GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Orobianco
Selected

SpainOrobianco · โอโรเบียนโค่

Italian Contemporary · อาหารอิตาเลียนร่วมสมัย — Urb. Colina del Sol, 49-A, Calpe, Alicante, España

🎗 [Intro] รีวิวในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่โรแมนติคที่สุดในประเทศสเปนจากการจัดอันดับบนเวปไซต์ TripAdvisor ในปี 2019 ทั้งยังเป็นห้องอาหารอิตาเลียนเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลดาวมิชลินอันทรงเกียรติจาก Michelin Guide Spain อีกด้วย

🎗 [The Place] ห้องอาหาร Orobianco มีชื่อแปลตรงตัวได้ว่า “ทองคำขาว” (Oro = ทองคำ, Bianco = สีขาว) ตัวร้านตั้งอยู่บนเนินเขาในเขต Marina Alta จังหวัด Alicante โดดเด่นด้วยทัศนียภาพแบบ Panoramic View ของ Calpe เมืองตากอากาศชื่อดังรวมไปถึงทะเล Mediterranean ที่ทอดโค้งไปตามเปลือกโลกโดยมีภูเขาหินปูน Peñón de Ifach ตั้งสูงเด่นเป็นสง่าตัดกันกับเส้นขอบฟ้าอีกด้วย การเดินทางมายังห้องอาหารให้เริ่มต้นจากเมือง Valencia หรือ Alicante แล้วขับมาตามทางด่วน N-332 จากนั้นมองหาทางออก Urbanización Colina del Sol ซึ่งจะนำเราไปยังห้องอาหารในที่สุด ให้ระวังการขับรถมาตาม Google Maps เพราะเส้นทางที่ได้จะเป็นทางเลาะภูเขาเล็ก ๆ แม้ตัวถนนอาจไม่ได้ยากเกินที่จะขับได้ในช่วงกลางวันแต่ควรระวังอย่างมากสำหรับผู้ที่มาช่วงกลางคืน (เราขับมาตามเส้นทางนี้เจอกระต่ายป่านอนเล่นอยู่กลางถนนด้วย) ลูกค้าสามารถจองออนไลน์ได้ทางเวปไซต์ซึ่งจะมีให้เลือกพื้นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหารคือ Restaurante (ภายในห้องอาหาร) และ Terrazza (บริเวณเทอเรสด้านนอก) แน่นอนว่าส่วนเทอเรสมักถูกจองเต็มก่อนเสมอ (แต่ไม่แนะนำสำหรับใครที่มาในช่วงหน้าร้อน)

🎗 [The Chef & The Food] Orobianco คว้ารางวัล 🌟 1 Michelin Star มาครองได้ตั้งแต่ปี 2018 เชฟ Ferdinando Bernardi นำเสนอ Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ CLASSIC (85 €/p) ที่ได้รวบรวมเมนูพื้นบ้านมาผสมผสานโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและนำเสนอออกมาให้มีหน้าตาดูร่วมสมัยทั้งยังสามารถขอให้จัดเตรียมเป็นเมนู VERGEL (85 €/p) หรือ Vegetarian ได้อีกด้วย สุดท้ายคือ FESTIVAL (120 €/p) เมนูขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาเสิร์ฟราว 3 ชั่วโมง แต่ละจานทั้งอาหารคาวไปจนถึงของหวานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ทั้งสามแบบสามารถจับคู่ Wine Pairing (65 €, 65 € และ 95 €) เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุด ในวันนี้เราเลือกชิมเมนู CLASSIC และมีจานที่ประทับใจมาก ๆ คือ

✨ Risotto e Banda

ข้าว Risotto ที่เชฟตั้งใจใช้เป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรมการรับประทานข้าวของอิตาลีและสเปนเข้าด้วยกันเริ่มจากการใช้ข้าวปรุงในสไตล์อิตาเลียนคือมีความ Creamy และ Brothy แต่กลับใช้สูตรการปรุงจาก Alicante เมืองใหญ่ทางตอนเหนือไม่ไกลจาก Calpe โดยการใส่เนื้อหมึกสับละเอียดลงไปกับข้าวด้วย เมื่อเคี้ยวข้าวจะสัมผัสได้ถึงเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันของข้าวและหมึก นอกจากนี้เชฟยังตั้งใจนำเสนอ Socarrat ซึ่งก็คือข้าวบริเวณก้นกระทะซึ่งจะมีความกรอบและแข็งมากกว่าข้าวปากกระทะทั้งยังเป็นเอกลักษณ์ของการปรุงข้าวในประเทศสเปนแต่ Socarrat นี้กลับไม่มีในสูตรอาหารอิตาเลียน เชฟจึงนำเสนอออกมาในรูปแบบใหม่เป็นแผ่นกรอบสีเหลืองของข้าวและเลมอนวางเอาไว้ด้านบน องค์ประกอบทั้งหมดถูกนำมาจับคู่กับ White Shrimp หรือกุ้งขาวพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่เนื้อสัมผัสอันนุ่มเด้งและ Mayonnaise สีเขียวทำมาจาก Spring Onion ช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน รสชาติโดยรวมจะมีความเข้มข้นของซอส มีความเค็มจาก Matured Cheese มีกลิ่นหอมจากหลาย ๆ องค์ประกอบในจาน ถือเป็นเมนูที่ผสมผสานความเป็นอิตาลีและสเปนออกมาได้อย่างลงตัวโดยไม่เสียรากเหง้าของอาหารทั้งสองสัญชาติ สุดยอดมาก ๆ (17/20)

