธอทำได้ในอีก 10 ปีต่อมาจนบรรดานักชิมจากทั่วโลกต่างตั้งสมญานามให้เธอเป็น The Queen of French Cuisine เลยทีเดียว
🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร Pic จัดเสิร์ฟ Tasting Menu รูปแบบเดียวเท่านั้นโดยใช้ชื่อว่า Le Voyage Sensoriel en 10 Haltes (Your Journey in 10 Courses) นำเสนอมาที่ราคา 350 € ต่อคน
รูปที่ 32
🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร Pic จัดเสิร์ฟ Tasting Menu รูปแบบเดียวเท่านั้นโดยใช้ชื่อว่า Le Voyage Sensoriel en 10 Haltes (Your Journey in 10 Courses) นำเสนอมาที่ราคา 350 € ต่อคน
เชฟ Anne-Sophie Pic ผสมผสานเทคนิคการปรุงอย่างอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงเคียงคู่ไปกับการเลือกใช้วัตถุดิบและกลิ่นอายจากฝั่งเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่นออกมาได้อย่างลงตัว อาหารแต่ละคอร์สแฝง Feminine Touch หรือความเป็นผู้หญิงได้อย่างกลมกลืนสังเกตได้จากความละเอียดอ่อนและการเลือกใช้สีสันอันนุ่มนวลในการจัดแต่งจาน
รูปที่ 33
เชฟ Anne-Sophie Pic ผสมผสานเทคนิคการปรุงอย่างอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงเคียงคู่ไปกับการเลือกใช้วัตถุดิบและกลิ่นอายจากฝั่งเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่นออกมาได้อย่างลงตัว อาหารแต่ละคอร์สแฝง Feminine Touch หรือความเป็นผู้หญิงได้อย่างกลมกลืนสังเกตได้จากความละเอียดอ่อนและการเลือกใช้สีสันอันนุ่มนวลในการจัดแต่งจาน
เดินตามทางเดินมาจนสุดจะพบกับ Crystal Chandelier ห้อยลงมาจากเพดานดูโดดเด่นเป็นสง่าขนาบข้างด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดาน
รูปที่ 34
เดินตามทางเดินมาจนสุดจะพบกับ Crystal Chandelier ห้อยลงมาจากเพดานดูโดดเด่นเป็นสง่าขนาบข้างด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดาน
ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็นหลายโซนโดยเลือกใช้สีสันที่บ่งบอกความเป็นผู้หญิงอย่างเทาและชมพู
รูปที่ 35
ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็นหลายโซนโดยเลือกใช้สีสันที่บ่งบอกความเป็นผู้หญิงอย่างเทาและชมพู
ใครที่ได้นั่งริมกระจกอย่างเราสามารถเพลิดเพลินกับสวนขนาดใหญ่ที่มีแมกไม้สีเขียวเป็นจุดดึงดูดสายตา
รูปที่ 36
ใครที่ได้นั่งริมกระจกอย่างเราสามารถเพลิดเพลินกับสวนขนาดใหญ่ที่มีแมกไม้สีเขียวเป็นจุดดึงดูดสายตา
🎗 [THE FIRST GENERATION, André Pic] Eugene และ Sophie Pic ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Auberge du Pin ขึ้นที่เนินเขาในเขต Saint-Péray ทางตะวันออกของเมือง Valence ในปัจจุบัน ต่อมาในปี 1893 ทั้งคู่ได้ให้กำเนิดบุตรชายนามว่า André Pic และด้วยพรสวรรค์ส่วนตัวประกอบกับแรงบันดาลใจจากคุณแม่ทำให้เขามุ่งมั่นเดินทางสายอาชีพเชฟโดยเริ่มต้นฝึกงานในห้องอาหารหลายแห่งก่อนจะเดินทางกลับมาเป็นเชฟให้กับ Auberge du Pin ในปี 1929 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากผู้คนและนักชิมท้องถิ่นจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 1934 นับเป็นระยะเวลาเพียง 2 