GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Pavillon
2 MICHELIN Stars

SwitzerlandPavillon · ปาวิลยง

Classic French · อาหารฝรั่งเศสคลาสสิค — Talstrasse 1, Zurich, 8001, Switzerland

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดแห่งหนึ่งในนคร Zürich ทั้งยังมีตำแหน่งตั้งอยู่ใน Baur au Lac โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีกด้วย

🎗 [THE PLACE, Hotel Baur au Lac] Baur au Lac เป็นโรงแรมเก่าแก่ที่เปิดทำการมาเกือบ 180 ปีและเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งเดียวในโลกที่ยังคงบริหารโดยเจ้าของซึ่งเป็นทายาทที่สืบทอดกันมาจากผู้ก่อตั้งโรงแรมคนแรก เจ้าของรุ่นที่ 1 คุณ Johannes Baur เกิดและเติบโตในพื้นที่แถบ Vorarlberg ประเทศออสเตรียก่อนจะเดินทางมาสร้างวิลล่าขนาดใหญ่ริมทะเลสาบ Zürichzee ในปี 1844 โดยอาศัยวัสดุจากท่าเรือเก่าในยุคสงครามเพื่อใช้เป็นที่พักส่วนตัวให้กับนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจเดินทางแบบไม่ระบุตัวตนจนกระทั่งเขาได้ส่งต่อกิจการให้กับลูกชายคือคุณ Theodor Baur ซึ่งได้ผันตัวมาเป็นเจ้าของรุ่นที่ 2 ในอีก 8 ปีถัดมา กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 1889 คุณ Karl Kracht สามีของคุณ Emmy Baur (ลูกสาวของคุณ Theodor Baur) ได้รับช่วงต่อกิจการเป็นเจ้าของรุ่นที่ 3 และด้วยประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของและบริหาร Excelsior Ernst Cologne Hotel (หรือชื่อในตอนนั้นคือ Hotel Ernst) ในประเทศเยอรมนีมาก่อนทำให้ Baur au Lac เข้าสู่ยุคทองเริ่มต้นจากการขยับขยายพื้นที่ใช้สอยภายในมาเป็น 17,000 ตารางเมตรพ่วงกับพื้นที่ภายนอกอีก 1,400 ตารางเมตรเทียบเท่ากับพื้นที่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการต่อเติมอาคาร Pavillon เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ในปี 1914 อีกด้วย หลังจากคุณ Karl Kracht เสียชีวิตลงในปีเดียวกันกับที่ Pavillon สร้างเสร็จนั้น หลานชายของเขาคือคุณ Hans Kern ได้เข้าบริหารกิจการต่อเป็นเจ้าของรุ่นที่ 4 แต่ในช่วงนี้กิจการโรงแรมดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่นเท่าไหร่นักจนเป็นเหตุให้ลูกชายทั้ง 2 คนคือคุณ Fritz และ Hermann Kracht ซึ่งมีอายุเพียง 20 และ 25 ปีต้องเข้ามาช่วยบริหารตั้งแต่ปี 1916 ต่อมา Charles Kracht ลูกชายของคุณ Hermann Kracht ได้สำเร็จการศึกษาจากกรุง Berne และรับช่วงต่อเป็นเจ้าของรุ่นที่ 5 โดยก่อตั้ง Club Baur au Lac ขึ้นซึ่งถือเป็น Private Club แห่งแรกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์รวมไปถึงริเริ่มกิจการไร่ไวน์ในเมือง Urdorf ห่างออกไปไม่ไกลทางตะวันออกของนคร Zürich โดยว่ากันว่าไร่ไวน์แห่งนี้สามารถกักเก็บไวน์ได้มากถึง 700,000 ขวดเลยทีเดียว หลังจากการเสียชีวิตของ Charles Kracht ในปี 1990 ลูกชายของเขาคือคุณ Andrea Kracht ได้รับช่วงต่อกิจการเป็นเจ้าของรุ่นที่ 6 และสร้างผลงานโดยการปรับปรุงโรมแรมครั้งใหญ่ในปี 1995 หากนับมาจนถึงปัจจุบัน Hotel Baur au Lac เคยถูกใช้เป็นสถานที่ต้อนรับคนมีชื่อเสียงมากมายเช่น Empress Elisabeth แห่งออสเตรีย (Sisi) ที่ได้ใช้ช่วงเวลาทั้งฤดูร้อนกับเจ้าชาย 2 พระองค์และผู้ติดตามอีกกว่า 60 คน นอกจากนี้ยังมี Tsarina แห่งรัสเซีย, จักพรรดิ Wilhelm II แห่งปรัสเซีย (เยอรมนี), กษัตริย์ Ludwig I แห่งบาวาเรีย, Carl XVI Gustaf แห่งสวีเดน, Alfred Nobel, Walt Disney, Audrey Hepburn, Elton John รวมไปถึงการจัดงานระดับโลกอย่างเช่น World Première ของ Die Walküre (Act 1) ซึ่งประพันธ์โดย Richard Wagner อีกด้วย

🎗 [THE PLACE, Pavillon] สำหรับห้องอาหาร Pavillon นั้นเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2009 โดยอาศัยชื่อของอาคาร Pavillon ที่สร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 1914 อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น อินทีเรียดีไซน์เนอร์ชาวฝรั่งเศสชื่อดัง Pierre-Yves Rochon ผู้เคยฝากผลงานเอาไว้กับโรงแรมชั้นนำระดับโลกอย่าง Waldorf Astoria Bevely Hills, The St. Regis Rome, Four Seasons George V, Four Seasons Megève และ Jade Signature ตั้งใจออกแบบภายในให้ดูโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัดตา ผนังรอบด้านเกือบ 360° เป็นกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานมองออกไปเห็นสวนและคลองที่ตัดเข้ามาจากทะเลสาบ Zürichzee ตรงกลางเป็นที่เก้าอี้โซฟาที่ออกแบบมาให้โค้งรับไปกับห้องอาหาร พื้นหินอ่อนสีขาวช่วยให้ เก้าอี้ ดอกไม้ และพรมรูปกุหลาบสีม่วงโดดเด่นขึ้นมาจากฉากหลัง ด้านบนคือ Lalique Crystal Chandelier ห้อยระย้าลงมาจากกลางโดมเสริมบรรยากาศโดยรวมให้ดูหรูหราอย่างมีสไตล์

