GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Nawa
1 MICHELIN Star

ThailandNawa · นว

Thai Contemporary · อาหารไทยร่วมสมัย — 18 สุขุมวิท 61 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เป็นการกลับคืนสู่วงการอาหารไทย Fine Dining ของเชฟโจและเชฟซากิผู้เคยฝากผลงานเอาไว้ในห้องอาหารระดับ 🌟 1 MICHELIN Star มาแล้วโดยทั้งคู่ได้หยิบยกเมนูอาหารไทยภาคกลางที่เราอาจคุ้นเคยกันดีมาปรับรูปแบบและนำเสนอในมุมมองที่แตกต่างออกไปแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติแบบดั้งเดิมได้อย่างน่าประทับใจ

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหารนว (อ่านว่า นะ-วะ) ตั้งอยู่ที่โครงการณ์ Park Lane ย่านเอกมัยโดยลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดที่โครงการณ์ได้โดยตรงหรืออาจขึ้นรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีเอกมัยแล้วเดินเข้าซอยมาอีก 400 เมตรก็ได้เช่นกัน คำว่านวเป็นการเล่นคำพ้องของคำว่านวัตกรรมแสดงออกถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดอยู่กับที่ของอาหารไทย สัญลักษณ์ของตัวร้านเป็นการนำดอกเข็มมาวางซ้อนกันมองเห็นได้เป็นทั้งรูปตัวอักษร N และ W ห้องรับประทานอาหารหลักโดดเด่นด้วยครัวเปิดขนาดใหญ่กินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของตัวร้าน เพดานสูงโปร่งและโทนแสงไฟสีส้มสลัว ๆ ส่งกระทบโต๊ะไม้เปลือยช่วยรังสรรค์บรรยากาศที่มีความเรียบง่ายและเป็นกันเองแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราได้เป็นอย่างดี

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] อาหารที่นี่ควบคุมโดยเชฟณพล จันทรเกตุ หรือเชฟโจและเชฟซากิ โฮชิโนะ ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น เรื่องราวของทั้งคู่ต้องเล่าย้อนไปในช่วงที่เชฟโจมีอายุได้ 18 ปีโดยตัวเขาเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายและมีอันต้องเดินทางไปศึกษาต่อด้านการท่องเที่ยวเเละบริหารโรงแรมต่อด้วยคอร์สเฉพาะทางด้านอาหารที่ Niagara College ที่ประเทศแคนาดา ระหว่างนั้นเขาพบรักกับเชฟซากิและอาศัยอยู่ที่ประเทศเเคนาดานานกว่า 10 ปีโดยอาศัยรายได้จากการทำงานในร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมกับการเปิดร้านขนมเล็ก ๆ ก่อนจะตัดสินใจกลับมาประเทศไทยเพื่อควบคุมห้องอาหาร 80/20 โดยมีเชฟโจรับผิดชอบเมนูอาหารคาวและเชฟซากิทำหน้าที่จัดเตรียมอาหารหวานทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ต่อมาทั้งคู่ได้ออกมาเปิดห้องอาหารสามล้อเป็นของตัวเองขึ้นในย่านเจริญกรุงและมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน MICHELIN Guide ในหมวดหมู่ 😋 Bib Gourmand อีกเช่นกัน ห้องอาหารนวนำเสนอเซ็ตเมนูรูปแบบเดียวที่เรียกว่า Nawa Introduction Menu โดยใช้อาหารไทยภาคกลางที่เราคุ้นเคยกันจัดเสิร์ฟมาทั้งแบบ Finger Food คำเล็ก ๆ และ Main Course ที่ปรับรูปแบบมาจากสำรับรวมกันกว่า 14 คอร์สในราคา 3,800++ รายการไวน์มีให้เลือกมากพอสมควรซึ่งก็สามารถจับคู่กับรสชาติที่จัดจ้านของอาหารไทยได้อย่างลงตัว ส่วนเมนูที่เราประทับใจในวันนี้อย่างเช่น

✨ “Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา”

