GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Parkheuvel
2 MICHELIN Stars

NetherlandsParkheuvel · พาร์คเฮอโฟล

Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — Heuvellaan 21, Rotterdam, 3016 GL, Netherlands

🎗 [INTRO] Parkheuvel เป็นห้องอาหารแห่งแรกในประเทศเนเธอแลนด์ที่สร้างประวัติศาสตร์ในการคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2002 ภายใต้การควบคุมของเชฟระดับตำนานอย่างเชฟ Cees Helder ถึงแม้ว่าปัจจุบันตัวร้านจะตกมาอยู่ในความควบคุมของเชฟ Erik van Loo แต่อาหารที่นี่ยังคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์แบบไม่เสื่อมคลาย ทั้งนี้ตัวเราเองเคยแวะมาเยี่ยมเยียนห้องอาหารแห่งนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2018 และประทับใจกับสุดยอด Signature Dish อย่าง Bresse Chicken Ravioli จนตั้งใจกลับมาชิมอีกครั้งในคราวนี้นั่นเอง

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร Parkheuvel ตั้งอยู่ใน Het Park ใจกลางกรุง Rotterdam ไม่ไกลกันกับหอชมวิว Euromast และแม่น้ำ Maas อันโด่งดัง ในปี 1988 สถาปนิคคือคุณ Henk Klunder ตั้งใจออกแบบตัวอาคารหรือ Pavillon ให้มีลักษณะเป็นทรงกลมสีขาวสไตล์โมเดิร์น ภายในได้รับการปรับโฉมใหม่ในรูปแบบที่ภรรยาของเชฟอธิบายเอาไว้ว่าเป็น Cosy Art-Deco โดยใช้สีโทนอุ่น บนผนังตกแต่งด้วยงานศิลป์จำนวนมาก ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสโค้งรับไปกับตัวอาคารช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูโปร่งไม่อึดอัดตา ด้านนอกเป็นพื้นที่ส่วนเทอเรสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของแม่น้ำ Maas พร้อมด้วยเรือน้อยใหญ่ที่สัญจรไปมาอีกด้วย

🎗 [THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรก Cees Helder เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เคยคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star กับห้องอาหาร Villa Rozenrust และ Le Chevalier ก่อนจะย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Parkheuvel ในเวลาต่อมา ในระหว่างนั้นตัวเขาสามารถนำ Parkheuvel ในการคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1990 ต่อด้วยการยกระดับเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1995 ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟชาวดัตช์คนแรกที่คว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2002 อีกด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2006 ที่เชฟ Cees Helder ตัดสินใจวางมือและขายกิจการต่อให้กับเชฟชาวเมือง Zuid-Limburg ผู้เติบโตมาในครอบครัวของพ่อค้าเนื้อในเมือง Mechelen อย่าง Erik van Loo ถึงตัวเขาจะเคยพาห้องอาหาร De Zwethheul ในการคว้ารางวัล 2 MICHELIN Stars มาก่อนแต่เส้นทางในช่วงแรกนั้นค่อนข้างยากลำบากอยู่พอสมควร Parkheuvel ถูกลดระดับให้กลายมาเป็นห้องอาหาร 🌟 1 MICHELIN Star ทันทีในปี 2007 ก่อนจะเลื่อนระดับกลับมาสู่ตำแหน่ง 🌟🌟 2 MICHELIN Stars อีกครั้งตั้งแต่ปี 2009 มาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่อาศัยเทคนิคการปรุงสไตล์ฝรั่งเศสทั้งยังแฝงบุคลิคและตัวตนของเชฟลงไปในอาหารแต่ละจานได้อย่างชัดเจน จุดเด่นคงหนีไม่พ้นการเตรียมซอสหลากหลายหลากหลายชนิดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจนตัวเขาได้รับสมญานามว่า Master of Sauce แห่งประเทศเนเธอแลนด์กันเลยทีเดียว เชฟ Erik และลูกชาย Juliën van Loo ได้ร่วมกันออกแบบ Tasting Menu ตั้งแต่ชุดเล็กไปจนถึงชุดใหญ่ตามจำนวนคอร์สตั้งแต่ Four Course Menu (125 €), Five Course Menu (145 €), Six Course Menu (160 €) และ Eight Course Menu (180 €) ราคานี้ได้รวมน้ำเปล่าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ สำหรับเมนูที่โดดเด่นจนต้องยกมาเล่าตรงนี้อย่างเช่น

✨ Lobster

calamansi | horseradish | lemonjam

เมนูแรกใน Tasting Menu ชุดหลักคือกุ้งล็อบสเตอร์นำเสนอมาในหบากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ด้านล่างคือ Horseradish Cream ให้กลิ่นฉุนเฉพาะตัว ด้านบนคือองค์ประกอบของส้ม Calamansi เตรียมมาเป็น Jelly นุ่มหนึบและ Lemon Jam ทั้งคู่ให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ ตัดกันกับความหวานของล็อบสเตอร์ได้อย่างลงตัว เชฟเลือกเพิ่มความสดชื่นด้วย Mint Dust ใส่มาด้านบนรวมไปถึง Calamansi Foam ที่ช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (18/20)