🎗 [THE CHEF] Laurent Eperon เป็นหนึ่งในเชฟที่มีประสบการณ์ในห้องอาหารระดับสูงมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกงานกับ Hotel Elite ในเมือง Biel (16/20 Gault&Millau) เขาได้รับการว่าจ้างจาก Hotel Ritz ในกรุง Paris และใช้ชีวิตที่เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสอยู่พักหนึ่ง ต่อมาเขาเลือกที่จะย้ายกลับมายังประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพื่อร่วมงานกับ The Dolder Grand โรงแรมสุดหรูบนยอดเขาในนคร Zürich ก่อนจะย้ายมาลงหลักปักฐานกับ Hotel Baur au Lac ในย่านเมืองเก่าริมทะเลสาบ Zürichsee ตั้งแต่ปี 1998 ในตำแหน่ง Chef Rôtisseur และ Chef Saucier ก่อนจะเริ่มต้นกุมบังเหียนห้องอาหาร Pavillon ตั้งแต่ปี 2008 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับสไตล์การปรุงอาหารนั้นเชฟ Laurent Eperon มีความเชี่ยวชาญอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคแต่ปรับรูปแบบการนำเสนอให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์การเดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเช่น สิงคโปร์, มาดาร์กัสการ์, เปรู และนิวซีแลนด์รวมไปถึงการตกแต่งจานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเจ้าพ่อป๊อปอาร์ตอย่าง Andy Warhol อีกด้วย ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2014 ต่อด้วยการยกระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2019 พ่วงด้วยคะแนนจาก Gault&Millau ที่สูงถึง 18/20 ซึ่งพบได้ไม่มากนักสำหรับห้องอาหารระดับสูงในประเทศสวิสเซอร์แลนด์

🎗 [THE FOOD] มื้ออาหารในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ (เมษายน-มิถุนายน 2022) เชฟ Laurent Eperon คัดสรรวัตถุดิบมาเป็นอย่างดีจากทั่วทั้งทวีปยุโรปอย่างเช่นปลา Turbot, Snow Crab และ Breton Lobster จากทะเล Northeast Atlantic; Wagyu Beef และ Serrano Ham จากประเทศสเปน; Guinea Fowl และ Farmed Caviar จากประเทศฝรั่งเศสรวมไปถึงวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างเนื้อลูกวัว, ผัก, สมุนไพร, ดอกไม้ และผลไม้ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในการรังสรรค์เมนูต่าง ๆ ที่เราจะได้ชิมกันในวันนี้ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้ 2 รูปแบบคือ HARMONIE (9 Courses - 295 CHF และ 7 Courses without crayfish and cheese - 275 CHF) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบปกติของทางร้านหรือจะเป็น POTAGER (9 Courses - 268 CHF และ 7 Courses with out red beetroot and cheese - 248 CHF) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบ Vegetarian สุดท้ายคือรายการแบบ À LA CARTE ซึ่งมีราคาต่อจานอยู่ที่ 48-146 CHF ส่วนจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ

✨ Melon - tomato - Serrano 36 months

Gazpacho

สำหรับคอร์สแรกอย่างเป็นทางการคือ Gazpacho ซุปเย็นทำมาจากมะเขือเทศให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิช่วยเรียกความสดชื่นตัดกันกับรสชาติหวานของเมลอนและรสชาติเค็มนิด ๆ ของ Serrano Ham อายุ 36 เดือนจากประเทศสเปน ด้านบนคือแผ่น Tuile ช่วยเสริมความกรอบให้กับจาน (18/20)

✨ Free range piglet from Thurgovia

Back - shoulder - lovage

หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้คือ Main Course ที่เชฟเลือกใช้เนื้อลูกหมูจากเมือง Thurgovia ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนคร Zürich โดยจานแรกคือส่วนเนื้อสันหลังซึ่งจะมีความนุ่มละมุน ไร้ซึ่งกลิ่นเฉพาะตัว แต่ส่วนหนังกลับมีความกรอบพอดี ข้างกันคือองค์ประกอบของมันฝรั่งที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดีเรียงตัวสวยงามจนดูคล้ายกับ Mille Feuille ตรงกลางคือหอมใหญ่และชิ้นบีทรูทแผ่นบางเสริมรสชาติหวาน ความกรอบ และ Earthy Aroma ที่พอเหมาะ สุดท้ายคือ Watercress Purée สีเขียว จบด้วยการเทราดซอสรสชาติเข้มข้นลงไปตรงกลาง ยังมีคอร์สย่อยที่สองเชฟเลือกใช้ส่วนหัวไหล่ตุ๋นจนนุ่มเสิร์ฟมากับผักต่าง ๆ อีกด้วย (18/20)

✨ Rhubarb - Strawberry

Purple shiso sorbet

สำหรับของหวานเชฟตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบที่กำลัง In Season อย่าง Rhubarb จับคู่กับผล Strawberry ทำเป็นวงแหวนด้านนอก ตรงกลางฝั่งซ้ายคือคือ Rhubard & Strawberry Juice ฝั่งขวามือคือ Biscuit กรอบรองด้านล่างด้วย White Chocolate Ganache ด้านบนท็อปด้วยผล Strawberry ชิ้น Crumble กรอบ และ Purple Shiso Sorbet ช่วยเรียกความสดชื่นปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ (18/20)

🎗 [WHY GO] เชฟ Laurent Eperon สามารถนำเสนออาหารฝรั่งเศสคลาสสิคในรูปแบบของตัวเองจนได้ออกมาเป็นเมนูที่ดูแตกต่างจากที่เราพบเจอได้ทั่วไปอย่างชัดเจน พนักงานทุกคนบริการได้อย่างดีเยี่ยมและไร้รอยต่อ อย่างไรก็ตามด้วยตำแหน่งของร้านที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Zürichzee ไม่ไกลกันจากถนนช็อปปิ้งชื่อดัง Bahnhofstrasse และจตุรัส Paradeplatz ทำให้ Pavillon ที่มีราคาอาหารต่อคอร์สค่อนข้างสูงตามมาตรฐานห้องอาหารระดับ Haute Cuisine ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ทั้งยังเป็นห้องอาหารที่ถูกจองเต็มล่วงหน้านานนับเดือนเกือบตลอดทั้งปีนั่นเอง