หมึกแช่น้ำปลาเป็นเมนูที่เชฟจะออกมาเตรียมให้ลูกค้าชมแล้วจัดเสิร์ฟกันข้าง ๆ โต๊ะ ขั้นตอนเริ่มต้นจากการนำชิ้นหมึกไปนวดด้วยมือเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบแล้วนำมาหมักต่อกับสาหร่ายคอมบุนาน 1 วัน เชฟจะนำมาจัดลงจานแล้วเติมแต่งรสชาติด้วยน้ำมันจากใบชะครามรวมไปถึงกรานิต้าของน้ำจิ้มซีฟู้ดรสชาติจัดจ้านในแบบที่เราคุ้นเคยกัน วิธีรับประทานให้เติมผักเคียงพริกขี้หนูสวน หอมแดง ผักกาดหิ่น ใบชะมวง ยอดผักชีลาว และใบชะครามลงไปให้รสชาติที่แตกต่างกัน (15/20)

✨ “River Prawn Tom Yum, ต้มยำกุ้งแม่น้ำ”

เมนคอร์สจานแรกคือต้มยำกุ้งน้ำข้น เชฟใช้กุ้งจากแม่น้ำตาปีจังหวัดสุราฎร์ธานีซึ่งหนึ่งในแหล่งจับกุ้งแม่ที่ดีที่สุดในประเทศไทยนำมาคลุกกับน้ำพริกเผามันกุ้ง รอบ ๆ คือโฟมสีส้มที่เตรียมมาจากหางกะทิผสมกับเครื่องต้มยำและเปลือกกุ้ง ด้านบนคือคาเวียร์จากอำเภอหัวหินที่ผ่านกระบวนการหมักกับน้ำปลาและน้ำมะขาม เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยความกรอบจากแผ่น Tuile ที่เตรียมขึ้นมาจากส่วนที่เหลือของกุ้งขึ้นเป็นรูปสัญลักษณ์ของตัวร้านนั่นเอง (15/20)

✨ “Blue Crab Relish, น้ำพริกปูม้า”

น้ำพริกปูม้าเป็นหนึ่งในคอร์สที่โดดเด่นที่สุดในวันนี้ เชฟเลือกใช้ปูม้าซึ่งเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงของประเทศไทยนึ่งมาจนสุกพอดีให้รสชาติที่หวานและกลิ่นหอมโดยธรรมชาติ ด้านบนคือเจลลี่นุ่ม ๆ ที่เตรียมขึ้นมาจากซุปใสเปลือกปูช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว จากนั้นท็อปด้วยคาเวียร์จากอำเภอหัวหิน คอร์สนี้เชฟแนะนำให้รับประทานกับผักและผลไม้แนมประจำวัน (15/20)

🎗 [WHY GO] เชฟโจเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากเกษตรกรภาคกลางในการนำเสนอเมนูที่มีหน้าตาดูแปลกใหม่แต่รสชาติยังคงความเป็นอาหารไทยอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ทุกคอร์สตั้งแต่จานเรียกน้ำย่อยไปจบที่ของหวานมีรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงง่ายสำหรับทุก ๆ คนโดยไม่ต้องตีความมากนัก สำหรับใครที่คิดถึงอาหารไทย Fine Dining ของเชฟโจและเชฟซากิสามารถตามไปชิมกันได้ที่ห้องอาหารนวในโครงการณ์ Park Lane เอกมัยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 34 รูป

🇹🇭 Nawa - นว 🍴 Thai Contemporary - อาหารไทยร่วมสมัย 👨🏻‍🍳 Chef Napol Jantraget (Chef Jo) & Chef Saki Hoshino - เชฟณพล จันทรเกตุ (เชฟโจ) & เชฟซากิ โฮชิโนะ
รูปที่ 1
🇹🇭 Nawa - นว 🍴 Thai Contemporary - อาหารไทยร่วมสมัย 👨🏻‍🍳 Chef Napol Jantraget (Chef Jo) & Chef Saki Hoshino - เชฟณพล จันทรเกตุ (เชฟโจ) & เชฟซากิ โฮชิโนะ
“Ma-Hor, ม้าฮ่อ” ม้าฮ่อเป็น Finger Food ที่ประกอบขึ้นจากสับปะรด 3 ชนิดคือสับปะรดภูเก็ต, สับปะรดภูแล และสับปะรดปัตตาเวียเสิร์ฟมาในรูปแบบของทาร์ต, เจล, เจลลี่ รวมไปถึงแกงสับปะรดให้รสชาติเปรี้ยว วหาน และเนื้อสัมผัสกรอบจับคู่กับอโรมาเฉพาะตัวของใบผักชี ยังมีเครื่องม้าฮ่อที่เตรียมขึ้นมาจากหมูสับนำไปผัดกับกะปิและถั่วลิสงอีกด้วย (15/20)
รูปที่ 2
“Ma-Hor, ม้าฮ่อ” ม้าฮ่อเป็น Finger Food ที่ประกอบขึ้นจากสับปะรด 3 ชนิดคือสับปะรดภูเก็ต, สับปะรดภูแล และสับปะรดปัตตาเวียเสิร์ฟมาในรูปแบบของทาร์ต, เจล, เจลลี่ รวมไปถึงแกงสับปะรดให้รสชาติเปรี้ยว วหาน และเนื้อสัมผัสกรอบจับคู่กับอโรมาเฉพาะตัวของใบผักชี ยังมีเครื่องม้าฮ่อที่เตรียมขึ้นมาจากหมูสับนำไปผัดกับกะปิและถั่วลิสงอีกด้วย (15/20)