✨ Bresse Chicken 1992

ravioli | langoustines | wild mushroom | lobster sauce

เมนู Signature Dish ประจำร้านที่เปรียบเสมือนรักแรกพบของเรากับห้องอาหาร Parkheuvel แห่งนี้เมื่อครั้งได้แวะมาชิมในปี 2018 คือจานคลาสสิคที่เชฟ Erik van Loo คิดค้นเอาไว้ตั้งแต่ปี 1992 หรือกว่า 30 ปีก่อน องค์ประกอบตรงกลางคือ Raviolo ชิ้นโตที่ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบคล้ายแผ่นเกี๊ยวสไตล์จีน ด้านในสอดไส้ Poulet de Bresse ซึ่งเป็นเนื้อไก่ที่ว่ากันว่ามีคุณภาพสูงที่สุดในโลกเตรียมมาในลักษณะของ Ragout องค์ประกอบล่างคือ Mashed Wild Mushroom นุ่มเนียนละมุน ส่วนด้านบนคือกุ้ง Langoustine และหอมซอยให้รสชาติหวานตามธรรมชาติ จากนั้นจบด้วยการเทราด Lobster Cream Sauce อุ่น ๆ รสชาติเข้มข้นแบบครบ ๆ ทั้งมันและเค็มเชื่อมรสชาติและความกลมกล่อมเข้าด้วยกันได้อย่างไร้ที่ติสมกับเป็นเมนูที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเราในการเดินทางมาครั้งนี้เลยทีเดียว (19/20)

✨ Strawberry

basil | crème suisse | honey-thyme ice | yuzu

ของหวานในเซ็ตเมนูหลักคือ Strawberry ที่เชฟฝานเป็นชิ้นบาง ๆ เสิร์ฟมาคู่กับ Strawberry Gel สีแดงสด, Yuzu Gel ให้รสเปรี้ยวที่พอเหมาะและ Basil Gel สีเขียวเข้ม องค์ประกอบรูปทรงสี่เหลี่ยมด้านในสอดไส้ Strawberry Cremeaux โดยมีองค์ประกอบของ Basil อยู่บริเวณใจกลางด้านในสุด อโรมาเฉพาะตัวของ Basil ช่วยบาลานซ์ความเปรี้ยวของ Strawberry ไม่ให้แสดงออกมาโดดเด่นจนเกินไป Honey-Thyme Ice Cream สีเหลืองนวลช่วยเรียกความสดชื่นและเสริมรสชาติหวานที่ขาดหายไป ด้านบนคือแผ่นกรอบทำมาจาก Strawberry ช่วยเติมเต็มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจานได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)

🎗 [WHY GO] Parkheuvel เป็นห้องอาหารชั้นสูงระดับตำนานของนคร Rotterdam ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ราคาอาหารที่เริ่มต้นเพียง 125 € ถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับบรรยากาศ คุณภาพอาหาร และวัตถุดิบ นอกจากนี้เหล่า Sommelier สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับไวน์ได้อย่างเหมาะสม สำหรับจุดบกพร่องอาจต้องยกให้กับการบริการที่ค่อนข้างล่าช้าไม่ต่างกันกับครั้งที่เราแวะมาในช่วงต้นปี 2018 เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่แวะมาท่องเที่ยวยังเมืองหลวงเก่าแห่งแดนกังหันลมลองหาเวลาแวะมาชมทัศนียภาพมุมกว้างของเมืองบนหอคอย Euromast แล้วจึงแวะมายังห้องอาหารซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนั่นเอง