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 34 รูป

🇨🇭 Pavillon - ปาวิลยง 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🏵🏵🏵🏵 18/20 Gault&Millau - 18/20 โก&มิโย 🍴 Classic French - อาหารฝรั่งเศสคลาสสิค 👨🏻‍🍳 Chef Laurent Eperon - เชฟโลร็องต์ เอเปอรง
รูปที่ 1
🇨🇭 Pavillon - ปาวิลยง 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🏵🏵🏵🏵 18/20 Gault&Millau - 18/20 โก&มิโย 🍴 Classic French - อาหารฝรั่งเศสคลาสสิค 👨🏻‍🍳 Chef Laurent Eperon - เชฟโลร็องต์ เอเปอรง
Amuse-Bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Amuse-Bouche คำเล็ก ๆ ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยเริ่มต้นด้วย Green Asparagus กรอบ ๆ ข้างกันคือ Tartelette กระทงทองที่ภายในบรรจุ Snow Crab จากน่านน้ำ Northeast Atlantic และคาเวียร์ให้กลิ่นหอมและครีมมี่แต่งแต้มด้วยรสชาติของ Mayonnaise และชิ้น Grapefruit เพียงเล็กน้อย ชิ้นที่สามคือ Black Olive Macaron ให้อโรมาหอมเด่นขึ้นจมูก สุดท้ายคือ Wagyu Beef จากประเทศสเปนนำมาทำเป็น Tartare ทั้งหมดถูกเตรียมมาอย่างดีเว้นเสียแต่แป้งที่ห่อ Tartare มีเนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างเหนียวจนกลบความนุ่มละมุนของเนื้อวัวไปพอสมควร (16/20)
รูปที่ 2
Amuse-Bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Amuse-Bouche คำเล็ก ๆ ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยเริ่มต้นด้วย Green Asparagus กรอบ ๆ ข้างกันคือ Tartelette กระทงทองที่ภายในบรรจุ Snow Crab จากน่านน้ำ Northeast Atlantic และคาเวียร์ให้กลิ่นหอมและครีมมี่แต่งแต้มด้วยรสชาติของ Mayonnaise และชิ้น Grapefruit เพียงเล็กน้อย ชิ้นที่สามคือ Black Olive Macaron ให้อโรมาหอมเด่นขึ้นจมูก สุดท้ายคือ Wagyu Beef จากประเทศสเปนนำมาทำเป็น Tartare ทั้งหมดถูกเตรียมมาอย่างดีเว้นเสียแต่แป้งที่ห่อ Tartare มีเนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างเหนียวจนกลบความนุ่มละมุนของเนื้อวัวไปพอสมควร (16/20)
Melon - tomato - Serrano 36 months Gazpacho สำหรับคอร์สแรกอย่างเป็นทางการคือ Gazpacho ซุปเย็นทำมาจากมะเขือเทศให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิช่วยเรียกความสดชื่นตัดกันกับรสชาติหวานของเมลอนและรสชาติเค็มนิด ๆ ของ Serrano Ham อายุ 36 เดือนจากประเทศสเปน ด้านบนคือแผ่น Tuile ช่วยเสริมความกรอบให้กับจาน (18/20)
รูปที่ 3
Melon - tomato - Serrano 36 months Gazpacho สำหรับคอร์สแรกอย่างเป็นทางการคือ Gazpacho ซุปเย็นทำมาจากมะเขือเทศให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิช่วยเรียกความสดชื่นตัดกันกับรสชาติหวานของเมลอนและรสชาติเค็มนิด ๆ ของ Serrano Ham อายุ 36 เดือนจากประเทศสเปน ด้านบนคือแผ่น Tuile ช่วยเสริมความกรอบให้กับจาน (18/20)
Green asparagus from South Germany Bavarian cream - asparagus vinaigrette Caviar from Belgium - Mimosa จานนี้เชฟเลือกใช้วัตถุดิบที่กำลัง In Season อย่างหน่อไม้ฝรั่งจากประเทศเยอรมนีเสิร์ฟมาคู่กับ Bavarian Cream เนื้อนุ่มละมุน ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์คุณภาพสูงนำเข้าจากฟาร์มในประเทศเบลเยี่ยมและองค์ประกอบสีเหลืองของ Mimosa รอบ ๆ ราดด้วยซอส Vinaigrette สีเขียวทำมาจากหน่อไม้ฝรั่งเช่นกัน (17/20)
รูปที่ 4
Green asparagus from South Germany Bavarian cream - asparagus vinaigrette Caviar from Belgium - Mimosa จานนี้เชฟเลือกใช้วัตถุดิบที่กำลัง In Season อย่างหน่อไม้ฝรั่งจากประเทศเยอรมนีเสิร์ฟมาคู่กับ Bavarian Cream เนื้อนุ่มละมุน ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์คุณภาพสูงนำเข้าจากฟาร์มในประเทศเบลเยี่ยมและองค์ประกอบสีเหลืองของ Mimosa รอบ ๆ ราดด้วยซอส Vinaigrette สีเขียวทำมาจากหน่อไม้ฝรั่งเช่นกัน (17/20)
Sourdough ระหว่างมื้ออาหารพนักงานจะเสิร์ฟขนมปัง Sourdough มาคู่กับเนยข้าง ๆ กัน
รูปที่ 5
Sourdough ระหว่างมื้ออาหารพนักงานจะเสิร์ฟขนมปัง Sourdough มาคู่กับเนยข้าง ๆ กัน
Crayfish Peas - broad beans - sorrel จานนี้คือกุ้ง Crayfish เสิร์ฟมากับซอสสีส้มเข้มที่ทำมาจากมันบริเวณหัวกุ้ง รอบ ๆ คือ Erbsen หรือถั่วช่วยให้เกิดความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของเห็ด Champignons และ Truffle ด้านบนคือองค์ประกอบของสาหร่ายช่วยเรียกความอุมามิให้กับจาน (17/20)
รูปที่ 6
Crayfish Peas - broad beans - sorrel จานนี้คือกุ้ง Crayfish เสิร์ฟมากับซอสสีส้มเข้มที่ทำมาจากมันบริเวณหัวกุ้ง รอบ ๆ คือ Erbsen หรือถั่วช่วยให้เกิดความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของเห็ด Champignons และ Truffle ด้านบนคือองค์ประกอบของสาหร่ายช่วยเรียกความอุมามิให้กับจาน (17/20)