“Mor-Geang, หม้อแกง” ถัดมาคือหม้อแกงอย่างไทยที่ทวิสต์โดยการใส่พราลีนถั่วแมคคาเดเมียลงไปด้วย ด้านล่างคือองค์ประกอบที่เตรียมมาจากขี้โล้หรือกะทิที่ผ่านการเคี่ยวนาน ๆ จนกลายมาเป็นคาราเมล ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์จากอำเภอหัวหิน อย่างไรก็ตามเรารู้สึกได้ถึงความหวานและครีมที่ค่อนข้างเด่นเกินไปเล็กน้อยสำหรับการนำมาเสิร์ฟเป็น Amuse-bouche ในทางกลับกันหากนำคอร์สนี้ไปเสิร์ฟเป็นตัวเชื่อมระหว่างอาหารคาว-หวานดูจะเหมาะสมมากกว่า นอกจากนี้ยังมีชาออร์แกนิคจากจังหวัดเชียงใหม่ร้อน ๆ เสิร์ฟมาให้ดื่มคู่กันอีกด้วย (13/20)
รูปที่ 3
“Mor-Geang, หม้อแกง” ถัดมาคือหม้อแกงอย่างไทยที่ทวิสต์โดยการใส่พราลีนถั่วแมคคาเดเมียลงไปด้วย ด้านล่างคือองค์ประกอบที่เตรียมมาจากขี้โล้หรือกะทิที่ผ่านการเคี่ยวนาน ๆ จนกลายมาเป็นคาราเมล ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์จากอำเภอหัวหิน อย่างไรก็ตามเรารู้สึกได้ถึงความหวานและครีมที่ค่อนข้างเด่นเกินไปเล็กน้อยสำหรับการนำมาเสิร์ฟเป็น Amuse-bouche ในทางกลับกันหากนำคอร์สนี้ไปเสิร์ฟเป็นตัวเชื่อมระหว่างอาหารคาว-หวานดูจะเหมาะสมมากกว่า นอกจากนี้ยังมีชาออร์แกนิคจากจังหวัดเชียงใหม่ร้อน ๆ เสิร์ฟมาให้ดื่มคู่กันอีกด้วย (13/20)
“Ka-nom Bpang Nornnn Muu, ขนมปังน้อนนน หมู” ขนมปังหน้าหมูสูตรพิเศษของทางร้าน ขนมปังบริยอชกรอบ ๆ ที่ทางร้านทำเองแบบไม่อมน้ำมัน ด้านบนท็อปด้วยเนื้อหมูและเบคอนที่ผ่านการรมควันในห้องครัวนานถึง 5 ชั่วโมง (13/20)
รูปที่ 4
“Ka-nom Bpang Nornnn Muu, ขนมปังน้อนนน หมู” ขนมปังหน้าหมูสูตรพิเศษของทางร้าน ขนมปังบริยอชกรอบ ๆ ที่ทางร้านทำเองแบบไม่อมน้ำมัน ด้านบนท็อปด้วยเนื้อหมูและเบคอนที่ผ่านการรมควันในห้องครัวนานถึง 5 ชั่วโมง (13/20)
“Ka-nom Bpang Nornnn Muu, ขนมปังน้อนนน หมู” ยังมีอาจาดที่ทางร้านเตรียมขึ้นมาเองจากเจลแตงกวา ด้านบนคือครูตองกรอบ ๆ ขึ้นรูปเป็นน้อนนนหมูช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (13/20)
รูปที่ 5
“Ka-nom Bpang Nornnn Muu, ขนมปังน้อนนน หมู” ยังมีอาจาดที่ทางร้านเตรียมขึ้นมาเองจากเจลแตงกวา ด้านบนคือครูตองกรอบ ๆ ขึ้นรูปเป็นน้อนนนหมูช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (13/20)
“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา” จากนั้นเป็นเมนูหมึกแช่น้ำปลาโดยเชฟจะออกมาเตรียมหมึกให้ลูกค้าแล้วจัดเสิร์ฟกันข้าง ๆ โต๊ะ (15/20)
รูปที่ 6
“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา” จากนั้นเป็นเมนูหมึกแช่น้ำปลาโดยเชฟจะออกมาเตรียมหมึกให้ลูกค้าแล้วจัดเสิร์ฟกันข้าง ๆ โต๊ะ (15/20)
“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา” เชฟนำชิ้นหมึกไปนวดด้วยมือเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบแล้วนำมาหมักต่อกับสาหร่ายคอมบุนาน 1 วัน (15/20)
รูปที่ 7
“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา” เชฟนำชิ้นหมึกไปนวดด้วยมือเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบแล้วนำมาหมักต่อกับสาหร่ายคอมบุนาน 1 วัน (15/20)
“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา” เชฟจะนำมาจัดลงจานแล้วเติมแต่งรสชาติด้วยน้ำมันจากใบชะครามรวมไปถึงกรานิต้าของน้ำจิ้มซีฟู้ดรสชาติจัดจ้านในแบบที่เราคุ้นเคยกัน (15/20)
รูปที่ 8
“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา” เชฟจะนำมาจัดลงจานแล้วเติมแต่งรสชาติด้วยน้ำมันจากใบชะครามรวมไปถึงกรานิต้าของน้ำจิ้มซีฟู้ดรสชาติจัดจ้านในแบบที่เราคุ้นเคยกัน (15/20)
“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา” วิธีรับประทานให้เติมผักเคียงพริกขี้หนูสวน หอมแดง ผักกาดหิ่น ใบชะมวง ยอดผักชีลาว และใบชะครามลงไปให้รสชาติที่แตกต่างกัน (15/20)