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 36 รูป

🇳🇱 Parkheuvel - พาร์คเฮอโฟล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🏵🏵🏵🏵 17.5/20 Gault&Millau - 17.5/20 โก&มีโย 🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น 👨🏻‍🍳 Chef Erik van Loo - เชฟอีริค ฟาน ลู
รูปที่ 1
🇳🇱 Parkheuvel - พาร์คเฮอโฟล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🏵🏵🏵🏵 17.5/20 Gault&Millau - 17.5/20 โก&มีโย 🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น 👨🏻‍🍳 Chef Erik van Loo - เชฟอีริค ฟาน ลู
Amuse-Bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 อย่างเริ่มต้นด้วย Meringue of Dashi กรอบ ๆ ละลายในปาก เต็มเต็มด้วยความนุ่มละมุนของเนื้อปลาทูน่ารวมไปถึง Jelly ที่เตรียมมาจาก Soya Sauce และ Yuzu ถัดมาคือ Celeriac Cylinder ย่างในสไตล์บาบีคิว ด้านในสอดไส้เนื้อลูกวัวท็อปด้านบนด้วย Madeira Jelly ช่วยเพิ่มรสชาติที่ขาดหายไปและบาลานซ์โทนของ Celeriac ไม่ให้โดดจนเกินไป สุดท้ายคือ Carrot Tartelette บางกรอบ ด้านในบรรจุ Green Salad ประกอบไปด้วยถั่ว แตงกวา และผักอื่น ๆ ท็อปด้านบนสุดด้วย Green Curry Mosse อย่างไรก็ตามตัวมูสแกงให้อโรมาที่แตกต่างออกไปจากต้นตำรับอยู่บ้าง (18/20)
รูปที่ 2
Amuse-Bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 อย่างเริ่มต้นด้วย Meringue of Dashi กรอบ ๆ ละลายในปาก เต็มเต็มด้วยความนุ่มละมุนของเนื้อปลาทูน่ารวมไปถึง Jelly ที่เตรียมมาจาก Soya Sauce และ Yuzu ถัดมาคือ Celeriac Cylinder ย่างในสไตล์บาบีคิว ด้านในสอดไส้เนื้อลูกวัวท็อปด้านบนด้วย Madeira Jelly ช่วยเพิ่มรสชาติที่ขาดหายไปและบาลานซ์โทนของ Celeriac ไม่ให้โดดจนเกินไป สุดท้ายคือ Carrot Tartelette บางกรอบ ด้านในบรรจุ Green Salad ประกอบไปด้วยถั่ว แตงกวา และผักอื่น ๆ ท็อปด้านบนสุดด้วย Green Curry Mosse อย่างไรก็ตามตัวมูสแกงให้อโรมาที่แตกต่างออกไปจากต้นตำรับอยู่บ้าง (18/20)
Amuse-Bouche จากนั้นพนักงานนำเสิร์ฟ Veal Tartare หรือทาทาร์เนื้อลูกวัวสับจนเกือบละเอียดให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มจนแทบละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วย Piccadilly ให้รสเปรี้ยวและ Mustard Foam ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว (18/20)
รูปที่ 3
Amuse-Bouche จากนั้นพนักงานนำเสิร์ฟ Veal Tartare หรือทาทาร์เนื้อลูกวัวสับจนเกือบละเอียดให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มจนแทบละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วย Piccadilly ให้รสเปรี้ยวและ Mustard Foam ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว (18/20)
Lobster calamansi | horseradish | lemonjam เมนูแรกใน Tasting Menu ชุดหลักคือกุ้งล็อบสเตอร์นำเสนอมาในหบากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ด้านล่างคือ Horseradish Cream ให้กลิ่นฉุนเฉพาะตัว ด้านบนคือองค์ประกอบของส้ม Calamansi เตรียมมาเป็น Jelly นุ่มหนึบและ Lemon Jam ทั้งคู่ให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ ตัดกันกับความหวานของล็อบสเตอร์ได้อย่างลงตัว (18/20)
รูปที่ 4
Lobster calamansi | horseradish | lemonjam เมนูแรกใน Tasting Menu ชุดหลักคือกุ้งล็อบสเตอร์นำเสนอมาในหบากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ด้านล่างคือ Horseradish Cream ให้กลิ่นฉุนเฉพาะตัว ด้านบนคือองค์ประกอบของส้ม Calamansi เตรียมมาเป็น Jelly นุ่มหนึบและ Lemon Jam ทั้งคู่ให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ ตัดกันกับความหวานของล็อบสเตอร์ได้อย่างลงตัว (18/20)
Lobster calamansi | horseradish | lemonjam เชฟเลือกเพิ่มความสดชื่นด้วย Mint Dust ใส่มาด้านบนรวมไปถึง Calamansi Foam ที่ช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (18/20)
รูปที่ 5
Lobster calamansi | horseradish | lemonjam เชฟเลือกเพิ่มความสดชื่นด้วย Mint Dust ใส่มาด้านบนรวมไปถึง Calamansi Foam ที่ช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (18/20)
Gooseliver beetroot | pinot gris จากนั้นคือ Gioseliver หรือฟัวกราส์ตับห่านเนื้อเนียนละมุน ชิ้นแรกเคลือบด้านนอกด้วยไวน์ขาว Pinot Gris ในขณะที่อีกชิ้นหนึ่งเคลือบด้วย Beetroot จนได้สีแดงเข้มสวยงาม ด้านล่างรองด้วย Sweet & Sour Beetroot ให้รสชาติทั้งหวานและเปรี้ยวช่วยเบรคความครีมมี่ของฟัวกราส์ไม่ให้แสดงออกมาโดดเด่นจนเกินไป (17/20)
รูปที่ 6