Zander from Europe Filet Beurre Blanc - Oloroso sherry - artichoke คอร์สนี้เชฟ Laurent Eperon เสิร์ฟปลา Zander หรืออีกชื่อหนึ่งคือปลา Pikeperch มาเป็นชิ้นฟิเลท์หนังกรอบคู่กับซอส Beurre Blanc รสออกมันเปรี้ยวแล้วเบรคด้วย Earthy Aroma ของ Jerusalem Artichoke ที่ท็อปอยู่ด้านบน จากนั้นเสริมมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยไข่ปลา Char จากฟาร์มในยุโรปที่ใส่มาในตัวซอส (16/20)
รูปที่ 7
Zander from Europe Filet Beurre Blanc - Oloroso sherry - artichoke คอร์สนี้เชฟ Laurent Eperon เสิร์ฟปลา Zander หรืออีกชื่อหนึ่งคือปลา Pikeperch มาเป็นชิ้นฟิเลท์หนังกรอบคู่กับซอส Beurre Blanc รสออกมันเปรี้ยวแล้วเบรคด้วย Earthy Aroma ของ Jerusalem Artichoke ที่ท็อปอยู่ด้านบน จากนั้นเสริมมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยไข่ปลา Char จากฟาร์มในยุโรปที่ใส่มาในตัวซอส (16/20)
Guinea fowl from France Breast - morels - Vin Jaune - chervil ส่วนอกของ Guinea Fowl หรือที่คนไทยเรียกว่าไก่ต๊อกจากประเทศฝรั่งเศส เชฟปรุงมาสุกได้ระดับทำให้เนื้อสัมผัสไม่แห้งราดด้วยซอส Vin Juane จากนั้นแต่งแต้มด้วย Chervil ส่วนครีมสีน้ำตาลทำมาจากเห็ด Morels ที่กำลัง In Season ให้อโรมาหอมโดดเด่น บนสุดของจานคือชิ้นเห็ด Morels สอดไส้ด้วย Mousse ทำมาจากไขมันของสัตว์ปีกและฟัวกราส์ตับเป็ด ฝั่งขวามือคือ White Asparagus คุณภาพสูงที่คัดมาอย่างดีราดด้วยซอส Chervil หอมมันนั่นเอง (18/20)
รูปที่ 8
Guinea fowl from France Breast - morels - Vin Jaune - chervil ส่วนอกของ Guinea Fowl หรือที่คนไทยเรียกว่าไก่ต๊อกจากประเทศฝรั่งเศส เชฟปรุงมาสุกได้ระดับทำให้เนื้อสัมผัสไม่แห้งราดด้วยซอส Vin Juane จากนั้นแต่งแต้มด้วย Chervil ส่วนครีมสีน้ำตาลทำมาจากเห็ด Morels ที่กำลัง In Season ให้อโรมาหอมโดดเด่น บนสุดของจานคือชิ้นเห็ด Morels สอดไส้ด้วย Mousse ทำมาจากไขมันของสัตว์ปีกและฟัวกราส์ตับเป็ด ฝั่งขวามือคือ White Asparagus คุณภาพสูงที่คัดมาอย่างดีราดด้วยซอส Chervil หอมมันนั่นเอง (18/20)
Free range piglet from Thurgovia Back - shoulder - lovage หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้คือ Main Course ที่เชฟเลือกใช้เนื้อลูกหมูจากเมือง Thurgovia ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนคร Zürich โดยจานแรกคือส่วนเนื้อสันหลังซึ่งจะมีความนุ่มละมุน ไร้ซึ่งกลิ่นเฉพาะตัว แต่ส่วนหนังกลับมีความกรอบพอดี ข้างกันคือองค์ประกอบของมันฝรั่งที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดีเรียงตัวสวยงามจนดูคล้ายกับ Mille Feuille ตรงกลางคือหอมใหญ่และชิ้นบีทรูทแผ่นบางเสริมรสชาติหวาน ความกรอบ และ Earthy Aroma ที่พอเหมาะ สุดท้ายคือ Watercress Purée สีเขียว จบด้วยการเทราดซอสเกรวี่รสชาติเข้มข้นลงไปตรงกลาง (18/20)
รูปที่ 9
Free range piglet from Thurgovia Back - shoulder - lovage หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้คือ Main Course ที่เชฟเลือกใช้เนื้อลูกหมูจากเมือง Thurgovia ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนคร Zürich โดยจานแรกคือส่วนเนื้อสันหลังซึ่งจะมีความนุ่มละมุน ไร้ซึ่งกลิ่นเฉพาะตัว แต่ส่วนหนังกลับมีความกรอบพอดี ข้างกันคือองค์ประกอบของมันฝรั่งที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดีเรียงตัวสวยงามจนดูคล้ายกับ Mille Feuille ตรงกลางคือหอมใหญ่และชิ้นบีทรูทแผ่นบางเสริมรสชาติหวาน ความกรอบ และ Earthy Aroma ที่พอเหมาะ สุดท้ายคือ Watercress Purée สีเขียว จบด้วยการเทราดซอสเกรวี่รสชาติเข้มข้นลงไปตรงกลาง (18/20)
Free range piglet from Thurgovia Back - shoulder - lovage ยังมีคอร์สย่อยที่สองเชฟเลือกใช้ส่วนหัวไหล่ตุ๋นจนนุ่มเสิร์ฟมากับผักต่าง ๆ อีกด้วย (18/20)
รูปที่ 10
Free range piglet from Thurgovia Back - shoulder - lovage ยังมีคอร์สย่อยที่สองเชฟเลือกใช้ส่วนหัวไหล่ตุ๋นจนนุ่มเสิร์ฟมากับผักต่าง ๆ อีกด้วย (18/20)
Aged cheese Cheese trolley สำหรับคอร์สชีสพนักงานจะเข็นรถมาให้ลูกค้าเลือกโดนพนักงานนำเสนอ Aged Cheese จาก หลากหลายภูมิภาค
รูปที่ 11
Aged cheese Cheese trolley สำหรับคอร์สชีสพนักงานจะเข็นรถมาให้ลูกค้าเลือกโดนพนักงานนำเสนอ Aged Cheese จาก หลากหลายภูมิภาค
Aged cheese Cheese trolley จากนั้นพนักงานจะตัดใส่จานเสิร์ฟมาให้ลูกค้าแต่ละคน
รูปที่ 12
Aged cheese Cheese trolley จากนั้นพนักงานจะตัดใส่จานเสิร์ฟมาให้ลูกค้าแต่ละคน
Aged cheese Cheese trolley มีทั้ง Soft, Semi-soft และ Hard Cheese ให้เลือกสรรกัน