รูปที่ 9
“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา” วิธีรับประทานให้เติมผักเคียงพริกขี้หนูสวน หอมแดง ผักกาดหิ่น ใบชะมวง ยอดผักชีลาว และใบชะครามลงไปให้รสชาติที่แตกต่างกัน (15/20)
“River Prawn Tom Yum, ต้มยำกุ้งแม่น้ำ” เมนคอร์สจานแรกคือต้มยำกุ้งน้ำข้น เชฟใช้กุ้งจากแม่น้ำตาปีจังหวัดสุราฎร์ธานีซึ่งหนึ่งในแหล่งจับกุ้งแม่ที่ดีที่สุดในประเทศไทยนำมาคลุกกับน้ำพริกเผามันกุ้ง รอบ ๆ คือโฟมสีส้มที่เตรียมมาจากหางกะทิผสมกับเครื่องต้มยำและเปลือกกุ้ง ด้านบนคือคาเวียร์จากอำเภอหัวหินที่ผ่านกระบวนการหมักกับน้ำปลาและน้ำมะขาม เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยความกรอบจากแผ่น Tuile ที่เตรียมขึ้นมาจากส่วนที่เหลือของกุ้งขึ้นเป็นรูปสัญลักษณ์ของตัวร้านนั่นเอง (15/20)
รูปที่ 10
“River Prawn Tom Yum, ต้มยำกุ้งแม่น้ำ” เมนคอร์สจานแรกคือต้มยำกุ้งน้ำข้น เชฟใช้กุ้งจากแม่น้ำตาปีจังหวัดสุราฎร์ธานีซึ่งหนึ่งในแหล่งจับกุ้งแม่ที่ดีที่สุดในประเทศไทยนำมาคลุกกับน้ำพริกเผามันกุ้ง รอบ ๆ คือโฟมสีส้มที่เตรียมมาจากหางกะทิผสมกับเครื่องต้มยำและเปลือกกุ้ง ด้านบนคือคาเวียร์จากอำเภอหัวหินที่ผ่านกระบวนการหมักกับน้ำปลาและน้ำมะขาม เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยความกรอบจากแผ่น Tuile ที่เตรียมขึ้นมาจากส่วนที่เหลือของกุ้งขึ้นเป็นรูปสัญลักษณ์ของตัวร้านนั่นเอง (15/20)
“Fried Softshell Crab, ปูนิ่มทอด” ทางร้านได้เฟ้นหาปูนิ่มแบบเป็น ๆ จากจังหวัดจันทบุรีปรุงแต่งรสด้วยน้ำปูและกะทิเพื่อให้มีความกรอบที่พอเหมาะตัดกันกับความนิ่มของชิ้นปู ด้านบนคือเนื้อปูฟูหอมหวาน ข้าง ๆ กันคือมันปูนาน้ำพริกข่าปรุงแต่งด้วยความเปรี้ยวจากมะนาวนิ้วมือเตรียมออกมาเป็นคาเวียร์จิ๋ว วิธีบิมให้บีบน้ำส้มจี๊ดลงไปบนเนื้อปูเพื่อดึงรสชาติของปูให้โดดเด่นยิ่งขึ้น (15/20)
รูปที่ 11
“Fried Softshell Crab, ปูนิ่มทอด” ทางร้านได้เฟ้นหาปูนิ่มแบบเป็น ๆ จากจังหวัดจันทบุรีปรุงแต่งรสด้วยน้ำปูและกะทิเพื่อให้มีความกรอบที่พอเหมาะตัดกันกับความนิ่มของชิ้นปู ด้านบนคือเนื้อปูฟูหอมหวาน ข้าง ๆ กันคือมันปูนาน้ำพริกข่าปรุงแต่งด้วยความเปรี้ยวจากมะนาวนิ้วมือเตรียมออกมาเป็นคาเวียร์จิ๋ว วิธีบิมให้บีบน้ำส้มจี๊ดลงไปบนเนื้อปูเพื่อดึงรสชาติของปูให้โดดเด่นยิ่งขึ้น (15/20)
“Blue Crab Relish, น้ำพริกปูม้า” น้ำพริกปูม้าเป็นหนึ่งในคอร์สที่โดดเด่นที่สุดในวันนี้ (15/20)
รูปที่ 12
“Blue Crab Relish, น้ำพริกปูม้า” น้ำพริกปูม้าเป็นหนึ่งในคอร์สที่โดดเด่นที่สุดในวันนี้ (15/20)
“Blue Crab Relish, น้ำพริกปูม้า” เชฟเลือกใช้ปูม้าซึ่งเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงของประเทศไทยนึ่งมาจนสุกพอดีให้รสชาติที่หวานและกลิ่นหอมโดยธรรมชาติ ด้านบนคือเจลลี่นุ่ม ๆ ที่เตรียมขึ้นมาจากซุปใสเปลือกปูช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว จากนั้นท็อปด้วยคาเวียร์จากอำเภอหัวหิน (15/20)
รูปที่ 13
“Blue Crab Relish, น้ำพริกปูม้า” เชฟเลือกใช้ปูม้าซึ่งเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงของประเทศไทยนึ่งมาจนสุกพอดีให้รสชาติที่หวานและกลิ่นหอมโดยธรรมชาติ ด้านบนคือเจลลี่นุ่ม ๆ ที่เตรียมขึ้นมาจากซุปใสเปลือกปูช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว จากนั้นท็อปด้วยคาเวียร์จากอำเภอหัวหิน (15/20)
“Blue Crab Relish, น้ำพริกปูม้า” คอร์สนี้เชฟแนะนำให้รับประทานกับผักและผลไม้แนมประจำวัน (15/20)