✨ Steamed Whitefish - Stracciatella Sauce - Mollusks

จานที่ดีที่สุดในมื้อนี้ต้องยกให้กับ Steamed Whitefish ในที่นี้คือปลา Monkfish แล่มาเป็นชิ้น เชฟผสม Burrata Cheese ลงไปแล้วนึ่งมาใน Mussel Water หรือน้ำสต๊อกของหอยแมลงภู่จนเนื้อปลาสุก มีความหนึบพอดีมาก ๆ สิ่งที่ปกคลุมเนื้อปลาด้านนอกคือ Stracciatella Sauce หรือซอสที่ทำมาจากส่วนตรงกลางของ Burrata Cheese ซึ่งเป็นส่วนที่มีความหอม มัน ละมุน และครีมมี่ที่สุดนั่นเอง ตัวซอสเข้ากันดีกับเนื้อปลาได้อย่างไร้ที่ติ ยังมีจุดสีดำเป็น Squid Print ที่ขึ้นมาจาก Stracciatella Sauce เช่นกัน องค์ประกอบด้านล่างใต้ชิ้นปลาเป็นคาเวียร์ทำมาจากมะนาวนิ้วมือให้ความกรึบและรสชาติเปรี้ยวช่วยเบรคความมันของ Stracciatella Sauce ไม่ให้เด่นจนเกินไป (17/20)

✨ Baba - Lemon - Eucalyptus

ส่วนของหวานจานแรกคือ Baba เมนูคลาสสิคที่เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟโดยใช้ Soy Milk Cream หรือครีมนมถั่วเหลือง Infused ด้วยยูคาลิปตัสจนมีความครีมมี่และกลิ่นหอมเฉพาะตัว ถัดมาคือองค์ประกอบหลักอย่างบาบาที่จุ่มใน Amaro del Capo จนชุ่มแต่น่าแปลกที่เมื่อตักทุกองค์ประกอบรับประทานพร้อมกันแล้วกลับพบว่ากลิ่นแอลกอฮอล์กลับไม่แรงจนเกินไป ด้านบนทอปด้วย Lemon Chiboust ให้รสชาติอมเปรี้ยวช่วยเบรคความครีมมี่ขององค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งยังมี White Chocolate Cream ช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบให้เข้ากันอีกด้วย (16/20)

🎗 [Conclusion] หากจะให้นิยามสั้น ๆ Orobianco คือร้านอาหารอิตาเลียนระดับ Haute Cuisine โดดเด่นด้วยทัศนียภาพสุดโรแมนติคในราคาที่จับต้องได้ และควรค่ากระทั่งการขับออกนอกเส้นทางมาแวะชิมด้วยประการทั้งปวง

