
Mirazur · มิราซู
Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — 30 Avenue Aristide Briand Menton 06500
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปที่ประเทศฝรั่งเศสแถบ Côte d’Azur ซึ่งเป็นที่ตั้งของหนึ่งในห้องอาหารที่ได้รับความนิยมสูงและจองได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เชฟเจ้าของร้าน Mauro Colagreco เดินทางไกลจากประเทศอาร์เจนตินามาสั่งสมประสบการณ์กับเชฟระดับปรมาจารย์ในประเทศฝรั่งเศสก่อนจะเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นที่พรมแดนฝรั่งเศส-อิตาลีและคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในที่สุด
🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร Mirazur ตั้งอยู่ที่ Menton เมืองเล็ก ๆ บริเวณพรมแดนฝรั่งเศส-อิตาลีห่างจากเส้นกั้นพรมแดนของทั้งสองประเทศเพียง 170 เมตร เชฟ Mauro Colagreco อาศัยสวนทั้ง 4 แห่งในการปลูกพืชผักที่จะนำมาใช้ในมื้ออาหารตลอดทั้งปีเริ่มจากสวนที่ตั้งอยู่ติดกันกับตัวร้านคือ Le jardin DES AROMATIQUES (THE AROMATICS garden) สวนขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยต้นไม้หลากหลายชนิดและหลากหลายระดับความสูงปลูกสลับกันอย่างเช่น IGP Lemon Trees ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญระดับโลกของเมือง Menton นอกจากนี้ยังมีต้นแมนดาริน (Mandarin), ต้นส้ม (Orange), ต้นเชอร์รี่เปรี้ยว (Sour Cherries) และต้นเกรปฟรุต (Grapefruit) บริเวณพื้นดินเต็มไปด้วยไม้เถาและพืชล้มลุกอย่างสตรอว์เบอร์รี่ป่าขนาดเล็ก, มินต์, กุยช่าย, เสจ, ออริกาโน, ซาโวรี่ , เวอร์บีน่า รวมไปถึงดอกไม้รับประทานได้อย่างเช่นโบราจ, แนสเตอร์ชัม และบีโกเนีย สุดท้ายคือพืชยืนต้นโดยเฉพาะต้นอโวคาโดที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งในอาณาบริเวณนี้ ถัดออกไปจากตัวห้องอาหารเพียงไม่กี่เมตรคือ Le jardin ROSMARINO (THE ROSMARINO Garden) ซึ่งอาศัยพื้นที่ของ Villa เก่าของกษัตริย์แห่งประเทศเบลเยี่ยม King Alberto I ในการเพาะปลูกพืชกว่า 150 สปีชีส์โดยเฉพาะมะเขือเทศกว่า 30 สายพันธุ์ ทั้งยังอาศัยน้ำจากภูเขาในการเจริญเติบโตอีกด้วย ห่างออกไป 3 กิโลเมตรบนถนนสู่ Super Garavan คือ Le jardin DE LA VILLE (THE CITY Garden) มีลักษณะเป็นป่าเพื่อใช้ปลูกพืชอย่างต้นกล้วย, ต้นมะเดื่อฝรั่ง, ต้นเลมอน และต้นเอลเดอร์เบอร์รี่ สวนสุดท้ายคือ Le jardin À CASTILLON (The garden IN CASTILLO) ซึ่งเป็นสวนที่เพิ่งถูกใช้งานได้ไม่นานโดยตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาห่างจากตัวร้านออกไป 11 กิโลเมตรประกอบไปด้วยต้นมะกอกและไม้ผลต่าง ๆ ทั้งยังเลี้ยงสัตว์บางชนิดเอาไว้อีกด้วย สำหรับห้องอาหาร Mirazur นั้นเพื่อน ๆ สามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดรถโดยจะมีพนักงานคอยดูแล Valet Parking ให้กับลูกค้าทุกคน ตัวร้านเป็นอาคารหลังเก่าที่ผ่านการรีโนเวทขึ้นใหม่ ชั้นล่างเป็นครัวขนาดใหญ่แบ่งแยกฝั่งของหวานและคาวอย่างชัดเจน เมื่อเดินขึ้นบันไดมาจะพบกับห้องรับประทานอาหารหลักที่มีผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสบานใหญ่มองออกไปเห็นอาคารสีส้มแดงของเมือง Menton ที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเล Mediterranean สีน้ำเงินคราม โต๊ะทุกตัวทำมาจากไม้สีอ่อนเข้ากันดีกับพื้นไม้ปาเก้บ่งบอกถึงความเรียบง่ายแต่ไม่ละทิ้งซึ่งความหรูหรา อย่าลืมโทรไปขอโต๊ะริมหน้าต่างตั้งแต่ตอนจองเพื่อซึมซับบรรยากาศสุดโรแมนติคตลอดทั้งมื้ออาหารนั่นเอง