รูปที่ 14
“Blue Crab Relish, น้ำพริกปูม้า” คอร์สนี้เชฟแนะนำให้รับประทานกับผักและผลไม้แนมประจำวัน (15/20)
“Baked Fish, In House Soy Sauce, ปลาบู่อบซีอิ๊ว” สำหรับคอร์สปลาเชฟเลือกใช้ปลาบู่ที่เตรียมมาด้วยวิธี Ikejime ก่อนจะนำไป Dry-Aged นานถึง 3 วัน ด้านบนคือเจลนุ่ม ๆ ที่เตรียมขึ้นมาจากน้ำซีอิ๊ว เลเยอร์ตรงกลางของชิ้นปลาเป็นองค์ประกอบของหัวหอมแดงช่วยลดทอนกลิ่นดินของปลาบู่ได้อย่างเหมาะเจาะ เชฟจับคู่มากับสมุนไพรและกระเทียมเจียวข้าง ๆ กัน จากนั้นเชฟจะมาเทราดซอสซีอิ๊วสูตรพิเศษลงไปรอบ ๆ จาน (14/20)
รูปที่ 15
“Baked Fish, In House Soy Sauce, ปลาบู่อบซีอิ๊ว” สำหรับคอร์สปลาเชฟเลือกใช้ปลาบู่ที่เตรียมมาด้วยวิธี Ikejime ก่อนจะนำไป Dry-Aged นานถึง 3 วัน ด้านบนคือเจลนุ่ม ๆ ที่เตรียมขึ้นมาจากน้ำซีอิ๊ว เลเยอร์ตรงกลางของชิ้นปลาเป็นองค์ประกอบของหัวหอมแดงช่วยลดทอนกลิ่นดินของปลาบู่ได้อย่างเหมาะเจาะ เชฟจับคู่มากับสมุนไพรและกระเทียมเจียวข้าง ๆ กัน จากนั้นเชฟจะมาเทราดซอสซีอิ๊วสูตรพิเศษลงไปรอบ ๆ จาน (14/20)
“Panang Beef, พะแนงเนื้อ” สำหรับคอร์สพะแนงเชฟเลือกใช้เนื้อวัวไทยวากิวจากจังหวัดหนองคายโดยใช้ส่วน Brisket เสิร์ฟมาคู่กับส่วน Striploin ที่ผ่านกระบวนการ Dry-Aged นานถึง 30 วัน จากนั้นเชฟจะเทราดซอสแกงพะแนงที่เราคุ้นเคยกันดีให้รสชาติที่จัดจ้านและมีกลิ่นหอมสมุนไพรต่าง ๆ ลงไปรอบ ๆ จาน ขอแนะนำให้รับประทานคู่กันกับข้าวร้อน ๆ เข้ากันดีมาก ๆ (15/20)
รูปที่ 16
“Panang Beef, พะแนงเนื้อ” สำหรับคอร์สพะแนงเชฟเลือกใช้เนื้อวัวไทยวากิวจากจังหวัดหนองคายโดยใช้ส่วน Brisket เสิร์ฟมาคู่กับส่วน Striploin ที่ผ่านกระบวนการ Dry-Aged นานถึง 30 วัน จากนั้นเชฟจะเทราดซอสแกงพะแนงที่เราคุ้นเคยกันดีให้รสชาติที่จัดจ้านและมีกลิ่นหอมสมุนไพรต่าง ๆ ลงไปรอบ ๆ จาน ขอแนะนำให้รับประทานคู่กันกับข้าวร้อน ๆ เข้ากันดีมาก ๆ (15/20)
“Yum of Local Tomatoes, ยำมะเขือเทศ” ตัดรสชาติจัดจ้านด้วยยำมะเขือเทศท้องถิ่นของไทยหลากหลายชนิดที่เชฟนำไป Compressed กับ Tomato Syrup เพื่อเพิ่มความเข้มข้นทางรสชาติ นอกจากนี้ยังมีน้ำยำที่เตรียมขึ้นมาจากเคยสดและขิงดอง ยังมีองค์ประกอบของปลาทูน่ารมควันช่วยเพิ่มอโรมาหอม ๆ ให้กับจาน (14/20)
รูปที่ 17
“Yum of Local Tomatoes, ยำมะเขือเทศ” ตัดรสชาติจัดจ้านด้วยยำมะเขือเทศท้องถิ่นของไทยหลากหลายชนิดที่เชฟนำไป Compressed กับ Tomato Syrup เพื่อเพิ่มความเข้มข้นทางรสชาติ นอกจากนี้ยังมีน้ำยำที่เตรียมขึ้นมาจากเคยสดและขิงดอง ยังมีองค์ประกอบของปลาทูน่ารมควันช่วยเพิ่มอโรมาหอม ๆ ให้กับจาน (14/20)
“Vegetable of the Day, ผักตามฤดูกาล” ผัดผักตามฤดูกาลประกอบไปด้วยคะน้า หน่อไม้ฝรั่งที่ปลูกในประเทศไทย เห็ดตับเต่า และผักวอสุ่นจากดอยแม่สะลองจับคู่กับพูเรกระเทียมสีขาวที่ทางร้านทำเอง ยังมีซอสคาราเมลสีน้ำตาลที่เตรียมขึ้นมาจากส่วนที่เหลือจากหอยนางรม จากนั้นจบด้วยการเทราดน้ำมันหอยสูตรพิเศษของทางร้ายลงไปด้านบน (14/20)
รูปที่ 18
“Vegetable of the Day, ผักตามฤดูกาล” ผัดผักตามฤดูกาลประกอบไปด้วยคะน้า หน่อไม้ฝรั่งที่ปลูกในประเทศไทย เห็ดตับเต่า และผักวอสุ่นจากดอยแม่สะลองจับคู่กับพูเรกระเทียมสีขาวที่ทางร้านทำเอง ยังมีซอสคาราเมลสีน้ำตาลที่เตรียมขึ้นมาจากส่วนที่เหลือจากหอยนางรม จากนั้นจบด้วยการเทราดน้ำมันหอยสูตรพิเศษของทางร้ายลงไปด้านบน (14/20)