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 42 รูป

🇪🇸 Orobianco - โอโรเบียนโค่ 🍴 Italian Contemporary - อาหารอิตาเลียนร่วมสมัย 👨🏻‍🍳 Chef Marco Tacchetto - เชฟมาโค่ ทัคเกตโต้
รูปที่ 1
🇪🇸 Orobianco - โอโรเบียนโค่ 🍴 Italian Contemporary - อาหารอิตาเลียนร่วมสมัย 👨🏻‍🍳 Chef Marco Tacchetto - เชฟมาโค่ ทัคเกตโต้
Homemade Bread and Butter ทางร้านนำเสิร์ฟขนมปัง White Bread สีขาวทำมาจาก Pan Sabo ส่วนขนมปังสีน้ำตาลเข้มมีส่วนผสมของลาเวนเดอร์, เปลือกส้ม และโปยกั๊ก ข้างซ้ายคือ Grissini ทำมาจากแป้ง Semolina โดยมีส่วนผสมของเมล็ดฟักทอง ฝั่งขวาคือ Salted Butter หรือเนยเค็มสำหรับทาลงบนขนมปังอีกด้วย
รูปที่ 2
Homemade Bread and Butter ทางร้านนำเสิร์ฟขนมปัง White Bread สีขาวทำมาจาก Pan Sabo ส่วนขนมปังสีน้ำตาลเข้มมีส่วนผสมของลาเวนเดอร์, เปลือกส้ม และโปยกั๊ก ข้างซ้ายคือ Grissini ทำมาจากแป้ง Semolina โดยมีส่วนผสมของเมล็ดฟักทอง ฝั่งขวาคือ Salted Butter หรือเนยเค็มสำหรับทาลงบนขนมปังอีกด้วย
Snacks เริ่มต้นด้วย Snacks เซ็ตใหญ่นำเสิร์ฟมาถึง 7 อย่างพร้อมกันเพื่ออธิบายถึงการผสมผสานรากเหง้าของอาหารอิตาเลียนที่ควบรวมกับการพัฒนารูปแบบการนำเสิร์ฟของห้องอาหาร Orobianco จนได้ออกมาเป็น Amuse Bouche ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (15/20)
รูปที่ 3
Snacks เริ่มต้นด้วย Snacks เซ็ตใหญ่นำเสิร์ฟมาถึง 7 อย่างพร้อมกันเพื่ออธิบายถึงการผสมผสานรากเหง้าของอาหารอิตาเลียนที่ควบรวมกับการพัฒนารูปแบบการนำเสิร์ฟของห้องอาหาร Orobianco จนได้ออกมาเป็น Amuse Bouche ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (15/20)
Snacks Snack คำแรกคือ Savory Mascarpone Canolo with Green Pepper Inulin เชฟได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเสิร์ฟ Cannolo ที่ปกติแล้วเป็นขนมหวานจากแคว้น Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีมาเป็นของคาวโดยนำแป้งวีทผสมผสมกับไวน์แดงจนออกมาเป็นแป้งโด ด้านบนทอปด้วยมัสคาโปนชีสหอมมัน สุดท้ายคือการใส่พริกหวานสีเขียวในรูปแบบที่แตกต่างกันลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นเฉพาะตัว รสชาติโดยรวมมีความเค็มนำมาเล็กน้อยเพื่อช่วยเรียกน้ำย่อย ถือเป็นการนำเสนอเมนูพื้นบ้านโดยผสมผสานวัตถุดิบสำคัญของประเทศสเปนลงไปได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ (15/20)
รูปที่ 4
Snacks Snack คำแรกคือ Savory Mascarpone Canolo with Green Pepper Inulin เชฟได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเสิร์ฟ Cannolo ที่ปกติแล้วเป็นขนมหวานจากแคว้น Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีมาเป็นของคาวโดยนำแป้งวีทผสมผสมกับไวน์แดงจนออกมาเป็นแป้งโด ด้านบนทอปด้วยมัสคาโปนชีสหอมมัน สุดท้ายคือการใส่พริกหวานสีเขียวในรูปแบบที่แตกต่างกันลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นเฉพาะตัว รสชาติโดยรวมมีความเค็มนำมาเล็กน้อยเพื่อช่วยเรียกน้ำย่อย ถือเป็นการนำเสนอเมนูพื้นบ้านโดยผสมผสานวัตถุดิบสำคัญของประเทศสเปนลงไปได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ (15/20)
Snacks ถัดมาคือ Salazones เมนูที่ได้จากการหมักเกลือซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อของแถบนี้ ในที่นี้เชฟนำเสนอ Huevas de Maruca หรือไข่ปลา Ling Fish ดิบที่ผ่านการตากเกลือจนเกิดกระบวนการดึงน้ำออก มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ รสชาติเค็ม มีกลิ่นอายของทะเลท้องถิ่น ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ดีมาก ๆ (15/20)
รูปที่ 5
Snacks ถัดมาคือ Salazones เมนูที่ได้จากการหมักเกลือซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อของแถบนี้ ในที่นี้เชฟนำเสนอ Huevas de Maruca หรือไข่ปลา Ling Fish ดิบที่ผ่านการตากเกลือจนเกิดกระบวนการดึงน้ำออก มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ รสชาติเค็ม มีกลิ่นอายของทะเลท้องถิ่น ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ดีมาก ๆ (15/20)
Snacks ต่อด้วย Snacks อีก 3 อย่างวางมาบนแผ่นหินอ่อน (15/20)
รูปที่ 6
Snacks ต่อด้วย Snacks อีก 3 อย่างวางมาบนแผ่นหินอ่อน (15/20)