Gooseliver beetroot | pinot gris จากนั้นคือ Gioseliver หรือฟัวกราส์ตับห่านเนื้อเนียนละมุน ชิ้นแรกเคลือบด้านนอกด้วยไวน์ขาว Pinot Gris ในขณะที่อีกชิ้นหนึ่งเคลือบด้วย Beetroot จนได้สีแดงเข้มสวยงาม ด้านล่างรองด้วย Sweet & Sour Beetroot ให้รสชาติทั้งหวานและเปรี้ยวช่วยเบรคความครีมมี่ของฟัวกราส์ไม่ให้แสดงออกมาโดดเด่นจนเกินไป (17/20)
Gooseliver beetroot | pinot gris องค์ประกอบตรงกลางคือ Sweet & Sour Beetroot และเมล็ดทับทิมกรอบช่วบเสริมมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว (17/20)
รูปที่ 7
Gooseliver beetroot | pinot gris องค์ประกอบตรงกลางคือ Sweet & Sour Beetroot และเมล็ดทับทิมกรอบช่วบเสริมมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว (17/20)
North Sea Turbot squid | lime leaf | fennel | golden beet | perle imperial caviar จานถัดมาคือปลา Turbot จากทะเลเหนือเนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มแต่ไม่กระด้าง เชฟนำเสนอมาคู่กับ Red Beetroot สีแดงแบบปกติและ Golden Beetroot สีเหลืองแล่เป็นชิ้นบาง ๆ น้ำซอสทำมาจากตัวปลาเสริมด้วยอโรมาเฉพาะตัวของ Saffron ยังมีความนุ่มหนึบของชิ้นหมึก ด้านบนคือ Perle Imperial Caviar ให้รสชาติเค็มอุมามิ ถือเป็นเมนูปลาที่มีองค์ประกอบอันหลากหลายแต่ทุกประกอบหสานรสชาติเข้ากันได้เป็นอย่างดี (17/20)
รูปที่ 8
North Sea Turbot squid | lime leaf | fennel | golden beet | perle imperial caviar จานถัดมาคือปลา Turbot จากทะเลเหนือเนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มแต่ไม่กระด้าง เชฟนำเสนอมาคู่กับ Red Beetroot สีแดงแบบปกติและ Golden Beetroot สีเหลืองแล่เป็นชิ้นบาง ๆ น้ำซอสทำมาจากตัวปลาเสริมด้วยอโรมาเฉพาะตัวของ Saffron ยังมีความนุ่มหนึบของชิ้นหมึก ด้านบนคือ Perle Imperial Caviar ให้รสชาติเค็มอุมามิ ถือเป็นเมนูปลาที่มีองค์ประกอบอันหลากหลายแต่ทุกประกอบหสานรสชาติเข้ากันได้เป็นอย่างดี (17/20)
Chanterelles quail egg | parmesan | truffle เห็ด Chanterelles เสิร์ฟมากับ Parmesan Cheese Foam ให้ความเค็มและหอมตามธรรมชาติเสริมด้วยความนุ่มละมุนจากการเตรียมมาเป็นโฟม ยังมี Cooked Quail Egg หรือไข่นกกระทาที่เมื่อตัดออกจะมีไข่แดงไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวา ด้านบนท็อปด้วย Mushroom Cream Sauce และ Black Truffle หอมๆ พนักงานยังวางซอสเอาไว้ให้ที่โต๊ะสำหรับลูกค้าได้เติมเพิ่มเองอีกด้วย (17/20)
รูปที่ 9
Chanterelles quail egg | parmesan | truffle เห็ด Chanterelles เสิร์ฟมากับ Parmesan Cheese Foam ให้ความเค็มและหอมตามธรรมชาติเสริมด้วยความนุ่มละมุนจากการเตรียมมาเป็นโฟม ยังมี Cooked Quail Egg หรือไข่นกกระทาที่เมื่อตัดออกจะมีไข่แดงไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวา ด้านบนท็อปด้วย Mushroom Cream Sauce และ Black Truffle หอมๆ พนักงานยังวางซอสเอาไว้ให้ที่โต๊ะสำหรับลูกค้าได้เติมเพิ่มเองอีกด้วย (17/20)
Bresse Chicken 1992 ravioli | langoustines | wild mushroom | lobster sauce เมนู Signature Dish ประจำร้านที่เปรียบเสมือนรักแรกพบของเรากับห้องอาหาร Parkheuvel แห่งนี้เมื่อครั้งได้แวะมาชิมในปี 2018 คือจานคลาสสิคที่เชฟ Erik van Loo คิดค้นเอาไว้ตั้งแต่ปี 1992 หรือกว่า 30 ปีก่อน องค์ประกอบตรงกลางคือ Raviolo ชิ้นโตที่ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบคล้ายแผ่นเกี๊ยวสไตล์จีน ด้านในสอดไส้ Poulet de Bresse ซึ่งเป็นเนื้อไก่ที่ว่ากันว่ามีคุณภาพสูงที่สุดในโลกเตรียมมาในลักษณะของ Ragout (19/20)
รูปที่ 10
Bresse Chicken 1992 ravioli | langoustines | wild mushroom | lobster sauce เมนู Signature Dish ประจำร้านที่เปรียบเสมือนรักแรกพบของเรากับห้องอาหาร Parkheuvel แห่งนี้เมื่อครั้งได้แวะมาชิมในปี 2018 คือจานคลาสสิคที่เชฟ Erik van Loo คิดค้นเอาไว้ตั้งแต่ปี 1992 หรือกว่า 30 ปีก่อน องค์ประกอบตรงกลางคือ Raviolo ชิ้นโตที่ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบคล้ายแผ่นเกี๊ยวสไตล์จีน ด้านในสอดไส้ Poulet de Bresse ซึ่งเป็นเนื้อไก่ที่ว่ากันว่ามีคุณภาพสูงที่สุดในโลกเตรียมมาในลักษณะของ Ragout (19/20)
Bresse Chicken 1992 ravioli | langoustines | wild mushroom | lobster sauce องค์ประกอบล่างคือ Mashed Wild Mushroom นุ่มเนียนละมุน ส่วนด้านบนคือกุ้ง Langoustine และหอมซอยให้รสชาติหวานตามธรรมชาติ จากนั้นจบด้วยการเทราด Lobster Cream Sauce อุ่น ๆ รสชาติเข้มข้นแบบครบ ๆ ทั้งมันและเค็มเชื่อมรสชาติและความกลมกล่อมเข้าด้วยกันได้อย่างไร้ที่ติสมกับเป็นเมนูที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเราในการเดินทางมาครั้งนี้เลยทีเดียว (19/20)
รูปที่ 11