🥄 MAIN COURSES Main Course จัดเสิร์ฟมาคู่กับข้าวหอมมะลิจากจังหวัดยโสธรหุงโดยการผสมผสานเทคนิคของไทยกับญี่ปุ่น ลูกค้าสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ
รูปที่ 19
🥄 MAIN COURSES Main Course จัดเสิร์ฟมาคู่กับข้าวหอมมะลิจากจังหวัดยโสธรหุงโดยการผสมผสานเทคนิคของไทยกับญี่ปุ่น ลูกค้าสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ
“Cape Gooseberry & Jasmine, ระฆังทองลอยแก้ว” ล้างปากด้วยเมนูระฆังทองลอยแก้วโดยเชฟเลือกใช้มะยงชิดนำมาทำเป็นซอร์เบท์ช่วยเรียกความสดชื่น ด้านล่างรองด้วยเนื้อลิ้นจี่สด ๆ นุ่มหวาน รอบ ๆ คือน้ำเชื่อมมะยงชิดที่เสริมด้วยกลิ่นหอมของน้ำลอยดอกมะลิลงไปเข้ากันดีมาก ๆ (14/20)
รูปที่ 20
“Cape Gooseberry & Jasmine, ระฆังทองลอยแก้ว” ล้างปากด้วยเมนูระฆังทองลอยแก้วโดยเชฟเลือกใช้มะยงชิดนำมาทำเป็นซอร์เบท์ช่วยเรียกความสดชื่น ด้านล่างรองด้วยเนื้อลิ้นจี่สด ๆ นุ่มหวาน รอบ ๆ คือน้ำเชื่อมมะยงชิดที่เสริมด้วยกลิ่นหอมของน้ำลอยดอกมะลิลงไปเข้ากันดีมาก ๆ (14/20)
“Rose Apple & Torch Ginger, ชมพู่และดอกดาหลา” ชมพู่ฉ่ำ ๆ เตรียมมาเป็นเนิ้อชมพู่สดหั่นเป็นชิ้นท็อปด้านเจลลี่น้ำชมพู่และดอกดาหลา ([4/29)
รูปที่ 21
“Rose Apple & Torch Ginger, ชมพู่และดอกดาหลา” ชมพู่ฉ่ำ ๆ เตรียมมาเป็นเนิ้อชมพู่สดหั่นเป็นชิ้นท็อปด้านเจลลี่น้ำชมพู่และดอกดาหลา ([4/29)
“Phulae Pineapple, สับปะรดภูแล” สับปะรดภูแลที่ผ่านการ Compressed กับน้ำสับปะรดย่างเพื่อเพิ่มมิติทางรสชาติและกลิ่นหอมของการรมควัน ด้านบนท็อปด้วยพริกกะเกลืออย่างลพบุรีที่มีส่วนผสมของมะกรูด กระเทียม และมะแขว่นนั่นเอง (14/20)
รูปที่ 22
“Phulae Pineapple, สับปะรดภูแล” สับปะรดภูแลที่ผ่านการ Compressed กับน้ำสับปะรดย่างเพื่อเพิ่มมิติทางรสชาติและกลิ่นหอมของการรมควัน ด้านบนท็อปด้วยพริกกะเกลืออย่างลพบุรีที่มีส่วนผสมของมะกรูด กระเทียม และมะแขว่นนั่นเอง (14/20)
ทั้งสองอย่างเสิร์ฟมาพร้อมกัน
รูปที่ 23
ทั้งสองอย่างเสิร์ฟมาพร้อมกัน
“Chantaburi Chocolate, ช็อกโกแลต จันทบุรี” ปิดท้ายด้วยของหวานที่อาศัยช็อกโกแลตของประเทศไทยจากจังหวัดจันทบุรีนำเสนอมาในรูปแบบมูสเข้มข้น ด้านล่างรองด้วยองค์ประกอบของกล้วยรสหวานตัดกันกับความเปรี้ยวของช็อกโกแลตได้อย่างลงตัว ด้านบนท็อปด้วยแผ่นโรตีกรอบและคุกกี้ช็อกโกแลตชิปส์ ยังมีองค์ประกอบของ Tuile กรอบ ๆ ที่เตรียมมาจากช็อกโกแลตจันทบุรีเช่นกัน (15/20)
รูปที่ 24
“Chantaburi Chocolate, ช็อกโกแลต จันทบุรี” ปิดท้ายด้วยของหวานที่อาศัยช็อกโกแลตของประเทศไทยจากจังหวัดจันทบุรีนำเสนอมาในรูปแบบมูสเข้มข้น ด้านล่างรองด้วยองค์ประกอบของกล้วยรสหวานตัดกันกับความเปรี้ยวของช็อกโกแลตได้อย่างลงตัว ด้านบนท็อปด้วยแผ่นโรตีกรอบและคุกกี้ช็อกโกแลตชิปส์ ยังมีองค์ประกอบของ Tuile กรอบ ๆ ที่เตรียมมาจากช็อกโกแลตจันทบุรีเช่นกัน (15/20)
“Petit Four, พอดีคำ 4 อย่าง” มื้ออาหารในวันนี้ปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋ว 4 อย่างคือมะยงชิดกวน, ขนมถั่วแมคคาเดเมียทอดท็อปด้วยเนยถั่วแมคคาเดเมีย, ลูกชุบสังขยาฟักทอง และขนมใส่ไส้ ก้านในสอดไส้กระฉีกมะพร้าวอ่อนท็อปด้านบนด้วยโมจิกะทินุ่มหนึบและหัวหินคาเวียร์นั่นเอง
รูปที่ 25
“Petit Four, พอดีคำ 4 อย่าง” มื้ออาหารในวันนี้ปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋ว 4 อย่างคือมะยงชิดกวน, ขนมถั่วแมคคาเดเมียทอดท็อปด้วยเนยถั่วแมคคาเดเมีย, ลูกชุบสังขยาฟักทอง และขนมใส่ไส้ ก้านในสอดไส้กระฉีกมะพร้าวอ่อนท็อปด้านบนด้วยโมจิกะทินุ่มหนึบและหัวหินคาเวียร์นั่นเอง