🎗 [THE CHEF] Mauro Colagreco เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 1976 ในเมือง La Plata ประเทศอาร์เจนตินาโดยมีเชื้อสายเป็นลูกครึ่งอิตาเลียน-อาร์เจนตินา เมื่ออายุถึงเกณฑ์เขาตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่ Gato Dumas Hotel School ณ กรุง Buenos Aires ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟและห้องอาหารท้องถิ่นชื่อดังมากมายอย่างเช่น Catalinas, Rey Castro, Mariani และ Azul Profundo ก่อนที่จะเข้ารับการศึกษาต่อที่ National University of La Plata's School of Economic Sciences อย่างไรก็ตามด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเดินทางสายอาชีฟเชฟ Mauro Colagreco ในวัย 25 ปีตัดสินใจลาออกและเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศสเพื่อรับตำแหน่ง Demi-chef de Partie กับห้องอาหารชั้นนำในแคว้น Burgundy อย่าง La Côte d'Or (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) จนเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าของเชฟ Bernard Loiseau อย่างที่เราเคยเขียนบทความเอาไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นเขาเดินทางไปยังกรุง Paris เพื่อรับตำแหน่ง Sous-chef ที่ห้องอาหาร Arpège (3 MICHELIN Stars) และตำแหน่ง Demi-chef de Partie ที่ห้องอาหาร Alain Ducasse au Plaza Athénée (3 MICHELIN Stars - ปิดทำการไปแล้ว) และสุดท้ายคือการร่วมงานกับห้องอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองอายุกว่า 300 ปีอย่าง Le Grand Véfour (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) อยู่ราว 1 ปีก่อนที่จะมองหาเส้นทางการเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองในที่สุด เชฟ Mauro Colagreco ตัดสินใจเลือกใช้อาคารเก่าในเมือง Menton เพื่อพัฒนาเป็นห้องอาหาร Mirazur โดยเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2006 ตัวร้านได้รับรางวัล Revelation of the Year จาก Gault et Millau ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนต่อด้วยรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star และ Chef of The Year จาก Gault et Millau ในปี 2009 สร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟชาวต่างชาติคนแรกที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้จาก Gault et Millau มาครอง กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ปี 2012 ตัวร้านถูกปรับให้เป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และได้รับการยกระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในเดือนมกราคมปี 2019 ปัจจุบันเชฟ Mauro Colagreco ได้เปิดห้องอาหารของตัวเองอีกตามเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วโลกแต่หากนับเฉพาะร้านระดับ MICHELIN Star แล้ว มีอยู่ 3 แห่งคือ Côte by Mauro Colagreco (🌟 1 MICHELIN Star), the K by mauro colagreco (🌟 1 MICHELIN Star) และ Ceto (🌟 1 MICHELIN Star) นั่นเอง
🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร Mirazur นำเสนออาหารในสไตล์ Creative โดยมี Tasting Menu ที่เรียกกันว่า Univers Mirazur (“Mirazur Universe”) รวมกันทั้งสิ้น 4 แบบคือ Racines (Roots), Feuilles (Leaves), Fleurs (Flowers), และ Fruits โดยจัดเสิร์ฟตามวันที่ลูกค้าเลือกจองไป (ในเวปไซต์จะมีภาพแสดงไว้ตั้งแต่ตอนจอง) ทุกคอร์สจะเป็นการนำพืชใต้ดิน, ใบไม้, ดอกไม้ หรือผลไม้ที่ทางร้านปลูกอยู่ในสวนมาผสมผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นแถบ Mediterranean โดยเฉพาะอาหารทะเลจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงชนิดหาใครเทียบได้ยากอย่างเช่น
✨ Oxalis
Crab
จานแรกใน Univers Mirazur Feuille เป็นคอร์สที่อาศัยวัตถุดิบหลักสองอย่างมาผสมผสานเข้าด้วยกัน ด้านบนคือแผ่นเจลบาง ๆ ที่เต็มไปด้วยใบไม้รูปหัวใจนามว่า Oxalis หรือ Wood Sorrel ด้านล่างคือ Sorrel Cream และ Tourteau หรือ Brown Crab เป็นเนื้อปูที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เคี้ยวง่ายจนแทบจะละลายในปาก รสชาติที่หวานละมุนของเนื้อปูถูกบาลานซ์ด้วย Grassy Aroma ของใบ Oxalis และความเปรี้ยวของครีมที่พอเหมาะช่วยเรียกความสดชื่นก่อนเข้าสู่คอร์สถัดไปได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
✨ Genmaicha
Villefranche’s Squids
เชฟ Mauro Colagreco เลือกใช้วัตถุดิบหลักคือ Calamari หรือหมึกกล้วยจาก Villefranche-sur-Mer เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันออกของนคร Nice สอดไส้ตรงกลางด้วยใบ Swiss Chard ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายแต่ยังคงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างทางเนื้อสัมผัสเมื่อเทียบกับหมึกที่หุ้มอยู่รอบ ๆ ได้อย่างมีมิติ รอบ ๆ คือซอสที่มีส่วนผสมของ Genmaicha หรือใบชาเขียวจากประเทศญี่ปุ่นให้ความครีมมี่ หอม มัน และติดความขมตรงปลายเพียงเบา ๆ เสริมด้วยความกรอบจากข้าวพองที่ใส่มาไม่มากไม่น้อยจนเกินไปนั่นเอง (20/20)
✨ Asparagus
Asparagus หรือหน่อไม้ฝรั่งจัดเสิร์ฟมาครบทั้ง 3 สีคือขาว เขียว และม่วงในรูปแบบที่แตกต่างกันโดยเริ่มจากหน่อไม้ฝรั่งเขียวที่ได้จากพื้นที่แถบ Provence ไม่ไกลจากเมืองใหญ่อย่างนคร Avignon เชฟคัดมาเสิร์ฟเฉพาะชิ้นขนาดใหญ่ เคี้ยวแล้วไม่กรอบไม่นุ่มจนเกินไป ทั้งยังให้ความหวานโดยธรรมชาติ บริเวณก้านยังถูกเล็มผิวออกบางส่วนเพื่อลดทอนความขมและความกระด้าง องค์ประกอบที่พันอยู่รอบ ๆ คือ Lardo di Colonnata วัตถุดิบระดับโลกจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเหมืองหินทางตะวันตกของประเทศอิตาลีให้รสชาติเค็มอุมามิเข้ากันดีกับซอสกระเทียมป่าที่กำลัง In Season อยู่ได้อย่างลงตัว องค์ประกอบถัดมาในแก้วคือ White Asparagus Espuma หรือหน่อไม้ฝรั่งขาวทำเป็นโฟมหอม ๆ โดยมีส่วนผสมของ Grapefruit เสริมรสชาติเปรี้ยวเพื่อบาลานซ์กับ Earthy Aroma ทั้งยังให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนลิ้นมาก ๆ สุดท้ายคือ Violet Asparagus เสิร์ฟมาเป็นสลัดเพื่อเรียกความสดชื่นก่อนเข้าคอร์สถัดไป (20/20)
🎗 [WHY GO] เชฟ Mauro Colagreco สามารถรังสรรค์เซ็ตเมนูที่มีกลิ่นอายของความเป็น Mediterranean ออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ ตัวร้านให้บรรยากาศที่เรียบง่ายและเป็นกันเองพร้อมด้วยทัศนียภาพอันเป็นเอกลักษณ์ พนักงานบริการอย่างดีเยี่ยมและอธิบายถึงรายละเอียดของอาหารทุกคอร์สได้อย่างไร้รอยต่อ ราคาถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็เข้าใจได้เมื่อเราต้องการลิ้มรสฝีมือของเชฟระดับโลก เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่มองหาอาหารรูปแบบใหม่ลองแวะมาชิมดูสักครั้ง รับรองว่า Mirazur จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับทุก ๆ คนได้อย่างแน่นอน