รูปที่ 13
Aged cheese Cheese trolley มีทั้ง Soft, Semi-soft และ Hard Cheese ให้เลือกสรรกัน
Aged cheese Cheese trolley ชีสต่าง ๆ เสิร์ฟมาคู่กับ Toasted Bread และเนย
รูปที่ 14
Aged cheese Cheese trolley ชีสต่าง ๆ เสิร์ฟมาคู่กับ Toasted Bread และเนย
Elderflower Refreshment ล้างปากด้วย Fresh Fior de Latte หอมมันจับคู่กับอโรมาของ Elderflower Foam และผล Elderberry เตรียมมากรอบ ๆ ที่ด้านบน (17/20)
รูปที่ 15
Elderflower Refreshment ล้างปากด้วย Fresh Fior de Latte หอมมันจับคู่กับอโรมาของ Elderflower Foam และผล Elderberry เตรียมมากรอบ ๆ ที่ด้านบน (17/20)
Rhubarb - Strawberry Purple shiso sorbet สำหรับของหวานเชฟตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบที่กำลัง In Season อย่าง Rhubarb จับคู่กับผล Strawberry ทำเป็นวงแหวนด้านนอก ตรงกลางฝั่งซ้ายคือคือ Rhubard & Strawberry Juice ฝั่งขวามือคือ Biscuit กรอบรองด้านล่างด้วย White Chocolate Ganache ด้านบนท็อปด้วยผล Strawberry ชิ้น Crumble กรอบ และ Purple Shiso Sorbet ช่วยเรียกความสดชื่นปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ (18/20)
รูปที่ 16
Rhubarb - Strawberry Purple shiso sorbet สำหรับของหวานเชฟตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบที่กำลัง In Season อย่าง Rhubarb จับคู่กับผล Strawberry ทำเป็นวงแหวนด้านนอก ตรงกลางฝั่งซ้ายคือคือ Rhubard & Strawberry Juice ฝั่งขวามือคือ Biscuit กรอบรองด้านล่างด้วย White Chocolate Ganache ด้านบนท็อปด้วยผล Strawberry ชิ้น Crumble กรอบ และ Purple Shiso Sorbet ช่วยเรียกความสดชื่นปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ (18/20)
Mignardises ระหว่างเรียกเก็บเงินพนักงานจะจัดเสิร์ฟ Mignardises อันประกอบไปด้วย Meringue Tartlette ชิ้นสีขาว, Homemade Chocolate with Milk ชิ้นรี, Homemade Chocolate with Rum ชิ้นสีเหลี่ยม และ Tartlette with Raspberry
รูปที่ 17
Mignardises ระหว่างเรียกเก็บเงินพนักงานจะจัดเสิร์ฟ Mignardises อันประกอบไปด้วย Meringue Tartlette ชิ้นสีขาว, Homemade Chocolate with Milk ชิ้นรี, Homemade Chocolate with Rum ชิ้นสีเหลี่ยม และ Tartlette with Raspberry
Mignardises สุดท้ายคือขนม Cannelés de Bordeaux อบมาสด ๆ ใหม่ ๆ
รูปที่ 18
Mignardises สุดท้ายคือขนม Cannelés de Bordeaux อบมาสด ๆ ใหม่ ๆ
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดแห่งหนึ่งในนคร Zürich ทั้งยังมีตำแหน่งตั้งอยู่ใน Baur au Lac โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีกด้วย
รูปที่ 19
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดแห่งหนึ่งในนคร Zürich ทั้งยังมีตำแหน่งตั้งอยู่ใน Baur au Lac โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีกด้วย
🎗 [THE CHEF] Laurent Eperon เป็นหนึ่งในเชฟที่มีประสบการณ์ในห้องอาหารระดับสูงมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกงานกับ Hotel Elite ในเมือง Biel (16/20 Gault&Millau) เขาได้รับการว่าจ้างจาก Hotel Ritz ในกรุง Paris และใช้ชีวิตที่เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสอยู่พักหนึ่ง ต่อมาเขาเลือกที่จะย้ายกลับมายังประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพื่อร่วมงานกับ The Dolder Grand โรงแรมสุดหรูบนยอดเขาในนคร Zürich ก่อนจะย้ายมาลงหลักปักฐานกับ Hotel Baur au Lac ในย่านเมืองเก่าริมทะเลสาบ Zürichsee ตั้งแต่ปี 1998 ในตำแหน่ง Chef Rôtisseur และ Chef Saucier ก่อนจะเริ่มต้นกุมบังเหียนห้องอาหาร Pavillon ตั้งแต่ปี 2008 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
รูปที่ 20
🎗 [THE CHEF] Laurent Eperon เป็นหนึ่งในเชฟที่มีประสบการณ์ในห้องอาหารระดับสูงมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกงานกับ Hotel Elite ในเมือง Biel (16/20 Gault&Millau) เขาได้รับการว่าจ้างจาก Hotel Ritz ในกรุง Paris และใช้ชีวิตที่เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสอยู่พักหนึ่ง ต่อมาเขาเลือกที่จะย้ายกลับมายังประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพื่อร่วมงานกับ The Dolder Grand โรงแรมสุดหรูบนยอดเขาในนคร Zürich ก่อนจะย้ายมาลงหลักปักฐานกับ Hotel Baur au Lac ในย่านเมืองเก่าริมทะเลสาบ Zürichsee ตั้งแต่ปี 1998 ในตำแหน่ง Chef Rôtisseur และ Chef Saucier ก่อนจะเริ่มต้นกุมบังเหียนห้องอาหาร Pavillon ตั้งแต่ปี 2008 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับสไตล์การปรุงอาหารนั้นเชฟ Laurent Eperon มีความเชี่ยวชาญอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคแต่ปรับรูปแบบการนำเสนอให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์การเดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเช่น สิงคโปร์, มาดาร์กัสการ์, เปรู และนิวซีแลนด์รวมไปถึงการตกแต่งจานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเจ้าพ่อป๊อปอาร์ตอย่าง Andy Warhol อีกด้วย ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2014 ต่อด้วยการยกระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2019 พ่วงด้วยคะแนนจาก Gault&Millau ที่สูงถึง 18/20 ซึ่งพบได้ไม่มากนักสำหรับห้องอาหารระดับสูงในประเทศสวิสเซอร์แลนด์