Bresse Chicken 1992 ravioli | langoustines | wild mushroom | lobster sauce องค์ประกอบล่างคือ Mashed Wild Mushroom นุ่มเนียนละมุน ส่วนด้านบนคือกุ้ง Langoustine และหอมซอยให้รสชาติหวานตามธรรมชาติ จากนั้นจบด้วยการเทราด Lobster Cream Sauce อุ่น ๆ รสชาติเข้มข้นแบบครบ ๆ ทั้งมันและเค็มเชื่อมรสชาติและความกลมกล่อมเข้าด้วยกันได้อย่างไร้ที่ติสมกับเป็นเมนูที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเราในการเดินทางมาครั้งนี้เลยทีเดียว (19/20)
Saddle of Venison cherries | oxheart cabbage | vanilla | marrow | almond | umeboshi เมนู Main Course จานแรกคือเนื้อกวางท้องถิ่นจากแถบตอนกลางของประเทศเนเธอแลนด์มีเรื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวสู้ฟันแต่ไม่ถึงกับเหนียว เชฟเลือกใช้ส่วน Saddle หรือส่วนหลัง ด้านบนท็อปด้วยอัลมอนด์และเจลลี่สีแดงทำมาจากเชอร์รี่ให้รสชาติเปรี้ยวที่พอเหมาะมาตัดกับ Venison Jus รสชาติเข้มข้นที่เชฟผสมเหล้า Chartreuse จากฝรั่งเศสลงไปด้วยเล็กน้อย ข้างกันคือผักกาด Oxheart Cabbage, เชอร์รี่และครีมสีเหลืองนวลทำมาจากถั่วฮาเซลนัท, Kohralbi ท็อปด้วยหัวหอมและเมล็ดมัสตาร์ดที่ได้สีแดงจากเชอร์รี่ และ Caleriac Cream ตัดด้วยกลิ่นของ Green Herb Oil ตรงกลาง (17/20)
รูปที่ 12
Saddle of Venison cherries | oxheart cabbage | vanilla | marrow | almond | umeboshi เมนู Main Course จานแรกคือเนื้อกวางท้องถิ่นจากแถบตอนกลางของประเทศเนเธอแลนด์มีเรื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวสู้ฟันแต่ไม่ถึงกับเหนียว เชฟเลือกใช้ส่วน Saddle หรือส่วนหลัง ด้านบนท็อปด้วยอัลมอนด์และเจลลี่สีแดงทำมาจากเชอร์รี่ให้รสชาติเปรี้ยวที่พอเหมาะมาตัดกับ Venison Jus รสชาติเข้มข้นที่เชฟผสมเหล้า Chartreuse จากฝรั่งเศสลงไปด้วยเล็กน้อย ข้างกันคือผักกาด Oxheart Cabbage, เชอร์รี่และครีมสีเหลืองนวลทำมาจากถั่วฮาเซลนัท, Kohralbi ท็อปด้วยหัวหอมและเมล็ดมัสตาร์ดที่ได้สีแดงจากเชอร์รี่ และ Caleriac Cream ตัดด้วยกลิ่นของ Green Herb Oil ตรงกลาง (17/20)
Wagyu Beef A4 (30 € Supplement) oxheart cabbage | longpepper gravy | pommes soufflé | perle imperial caviar เนื้อวัว Wagyu ระดับ A4 นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเนื้อนุ่มละลายในปากท็อปด้านบนด้วย Pommes Souffflé ฟู เบา กรอบ ข้างกันคือผักกาด Oxheart Cabbage, เยรูซาเล็มอาร์ติโชค, หน่อไม้ฝรั่ง และ Souffflé มันฝรั่งขนาดจิ๋วท็อปด้วยหัวหอมและเมล็ดมัสตาร์ด ที่โต๊ะพนักงานจะเทราดซอส Gravy ทำมาจากดีปลีนำเข้ามาจากนคร Naples ให้กลิ่นที่ลดทอนความมันของเนื้อวัว Wagyu ได้อย่างพอเหมาะ (17/20)
รูปที่ 13
Wagyu Beef A4 (30 € Supplement) oxheart cabbage | longpepper gravy | pommes soufflé | perle imperial caviar เนื้อวัว Wagyu ระดับ A4 นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเนื้อนุ่มละลายในปากท็อปด้านบนด้วย Pommes Souffflé ฟู เบา กรอบ ข้างกันคือผักกาด Oxheart Cabbage, เยรูซาเล็มอาร์ติโชค, หน่อไม้ฝรั่ง และ Souffflé มันฝรั่งขนาดจิ๋วท็อปด้วยหัวหอมและเมล็ดมัสตาร์ด ที่โต๊ะพนักงานจะเทราดซอส Gravy ทำมาจากดีปลีนำเข้ามาจากนคร Naples ให้กลิ่นที่ลดทอนความมันของเนื้อวัว Wagyu ได้อย่างพอเหมาะ (17/20)
Wagyu Beef A4 (30 € Supplement) oxheart cabbage | longpepper gravy | pommes soufflé | perle imperial caviar คอร์สเนื้อยังจัดเสิร์ฟมาคู่กับ Perle Imperial Caviar อีกด้วย (17/20)
รูปที่ 14
Wagyu Beef A4 (30 € Supplement) oxheart cabbage | longpepper gravy | pommes soufflé | perle imperial caviar คอร์สเนื้อยังจัดเสิร์ฟมาคู่กับ Perle Imperial Caviar อีกด้วย (17/20)
Chaource banana bread | puffed rye | truffle | honey-pecan ล้างปากด้วยคอร์สชีสโดยเชฟใช้ชีส Chaource นำเข้าจากฝรั่งเศส ด้านล่างรองด้วย Banana Bread ให้ลักษณะที่คล้ายเค้กกล้วยหอมรสหวานตัดเนื้อสัมผัสกันกับ Honey-Pecan Nut หรือถั่วพีแคนเคลือบน้ำผึ้ง ด้านบนท็อปด้วย Black Truffle ให้ Earthy Aroma มาช่วยบาลานซ์กลื่นเฉพาะตัวของชีสนั่นเอง (16/20)
รูปที่ 15
Chaource banana bread | puffed rye | truffle | honey-pecan ล้างปากด้วยคอร์สชีสโดยเชฟใช้ชีส Chaource นำเข้าจากฝรั่งเศส ด้านล่างรองด้วย Banana Bread ให้ลักษณะที่คล้ายเค้กกล้วยหอมรสหวานตัดเนื้อสัมผัสกันกับ Honey-Pecan Nut หรือถั่วพีแคนเคลือบน้ำผึ้ง ด้านบนท็อปด้วย Black Truffle ให้ Earthy Aroma มาช่วยบาลานซ์กลื่นเฉพาะตัวของชีสนั่นเอง (16/20)
Madeleine ยังมีขนม Madeleine หอม ๆ ให้รับประทานก่อนเข้าสู่อาหารหวานจานหลัก
รูปที่ 16
Madeleine ยังมีขนม Madeleine หอม ๆ ให้รับประทานก่อนเข้าสู่อาหารหวานจานหลัก