Snacks ในภาพคือ Biscuit หน้าตาดูคล้ายมินิทาร์ตกรอบ ๆ ทำมาจากชีส Pecorino Romano ผสมกับ Parmesan ด้านในบรรจุ Amatriciana Sauce สีแดงที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบกรุง Rome เนื้อซอสทำออกมาคล้ายพูเร เนียน ละมุน รสชาติเปรี้ยวอุมามิจากมะเขือเทศ เชฟรังสรรค์เมนูนี้ขึ้นมาเพื่ออธิบายถึงรสชาติโดยทั่วไปของอาหารอิตาเลียน (15/20)
รูปที่ 7
Snacks ในภาพคือ Biscuit หน้าตาดูคล้ายมินิทาร์ตกรอบ ๆ ทำมาจากชีส Pecorino Romano ผสมกับ Parmesan ด้านในบรรจุ Amatriciana Sauce สีแดงที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบกรุง Rome เนื้อซอสทำออกมาคล้ายพูเร เนียน ละมุน รสชาติเปรี้ยวอุมามิจากมะเขือเทศ เชฟรังสรรค์เมนูนี้ขึ้นมาเพื่ออธิบายถึงรสชาติโดยทั่วไปของอาหารอิตาเลียน (15/20)
Snacks ถัดมาคือ Bambao แป้งที่ผ่านการนึ่งจนฟูนุ่ม ด้านในบรรจุ 'Nduja หรือเนื้อหมักซึ่งเป็นอาหารที่พบได้บ่อยทางตอนใต้ของอิตาลีแล้วปรุงรสด้วย Pepper Mayonnaise เสริมความเผ็ดร้อนที่ด้านบน (15/20)
รูปที่ 8
Snacks ถัดมาคือ Bambao แป้งที่ผ่านการนึ่งจนฟูนุ่ม ด้านในบรรจุ 'Nduja หรือเนื้อหมักซึ่งเป็นอาหารที่พบได้บ่อยทางตอนใต้ของอิตาลีแล้วปรุงรสด้วย Pepper Mayonnaise เสริมความเผ็ดร้อนที่ด้านบน (15/20)
Snacks Snacks บนแผ่นหินอ่อนจบด้วย Pickled Golden Beetroot ให้ความกรอบและรสชาติเปรี้ยวเพื่อล้างปากก่อนเข้าสู่ Snacks คำถัดไป (15/20)
รูปที่ 9
Snacks Snacks บนแผ่นหินอ่อนจบด้วย Pickled Golden Beetroot ให้ความกรอบและรสชาติเปรี้ยวเพื่อล้างปากก่อนเข้าสู่ Snacks คำถัดไป (15/20)
Snacks จานนี้คือ Tomatillo มะเขือเทศจิ๋วที่มีประวัติความเป็นมาอันน่าสนใจ พนักงานเล่าว่าสายพันธุ์ของมะเขือเทศชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเม็กซิโกแต่ได้มีการนำมาเพาะพันธุ์ที่ประเทศสเปน (15/20)
รูปที่ 10
Snacks จานนี้คือ Tomatillo มะเขือเทศจิ๋วที่มีประวัติความเป็นมาอันน่าสนใจ พนักงานเล่าว่าสายพันธุ์ของมะเขือเทศชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเม็กซิโกแต่ได้มีการนำมาเพาะพันธุ์ที่ประเทศสเปน (15/20)
Snacks หลังจากปอกเปลือกจะพบว่าตัวมะเขือเทศมีสีเขียวสด มีรสชาติเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ต่างไปจากมะเขือเทศทั่วไปทั้งยังมีกลิ่นเฉพาะตัวที่หาใครเทียบได้ยาก พนักงานบอกว่าเมื่อรับประทานเสร็จลูกค้าจะเข้าใจได้ว่าทำไมมะเขือเทศถึงถูกจัดให้เป็นผลไม้ (15/20)
รูปที่ 11
Snacks หลังจากปอกเปลือกจะพบว่าตัวมะเขือเทศมีสีเขียวสด มีรสชาติเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ต่างไปจากมะเขือเทศทั่วไปทั้งยังมีกลิ่นเฉพาะตัวที่หาใครเทียบได้ยาก พนักงานบอกว่าเมื่อรับประทานเสร็จลูกค้าจะเข้าใจได้ว่าทำไมมะเขือเทศถึงถูกจัดให้เป็นผลไม้ (15/20)
Snacks ปิดท้ายด้วย Sorbet ที่เสิร์ฟมาเป็นเครื่องดื่มทำมาจากการผสมผสานกันของ แตงโม, เมลอน และคอมบุฉะ มีกลิ่นหอมสดชื่นมาก ๆ (15/20)
รูปที่ 12
Snacks ปิดท้ายด้วย Sorbet ที่เสิร์ฟมาเป็นเครื่องดื่มทำมาจากการผสมผสานกันของ แตงโม, เมลอน และคอมบุฉะ มีกลิ่นหอมสดชื่นมาก ๆ (15/20)
Mujol - Cold Bisque of Emulsified Red Shrimp อาหารจานแรกในเซ็ตเมนู CLASSIC คือเนื้อปลามูโฮลหรือ Grey Mullet หมักกับเกลือและน้ำตาลนาน 20 นาทีจนมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างหนึบเมื่อเทียบกับเนื้อปลาสด รอบ ๆ คือ Gazpachuelo หรือซุปเย็นทำมาจากกุ้งแดง มีอโรม่าความหอมของมันกุ้งที่ไม่ข้นและไม่เด่นจนเกินไป ชิ้นสีเหลืองด้านบนคือ Hops พืชที่ให้เนื้อสัมผัสกรอบและกรึบ เสริมด้วยผิวมะนาวช่วยเพิ่มมิติทางรสชาติ (15/20)
รูปที่ 13
Mujol - Cold Bisque of Emulsified Red Shrimp อาหารจานแรกในเซ็ตเมนู CLASSIC คือเนื้อปลามูโฮลหรือ Grey Mullet หมักกับเกลือและน้ำตาลนาน 20 นาทีจนมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างหนึบเมื่อเทียบกับเนื้อปลาสด รอบ ๆ คือ Gazpachuelo หรือซุปเย็นทำมาจากกุ้งแดง มีอโรม่าความหอมของมันกุ้งที่ไม่ข้นและไม่เด่นจนเกินไป ชิ้นสีเหลืองด้านบนคือ Hops พืชที่ให้เนื้อสัมผัสกรอบและกรึบ เสริมด้วยผิวมะนาวช่วยเพิ่มมิติทางรสชาติ (15/20)