ปีหลังจาก MICHELIN Guide เปลี่ยนวิธีการจัดอันดับจากการมอบ MICHELIN Star มาเป็นระบบ 1-3 MICHELIN Stars ต่อมาในปี 1936 อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศฝรั่งเศสเจริญเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดทำให้เชฟ André Pic ตัดสินใจย้ายร้านมายังตำแหน่งปัจจุบันไม่ไกลกันจากถนนสาย Nationale 7 (RN7) ที่เริ่มต้นจากกรุง Paris ไปสุดที่นคร Menton ซึ่งเป็นพรมแดนของประเทศอิตาลี
รูปที่ 37
🎗 [THE FIRST GENERATION, André Pic] Eugene และ Sophie Pic ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Auberge du Pin ขึ้นที่เนินเขาในเขต Saint-Péray ทางตะวันออกของเมือง Valence ในปัจจุบัน ต่อมาในปี 1893 ทั้งคู่ได้ให้กำเนิดบุตรชายนามว่า André Pic และด้วยพรสวรรค์ส่วนตัวประกอบกับแรงบันดาลใจจากคุณแม่ทำให้เขามุ่งมั่นเดินทางสายอาชีพเชฟโดยเริ่มต้นฝึกงานในห้องอาหารหลายแห่งก่อนจะเดินทางกลับมาเป็นเชฟให้กับ Auberge du Pin ในปี 1929 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากผู้คนและนักชิมท้องถิ่นจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 1934 นับเป็นระยะเวลาเพียง 2 ปีหลังจาก MICHELIN Guide เปลี่ยนวิธีการจัดอันดับจากการมอบ MICHELIN Star มาเป็นระบบ 1-3 MICHELIN Stars ต่อมาในปี 1936 อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศฝรั่งเศสเจริญเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดทำให้เชฟ André Pic ตัดสินใจย้ายร้านมายังตำแหน่งปัจจุบันไม่ไกลกันจากถนนสาย Nationale 7 (RN7) ที่เริ่มต้นจากกรุง Paris ไปสุดที่นคร Menton ซึ่งเป็นพรมแดนของประเทศอิตาลี
Maison Pic สามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars กลับมาครองอีกครั้งตั้งแต่ปี 1939 พร้อมกับสร้างชื่อด้วย Signature Dish อย่าง Crayfish Gratin และ Poulardes en Vessie ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นเคียงคู่ไปกับ La Pyramide ของเชฟ Fernand Point (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น - ปัจจุบันคือ La Pyramide - Patrick Henriroux) และ La Côte d'Or (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Alexandre Dumaine ซึ่งเราได้เขียนบทความรีวิวไปแล้วเช่นกัน
รูปที่ 38
Maison Pic สามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars กลับมาครองอีกครั้งตั้งแต่ปี 1939 พร้อมกับสร้างชื่อด้วย Signature Dish อย่าง Crayfish Gratin และ Poulardes en Vessie ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นเคียงคู่ไปกับ La Pyramide ของเชฟ Fernand Point (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น - ปัจจุบันคือ La Pyramide - Patrick Henriroux) และ La Côte d'Or (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Alexandre Dumaine ซึ่งเราได้เขียนบทความรีวิวไปแล้วเช่นกัน