Strawberry basil | crème suisse | honey-thyme ice | yuzu ของหวานในเซ็ตเมนูหลักคือ Strawberry ที่เชฟฝานเป็นชิ้นบาง ๆ เสิร์ฟมาคู่กับ Strawberry Gel สีแดงสด, Yuzu Gel ให้รสเปรี้ยวที่พอเหมาะและ Basil Gel สีเขียวเข้ม องค์ประกอบรูปทรงสี่เหลี่ยมด้านในสอดไส้ Strawberry Cremeaux โดยมีองค์ประกอบของ Basil อยู่บริเวณใจกลางด้านในสุด อโรมาเฉพาะตัวของ Basil ช่วยบาลานซ์ความเปรี้ยวของ Strawberry ไม่ให้แสดงออกมาโดดเด่นจนเกินไป Honey-Thyme Ice Cream สีเหลืองนวลช่วยเรียกความสดชื่นและเสริมรสชาติหวานที่ขาดหายไป ด้านบนคือแผ่นกรอบทำมาจาก Strawberry ช่วยเติมเต็มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจานได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
รูปที่ 17
Strawberry basil | crème suisse | honey-thyme ice | yuzu ของหวานในเซ็ตเมนูหลักคือ Strawberry ที่เชฟฝานเป็นชิ้นบาง ๆ เสิร์ฟมาคู่กับ Strawberry Gel สีแดงสด, Yuzu Gel ให้รสเปรี้ยวที่พอเหมาะและ Basil Gel สีเขียวเข้ม องค์ประกอบรูปทรงสี่เหลี่ยมด้านในสอดไส้ Strawberry Cremeaux โดยมีองค์ประกอบของ Basil อยู่บริเวณใจกลางด้านในสุด อโรมาเฉพาะตัวของ Basil ช่วยบาลานซ์ความเปรี้ยวของ Strawberry ไม่ให้แสดงออกมาโดดเด่นจนเกินไป Honey-Thyme Ice Cream สีเหลืองนวลช่วยเรียกความสดชื่นและเสริมรสชาติหวานที่ขาดหายไป ด้านบนคือแผ่นกรอบทำมาจาก Strawberry ช่วยเติมเต็มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจานได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
Parkheuvel’s Snickers © chocolate | peanut | caramel | nougatine เราได้ลองชิม Signature Dessert ประจำร้านคือ Parkheuvel’s Snickers © ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟนำขนมยอดฮิตอย่าง Snickers มาตีความใหม่ในรูปแบบของตัวเอง ฝั่งซ้ายมือคือแท่ง Snickers Bar ที่เตรียมมาเป็น Nougatine โดยมีส่วนผสมของคาราเมลและถั่วลิสงให้รสหวานและความกรอบ ด้านบนคือ Dark Chocolate Cremeaux เข้มข้น ลดทอนด้วยความสดชื่นและหอมมันจาก Peanut Butter Ice Cream เสิร์ฟมาฝั่งขวามือนั่นเอง (18/20)
รูปที่ 18
Parkheuvel’s Snickers © chocolate | peanut | caramel | nougatine เราได้ลองชิม Signature Dessert ประจำร้านคือ Parkheuvel’s Snickers © ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟนำขนมยอดฮิตอย่าง Snickers มาตีความใหม่ในรูปแบบของตัวเอง ฝั่งซ้ายมือคือแท่ง Snickers Bar ที่เตรียมมาเป็น Nougatine โดยมีส่วนผสมของคาราเมลและถั่วลิสงให้รสหวานและความกรอบ ด้านบนคือ Dark Chocolate Cremeaux เข้มข้น ลดทอนด้วยความสดชื่นและหอมมันจาก Peanut Butter Ice Cream เสิร์ฟมาฝั่งขวามือนั่นเอง (18/20)
Mango almond | bergamot | sorrel | pernod ของหวานอีกจานคือมะม่วงสุกเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและองค์ประกอบทั้งไอศกรีมมะม่วงท็อปด้านบนด้วยความเปรี้ยวของ Pernod ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ที่ทำมาจากโปยกั๊กรวมไปถึงแผ่น Crisp กรอบ ๆ และเจล ทั้งหมดให้ระดับรสชาติเปรี้ยวหวานที่แตกต่างกัน ด้านล่างรองด้วย Almond Cream และ Praline ช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (17/20)
รูปที่ 19
Mango almond | bergamot | sorrel | pernod ของหวานอีกจานคือมะม่วงสุกเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและองค์ประกอบทั้งไอศกรีมมะม่วงท็อปด้านบนด้วยความเปรี้ยวของ Pernod ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ที่ทำมาจากโปยกั๊กรวมไปถึงแผ่น Crisp กรอบ ๆ และเจล ทั้งหมดให้ระดับรสชาติเปรี้ยวหวานที่แตกต่างกัน ด้านล่างรองด้วย Almond Cream และ Praline ช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (17/20)
Mango almond | bergamot | sorrel | pernod นอกจากนี้ยังมี Mango Soufflé อุ่น ๆ เสิร์ฟมาให้แยกต่างหากอีกด้วย (17/20)
รูปที่ 20
Mango almond | bergamot | sorrel | pernod นอกจากนี้ยังมี Mango Soufflé อุ่น ๆ เสิร์ฟมาให้แยกต่างหากอีกด้วย (17/20)
Mignardises ปิดท้ายด้วย Mignardises เริ่มจากขนม Nougat ที่มีส่วนผสมของถั่วพิสตาชิโอ้และถั่วฮาเซลนัท ขนม Cannelés de Bordeaux ที่เตรียมมาจาก Dark Rum ด้านในสอดไส้ Cream of Advocaat ทำมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยอดนิยมของประเทศเนเธอร์แลนด์ ยังมีองค์ประกอบของไข่แดงและ Blueberries ที่ฝานเป็นชิ้นอยู่ด้านบน สุดท้ายคือ Danoontje มีลักษณะเป็นขนมโยเกิร์ตที่วางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตในประเทศเนเธอแลนด์แต่เชฟนำเสนอมาในรูปแบบใหม่ในลักษณะของ Peach Bonbon ที่จะแตกระเบิดออกในปากอีกด้วย