Conchiglioni Aglio Olio - Peperoncino คอร์สที่สองเป็น Primi หรือพาสต้าโดยเชฟนำ Conchiglioni พาสต้ารูปเปลือกหอยเสิร์ฟมากับ Salsa Verde หรือซอสสีเขียวในสไตล์ Aglio Olio - Peperoncino นั่นเอง (15/20)
รูปที่ 14
Conchiglioni Aglio Olio - Peperoncino คอร์สที่สองเป็น Primi หรือพาสต้าโดยเชฟนำ Conchiglioni พาสต้ารูปเปลือกหอยเสิร์ฟมากับ Salsa Verde หรือซอสสีเขียวในสไตล์ Aglio Olio - Peperoncino นั่นเอง (15/20)
Conchiglioni Aglio Olio - Peperoncino ตัวพาสต้าสุกที่ระดับ Al Dente พอดิบพอดี ด้านล่างเป็น Almeja Fina หรือหอยจำพวกหอยตลับและ Gamba หรือกุ้งท้องถิ่นจากชายฝั่งเมือง Calpe คลุกเคล้ากับครีมกระเทียมและพริกตามคอนเซปของ Aglio Olio ตรงกลางคือครีมสีส้มทำมาจาก Clochinas Valencianas หรือหอยแมลงภู่สายพันธุ์พื้นเมืองที่พบได้เฉพาะแถบทะเล Mediterranean ให้กลิ่นหอมและอโรม่าเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้อาหารทะเลแต่ละชนิดที่ใส่มายังมีระดับความนุ่ม-หนึบที่แตกต่างกันออกไปช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสอีกด้วย (15/20)
รูปที่ 15
Conchiglioni Aglio Olio - Peperoncino ตัวพาสต้าสุกที่ระดับ Al Dente พอดิบพอดี ด้านล่างเป็น Almeja Fina หรือหอยจำพวกหอยตลับและ Gamba หรือกุ้งท้องถิ่นจากชายฝั่งเมือง Calpe คลุกเคล้ากับครีมกระเทียมและพริกตามคอนเซปของ Aglio Olio ตรงกลางคือครีมสีส้มทำมาจาก Clochinas Valencianas หรือหอยแมลงภู่สายพันธุ์พื้นเมืองที่พบได้เฉพาะแถบทะเล Mediterranean ให้กลิ่นหอมและอโรม่าเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้อาหารทะเลแต่ละชนิดที่ใส่มายังมีระดับความนุ่ม-หนึบที่แตกต่างกันออกไปช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสอีกด้วย (15/20)
Risotto e Banda ถัดมาคือ Risotto ที่เชฟตั้งใจใช้เป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรมการรับประทานข้าวของอิตาลีและสเปนเข้าด้วยกันเริ่มจากการใช้ข้าวปรุงในสไตล์อิตาเลียนคือมีความ Creamy และ Brothy แต่กลับใช้สูตรการปรุงจาก Alicante เมืองใหญ่ทางตอนเหนือไม่ไกลจาก Calpe โดยการใส่เนื้อหมึกสับละเอียดลงไปกับข้าวด้วย เมื่อเคี้ยวข้าวจะสัมผัสได้ถึงเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันของข้าวและหมึก นอกจากนี้เชฟยังตั้งใจนำเสนอ Socarrat ซึ่งก็คือข้าวบริเวณก้นกระทะซึ่งจะมีความกรอบและแข็งมากกว่าข้าวปากกระทะทั้งยังเป็นเอกลักษณ์ของการปรุงข้าวในประเทศสเปนแต่ Socarrat นี้กลับไม่มีในสูตรอาหารอิตาเลียน เชฟจึงนำเสนอออกมาในรูปแบบใหม่เป็นแผ่นกรอบสีเหลืองของข้าวและเลมอนวางเอาไว้ด้านบน องค์ประกอบทั้งหมดถูกนำมาจับคู่กับ White Shrimp หรือกุ้งขาวพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่เนื้อสัมผัสอันนุ่มเด้งและ Mayonnaise สีเขียวทำมาจาก Spring Onion ช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน รสชาติโดยรวมจะมีความเข้มข้นของซอส มีความเค็มจาก Matured Cheese มีกลิ่นหอมจากหลาย ๆ องค์ประกอบในจาน ถือเป็นเมนูที่ผสมผสานความเป็นอิตาลีและสเปนออกมาได้อย่างลงตัวโดยไม่เสียรากเหง้าของอาหารทั้งสองสัญชาติ สุดยอดมาก ๆ (17/20)
รูปที่ 16
Risotto e Banda ถัดมาคือ Risotto ที่เชฟตั้งใจใช้เป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรมการรับประทานข้าวของอิตาลีและสเปนเข้าด้วยกันเริ่มจากการใช้ข้าวปรุงในสไตล์อิตาเลียนคือมีความ Creamy และ Brothy แต่กลับใช้สูตรการปรุงจาก Alicante เมืองใหญ่ทางตอนเหนือไม่ไกลจาก Calpe โดยการใส่เนื้อหมึกสับละเอียดลงไปกับข้าวด้วย เมื่อเคี้ยวข้าวจะสัมผัสได้ถึงเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันของข้าวและหมึก นอกจากนี้เชฟยังตั้งใจนำเสนอ Socarrat ซึ่งก็คือข้าวบริเวณก้นกระทะซึ่งจะมีความกรอบและแข็งมากกว่าข้าวปากกระทะทั้งยังเป็นเอกลักษณ์ของการปรุงข้าวในประเทศสเปนแต่ Socarrat นี้กลับไม่มีในสูตรอาหารอิตาเลียน เชฟจึงนำเสนอออกมาในรูปแบบใหม่เป็นแผ่นกรอบสีเหลืองของข้าวและเลมอนวางเอาไว้ด้านบน องค์ประกอบทั้งหมดถูกนำมาจับคู่กับ White Shrimp หรือกุ้งขาวพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่เนื้อสัมผัสอันนุ่มเด้งและ Mayonnaise สีเขียวทำมาจาก Spring Onion ช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน รสชาติโดยรวมจะมีความเข้มข้นของซอส มีความเค็มจาก Matured Cheese มีกลิ่นหอมจากหลาย ๆ องค์ประกอบในจาน ถือเป็นเมนูที่ผสมผสานความเป็นอิตาลีและสเปนออกมาได้อย่างลงตัวโดยไม่เสียรากเหง้าของอาหารทั้งสองสัญชาติ สุดยอดมาก ๆ (17/20)