🎗 [THE SECOND GENERATION, Jacques Pic] ถึงกิจการของ Maison Pic จะดำเนินไปได้ด้วยดีแต่ลูกชายของเชฟ André Pic คือคุณ Jacque Pic นั้นกลับไม่ได้มีความสนใจในการสืบทอดกิจการหรือเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟแม้แต่น้อยเพราะตัวเขามีความใฝ่ฝันในการเป็นช่างยนต์มากกว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสุขภาพของเชฟ André Pic เริ่มเสื่อมถอยลงตามกาลเวลาและส่งผลโดยตรงกับงานจนเป็นเหตุให้ MICHELIN Guide ปรับลด Maison Pic สู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1946 และ 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1950 จนกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้คุณ Jacques Pic ตัดสินใจกลับมาเลือกเส้นทางสายอาขีพเชฟเพื่อกอบกู้ดาวทั้งหมดกลับคืนมาให้จงได้ เขาเริ่มต้นโดยการสมัครเข้าฝึกงานกับเชฟ Fernand Point และ Alexandre Dumaine แต่ได้รับการปฏิเสธกลับมาทำให้ชีวิตการเป็นเชฟช่วงแรกเริ่มต้นขึ้นที่นคร Geneva ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก่อนที่จะเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ ทั่วประเทศฝรั่งเศส หลังเสร็จสิ้นการเกณฑ์ทหารรวมไปถึงการข้ามน้ำข้ามทะเลไปประจำการอยู่ที่ประเทศอัลจีเรียเชฟ Jacques Pic ได้เดินทางกลับมายังห้องอาหาร Maison Pic และเริ่มต้นปฏิวัติ Maison Pic โดยการนำเสนอ Tasting Menu จำนวน 8 คอร์สแทนที่การนำเสนออาหารแบบ 3 คอร์สดั้งเดิมซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกใหม่มากในช่วงเวลานั้นจนได้รับการยกย่องให้เป็นเชฟคนแรก ๆ ที่ริเริ่มการเคลื่อนไหวของเทรนด์อาหารแบบ Nouvelle Cuisine (ก่อนที่เทรนด์นี้จะถูกสืบทอดไปยัง Paul Bocuse, Michel Guérard รวมไปถึง Pedro Subijana และ Martín Berasategui ในประเทศสเปน)
รูปที่ 39
🎗 [THE SECOND GENERATION, Jacques Pic] ถึงกิจการของ Maison Pic จะดำเนินไปได้ด้วยดีแต่ลูกชายของเชฟ André Pic คือคุณ Jacque Pic นั้นกลับไม่ได้มีความสนใจในการสืบทอดกิจการหรือเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟแม้แต่น้อยเพราะตัวเขามีความใฝ่ฝันในการเป็นช่างยนต์มากกว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสุขภาพของเชฟ André Pic เริ่มเสื่อมถอยลงตามกาลเวลาและส่งผลโดยตรงกับงานจนเป็นเหตุให้ MICHELIN Guide ปรับลด Maison Pic สู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1946 และ 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1950 จนกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้คุณ Jacques Pic ตัดสินใจกลับมาเลือกเส้นทางสายอาขีพเชฟเพื่อกอบกู้ดาวทั้งหมดกลับคืนมาให้จงได้ เขาเริ่มต้นโดยการสมัครเข้าฝึกงานกับเชฟ Fernand Point และ Alexandre Dumaine แต่ได้รับการปฏิเสธกลับมาทำให้ชีวิตการเป็นเชฟช่วงแรกเริ่มต้นขึ้นที่นคร Geneva ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก่อนที่จะเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ ทั่วประเทศฝรั่งเศส หลังเสร็จสิ้นการเกณฑ์ทหารรวมไปถึงการข้ามน้ำข้ามทะเลไปประจำการอยู่ที่ประเทศอัลจีเรียเชฟ Jacques Pic ได้เดินทางกลับมายังห้องอาหาร Maison Pic และเริ่มต้นปฏิวัติ Maison Pic โดยการนำเสนอ Tasting Menu จำนวน 8 คอร์สแทนที่การนำเสนออาหารแบบ 3 คอร์สดั้งเดิมซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกใหม่มากในช่วงเวลานั้นจนได้รับการยกย่องให้เป็นเชฟคนแรก ๆ ที่ริเริ่มการเคลื่อนไหวของเทรนด์อาหารแบบ Nouvelle Cuisine (ก่อนที่เทรนด์นี้จะถูกสืบทอดไปยัง Paul Bocuse, Michel Guérard รวมไปถึง Pedro Subijana และ Martín Berasategui ในประเทศสเปน)