รูปที่ 21
สำหรับสไตล์การปรุงอาหารนั้นเชฟ Laurent Eperon มีความเชี่ยวชาญอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคแต่ปรับรูปแบบการนำเสนอให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์การเดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเช่น สิงคโปร์, มาดาร์กัสการ์, เปรู และนิวซีแลนด์รวมไปถึงการตกแต่งจานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเจ้าพ่อป๊อปอาร์ตอย่าง Andy Warhol อีกด้วย ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2014 ต่อด้วยการยกระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2019 พ่วงด้วยคะแนนจาก Gault&Millau ที่สูงถึง 18/20 ซึ่งพบได้ไม่มากนักสำหรับห้องอาหารระดับสูงในประเทศสวิสเซอร์แลนด์
สำหรับห้องอาหาร Pavillon นั้นเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2009 โดยอาศัยชื่อของอาคาร Pavillon ที่สร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 1914 อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น อินทีเรียดีไซน์เนอร์ชาวฝรั่งเศสชื่อดัง Pierre-Yves Rochon ผู้เคยฝากผลงานเอาไว้กับโรงแรมชั้นนำระดับโลกอย่าง Waldorf Astoria Bevely Hills, The St. Regis Rome, Four Seasons George V, Four Seasons Megève และ Jade Signature ตั้งใจออกแบบภายในให้ดูโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัดตา
รูปที่ 22
สำหรับห้องอาหาร Pavillon นั้นเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2009 โดยอาศัยชื่อของอาคาร Pavillon ที่สร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 1914 อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น อินทีเรียดีไซน์เนอร์ชาวฝรั่งเศสชื่อดัง Pierre-Yves Rochon ผู้เคยฝากผลงานเอาไว้กับโรงแรมชั้นนำระดับโลกอย่าง Waldorf Astoria Bevely Hills, The St. Regis Rome, Four Seasons George V, Four Seasons Megève และ Jade Signature ตั้งใจออกแบบภายในให้ดูโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัดตา
ผนังรอบด้านเกือบ 360° เป็นกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานมองออกไปเห็นสวนและคลองที่ตัดเข้ามาจากทะเลสาบ Zürichzee ตรงกลางเป็นที่เก้าอี้โซฟาที่ออกแบบมาให้โค้งรับไปกับห้องอาหาร
รูปที่ 23
ผนังรอบด้านเกือบ 360° เป็นกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานมองออกไปเห็นสวนและคลองที่ตัดเข้ามาจากทะเลสาบ Zürichzee ตรงกลางเป็นที่เก้าอี้โซฟาที่ออกแบบมาให้โค้งรับไปกับห้องอาหาร
พื้นหินอ่อนสีขาวช่วยให้ เก้าอี้ ดอกไม้ และพรมรูปกุหลาบสีม่วงโดดเด่นขึ้นมาจากฉากหลัง
รูปที่ 24
พื้นหินอ่อนสีขาวช่วยให้ เก้าอี้ ดอกไม้ และพรมรูปกุหลาบสีม่วงโดดเด่นขึ้นมาจากฉากหลัง
พื้นที่ตรงกลางด้านบนมี Lalique Crystal Chandelier ห้อยระย้าลงมาจากกลางโดมเสริมบรรยากาศโดยรวมให้ดูหรูหราอย่างมีสไตล์ (ไม่ปรากฎในภาพ)
รูปที่ 25
พื้นที่ตรงกลางด้านบนมี Lalique Crystal Chandelier ห้อยระย้าลงมาจากกลางโดมเสริมบรรยากาศโดยรวมให้ดูหรูหราอย่างมีสไตล์ (ไม่ปรากฎในภาพ)
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 26
ภายในห้องอาหาร
🎗 [THE FOOD] ส่วนมื้ออาหารในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ (เมษายน-มิถุนายน 2022) เชฟ Laurent Eperon คัดสรรวัตถุดิบมาเป็นอย่างดีจากทั่วทั้งทวีปยุโรปอย่างเช่นปลา Turbot, Snow Crab และ Breton Lobster จากทะเล Northeast Atlantic; Wagyu Beef และ Serrano Ham จากประเทศสเปน; Guinea Fowl และ Farmed Caviar จากประเทศฝรั่งเศสรวมไปถึงวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างเนื้อลูกวัว, ผัก สมุนไพร, ดอกไม้ และผลไม้ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในการรังสรรค์เมนูต่าง ๆ ที่เราจะได้ชิมกันในวันนี้ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้ 2 รูปแบบคือ HARMONIE (9 Courses - 295 CHF และ 7 Courses without crayfish and cheese - 275 CHF) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบปกติของทางร้านหรือจะเป็น POTAGER (9 Courses - 268 CHF และ 7 Courses with out red beetroot and cheese - 248 CHF) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบ Vegetarian สุดท้ายคือรายการแบบ À LA CARTE ซึ่งมีราคาต่อจานอยู่ที่ 48-146 CHF