Steamed Whitefish - Stracciatella Sauce - Mollusks จานที่ดีที่สุดในมื้อนี้ต้องยกให้กับ Steamed Whitefish ในที่นี้คือปลา Monkfish แล่มาเป็นชิ้น เชฟผสม Burrata Cheese ลงไปแล้วนึ่งมาใน Mussel Water หรือน้ำสต๊อกของหอยแมลงภู่จนเนื้อปลาสุก มีความหนึบพอดีมาก ๆ (17/20)
รูปที่ 17
Steamed Whitefish - Stracciatella Sauce - Mollusks จานที่ดีที่สุดในมื้อนี้ต้องยกให้กับ Steamed Whitefish ในที่นี้คือปลา Monkfish แล่มาเป็นชิ้น เชฟผสม Burrata Cheese ลงไปแล้วนึ่งมาใน Mussel Water หรือน้ำสต๊อกของหอยแมลงภู่จนเนื้อปลาสุก มีความหนึบพอดีมาก ๆ (17/20)
Steamed Whitefish - Stracciatella Sauce - Mollusks สิ่งที่ปกคลุมเนื้อปลาด้านนอกคือ Stracciatella Sauce หรือซอสที่ทำมาจากส่วนตรงกลางของ Burrata Cheese ซึ่งเป็นส่วนที่มีความหอม มัน ละมุน และครีมมี่ที่สุดนั่นเอง ตัวซอสเข้ากันดีกับเนื้อปลาได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
รูปที่ 18
Steamed Whitefish - Stracciatella Sauce - Mollusks สิ่งที่ปกคลุมเนื้อปลาด้านนอกคือ Stracciatella Sauce หรือซอสที่ทำมาจากส่วนตรงกลางของ Burrata Cheese ซึ่งเป็นส่วนที่มีความหอม มัน ละมุน และครีมมี่ที่สุดนั่นเอง ตัวซอสเข้ากันดีกับเนื้อปลาได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
Steamed Whitefish - Stracciatella Sauce - Mollusks จุดสีดำคือ Squid Print ที่ขึ้นมาจาก Stracciatella Sauce เช่นกัน องค์ประกอบด้านล่างใต้ชิ้นปลาเป็นคาเวียร์ทำมาจากมะนาวนิ้วมือให้ความกรึบและรสชาติเปรี้ยวช่วยเบรคความมันของ Stracciatella Sauce ไม่ให้เด่นจนเกินไป (17/20)
รูปที่ 19
Steamed Whitefish - Stracciatella Sauce - Mollusks จุดสีดำคือ Squid Print ที่ขึ้นมาจาก Stracciatella Sauce เช่นกัน องค์ประกอบด้านล่างใต้ชิ้นปลาเป็นคาเวียร์ทำมาจากมะนาวนิ้วมือให้ความกรึบและรสชาติเปรี้ยวช่วยเบรคความมันของ Stracciatella Sauce ไม่ให้เด่นจนเกินไป (17/20)
Milanese Lamb - Vegetable Demi-Glace and Yogurt ปิดท้ายเมนคอร์สด้วย Lamb หรือซี่โครงแกะท้องถิ่นของประเทศสเปนปรุงมาในสไตล์ Milanese (อ่านว่ามิลานเยเซ่) เชฟนำเนื้อแกะไปคลุกกับเกล็ดขนมปังและ Black Tea หรือชาดำ จากนั้นนำลงทอดจนผิวด้านนอกกรอบ แต่ด้านในยังคงสุกระดับ Medium Rare และคงความฉ่ำของเนื้อเอาไว้ได้อย่างดี อย่างไรก็ตามด้วยความทร่เป็นเนื้อส่วนซี่โครงทำให้ชิ้นแกะค่อนข้างมีอัตราส่วนไขมันที่สูงพอสมควร (14/20)
รูปที่ 20
Milanese Lamb - Vegetable Demi-Glace and Yogurt ปิดท้ายเมนคอร์สด้วย Lamb หรือซี่โครงแกะท้องถิ่นของประเทศสเปนปรุงมาในสไตล์ Milanese (อ่านว่ามิลานเยเซ่) เชฟนำเนื้อแกะไปคลุกกับเกล็ดขนมปังและ Black Tea หรือชาดำ จากนั้นนำลงทอดจนผิวด้านนอกกรอบ แต่ด้านในยังคงสุกระดับ Medium Rare และคงความฉ่ำของเนื้อเอาไว้ได้อย่างดี อย่างไรก็ตามด้วยความทร่เป็นเนื้อส่วนซี่โครงทำให้ชิ้นแกะค่อนข้างมีอัตราส่วนไขมันที่สูงพอสมควร (14/20)
Milanese Lamb - Vegetable Demi-Glace and Yogurt เนื้อแกะเสิร์ฟมาบนซอสที่ทำมาจากแครอทเดมิเกลสเข้มข้น (14/20)
รูปที่ 21
Milanese Lamb - Vegetable Demi-Glace and Yogurt เนื้อแกะเสิร์ฟมาบนซอสที่ทำมาจากแครอทเดมิเกลสเข้มข้น (14/20)
Baba - Lemon - Eucalyptus ส่วนของหวานจานแรกคือ Baba เมนูคลาสสิคที่เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟโดยใช้ Soy Milk Cream หรือครีมนมถั่วเหลือง Infused ด้วยยูคาลิปตัสจนมีความครีมมี่และกลิ่นหอมเฉพาะตัว ถัดมาคือองค์ประกอบหลักอย่างบาบาที่จุ่มใน Amaro del Capo จนชุ่มแต่น่าแปลกที่เมื่อตักทุกองค์ประกอบรับประทานพร้อมกันแล้วกลับพบว่ากลิ่นแอลกอฮอล์กลับไม่แรงจนเกินไป ด้านบนทอปด้วย Lemon Chiboust ให้รสชาติอมเปรี้ยวช่วยเบรคความครีมมี่ขององค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งยังมี White Chocolate Cream ช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบให้เข้ากันอีกด้วย (16/20)
รูปที่ 22