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 69 รูป

![🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปที่ประเทศฝรั่งเศสแถบ Côte d’Azur ซึ่งเป็นที่ตั้งของหนึ่งในห้องอาหารที่ได้รับความนิยมสูงและจองได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เชฟเจ้าของร้าน Mauro Colagreco เดินทางไกลจากประเทศอาร์เจนตินามาสั่งสมประสบการณ์กับเชฟระดับปรมาจารย์ในประเทศฝรั่งเศสก่อนจะเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นที่พรมแดนฝรั่งเศส-อิตาลีและคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในที่สุด](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/283501059_7964461280295266_8226777759163431933_n.webp)











































![🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร Mirazur นำเสนออาหารในสไตล์ Creative โดยมี Tasting Menu ที่เรียกกันว่า Univers Mirazur (“Mirazur Universe” รวมกันทั้งสิ้น 4 แบบคือ Racines (Roots), Feuilles (Leaves), Fleurs (Flowers), และ Fruits โดยจัดเสิร์ฟตามวันที่ลูกค้าเลือกจองไป (ในเวปไซต์จะมีภาพแสดงไว้ตั้งแต่ตอนจอง) ทุกคอร์สจะเป็นการนำพืชใต้ดิน, ใบไม้, ดอกไม้ หรือผลไม้ที่ทางร้านปลูกอยู่ในสวนมาผสมผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นแถบ Mediterranean โดยเฉพาะอาหารทะเลจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงชนิดหาใครเทียบได้ยาก](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/283406835_7963507917057269_5908417459238787427_n.webp)


![🎗 [THE CHEF] Mauro Colagreco เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 1976 ในเมือง La Plata ประเทศอาร์เจนตินาโดยมีเชื้อสายเป็นลูกครึ่งอิตาเลียน-อาร์เจนตินา เมื่ออายุถึงเกณฑ์เขาตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่ Gato Dumas Hotel School ณ กรุง Buenos Aires ทั้งยังเคยร่วมงานกับห้องอาหารท้องถิ่นชื่อดังมากมายอย่างเช่น Catalinas, Rey Castro, Mariani และ Azul Profundo ก่อนที่จะเข้ารับการศึกษาต่อที่ National University of La Plata's School of Economic Sciences](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/283443468_7963508950390499_7299891187816735857_n.webp)


















![🎗 [WHY GO] เชฟ Mauro Colagreco สามารถรังสรรค์เซ็ตเมนูที่มีกลิ่นอายของความเป็น Mediterranean ออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ ตัวร้านให้บรรยากาศที่เรียบง่ายและเป็นกันเองพร้อมด้วยทัศนียภาพอันเป็นเอกลักษณ์ พนักงานบริการอย่างดีเยี่ยมและอธิบายถึงรายละเอียดของอาหารทุกคอร์สได้อย่างไร้รอยต่อ ราคาถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็เข้าใจได้เมื่อเราต้องการลิ้มรสฝีมือของเชฟระดับโลก](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/04/283440886_7963512757056785_28953208660466383_n.webp)

แกลเลอรี