รูปที่ 27
🎗 [THE FOOD] ส่วนมื้ออาหารในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ (เมษายน-มิถุนายน 2022) เชฟ Laurent Eperon คัดสรรวัตถุดิบมาเป็นอย่างดีจากทั่วทั้งทวีปยุโรปอย่างเช่นปลา Turbot, Snow Crab และ Breton Lobster จากทะเล Northeast Atlantic; Wagyu Beef และ Serrano Ham จากประเทศสเปน; Guinea Fowl และ Farmed Caviar จากประเทศฝรั่งเศสรวมไปถึงวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างเนื้อลูกวัว, ผัก สมุนไพร, ดอกไม้ และผลไม้ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในการรังสรรค์เมนูต่าง ๆ ที่เราจะได้ชิมกันในวันนี้ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้ 2 รูปแบบคือ HARMONIE (9 Courses - 295 CHF และ 7 Courses without crayfish and cheese - 275 CHF) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบปกติของทางร้านหรือจะเป็น POTAGER (9 Courses - 268 CHF และ 7 Courses with out red beetroot and cheese - 248 CHF) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบ Vegetarian สุดท้ายคือรายการแบบ À LA CARTE ซึ่งมีราคาต่อจานอยู่ที่ 48-146 CHF
🎗 [THE PLACE, Hotel Baur au Lac] Baur au Lac เป็นโรงแรมเก่าแก่ที่เปิดทำการมาเกือบ 180 ปีและเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งเดียวในโลกที่ยังคงบริหารโดยเจ้าของซึ่งเป็นทายาทที่สืบทอดกันมาจากผู้ก่อตั้งโรงแรมคนแรก เจ้าของรุ่นที่ 1 คุณ Johannes Baur เกิดและเติบโตในพื้นที่แถบ Vorarlberg ประเทศออสเตรียก่อนจะเดินทางมาสร้างวิลล่าขนาดใหญ่ริมทะเลสาบ Zürichzee ในปี 1844 โดยอาศัยวัสดุจากท่าเรือเก่าในยุคสงครามเพื่อใช้เป็นที่พักส่วนตัวให้กับนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจเดินทางแบบไม่ระบุตัวตน
รูปที่ 28
🎗 [THE PLACE, Hotel Baur au Lac] Baur au Lac เป็นโรงแรมเก่าแก่ที่เปิดทำการมาเกือบ 180 ปีและเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งเดียวในโลกที่ยังคงบริหารโดยเจ้าของซึ่งเป็นทายาทที่สืบทอดกันมาจากผู้ก่อตั้งโรงแรมคนแรก เจ้าของรุ่นที่ 1 คุณ Johannes Baur เกิดและเติบโตในพื้นที่แถบ Vorarlberg ประเทศออสเตรียก่อนจะเดินทางมาสร้างวิลล่าขนาดใหญ่ริมทะเลสาบ Zürichzee ในปี 1844 โดยอาศัยวัสดุจากท่าเรือเก่าในยุคสงครามเพื่อใช้เป็นที่พักส่วนตัวให้กับนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจเดินทางแบบไม่ระบุตัวตน
กระทั่งเขาได้ส่งต่อกิจการให้กับลูกชายคือคุณ Theodor Baur ซึ่งได้ผันตัวมาเป็นเจ้าของรุ่นที่ 2 ในอีก 8 ปีถัดมา
รูปที่ 29
กระทั่งเขาได้ส่งต่อกิจการให้กับลูกชายคือคุณ Theodor Baur ซึ่งได้ผันตัวมาเป็นเจ้าของรุ่นที่ 2 ในอีก 8 ปีถัดมา
กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 1889 คุณ Karl Kracht สามีของคุณ Emmy Baur (ลูกสาวของคุณ Theodor Baur) ได้รับช่วงต่อกิจการเป็นเจ้าของรุ่นที่ 3 และด้วยประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของและบริหาร Excelsior Ernst Cologne Hotel (หรือชื่อในตอนนั้นคือ Hotel Ernst) ในประเทศเยอรมนีมาก่อนทำให้ Baur au Lac เข้าสู่ยุคทองเริ่มต้นจากการขยับขยายพื้นที่ใช้สอยภายในมาเป็น 17,000 ตารางเมตรพ่วงกับพื้นที่ภายนอกอีก 1,400 ตารางเมตรเทียบเท่ากับพื้นที่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการต่อเติมอาคาร Pavillon เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ในปี 1914 อีกด้วย
รูปที่ 30
กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 1889 คุณ Karl Kracht สามีของคุณ Emmy Baur (ลูกสาวของคุณ Theodor Baur) ได้รับช่วงต่อกิจการเป็นเจ้าของรุ่นที่ 3 และด้วยประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของและบริหาร Excelsior Ernst Cologne Hotel (หรือชื่อในตอนนั้นคือ Hotel Ernst) ในประเทศเยอรมนีมาก่อนทำให้ Baur au Lac เข้าสู่ยุคทองเริ่มต้นจากการขยับขยายพื้นที่ใช้สอยภายในมาเป็น 17,000 ตารางเมตรพ่วงกับพื้นที่ภายนอกอีก 1,400 ตารางเมตรเทียบเท่ากับพื้นที่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการต่อเติมอาคาร Pavillon เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ในปี 1914 อีกด้วย