Baba - Lemon - Eucalyptus ส่วนของหวานจานแรกคือ Baba เมนูคลาสสิคที่เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟโดยใช้ Soy Milk Cream หรือครีมนมถั่วเหลือง Infused ด้วยยูคาลิปตัสจนมีความครีมมี่และกลิ่นหอมเฉพาะตัว ถัดมาคือองค์ประกอบหลักอย่างบาบาที่จุ่มใน Amaro del Capo จนชุ่มแต่น่าแปลกที่เมื่อตักทุกองค์ประกอบรับประทานพร้อมกันแล้วกลับพบว่ากลิ่นแอลกอฮอล์กลับไม่แรงจนเกินไป ด้านบนทอปด้วย Lemon Chiboust ให้รสชาติอมเปรี้ยวช่วยเบรคความครีมมี่ขององค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งยังมี White Chocolate Cream ช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบให้เข้ากันอีกด้วย (16/20)
Meringata ปิดท้ายด้วย Meringata เมนูที่นำเสนอความทรงจำในวัยเด็กของเชฟ Marco Tacchetto ได้จากการนำแผ่นเมอแรงก์เสิร์ฟมาในสไตล์ Pavlova เสิร์ฟมาคู่กับไอศกรีมวานิลลามาดากัสการ์ รองด้านล่างด้วยครีมเนยปิ้ง จบด้วยการแต่งแต้มด้วยจุดของ Muscatel Wine เอาไว้ข้าง ๆ ดูน่ารับประทานเป็นที่สุด (15/20)
รูปที่ 23
Meringata ปิดท้ายด้วย Meringata เมนูที่นำเสนอความทรงจำในวัยเด็กของเชฟ Marco Tacchetto ได้จากการนำแผ่นเมอแรงก์เสิร์ฟมาในสไตล์ Pavlova เสิร์ฟมาคู่กับไอศกรีมวานิลลามาดากัสการ์ รองด้านล่างด้วยครีมเนยปิ้ง จบด้วยการแต่งแต้มด้วยจุดของ Muscatel Wine เอาไว้ข้าง ๆ ดูน่ารับประทานเป็นที่สุด (15/20)
Meringata ตัวเมอแรงก์หวานละลายในปากเข้ากันดีกับความหอมมันของไอศกรีมวานิลลามาดากัสการ์ คนีมเนยปิ้งด้านล่างเข้มข้นช่วยเสริมมิติทางรสชาติที่ดี (15/20)
รูปที่ 24
Meringata ตัวเมอแรงก์หวานละลายในปากเข้ากันดีกับความหอมมันของไอศกรีมวานิลลามาดากัสการ์ คนีมเนยปิ้งด้านล่างเข้มข้นช่วยเสริมมิติทางรสชาติที่ดี (15/20)
Petit Fours เมื่อเรียกบิลพนักงานจะนำเสิร์ฟ Petit Fours รวม 4 ชนิดเริ่มด้วย Almond Panna Cotta with Coffee Balls พานาคอตต้าชิ้นจิ๋วที่เสริมด้วยกลอ่นหอมของกาแฟ, Biscuit with Cinnamon คุกกี้กรอบที่มีกลิ่นหอมของซินนามอน, Muffin with Ginger มัฟฟินขนาดจิ๋วกรอบนอกนุ่มใน มีกลิ่นของขิงอ่อน ๆ และ Chocolate with Fermented Chocolate (15/20)
รูปที่ 25
Petit Fours เมื่อเรียกบิลพนักงานจะนำเสิร์ฟ Petit Fours รวม 4 ชนิดเริ่มด้วย Almond Panna Cotta with Coffee Balls พานาคอตต้าชิ้นจิ๋วที่เสริมด้วยกลอ่นหอมของกาแฟ, Biscuit with Cinnamon คุกกี้กรอบที่มีกลิ่นหอมของซินนามอน, Muffin with Ginger มัฟฟินขนาดจิ๋วกรอบนอกนุ่มใน มีกลิ่นของขิงอ่อน ๆ และ Chocolate with Fermented Chocolate (15/20)
บิลถูกใส่มาในซองโลโก้ร้าน
รูปที่ 26
บิลถูกใส่มาในซองโลโก้ร้าน
💰 ราคา 177,50 €
รูปที่ 27
💰 ราคา 177,50 €
เชฟ Ferdinando Bernardi นำเสนอ Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ CLASSIC (85 €/p) ที่ได้รวบรวมเมนูพื้นบ้านมาผสมผสานโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและนำเสนอออกมาให้มีหน้าตาดูร่วมสมัยทั้งยังสามารถขอให้จัดเตรียมเป็นเมนู VERGEL (85 €/p) หรือ Vegetarian ได้อีกด้วย สุดท้ายคือ FESTIVAL (120 €/p) เมนูขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาเสิร์ฟราว 3 ชั่วโมง แต่ละจานทั้งอาหารคาวไปจนถึงของหวานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ทั้งสามแบบสามารถจับคู่ Wine Pairing (65 €, 65 € และ 95 €) เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุด
รูปที่ 28
เชฟ Ferdinando Bernardi นำเสนอ Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ CLASSIC (85 €/p) ที่ได้รวบรวมเมนูพื้นบ้านมาผสมผสานโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและนำเสนอออกมาให้มีหน้าตาดูร่วมสมัยทั้งยังสามารถขอให้จัดเตรียมเป็นเมนู VERGEL (85 €/p) หรือ Vegetarian ได้อีกด้วย สุดท้ายคือ FESTIVAL (120 €/p) เมนูขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาเสิร์ฟราว 3 ชั่วโมง แต่ละจานทั้งอาหารคาวไปจนถึงของหวานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ทั้งสามแบบสามารถจับคู่ Wine Pairing (65 €, 65 € และ 95 €) เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุด
ในวันนี้เราเลือกชิมเมนู CLASSIC
รูปที่ 29
ในวันนี้เราเลือกชิมเมนู CLASSIC
อาหารที่นี่ควบคุมโดยเชฟ Ferdinando Bernardi
รูปที่ 30