นอกจากนี้เชฟ Jacques Pic ยังได้รังสรรค์เมนู Signature Dish ระดับตำนานเอาไว้อีกมากมายอย่างเช่น Soufflé Glacé à l’Orange (Chilled Orange Soufflé), Rognon de Veau à l’Oseille ou à la Menthe (Mint or Sorrel Flavoured Veal Kidneys) แต่จานที่โด่งดังจนสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอาหารฝรั่งเศสคือ Filet de Loup au Caviar (Caviar Topped Seabass Fillet) มีลักษณะเป็นชิ้นปลากะพงเสิร์ฟมาในซอสอุ่น ๆ ท็อปด้านบนด้วยคาเวียร์เย็น ๆ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการอาหารฝรั่งเศสที่คาเวียร์ซึ่งเป็นของเย็นถูกจัดเสิร์ฟมาในจานเดียวกันกับอาหารร้อนอีกด้วย (เราได้ชิมเมนูนี้ที่ห้องอาหาร Anne-Sophie Pic 🌟🌟 ในนคร Lausanne เพื่อน ๆ สามารถติดตามจากรีวิวที่จะออกตามกันมาได้เลย) จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ตัวร้านได้รับการเลื่อนขั้นกลับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1959 และ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 1973 โดยมีเชฟ André Pic ผู้เป็นพ่อคอยชื่นชมความสำเร็จของลูกชายอยู่เบื้องหลังก่อนที่เขาจะจากไปในปี 1983 ด้วยวัย 91 ปี
รูปที่ 40
นอกจากนี้เชฟ Jacques Pic ยังได้รังสรรค์เมนู Signature Dish ระดับตำนานเอาไว้อีกมากมายอย่างเช่น Soufflé Glacé à l’Orange (Chilled Orange Soufflé), Rognon de Veau à l’Oseille ou à la Menthe (Mint or Sorrel Flavoured Veal Kidneys) แต่จานที่โด่งดังจนสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอาหารฝรั่งเศสคือ Filet de Loup au Caviar (Caviar Topped Seabass Fillet) มีลักษณะเป็นชิ้นปลากะพงเสิร์ฟมาในซอสอุ่น ๆ ท็อปด้านบนด้วยคาเวียร์เย็น ๆ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการอาหารฝรั่งเศสที่คาเวียร์ซึ่งเป็นของเย็นถูกจัดเสิร์ฟมาในจานเดียวกันกับอาหารร้อนอีกด้วย (เราได้ชิมเมนูนี้ที่ห้องอาหาร Anne-Sophie Pic 🌟🌟 ในนคร Lausanne เพื่อน ๆ สามารถติดตามจากรีวิวที่จะออกตามกันมาได้เลย) จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ตัวร้านได้รับการเลื่อนขั้นกลับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1959 และ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 1973 โดยมีเชฟ André Pic ผู้เป็นพ่อคอยชื่นชมความสำเร็จของลูกชายอยู่เบื้องหลังก่อนที่เขาจะจากไปในปี 1983 ด้วยวัย 91 ปี
🎗 [THE THIRD GENERATION, Anne-Sophie Pic] แม้จะเติบโตมาในครอบครัวของเชฟระดับตำนานแต่ในช่วงวัยรุ่นนั้น Anne-Sophie Pic กลับมีความใฝ่ฝันที่จะเลือกเดินเส้นทางอื่นนอกเหนือจากการเป็นเชฟโดยการเดินทางไปฝึกงานในสาขาการจัดการที่ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกากับบริษัทชั้นนำอย่าง Cartier และ Moët & Chandon ก่อนที่จะกลับมายัง Maison Pic ในปี 1992 ด้วยวัย 23 ปี