รูปที่ 21
Mignardises ปิดท้ายด้วย Mignardises เริ่มจากขนม Nougat ที่มีส่วนผสมของถั่วพิสตาชิโอ้และถั่วฮาเซลนัท ขนม Cannelés de Bordeaux ที่เตรียมมาจาก Dark Rum ด้านในสอดไส้ Cream of Advocaat ทำมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยอดนิยมของประเทศเนเธอร์แลนด์ ยังมีองค์ประกอบของไข่แดงและ Blueberries ที่ฝานเป็นชิ้นอยู่ด้านบน สุดท้ายคือ Danoontje มีลักษณะเป็นขนมโยเกิร์ตที่วางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตในประเทศเนเธอแลนด์แต่เชฟนำเสนอมาในรูปแบบใหม่ในลักษณะของ Peach Bonbon ที่จะแตกระเบิดออกในปากอีกด้วย
💰 ราคา 475 € สำหรับ 2 คน
รูปที่ 22
💰 ราคา 475 € สำหรับ 2 คน
Table Settings
รูปที่ 23
Table Settings
🎗 [INTRO] Parkheuvel เป็นห้องอาหารแห่งแรกในประเทศเนเธอแลนด์ที่สร้างประวัติศาสตร์ในการคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2002 ภายใต้การควบคุมของเชฟระดับตำนานอย่างเชฟ Cees Helder ถึงแม้ว่าปัจจุบันตัวร้านจะตกมาอยู่ในความควบคุมของเชฟ Erik van Loo แต่อาหารที่นี่ยังคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์แบบไม่เสื่อมคลาย
รูปที่ 24
🎗 [INTRO] Parkheuvel เป็นห้องอาหารแห่งแรกในประเทศเนเธอแลนด์ที่สร้างประวัติศาสตร์ในการคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2002 ภายใต้การควบคุมของเชฟระดับตำนานอย่างเชฟ Cees Helder ถึงแม้ว่าปัจจุบันตัวร้านจะตกมาอยู่ในความควบคุมของเชฟ Erik van Loo แต่อาหารที่นี่ยังคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์แบบไม่เสื่อมคลาย
🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร Parkheuvel ตั้งอยู่ใน Het Park ใจกลางกรุง Rotterdam ไม่ไกลกันกับหอชมวิว Euromast และแม่น้ำ Maas อันโด่งดัง
รูปที่ 25
🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร Parkheuvel ตั้งอยู่ใน Het Park ใจกลางกรุง Rotterdam ไม่ไกลกันกับหอชมวิว Euromast และแม่น้ำ Maas อันโด่งดัง
ในปี 1988 สถาปนิคคือคุณ Henk Klunder ตั้งใจออกแบบตัวอาคารหรือ Pavillon ให้มีลักษณะเป็นทรงกลมสีขาวสไตล์โมเดิร์น
รูปที่ 26
ในปี 1988 สถาปนิคคือคุณ Henk Klunder ตั้งใจออกแบบตัวอาคารหรือ Pavillon ให้มีลักษณะเป็นทรงกลมสีขาวสไตล์โมเดิร์น
ภายในได้รับการปรับโฉมใหม่ในรูปแบบที่ภรรยาของเชฟอธิบายเอาไว้ว่าเป็น Cosy Art-Deco โดยใช้สีโทนอุ่น บนผนังตกแต่งด้วยงานศิลป์จำนวนมาก
รูปที่ 27
ภายในได้รับการปรับโฉมใหม่ในรูปแบบที่ภรรยาของเชฟอธิบายเอาไว้ว่าเป็น Cosy Art-Deco โดยใช้สีโทนอุ่น บนผนังตกแต่งด้วยงานศิลป์จำนวนมาก
ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสโค้งรับไปกับตัวอาคารช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูโปร่งไม่อึดอัดตา
รูปที่ 28
ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสโค้งรับไปกับตัวอาคารช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูโปร่งไม่อึดอัดตา
ด้านนอกเป็นพื้นที่ส่วนเทอเรสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของแม่น้ำ Maas พร้อมด้วยเรือน้อยใหญ่ที่สัญจรไปมาอีกด้วย
รูปที่ 29
ด้านนอกเป็นพื้นที่ส่วนเทอเรสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของแม่น้ำ Maas พร้อมด้วยเรือน้อยใหญ่ที่สัญจรไปมาอีกด้วย
🎗 [THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรก Cees Helder เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เคยคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star กับห้องอาหาร Villa Rozenrust และ Le Chevalier ก่อนจะย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Parkheuvel ในเวลาต่อมา ในระหว่างนั้นตัวเขาสามารถนำ Parkheuvel ในการคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1990 ต่อด้วยการยกระดับเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1995 ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟชาวดัตช์คนแรกที่คว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2002 อีกด้วย
รูปที่ 30
🎗 [THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรก Cees Helder เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เคยคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star กับห้องอาหาร Villa Rozenrust และ Le Chevalier ก่อนจะย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Parkheuvel ในเวลาต่อมา ในระหว่างนั้นตัวเขาสามารถนำ Parkheuvel ในการคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1990 ต่อด้วยการยกระดับเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1995 ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟชาวดัตช์คนแรกที่คว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2002 อีกด้วย
กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2006 ที่เชฟ Cees Helder ตัดสินใจวางมือและขายกิจการต่อให้กับเชฟชาวเมือง Zuid-Limburg ผู้เติบโตมาในครอบครัวของพ่อค้าเนื้อในเมือง Mechelen อย่าง Erik van Loo ถึงตัวเขาจะเคยพาห้องอาหาร De Zwethheul ในการคว้ารางวัล 2 MICHELIN Stars มาก่อนแต่เส้นทางในช่วงแรกนั้นค่อนข้างยากลำบากอยู่พอสมควร Parkheuvel ถูกลดระดับให้กลายมาเป็นห้องอาหาร 🌟 1 MICHELIN Star ทันทีในปี 2007 ก่อนจะเลื่อนระดับกลับมาสู่ตำแหน่ง 🌟🌟 2 MICHELIN Stars อีกครั้งตั้งแต่ปี 2009 มาจนถึงปัจจุบัน
รูปที่ 31
กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2006 ที่เชฟ Cees Helder ตัดสินใจวางมือและขายกิจการต่อให้กับเชฟชาวเมือง Zuid-Limburg ผู้เติบโตมาในครอบครัวของพ่อค้าเนื้อในเมือง Mechelen อย่าง Erik van Loo ถึงตัวเขาจะเคยพาห้องอาหาร De Zwethheul ในการคว้ารางวัล 2 MICHELIN Stars มาก่อนแต่เส้นทางในช่วงแรกนั้นค่อนข้างยากลำบากอยู่พอสมควร Parkheuvel ถูกลดระดับให้กลายมาเป็นห้องอาหาร 🌟 1 MICHELIN Star ทันทีในปี 2007 ก่อนจะเลื่อนระดับกลับมาสู่ตำแหน่ง 🌟🌟 2 MICHELIN Stars อีกครั้งตั้งแต่ปี 2009 มาจนถึงปัจจุบัน
🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่อาศัยเทคนิคการปรุงสไตล์ฝรั่งเศสทั้งยังแฝงบุคลิคและตัวตนของเชฟลงไปในอาหารแต่ละจานได้อย่างชัดเจน จุดเด่นคงหนีไม่พ้นการเตรียมซอสหลากหลายหลากหลายชนิดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจนตัวเขาได้รับสมญานามว่า Master of Sauce แห่งประเทศเนเธอแลนด์กันเลยทีเดียว
รูปที่ 32
🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่อาศัยเทคนิคการปรุงสไตล์ฝรั่งเศสทั้งยังแฝงบุคลิคและตัวตนของเชฟลงไปในอาหารแต่ละจานได้อย่างชัดเจน จุดเด่นคงหนีไม่พ้นการเตรียมซอสหลากหลายหลากหลายชนิดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจนตัวเขาได้รับสมญานามว่า Master of Sauce แห่งประเทศเนเธอแลนด์กันเลยทีเดียว
รางวัลต่าง ๆ
รูปที่ 33
รางวัลต่าง ๆ
เชฟ Erik และลูกชาย Juliën van Loo ได้ร่วมกันออกแบบ Tasting Menu ตั้งแต่ชุดเล็กไปจนถึงชุดใหญ่ตามจำนวนคอร์สตั้งแต่ Four Course Menu (125 €), Five Course Menu (145 €), Six Course Menu (160 €) และ Eight Course Menu (180 €) ราคานี้ได้รวมน้ำเปล่าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ
รูปที่ 34
เชฟ Erik และลูกชาย Juliën van Loo ได้ร่วมกันออกแบบ Tasting Menu ตั้งแต่ชุดเล็กไปจนถึงชุดใหญ่ตามจำนวนคอร์สตั้งแต่ Four Course Menu (125 €), Five Course Menu (145 €), Six Course Menu (160 €) และ Eight Course Menu (180 €) ราคานี้ได้รวมน้ำเปล่าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ
🎗 [WHY GO] Parkheuvel เป็นห้องอาหารชั้นสูงระดับตำนานของนคร Rotterdam ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ราคาอาหารที่เริ่มต้นเพียง 125 € ถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับบรรยากาศ คุณภาพอาหาร และวัตถุดิบ นอกจากนี้เหล่า Sommelier สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับไวน์ได้อย่างเหมาะสม สำหรับจุดบกพร่องอาจต้องยกให้กับการบริการที่ค่อนข้างล่าช้าไม่ต่างกันกับครั้งที่เราแวะมาในช่วงต้นปี 2018
รูปที่ 35
🎗 [WHY GO] Parkheuvel เป็นห้องอาหารชั้นสูงระดับตำนานของนคร Rotterdam ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ราคาอาหารที่เริ่มต้นเพียง 125 € ถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับบรรยากาศ คุณภาพอาหาร และวัตถุดิบ นอกจากนี้เหล่า Sommelier สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับไวน์ได้อย่างเหมาะสม สำหรับจุดบกพร่องอาจต้องยกให้กับการบริการที่ค่อนข้างล่าช้าไม่ต่างกันกับครั้งที่เราแวะมาในช่วงต้นปี 2018
เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่แวะมาท่องเที่ยวยังเมืองหลวงเก่าแห่งแดนกังหันลมลองหาเวลาแวะมาชมทัศนียภาพมุมกว้างของเมืองบนหอคอย Euromast แล้วจึงแวะมายังห้องอาหารซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนั่นเอง
รูปที่ 36
เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่แวะมาท่องเที่ยวยังเมืองหลวงเก่าแห่งแดนกังหันลมลองหาเวลาแวะมาชมทัศนียภาพมุมกว้างของเมืองบนหอคอย Euromast แล้วจึงแวะมายังห้องอาหารซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนั่นเอง