อาหารที่นี่ควบคุมโดยเชฟ Ferdinando Bernardi
ลูกค้าสามารถจองออนไลน์ได้ทางเวปไซต์ซึ่งจะมีให้เลือกพื้นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหารคือ Restaurante (ภายในห้องอาหาร) และ Terrazza (บริเวณเทอเรสด้านนอก)
รูปที่ 31
ลูกค้าสามารถจองออนไลน์ได้ทางเวปไซต์ซึ่งจะมีให้เลือกพื้นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหารคือ Restaurante (ภายในห้องอาหาร) และ Terrazza (บริเวณเทอเรสด้านนอก)
ห้องรับประทานอาหารหลักดีไซน์มาอย่างปราณีตสวยงามให้บรรยากาศสบาย ๆ แต่ก็ไม่ทิ้งความหรูหรา
รูปที่ 32
ห้องรับประทานอาหารหลักดีไซน์มาอย่างปราณีตสวยงามให้บรรยากาศสบาย ๆ แต่ก็ไม่ทิ้งความหรูหรา
ห้องครัวที่นี่เป็นแบบกึ่งเปิด ลูกค้าสามารถมองเห็นทีมเชฟปรุงอาหารและจัดจานได้บางส่วนอีกด้วย
รูปที่ 33
ห้องครัวที่นี่เป็นแบบกึ่งเปิด ลูกค้าสามารถมองเห็นทีมเชฟปรุงอาหารและจัดจานได้บางส่วนอีกด้วย
หากจะให้นิยามสั้น ๆ Orobianco คือร้านอาหารอิตาเลียนระดับ Haute Cuisine โดดเด่นด้วยทัศนียภาพสุดโรแมนติคในราคาที่จับต้องได้ และควรค่ากระทั่งการขับออกนอกเส้นทางมาแวะชิมด้วยประการทั้งปวง
รูปที่ 34
หากจะให้นิยามสั้น ๆ Orobianco คือร้านอาหารอิตาเลียนระดับ Haute Cuisine โดดเด่นด้วยทัศนียภาพสุดโรแมนติคในราคาที่จับต้องได้ และควรค่ากระทั่งการขับออกนอกเส้นทางมาแวะชิมด้วยประการทั้งปวง
บริเวณเทอเรสให้บรรยากาศสบาย ๆ ในวันที่อากาศเป็นใจ
รูปที่ 35
บริเวณเทอเรสให้บรรยากาศสบาย ๆ ในวันที่อากาศเป็นใจ
แน่นอนว่าส่วนเทอเรสมักถูกจองเต็มก่อนเสมอ (แต่ไม่แนะนำสำหรับใครที่มาในช่วงหน้าร้อน)
รูปที่ 36
แน่นอนว่าส่วนเทอเรสมักถูกจองเต็มก่อนเสมอ (แต่ไม่แนะนำสำหรับใครที่มาในช่วงหน้าร้อน)
ตัวร้านตั้งอยู่บนเนินเขาในเขต Marina Alta จังหวัด Alicante โดดเด่นด้วยทัศนียภาพแบบ Panoramic View ของ Calpe เมืองตากอากาศชื่อดังรวมไปถึงทะเล Mediterranean ที่ทอดโค้งไปตามเปลือกโลกโดยมีภูเขาหินปูน Peñón de Ifach ตั้งสูงเด่นเป็นสง่าตัดกันกับเส้นขอบฟ้าอีกด้วย
รูปที่ 37
ตัวร้านตั้งอยู่บนเนินเขาในเขต Marina Alta จังหวัด Alicante โดดเด่นด้วยทัศนียภาพแบบ Panoramic View ของ Calpe เมืองตากอากาศชื่อดังรวมไปถึงทะเล Mediterranean ที่ทอดโค้งไปตามเปลือกโลกโดยมีภูเขาหินปูน Peñón de Ifach ตั้งสูงเด่นเป็นสง่าตัดกันกับเส้นขอบฟ้าอีกด้วย
การเดินทางมายังห้องอาหารให้เริ่มต้นจากเมือง Valencia หรือ Alicante แล้วขับมาตามทางด่วน N-332 จากนั้นมองหาทางออก Urbanización Colina del Sol ซึ่งจะนำเราไปยังห้องอาหารในที่สุด ให้ระวังการขับรถมาตาม Google Maps เพราะเส้นทางที่ได้จะเป็นทางเลาะภูเขาเล็ก ๆ แม้ตัวถนนอาจไม่ได้ยากเกินที่จะขับได้ในช่วงกลางวันแต่ควรระวังอย่างมากสำหรับผู้ที่มาช่วงกลางคืน (เราขับมาตามเส้นทางนี้เจอกระต่ายป่านอนเล่นอยู่กลางถนนด้วย)
รูปที่ 38
การเดินทางมายังห้องอาหารให้เริ่มต้นจากเมือง Valencia หรือ Alicante แล้วขับมาตามทางด่วน N-332 จากนั้นมองหาทางออก Urbanización Colina del Sol ซึ่งจะนำเราไปยังห้องอาหารในที่สุด ให้ระวังการขับรถมาตาม Google Maps เพราะเส้นทางที่ได้จะเป็นทางเลาะภูเขาเล็ก ๆ แม้ตัวถนนอาจไม่ได้ยากเกินที่จะขับได้ในช่วงกลางวันแต่ควรระวังอย่างมากสำหรับผู้ที่มาช่วงกลางคืน (เราขับมาตามเส้นทางนี้เจอกระต่ายป่านอนเล่นอยู่กลางถนนด้วย)
ภายในตกแต่งแบบร่วมสมัย
รูปที่ 39
ภายในตกแต่งแบบร่วมสมัย
Orobianco ถือเป็นห้องอาหารที่โรแมนติคที่สุดในประเทศสเปนจากการจัดอันดับบนเวปไซต์ TripAdvisor ในปี 2019 ทั้งยังเป็นห้องอาหารอิตาเลียนเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลดาวมิชลินอันทรงเกียรติจาก Michelin Guide Spain อีกด้วย
รูปที่ 40
Orobianco ถือเป็นห้องอาหารที่โรแมนติคที่สุดในประเทศสเปนจากการจัดอันดับบนเวปไซต์ TripAdvisor ในปี 2019 ทั้งยังเป็นห้องอาหารอิตาเลียนเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลดาวมิชลินอันทรงเกียรติจาก Michelin Guide Spain อีกด้วย
☀️ 1 Sol Guía Repsol - 1 ดวงอาทิตย์เรปโซล
รูปที่ 41
☀️ 1 Sol Guía Repsol - 1 ดวงอาทิตย์เรปโซล
คำว่า Orobianco แปลตรงตัวได้ว่า “ทองคำขาว” (Oro = ทองคำ, Bianco = สีขาว)
รูปที่ 42
คำว่า Orobianco แปลตรงตัวได้ว่า “ทองคำขาว” (Oro = ทองคำ, Bianco = สีขาว)

แกลเลอรี