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เป็นการกลับคืนสู่วงการอาหารไทย Fine Dining ของเชฟโจและเชฟซากิผู้เคยฝากผลงานเอาไว้ในห้องอาหารระดับ 🌟 1 MICHELIN Star มาแล้วโดยทั้งคู่ได้หยิบยกเมนูอาหารไทยภาคกลางที่เราอาจคุ้นเคยกันดีมาปรับรูปแบบและนำเสนอในมุมมองที่แตกต่างออกไปแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติแบบดั้งเดิมได้อย่างน่าประทับใจ
รูปที่ 26
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เป็นการกลับคืนสู่วงการอาหารไทย Fine Dining ของเชฟโจและเชฟซากิผู้เคยฝากผลงานเอาไว้ในห้องอาหารระดับ 🌟 1 MICHELIN Star มาแล้วโดยทั้งคู่ได้หยิบยกเมนูอาหารไทยภาคกลางที่เราอาจคุ้นเคยกันดีมาปรับรูปแบบและนำเสนอในมุมมองที่แตกต่างออกไปแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติแบบดั้งเดิมได้อย่างน่าประทับใจ
🎗 [THE CHEF & THE FOOD] อาหารที่นี่ควบคุมโดยเชฟณพล จันทรเกตุ หรือเชฟโจและเชฟซากิ โฮชิโนะ ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น เรื่องราวของทั้งคู่ต้องเล่าย้อนไปในช่วงที่เชฟโจมีอายุได้ 18 ปีโดยตัวเขาเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายและมีอันต้องเดินทางไปศึกษาต่อด้านการท่องเที่ยวเเละบริหารโรงแรมต่อด้วยคอร์สเฉพาะทางด้านอาหารที่ Niagara College ที่ประเทศแคนาดา ระหว่างนั้นเขาพบรักกับเชฟซากิและอาศัยอยู่ที่ประเทศเเคนาดานานกว่า 10 ปีโดยอาศัยรายได้จากการทำงานในร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมกับการเปิดร้านขนมเล็ก ๆ ก่อนจะตัดสินใจกลับมาประเทศไทยเพื่อควบคุมห้องอาหาร 80/20 โดยมีเชฟโจรับผิดชอบเมนูอาหารคาวและเชฟซากิทำหน้าที่จัดเตรียมอาหารหวานทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ต่อมาทั้งคู่ได้ออกมาเปิดห้องอาหารสามล้อเป็นของตัวเองขึ้นในย่านเจริญกรุงและมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน MICHELIN Guide ในหมวดหมู่ 😋 Bib Gourmand อีกเช่นกัน
รูปที่ 27
🎗 [THE CHEF & THE FOOD] อาหารที่นี่ควบคุมโดยเชฟณพล จันทรเกตุ หรือเชฟโจและเชฟซากิ โฮชิโนะ ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น เรื่องราวของทั้งคู่ต้องเล่าย้อนไปในช่วงที่เชฟโจมีอายุได้ 18 ปีโดยตัวเขาเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายและมีอันต้องเดินทางไปศึกษาต่อด้านการท่องเที่ยวเเละบริหารโรงแรมต่อด้วยคอร์สเฉพาะทางด้านอาหารที่ Niagara College ที่ประเทศแคนาดา ระหว่างนั้นเขาพบรักกับเชฟซากิและอาศัยอยู่ที่ประเทศเเคนาดานานกว่า 10 ปีโดยอาศัยรายได้จากการทำงานในร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมกับการเปิดร้านขนมเล็ก ๆ ก่อนจะตัดสินใจกลับมาประเทศไทยเพื่อควบคุมห้องอาหาร 80/20 โดยมีเชฟโจรับผิดชอบเมนูอาหารคาวและเชฟซากิทำหน้าที่จัดเตรียมอาหารหวานทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ต่อมาทั้งคู่ได้ออกมาเปิดห้องอาหารสามล้อเป็นของตัวเองขึ้นในย่านเจริญกรุงและมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน MICHELIN Guide ในหมวดหมู่ 😋 Bib Gourmand อีกเช่นกัน
ห้องอาหารนวนำเสนอเซ็ตเมนูรูปแบบเดียวที่เรียกว่า Nawa Introduction Menu โดยใช้อาหารไทยภาคกลางที่เราคุ้นเคยกันจัดเสิร์ฟมาทั้งแบบ Finger Food คำเล็ก ๆ และ Main Course ที่ปรับรูปแบบมาจากสำรับรวมกันกว่า 14 คอร์สในราคา 3,800++ รายการไวน์มีให้เลือกมากพอสมควรซึ่งก็สามารถจับคู่กับรสชาติที่จัดจ้านของอาหารไทยได้อย่างลงตัว