หลังจากคุณ Karl Kracht เสียชีวิตลงในปีเดียวกันกับที่ Pavillon สร้างเสร็จนั้น หลานชายของเขาคือคุณ Hans Kern ได้เข้าบริหารกิจการต่อเป็นเจ้าของรุ่นที่ 4 แต่ในช่วงนี้กิจการโรงแรมดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่นเท่าไหร่นักจนเป็นเหตุให้ลูกชายทั้ง 2 คนคือคุณ Fritz และ Hermann Kracht ซึ่งมีอายุเพียง 20 และ 25 ปีต้องเข้ามาช่วยบริหารตั้งแต่ปี 1916
รูปที่ 31
หลังจากคุณ Karl Kracht เสียชีวิตลงในปีเดียวกันกับที่ Pavillon สร้างเสร็จนั้น หลานชายของเขาคือคุณ Hans Kern ได้เข้าบริหารกิจการต่อเป็นเจ้าของรุ่นที่ 4 แต่ในช่วงนี้กิจการโรงแรมดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่นเท่าไหร่นักจนเป็นเหตุให้ลูกชายทั้ง 2 คนคือคุณ Fritz และ Hermann Kracht ซึ่งมีอายุเพียง 20 และ 25 ปีต้องเข้ามาช่วยบริหารตั้งแต่ปี 1916
ต่อมา Charles Kracht ลูกชายของคุณ Hermann Kracht ได้สำเร็จการศึกษาจากกรุง Berne และรับช่วงต่อเป็นเจ้าของรุ่นที่ 5 โดยก่อตั้ง Club Baur au Lac ขึ้นซึ่งถือเป็น Private Club แห่งแรกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์รวมไปถึงริเริ่มกิจการไร่ไวน์ในเมือง Urdorf ห่างออกไปไม่ไกลทางตะวันออกของนคร Zürich โดยว่ากันว่าไร่ไวน์แห่งนี้สามารถกักเก็บไวน์ได้มากถึง 700,000 ขวดเลยทีเดียว
รูปที่ 32
ต่อมา Charles Kracht ลูกชายของคุณ Hermann Kracht ได้สำเร็จการศึกษาจากกรุง Berne และรับช่วงต่อเป็นเจ้าของรุ่นที่ 5 โดยก่อตั้ง Club Baur au Lac ขึ้นซึ่งถือเป็น Private Club แห่งแรกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์รวมไปถึงริเริ่มกิจการไร่ไวน์ในเมือง Urdorf ห่างออกไปไม่ไกลทางตะวันออกของนคร Zürich โดยว่ากันว่าไร่ไวน์แห่งนี้สามารถกักเก็บไวน์ได้มากถึง 700,000 ขวดเลยทีเดียว
หลังจากการเสียชีวิตของ Charles Kracht ในปี 1990 ลูกชายของเขาคือคุณ Andrea Kracht ได้รับช่วงต่อกิจการเป็นเจ้าของรุ่นที่ 6 และสร้างผลงานโดยการปรับปรุงโรมแรมครั้งใหญ่ในปี 1995 หากนับมาจนถึงปัจจุบัน Hotel Baur au Lac เคยถูกใช้เป็นสถานที่ต้อนรับคนมีชื่อเสียงมากมายเช่น Empress Elisabeth แห่งออสเตรีย (Sisi) ที่ได้ใช้ช่วงเวลาทั้งฤดูร้อนกับเจ้าชาย 2 พระองค์และผู้ติดตามอีกกว่า 60 คน นอกจากนี้ยังมี Tsarina แห่งรัสเซีย, จักพรรดิ Wilhelm II แห่งปรัสเซีย (เยอรมนี), กษัตริย์ Ludwig I แห่งบาวาเรีย, Carl XVI Gustaf แห่งสวีเดน, Alfred Nobel, Walt Disney, Audrey Hepburn, Elton John รวมไปถึงการจัดงานระดับโลกอย่างเช่น World Première ของ Die Walküre (Act 1) ซึ่งประพันธ์โดย Richard Wagner อีกด้วย
รูปที่ 33
หลังจากการเสียชีวิตของ Charles Kracht ในปี 1990 ลูกชายของเขาคือคุณ Andrea Kracht ได้รับช่วงต่อกิจการเป็นเจ้าของรุ่นที่ 6 และสร้างผลงานโดยการปรับปรุงโรมแรมครั้งใหญ่ในปี 1995 หากนับมาจนถึงปัจจุบัน Hotel Baur au Lac เคยถูกใช้เป็นสถานที่ต้อนรับคนมีชื่อเสียงมากมายเช่น Empress Elisabeth แห่งออสเตรีย (Sisi) ที่ได้ใช้ช่วงเวลาทั้งฤดูร้อนกับเจ้าชาย 2 พระองค์และผู้ติดตามอีกกว่า 60 คน นอกจากนี้ยังมี Tsarina แห่งรัสเซีย, จักพรรดิ Wilhelm II แห่งปรัสเซีย (เยอรมนี), กษัตริย์ Ludwig I แห่งบาวาเรีย, Carl XVI Gustaf แห่งสวีเดน, Alfred Nobel, Walt Disney, Audrey Hepburn, Elton John รวมไปถึงการจัดงานระดับโลกอย่างเช่น World Première ของ Die Walküre (Act 1) ซึ่งประพันธ์โดย Richard Wagner อีกด้วย
🎗 [WHY GO] เชฟ Laurent Eperon สามารถนำเสนออาหารฝรั่งเศสคลาสสิคในรูปแบบของตัวเองจนได้ออกมาเป็นเมนูที่ดูแตกต่างจากที่เราพบเจอได้ทั่วไปอย่างชัดเจน พนักงานทุกคนบริการได้อย่างดีเยี่ยมและไร้รอยต่อ อย่างไรก็ตามด้วยตำแหน่งของร้านที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Zürichzee ไม่ไกลกันจากถนนช็อปปิ้งชื่อดัง Bahnhofstrasse และจตุรัส Paradeplatz ทำให้ Pavillon ที่มีราคาอาหารต่อคอร์สค่อนข้างสูงตามมาตรฐานห้องอาหารระดับ Haute Cuisine ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ได้กลายมาเป็นห้องอาหารที่ถูกจองเต็มล่วงหน้านานนับเดือนเกือบตลอดทั้งปีนั่นเอง
รูปที่ 34
🎗 [WHY GO] เชฟ Laurent Eperon สามารถนำเสนออาหารฝรั่งเศสคลาสสิคในรูปแบบของตัวเองจนได้ออกมาเป็นเมนูที่ดูแตกต่างจากที่เราพบเจอได้ทั่วไปอย่างชัดเจน พนักงานทุกคนบริการได้อย่างดีเยี่ยมและไร้รอยต่อ อย่างไรก็ตามด้วยตำแหน่งของร้านที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Zürichzee ไม่ไกลกันจากถนนช็อปปิ้งชื่อดัง Bahnhofstrasse และจตุรัส Paradeplatz ทำให้ Pavillon ที่มีราคาอาหารต่อคอร์สค่อนข้างสูงตามมาตรฐานห้องอาหารระดับ Haute Cuisine ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ได้กลายมาเป็นห้องอาหารที่ถูกจองเต็มล่วงหน้านานนับเดือนเกือบตลอดทั้งปีนั่นเอง