รูปที่ 41
🎗 [THE THIRD GENERATION, Anne-Sophie Pic] แม้จะเติบโตมาในครอบครัวของเชฟระดับตำนานแต่ในช่วงวัยรุ่นนั้น Anne-Sophie Pic กลับมีความใฝ่ฝันที่จะเลือกเดินเส้นทางอื่นนอกเหนือจากการเป็นเชฟโดยการเดินทางไปฝึกงานในสาขาการจัดการที่ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกากับบริษัทชั้นนำอย่าง Cartier และ Moët & Chandon ก่อนที่จะกลับมายัง Maison Pic ในปี 1992 ด้วยวัย 23 ปี
อย่างไรก็ตามเพียง 3 เดือนหลังจากนั้นคือวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 1992 คุณพ่อของเธอคือเชฟ Jacques Pic บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งของวงการอาหารฝรั่งเศสจากไปอย่างกระทันหันด้วยโรคหัวใจขณะทำงานอยู่หน้าเตาอบโดยที่ Anne-Sophie Pic ในช่วงเวลานั้นแทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับงานครัวใด ๆ จนเป็นเหตุให้พี่ชายของเธออย่าง Alain Pic มีอันต้องรับตำแหน่ง Head Chef จำเป็นต่อจากคุณพ่อโดยทันทีในขณะที่ตัวเธอนั้นย้ายมารับงานที่แผนกต้อนรับแทนนั่นเอง
รูปที่ 42
อย่างไรก็ตามเพียง 3 เดือนหลังจากนั้นคือวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 1992 คุณพ่อของเธอคือเชฟ Jacques Pic บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งของวงการอาหารฝรั่งเศสจากไปอย่างกระทันหันด้วยโรคหัวใจขณะทำงานอยู่หน้าเตาอบโดยที่ Anne-Sophie Pic ในช่วงเวลานั้นแทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับงานครัวใด ๆ จนเป็นเหตุให้พี่ชายของเธออย่าง Alain Pic มีอันต้องรับตำแหน่ง Head Chef จำเป็นต่อจากคุณพ่อโดยทันทีในขณะที่ตัวเธอนั้นย้ายมารับงานที่แผนกต้อนรับแทนนั่นเอง
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 1995 สมุดปกแดงอย่าง MICHELIN Guide ตัดสินใจปรับให้ Pic กลายมาเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars อีกครั้งในช่วงเวลานั้นเองเชฟ Anne-Sophie Pic รู้สึกว่าเธอได้สูญเสีย “ดาวของคุณพ่อ” ไปจนเกิดแรงผลักดันครั้งสำคัญในการกลับมารับตำแหน่งในห้องครัวให้จงได้ ต่อมาในปี 1997 เธอได้รับตำแหน่ง Head Chef ต่อจากพี่ชายและพัฒนาอาหารในรูปแบบของตัวเองจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars กลับมาครองได้ในปี 2007 หรืออีก 10 ปีถัดมาซึ่งเธอรู้สึกว่าดาวทั้งสามที่คว้ากลับมาได้ในครั้งนั้นคือ “ดาวของเธอ” อย่างแท้จริง
รูปที่ 43
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 1995 สมุดปกแดงอย่าง MICHELIN Guide ตัดสินใจปรับให้ Pic กลายมาเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars อีกครั้งในช่วงเวลานั้นเองเชฟ Anne-Sophie Pic รู้สึกว่าเธอได้สูญเสีย “ดาวของคุณพ่อ” ไปจนเกิดแรงผลักดันครั้งสำคัญในการกลับมารับตำแหน่งในห้องครัวให้จงได้ ต่อมาในปี 1997 เธอได้รับตำแหน่ง Head Chef ต่อจากพี่ชายและพัฒนาอาหารในรูปแบบของตัวเองจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars กลับมาครองได้ในปี 2007 หรืออีก 10 ปีถัดมาซึ่งเธอรู้สึกว่าดาวทั้งสามที่คว้ากลับมาได้ในครั้งนั้นคือ “ดาวของเธอ” อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ Anne-Sophie Pic ยังเป็นเชฟเพียงไม่กี่คนในโลกที่ไม่เคยผ่านโรงเรียนการอาหารใด ๆ แต่สามารถคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จและเป็นเชฟหญิงคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลอันเกียรตินี้มาครองได้ต่อจาก Eugénie Brazier ในปี 1933 กับห้องอาหาร La Mère Brazier ทั้ง 2 แห่ง (ทั้งนี้ Eugénie Brazier ยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟคนแรกของโลกที่ควบคุมห้องอาหาร 2 แห่งจนได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars อีกด้วย), Marie Bourgeois กับห้องอาหาร Priay ในปี 1933 และ Marguerite Bise กับห้องอาหาร Auberge du Père Bise ในปี 1951 (ปัจจุบันคือห้องอาหาร Jean Sulpice ที่เราเขียนบทความเอาไว้ก่อนหน้านี้) จนถึงตอนนี้ Anne-Sophie Pic และสามีคุณ David Sinapian เป็นเจ้าของห้องอาหารหลายแห่งคือ Pic (🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars), Anne-Sophie Pic (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), La Dame de Pic (Paris) (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), La Dame de Pic London (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), La Dame de Pic - Le 1920 (🌟 1 MICHELIN Star), La Dame de Pic (Singapore) (Selected by MICHELIN Guide), André (Selected by MICHELIN Guide), L’Epicerie และ Daily Pic ทั้งยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประจำรายการ The Final Table Season 1 อีกด้วย
รูปที่ 44
นอกจากนี้ Anne-Sophie Pic ยังเป็นเชฟเพียงไม่กี่คนในโลกที่ไม่เคยผ่านโรงเรียนการอาหารใด ๆ แต่สามารถคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จและเป็นเชฟหญิงคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลอันเกียรตินี้มาครองได้ต่อจาก Eugénie Brazier ในปี 1933 กับห้องอาหาร La Mère Brazier ทั้ง 2 แห่ง (ทั้งนี้ Eugénie Brazier ยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟคนแรกของโลกที่ควบคุมห้องอาหาร 2 แห่งจนได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars อีกด้วย), Marie Bourgeois กับห้องอาหาร Priay ในปี 1933 และ Marguerite Bise กับห้องอาหาร Auberge du Père Bise ในปี 1951 (ปัจจุบันคือห้องอาหาร Jean Sulpice ที่เราเขียนบทความเอาไว้ก่อนหน้านี้) จนถึงตอนนี้ Anne-Sophie Pic และสามีคุณ David Sinapian เป็นเจ้าของห้องอาหารหลายแห่งคือ Pic (🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars), Anne-Sophie Pic (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), La Dame de Pic (Paris) (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), La Dame de Pic London (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), La Dame de Pic - Le 1920 (🌟 1 MICHELIN Star), La Dame de Pic (Singapore) (Selected by MICHELIN Guide), André (Selected by MICHELIN Guide), L’Epicerie และ Daily Pic ทั้งยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประจำรายการ The Final Table Season 1 อีกด้วย
บริเวณสวนมีแมกไม้สีเขียวมากมายดูร่มรื่นตา
รูปที่ 45
บริเวณสวนมีแมกไม้สีเขียวมากมายดูร่มรื่นตา
เก้าอี้โซฟาสุดชิลบริเวณสวน
รูปที่ 46
เก้าอี้โซฟาสุดชิลบริเวณสวน
ทางเดินในสวน
รูปที่ 47
ทางเดินในสวน
บริเวณทางเดินตกแต่งด้วยรูปภาพในอดีตของตระกูล Pic รวมไปถึงรายการเมนูที่เคยจัดเสิร์ฟในโอกาสสำคัญต่าง ๆ
รูปที่ 48
บริเวณทางเดินตกแต่งด้วยรูปภาพในอดีตของตระกูล Pic รวมไปถึงรายการเมนูที่เคยจัดเสิร์ฟในโอกาสสำคัญต่าง ๆ
บริเวณทางเดินตกแต่งด้วยรูปภาพในอดีตของตระกูล Pic
รูปที่ 49
บริเวณทางเดินตกแต่งด้วยรูปภาพในอดีตของตระกูล Pic
บางส่วนคือรายการเมนูที่เคยใช้จัดเสิร์ฟในโอกาสสำคัญต่าง ๆ
รูปที่ 50
บางส่วนคือรายการเมนูที่เคยใช้จัดเสิร์ฟในโอกาสสำคัญต่าง ๆ
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 51
ภายในห้องอาหาร
เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูโค้งทรงครึ่งวงกลมเข้ามาจะพบกับจุดตรวจสอบการจอง
รูปที่ 52
เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูโค้งทรงครึ่งวงกลมเข้ามาจะพบกับจุดตรวจสอบการจอง
ตู้ไม้ขนาดใหญ่จัดแสดงคู่มือ MICHELIN Guide ปกแดงตั้งแต่ฉบับแรกในปี 1900 ไล่เรียงมาจนถึงปัจจุบัน
รูปที่ 53
ตู้ไม้ขนาดใหญ่จัดแสดงคู่มือ MICHELIN Guide ปกแดงตั้งแต่ฉบับแรกในปี 1900 ไล่เรียงมาจนถึงปัจจุบัน
ในภาพประกอบไปด้วยสมุดปกแดงกว่า 100 เล่ม
รูปที่ 54
ในภาพประกอบไปด้วยสมุดปกแดงกว่า 100 เล่ม
คู่มือ Guide MICHELIN ฉบับปกแดงเล่มแรกถูกจัดทำขึ้นในปี 1900
รูปที่ 55
คู่มือ Guide MICHELIN ฉบับปกแดงเล่มแรกถูกจัดทำขึ้นในปี 1900
ข้างกันมีหุ่นรูป Mickey Mouse ที่มีหน้าตาเป็น Bibendum มาสคอตของ MICHELIN ยืนต้อนรับลูกค้าทุก ๆ คน
รูปที่ 56
ข้างกันมีหุ่นรูป Mickey Mouse ที่มีหน้าตาเป็น Bibendum มาสคอตของ MICHELIN ยืนต้อนรับลูกค้าทุก ๆ คน
ทางเดินออกสู่บริเวณสวน
รูปที่ 57
ทางเดินออกสู่บริเวณสวน
หันมองออกไปบริเวณเทอเรสจะพบกับ André ห้องอาหารสไตล์ Bistro ที่เชฟ Anne-Sophie Pic ตั้งชื่อตามเจ้าของรุ่นแรก
รูปที่ 58
หันมองออกไปบริเวณเทอเรสจะพบกับ André ห้องอาหารสไตล์ Bistro ที่เชฟ Anne-Sophie Pic ตั้งชื่อตามเจ้าของรุ่นแรก
ห้องอาหาร André นำเสนอเมนู Classic of The House ของตระกูล Pic อย่างเช่น Crayfish Tail Gratin ของเชฟ André Pic, Chilled Orange Soufflé © ของเชฟ Jacques Pic และ Drôme Pigeon in a Walnut Crust ของเชฟ Anne-Sophie Pic
รูปที่ 59
ห้องอาหาร André นำเสนอเมนู Classic of The House ของตระกูล Pic อย่างเช่น Crayfish Tail Gratin ของเชฟ André Pic, Chilled Orange Soufflé © ของเชฟ Jacques Pic และ Drôme Pigeon in a Walnut Crust ของเชฟ Anne-Sophie Pic
ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังจบมื้ออาหารสามารถขอจองห้องพักของ Maison Pic โรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาวในเครือสมาชิกของ Relais & Chateaux ในราคาเริ่มต้นที่ 381 € ไปจนถึง 747 € นั่นเอง
รูปที่ 60
ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังจบมื้ออาหารสามารถขอจองห้องพักของ Maison Pic โรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาวในเครือสมาชิกของ Relais & Chateaux ในราคาเริ่มต้นที่ 381 € ไปจนถึง 747 € นั่นเอง
บริเวณบาร์สำหรับชงเครื่องดื่ม
รูปที่ 61
บริเวณบาร์สำหรับชงเครื่องดื่ม
🎗 [THE PLACE, Maison Pic] Maison Pic เป็นโรงแรมหรูที่ตั้งอยู่บนนถนสายหลักของเมือง Valence ห่างจากนคร Lyon ลงมาทางใต้ราว 110 กิโลเมตร
รูปที่ 62
🎗 [THE PLACE, Maison Pic] Maison Pic เป็นโรงแรมหรูที่ตั้งอยู่บนนถนสายหลักของเมือง Valence ห่างจากนคร Lyon ลงมาทางใต้ราว 110 กิโลเมตร
รางวัลต่าง ๆ
รูปที่ 63
รางวัลต่าง ๆ
ลูกค้าที่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ฝั่งโรงแรม
รูปที่ 64
ลูกค้าที่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ฝั่งโรงแรม
ส่วนใครที่เดินทางมาด้วยรถไฟ TGV จากทั้งกรุง London, Paris และ Lyon สามารถเลือกลงที่ Gare de Valence Ville ซึ่งเป็นสถานีหลักของเมือง Valence ได้เช่นกัน
รูปที่ 65
ส่วนใครที่เดินทางมาด้วยรถไฟ TGV จากทั้งกรุง London, Paris และ Lyon สามารถเลือกลงที่ Gare de Valence Ville ซึ่งเป็นสถานีหลักของเมือง Valence ได้เช่นกัน
🎗 [WHY GO] ถึงจะไม่เคยผ่านโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ แต่ทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง Anne-Sophie Pic สามารถสืบทอดจิตวิญญาณของเชฟระดับตำนานอย่างคุณปู่ André Pic และคุณพ่อ Jacques Pic ได้อย่างไร้รอยต่อ อาหารทุกจานมีเอกลักษณ์สูงมากทั้งยังแสดงถึงตัวตนความเป็นผู้หญิงผ่านทางรสชาติ, การคัดสรรค์องค์ประกอบ และการจัดแต่งจานได้อย่างชัดเจน
รูปที่ 66
🎗 [WHY GO] ถึงจะไม่เคยผ่านโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ แต่ทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง Anne-Sophie Pic สามารถสืบทอดจิตวิญญาณของเชฟระดับตำนานอย่างคุณปู่ André Pic และคุณพ่อ Jacques Pic ได้อย่างไร้รอยต่อ อาหารทุกจานมีเอกลักษณ์สูงมากทั้งยังแสดงถึงตัวตนความเป็นผู้หญิงผ่านทางรสชาติ, การคัดสรรค์องค์ประกอบ และการจัดแต่งจานได้อย่างชัดเจน
ราคาต่อคนที่ 350 € ถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยการบริการที่แสนเรียบง่ายแต่แฝงเอาไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ เราขอยกย่องให้ Pic เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศสและควรค่าอย่างมากที่จะเดินทางมาชิมสักครั้งในชีวิต
รูปที่ 67
ราคาต่อคนที่ 350 € ถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยการบริการที่แสนเรียบง่ายแต่แฝงเอาไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ เราขอยกย่องให้ Pic เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศสและควรค่าอย่างมากที่จะเดินทางมาชิมสักครั้งในชีวิต
บริเวณลานจอดรถ
รูปที่ 68
บริเวณลานจอดรถ

แกลเลอรี