รูปที่ 28
ห้องอาหารนวนำเสนอเซ็ตเมนูรูปแบบเดียวที่เรียกว่า Nawa Introduction Menu โดยใช้อาหารไทยภาคกลางที่เราคุ้นเคยกันจัดเสิร์ฟมาทั้งแบบ Finger Food คำเล็ก ๆ และ Main Course ที่ปรับรูปแบบมาจากสำรับรวมกันกว่า 14 คอร์สในราคา 3,800++ รายการไวน์มีให้เลือกมากพอสมควรซึ่งก็สามารถจับคู่กับรสชาติที่จัดจ้านของอาหารไทยได้อย่างลงตัว
🎗 [THE PLACE] ห้องอาหารนว (อ่านว่า นะ-วะ) ตั้งอยู่ที่โครงการณ์ Park Lane ย่านเอกมัยโดยลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดที่โครงการณ์ได้โดยตรงหรืออาจขึ้นรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีเอกมัยแล้วเดินเข้าซอยมาอีก 400 เมตรก็ได้เช่นกัน
รูปที่ 29
🎗 [THE PLACE] ห้องอาหารนว (อ่านว่า นะ-วะ) ตั้งอยู่ที่โครงการณ์ Park Lane ย่านเอกมัยโดยลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดที่โครงการณ์ได้โดยตรงหรืออาจขึ้นรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีเอกมัยแล้วเดินเข้าซอยมาอีก 400 เมตรก็ได้เช่นกัน
เพดานสูงโปร่งและโทนแสงไฟสีส้มสลัว ๆ ส่งกระทบโต๊ะไม้เปลือยช่วยรังสรรค์บรรยากาศที่มีความเรียบง่ายและเป็นกันเองแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราได้เป็นอย่างดี
รูปที่ 30
เพดานสูงโปร่งและโทนแสงไฟสีส้มสลัว ๆ ส่งกระทบโต๊ะไม้เปลือยช่วยรังสรรค์บรรยากาศที่มีความเรียบง่ายและเป็นกันเองแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราได้เป็นอย่างดี
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 31
ภายในห้องอาหาร
ห้องรับประทานอาหารหลักโดดเด่นด้วยครัวเปิดขนาดใหญ่กินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของตัวร้าน
รูปที่ 32
ห้องรับประทานอาหารหลักโดดเด่นด้วยครัวเปิดขนาดใหญ่กินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของตัวร้าน
คำว่านวเป็นการเล่นคำพ้องของคำว่านวัตกรรมแสดงออกถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดอยู่กับที่ของอาหารไทย
รูปที่ 33
คำว่านวเป็นการเล่นคำพ้องของคำว่านวัตกรรมแสดงออกถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดอยู่กับที่ของอาหารไทย
🎗 [WHY GO] เชฟโจเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากเกษตรกรภาคกลางในการนำเสนอเมนูที่มีหน้าตาดูแปลกใหม่แต่รสชาติยังคงความเป็นอาหารไทยอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ทุกคอร์สตั้งแต่จานเรียกน้ำย่อยไปจบที่ของหวานมีรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงง่ายสำหรับทุก ๆ คนโดยไม่ต้องตีความมากนัก สำหรับใครที่คิดถึงอาหารไทย Fine Dining ของเชฟโจและเชฟซากิสามารถตามไปชิมกันได้ที่ห้องอาหารนวในโครงการณ์ Park Lane เอกมัยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
รูปที่ 34
🎗 [WHY GO] เชฟโจเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากเกษตรกรภาคกลางในการนำเสนอเมนูที่มีหน้าตาดูแปลกใหม่แต่รสชาติยังคงความเป็นอาหารไทยอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ทุกคอร์สตั้งแต่จานเรียกน้ำย่อยไปจบที่ของหวานมีรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงง่ายสำหรับทุก ๆ คนโดยไม่ต้องตีความมากนัก สำหรับใครที่คิดถึงอาหารไทย Fine Dining ของเชฟโจและเชฟซากิสามารถตามไปชิมกันได้ที่ห้องอาหารนวในโครงการณ์ Park Lane เอกมัยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป