GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Mirazur
3 MICHELIN Stars

FranceMirazur · มิราซู

Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — 30 Avenue Aristide Briand Menton 06500

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปที่ประเทศฝรั่งเศสแถบ Côte d’Azur ซึ่งเป็นที่ตั้งของหนึ่งในห้องอาหารที่ได้รับความนิยมสูงและจองได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เชฟเจ้าของร้าน Mauro Colagreco เดินทางไกลจากประเทศอาร์เจนตินามาสั่งสมประสบการณ์กับเชฟระดับปรมาจารย์ในประเทศฝรั่งเศสก่อนจะเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นที่พรมแดนฝรั่งเศส-อิตาลีและคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในที่สุด

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร Mirazur ตั้งอยู่ที่ Menton เมืองเล็ก ๆ บริเวณพรมแดนฝรั่งเศส-อิตาลีห่างจากเส้นกั้นพรมแดนของทั้งสองประเทศเพียง 170 เมตร เชฟ Mauro Colagreco อาศัยสวนทั้ง 4 แห่งในการปลูกพืชผักที่จะนำมาใช้ในมื้ออาหารตลอดทั้งปีเริ่มจากสวนที่ตั้งอยู่ติดกันกับตัวร้านคือ Le jardin DES AROMATIQUES (THE AROMATICS garden) สวนขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยต้นไม้หลากหลายชนิดและหลากหลายระดับความสูงปลูกสลับกันอย่างเช่น IGP Lemon Trees ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญระดับโลกของเมือง Menton นอกจากนี้ยังมีต้นแมนดาริน (Mandarin), ต้นส้ม (Orange), ต้นเชอร์รี่เปรี้ยว (Sour Cherries) และต้นเกรปฟรุต (Grapefruit) บริเวณพื้นดินเต็มไปด้วยไม้เถาและพืชล้มลุกอย่างสตรอว์เบอร์รี่ป่าขนาดเล็ก, มินต์, กุยช่าย, เสจ, ออริกาโน, ซาโวรี่ , เวอร์บีน่า รวมไปถึงดอกไม้รับประทานได้อย่างเช่นโบราจ, แนสเตอร์ชัม และบีโกเนีย สุดท้ายคือพืชยืนต้นโดยเฉพาะต้นอโวคาโดที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งในอาณาบริเวณนี้ ถัดออกไปจากตัวห้องอาหารเพียงไม่กี่เมตรคือ Le jardin ROSMARINO (THE ROSMARINO Garden) ซึ่งอาศัยพื้นที่ของ Villa เก่าของกษัตริย์แห่งประเทศเบลเยี่ยม King Alberto I ในการเพาะปลูกพืชกว่า 150 สปีชีส์โดยเฉพาะมะเขือเทศกว่า 30 สายพันธุ์ ทั้งยังอาศัยน้ำจากภูเขาในการเจริญเติบโตอีกด้วย ห่างออกไป 3 กิโลเมตรบนถนนสู่ Super Garavan คือ Le jardin DE LA VILLE (THE CITY Garden) มีลักษณะเป็นป่าเพื่อใช้ปลูกพืชอย่างต้นกล้วย, ต้นมะเดื่อฝรั่ง, ต้นเลมอน และต้นเอลเดอร์เบอร์รี่ สวนสุดท้ายคือ Le jardin À CASTILLON (The garden IN CASTILLO) ซึ่งเป็นสวนที่เพิ่งถูกใช้งานได้ไม่นานโดยตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาห่างจากตัวร้านออกไป 11 กิโลเมตรประกอบไปด้วยต้นมะกอกและไม้ผลต่าง ๆ ทั้งยังเลี้ยงสัตว์บางชนิดเอาไว้อีกด้วย สำหรับห้องอาหาร Mirazur นั้นเพื่อน ๆ สามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดรถโดยจะมีพนักงานคอยดูแล Valet Parking ให้กับลูกค้าทุกคน ตัวร้านเป็นอาคารหลังเก่าที่ผ่านการรีโนเวทขึ้นใหม่ ชั้นล่างเป็นครัวขนาดใหญ่แบ่งแยกฝั่งของหวานและคาวอย่างชัดเจน เมื่อเดินขึ้นบันไดมาจะพบกับห้องรับประทานอาหารหลักที่มีผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสบานใหญ่มองออกไปเห็นอาคารสีส้มแดงของเมือง Menton ที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเล Mediterranean สีน้ำเงินคราม โต๊ะทุกตัวทำมาจากไม้สีอ่อนเข้ากันดีกับพื้นไม้ปาเก้บ่งบอกถึงความเรียบง่ายแต่ไม่ละทิ้งซึ่งความหรูหรา อย่าลืมโทรไปขอโต๊ะริมหน้าต่างตั้งแต่ตอนจองเพื่อซึมซับบรรยากาศสุดโรแมนติคตลอดทั้งมื้ออาหารนั่นเอง

🎗 [THE CHEF] Mauro Colagreco เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 1976 ในเมือง La Plata ประเทศอาร์เจนตินาโดยมีเชื้อสายเป็นลูกครึ่งอิตาเลียน-อาร์เจนตินา เมื่ออายุถึงเกณฑ์เขาตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่ Gato Dumas Hotel School ณ กรุง Buenos Aires ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟและห้องอาหารท้องถิ่นชื่อดังมากมายอย่างเช่น Catalinas, Rey Castro, Mariani และ Azul Profundo ก่อนที่จะเข้ารับการศึกษาต่อที่ National University of La Plata's School of Economic Sciences อย่างไรก็ตามด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเดินทางสายอาชีฟเชฟ Mauro Colagreco ในวัย 25 ปีตัดสินใจลาออกและเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศสเพื่อรับตำแหน่ง Demi-chef de Partie กับห้องอาหารชั้นนำในแคว้น Burgundy อย่าง La Côte d'Or (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) จนเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าของเชฟ Bernard Loiseau อย่างที่เราเคยเขียนบทความเอาไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นเขาเดินทางไปยังกรุง Paris เพื่อรับตำแหน่ง Sous-chef ที่ห้องอาหาร Arpège (3 MICHELIN Stars) และตำแหน่ง Demi-chef de Partie ที่ห้องอาหาร Alain Ducasse au Plaza Athénée (3 MICHELIN Stars - ปิดทำการไปแล้ว) และสุดท้ายคือการร่วมงานกับห้องอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองอายุกว่า 300 ปีอย่าง Le Grand Véfour (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) อยู่ราว 1 ปีก่อนที่จะมองหาเส้นทางการเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองในที่สุด เชฟ Mauro Colagreco ตัดสินใจเลือกใช้อาคารเก่าในเมือง Menton เพื่อพัฒนาเป็นห้องอาหาร Mirazur โดยเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2006 ตัวร้านได้รับรางวัล Revelation of the Year จาก Gault et Millau ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนต่อด้วยรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star และ Chef of The Year จาก Gault et Millau ในปี 2009 สร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟชาวต่างชาติคนแรกที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้จาก Gault et Millau มาครอง กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ปี 2012 ตัวร้านถูกปรับให้เป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และได้รับการยกระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในเดือนมกราคมปี 2019 ปัจจุบันเชฟ Mauro Colagreco ได้เปิดห้องอาหารของตัวเองอีกตามเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วโลกแต่หากนับเฉพาะร้านระดับ MICHELIN Star แล้ว มีอยู่ 3 แห่งคือ Côte by Mauro Colagreco (🌟 1 MICHELIN Star), the K by mauro colagreco (🌟 1 MICHELIN Star) และ Ceto (🌟 1 MICHELIN Star) นั่นเอง

🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร Mirazur นำเสนออาหารในสไตล์ Creative โดยมี Tasting Menu ที่เรียกกันว่า Univers Mirazur (“Mirazur Universe”) รวมกันทั้งสิ้น 4 แบบคือ Racines (Roots), Feuilles (Leaves), Fleurs (Flowers), และ Fruits โดยจัดเสิร์ฟตามวันที่ลูกค้าเลือกจองไป (ในเวปไซต์จะมีภาพแสดงไว้ตั้งแต่ตอนจอง) ทุกคอร์สจะเป็นการนำพืชใต้ดิน, ใบไม้, ดอกไม้ หรือผลไม้ที่ทางร้านปลูกอยู่ในสวนมาผสมผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นแถบ Mediterranean โดยเฉพาะอาหารทะเลจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงชนิดหาใครเทียบได้ยากอย่างเช่น

✨ Oxalis

Crab

จานแรกใน Univers Mirazur Feuille เป็นคอร์สที่อาศัยวัตถุดิบหลักสองอย่างมาผสมผสานเข้าด้วยกัน ด้านบนคือแผ่นเจลบาง ๆ ที่เต็มไปด้วยใบไม้รูปหัวใจนามว่า Oxalis หรือ Wood Sorrel ด้านล่างคือ Sorrel Cream และ Tourteau หรือ Brown Crab เป็นเนื้อปูที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เคี้ยวง่ายจนแทบจะละลายในปาก รสชาติที่หวานละมุนของเนื้อปูถูกบาลานซ์ด้วย Grassy Aroma ของใบ Oxalis และความเปรี้ยวของครีมที่พอเหมาะช่วยเรียกความสดชื่นก่อนเข้าสู่คอร์สถัดไปได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

✨ Genmaicha

Villefranche’s Squids

เชฟ Mauro Colagreco เลือกใช้วัตถุดิบหลักคือ Calamari หรือหมึกกล้วยจาก Villefranche-sur-Mer เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันออกของนคร Nice สอดไส้ตรงกลางด้วยใบ Swiss Chard ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายแต่ยังคงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างทางเนื้อสัมผัสเมื่อเทียบกับหมึกที่หุ้มอยู่รอบ ๆ ได้อย่างมีมิติ รอบ ๆ คือซอสที่มีส่วนผสมของ Genmaicha หรือใบชาเขียวจากประเทศญี่ปุ่นให้ความครีมมี่ หอม มัน และติดความขมตรงปลายเพียงเบา ๆ เสริมด้วยความกรอบจากข้าวพองที่ใส่มาไม่มากไม่น้อยจนเกินไปนั่นเอง (20/20)

✨ Asparagus

Asparagus หรือหน่อไม้ฝรั่งจัดเสิร์ฟมาครบทั้ง 3 สีคือขาว เขียว และม่วงในรูปแบบที่แตกต่างกันโดยเริ่มจากหน่อไม้ฝรั่งเขียวที่ได้จากพื้นที่แถบ Provence ไม่ไกลจากเมืองใหญ่อย่างนคร Avignon เชฟคัดมาเสิร์ฟเฉพาะชิ้นขนาดใหญ่ เคี้ยวแล้วไม่กรอบไม่นุ่มจนเกินไป ทั้งยังให้ความหวานโดยธรรมชาติ บริเวณก้านยังถูกเล็มผิวออกบางส่วนเพื่อลดทอนความขมและความกระด้าง องค์ประกอบที่พันอยู่รอบ ๆ คือ Lardo di Colonnata วัตถุดิบระดับโลกจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเหมืองหินทางตะวันตกของประเทศอิตาลีให้รสชาติเค็มอุมามิเข้ากันดีกับซอสกระเทียมป่าที่กำลัง In Season อยู่ได้อย่างลงตัว องค์ประกอบถัดมาในแก้วคือ White Asparagus Espuma หรือหน่อไม้ฝรั่งขาวทำเป็นโฟมหอม ๆ โดยมีส่วนผสมของ Grapefruit เสริมรสชาติเปรี้ยวเพื่อบาลานซ์กับ Earthy Aroma ทั้งยังให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนลิ้นมาก ๆ สุดท้ายคือ Violet Asparagus เสิร์ฟมาเป็นสลัดเพื่อเรียกความสดชื่นก่อนเข้าคอร์สถัดไป (20/20)

🎗 [WHY GO] เชฟ Mauro Colagreco สามารถรังสรรค์เซ็ตเมนูที่มีกลิ่นอายของความเป็น Mediterranean ออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ ตัวร้านให้บรรยากาศที่เรียบง่ายและเป็นกันเองพร้อมด้วยทัศนียภาพอันเป็นเอกลักษณ์ พนักงานบริการอย่างดีเยี่ยมและอธิบายถึงรายละเอียดของอาหารทุกคอร์สได้อย่างไร้รอยต่อ ราคาถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็เข้าใจได้เมื่อเราต้องการลิ้มรสฝีมือของเชฟระดับโลก เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่มองหาอาหารรูปแบบใหม่ลองแวะมาชิมดูสักครั้ง รับรองว่า Mirazur จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับทุก ๆ คนได้อย่างแน่นอน

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 69 รูป

🇫🇷 Mirazur - มิราซู 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก 🏵🏵🏵🏵🏵 19/20 Gault et Millau - 19/20 โก เอ็ท มิโย 🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์ 👨🏻‍🍳 Chef Mauro Colagreco - เชฟเมาโร โคลาเกรโก
รูปที่ 1
🇫🇷 Mirazur - มิราซู 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก 🏵🏵🏵🏵🏵 19/20 Gault et Millau - 19/20 โก เอ็ท มิโย 🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์ 👨🏻‍🍳 Chef Mauro Colagreco - เชฟเมาโร โคลาเกรโก
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปที่ประเทศฝรั่งเศสแถบ Côte d’Azur ซึ่งเป็นที่ตั้งของหนึ่งในห้องอาหารที่ได้รับความนิยมสูงและจองได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เชฟเจ้าของร้าน Mauro Colagreco เดินทางไกลจากประเทศอาร์เจนตินามาสั่งสมประสบการณ์กับเชฟระดับปรมาจารย์ในประเทศฝรั่งเศสก่อนจะเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นที่พรมแดนฝรั่งเศส-อิตาลีและคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในที่สุด
รูปที่ 2
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปที่ประเทศฝรั่งเศสแถบ Côte d’Azur ซึ่งเป็นที่ตั้งของหนึ่งในห้องอาหารที่ได้รับความนิยมสูงและจองได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เชฟเจ้าของร้าน Mauro Colagreco เดินทางไกลจากประเทศอาร์เจนตินามาสั่งสมประสบการณ์กับเชฟระดับปรมาจารย์ในประเทศฝรั่งเศสก่อนจะเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นที่พรมแดนฝรั่งเศส-อิตาลีและคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในที่สุด
Amuse Bouches มื้ออาหารเริ่มต้นด้วย Amuse Bouches จัดเสิร์ฟมาชุดใหญ่พร้อมกันเต็มโต๊ะ (19/20)
รูปที่ 3
Amuse Bouches มื้ออาหารเริ่มต้นด้วย Amuse Bouches จัดเสิร์ฟมาชุดใหญ่พร้อมกันเต็มโต๊ะ (19/20)
Amuse Bouches Amuse Bouches ของ Univers Mirazur Feuille ล้วนประกอบขึ้นจากใบไม้ต่าง ๆ เริ่มต้นด้วยใบของต้น Capucine เนื้อนุ่ม ๆ ด้านในบรรจุ Goat Cheese ที่มีกลิ่นเฉพาะตัว (19/20)
รูปที่ 4
Amuse Bouches Amuse Bouches ของ Univers Mirazur Feuille ล้วนประกอบขึ้นจากใบไม้ต่าง ๆ เริ่มต้นด้วยใบของต้น Capucine เนื้อนุ่ม ๆ ด้านในบรรจุ Goat Cheese ที่มีกลิ่นเฉพาะตัว (19/20)
Amuse Bouches Abend Bread ขนมปังกรอบที่ได้สีดำจากผงถ่าน ด้านในบรรจุ Black Pudding หรือไส้กรอกหอม ๆ รสชาติเข้มข้น ด้านบนท็อปด้วยใบไม้สมุนไพรต่าง ๆ หลายชนิดจากสวนหน้าร้าน (19/20)
รูปที่ 5
Amuse Bouches Abend Bread ขนมปังกรอบที่ได้สีดำจากผงถ่าน ด้านในบรรจุ Black Pudding หรือไส้กรอกหอม ๆ รสชาติเข้มข้น ด้านบนท็อปด้วยใบไม้สมุนไพรต่าง ๆ หลายชนิดจากสวนหน้าร้าน (19/20)
Amuse Bouches Tapioca chip หรือแผ่นสาคูกรอบ ด้านในคือองค์ประกอบของ Tuna Tartare หรือเนื้อปลาทูน่าที่สับจนละเอียดระดับหนึ่ง ด้านล่างรองด้วยสาหร่ายทะเลเสริมกลิ่นอายของทะเลให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น (19/20)
รูปที่ 6
Amuse Bouches Tapioca chip หรือแผ่นสาคูกรอบ ด้านในคือองค์ประกอบของ Tuna Tartare หรือเนื้อปลาทูน่าที่สับจนละเอียดระดับหนึ่ง ด้านล่างรองด้วยสาหร่ายทะเลเสริมกลิ่นอายของทะเลให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น (19/20)
Amuse Bouches Cabbage Chip ทำมาจากกะหล่ำปลีฝานเป็นแผ่นบาง ตรงกลางคือ Lettuce ที่วางเรียงซ้อนกันเป็นรูปดอกกุหลาบ (19/20)
รูปที่ 7
Amuse Bouches Cabbage Chip ทำมาจากกะหล่ำปลีฝานเป็นแผ่นบาง ตรงกลางคือ Lettuce ที่วางเรียงซ้อนกันเป็นรูปดอกกุหลาบ (19/20)
Amuse Bouches จบด้วยขนมปังกรอบท้องถิ่นของภูมิภาค French Riviera ที่ด้านในบรรจุผักโขมและ Chard จนให้เนื้อสัมผัสที่เนื้อนุ่มละมุนนั่นเอง (19/20)
รูปที่ 8
Amuse Bouches จบด้วยขนมปังกรอบท้องถิ่นของภูมิภาค French Riviera ที่ด้านในบรรจุผักโขมและ Chard จนให้เนื้อสัมผัสที่เนื้อนุ่มละมุนนั่นเอง (19/20)
Welcome drink Water infused with aromatic herbs from the garden สำหรับ Welcome Drink พนักงานจะเทน้ำที่มีอโรมาของสมุนไพรหลายชนิดจากสวนหน้าร้านและนำเสิร์ฟมาก่อนเข้าสู่ Amuse bouches
รูปที่ 9
Welcome drink Water infused with aromatic herbs from the garden สำหรับ Welcome Drink พนักงานจะเทน้ำที่มีอโรมาของสมุนไพรหลายชนิดจากสวนหน้าร้านและนำเสิร์ฟมาก่อนเข้าสู่ Amuse bouches
Sharing Bread ในทุกมื้อกลางวันของวันอาทิตย์ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา Nonna Amalia หรือคุณยายของเชฟที่อาศัยอยู่ในประเทศอาร์เจนตินาจะนำขนมปังมาวางไว้กลางโต๊ะคู่กันกับน้ำมันมะกอกเพื่อเรียกความสนใจจากเด็ก ๆ ที่จะแย่งกันชิมขนมปังชิ้นนี้
รูปที่ 10
Sharing Bread ในทุกมื้อกลางวันของวันอาทิตย์ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา Nonna Amalia หรือคุณยายของเชฟที่อาศัยอยู่ในประเทศอาร์เจนตินาจะนำขนมปังมาวางไว้กลางโต๊ะคู่กันกับน้ำมันมะกอกเพื่อเรียกความสนใจจากเด็ก ๆ ที่จะแย่งกันชิมขนมปังชิ้นนี้
Sharing Bread ตัวขนมปังนี้มีชื่อว่า Pain du Partage ทรงสวยงามสมมาตรกันทั้งยังให้ระดับความกรอบที่พอเหมาะ อร่อยสมกับเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของเชฟ Mauro Colagreco ที่จัดเสิร์ฟอยู่ในทุกร้านอาหารรวมไปถึงที่สาขากรุงเทพอีกด้วย
รูปที่ 11
Sharing Bread ตัวขนมปังนี้มีชื่อว่า Pain du Partage ทรงสวยงามสมมาตรกันทั้งยังให้ระดับความกรอบที่พอเหมาะ อร่อยสมกับเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของเชฟ Mauro Colagreco ที่จัดเสิร์ฟอยู่ในทุกร้านอาหารรวมไปถึงที่สาขากรุงเทพอีกด้วย
Sharing Bread ขนมปังเสิร์ฟมาคู่กับน้ำมันมะกอกคุณภาพสูงจาก Huilerie St Michel ผู้ผลิตท้องถิ่นในเมือง Menton ไม่ไกลกันจากตัวร้านโดยจะ Infused ใบ Livèche หรือ Lovage ลงไปตามคอนเซป Leaf Mirazur Universe ข้างกันคือบทกลอน Ode to Bread ประพันธ์โดยกวีชื่อดังชาวชิลี Pablo Neruda ใจความว่า Bread, you rise from flour, water and fire. Dense or light, flattened or round, you duplicate the mother’s rounded womb, How simple you are, bread, and how profound! You are mankind’s energy, a miracle often admired, the will to live itself
รูปที่ 12
Sharing Bread ขนมปังเสิร์ฟมาคู่กับน้ำมันมะกอกคุณภาพสูงจาก Huilerie St Michel ผู้ผลิตท้องถิ่นในเมือง Menton ไม่ไกลกันจากตัวร้านโดยจะ Infused ใบ Livèche หรือ Lovage ลงไปตามคอนเซป Leaf Mirazur Universe ข้างกันคือบทกลอน Ode to Bread ประพันธ์โดยกวีชื่อดังชาวชิลี Pablo Neruda ใจความว่า Bread, you rise from flour, water and fire. Dense or light, flattened or round, you duplicate the mother’s rounded womb, How simple you are, bread, and how profound! You are mankind’s energy, a miracle often admired, the will to live itself
Sharing Bread พนักงานยังนำขวดน้ำมันมะกอกมาแสดงให้ดูอีกด้วย
รูปที่ 13
Sharing Bread พนักงานยังนำขวดน้ำมันมะกอกมาแสดงให้ดูอีกด้วย
Oxalis Crab จานแรกใน Univers Mirazur Feuille เป็นคอร์สที่อาศัยวัตถุดิบหลักสองอย่างมาผสมผสานเข้าด้วยกัน ด้านบนคือแผ่นเจลบาง ๆ ที่เต็มไปด้วยใบไม้รูปหัวใจนามว่า Oxalis หรือ Wood Sorrel ด้านล่างคือ Sorrel Cream และ Tourteau หรือ Brown Crab เป็นเนื้อปูที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เคี้ยวง่ายจนแทบจะละลายในปาก รสชาติที่หวานละมุนของเนื้อปูถูกบาลานซ์ด้วย Grassy Aroma ของใบ Oxalis และความเปรี้ยวของครีมที่พอเหมาะช่วยเรียกความสดชื่นก่อนเข้าสู่คอร์สถัดไปได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
รูปที่ 14
Oxalis Crab จานแรกใน Univers Mirazur Feuille เป็นคอร์สที่อาศัยวัตถุดิบหลักสองอย่างมาผสมผสานเข้าด้วยกัน ด้านบนคือแผ่นเจลบาง ๆ ที่เต็มไปด้วยใบไม้รูปหัวใจนามว่า Oxalis หรือ Wood Sorrel ด้านล่างคือ Sorrel Cream และ Tourteau หรือ Brown Crab เป็นเนื้อปูที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เคี้ยวง่ายจนแทบจะละลายในปาก รสชาติที่หวานละมุนของเนื้อปูถูกบาลานซ์ด้วย Grassy Aroma ของใบ Oxalis และความเปรี้ยวของครีมที่พอเหมาะช่วยเรียกความสดชื่นก่อนเข้าสู่คอร์สถัดไปได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
Celtuce Stracciatella, Caviar Celtuce หรือ Stem Lettuce ตัดมาด้วยความปราณีตจนได้เป็นชิ้นสามเหลี่ยมขนาดเล็กแล้วเสิร์ฟมาเป็นสลัดให้ความกรอบและสดชื่น ตรงกลางคือองค์ประกอบของ Burrata Milk หรือ Stracciatella ให้ความหอม มัน ด้านบนท็อปด้วย Caviar คุณภาพสูงให้ความเค็มอันกลมกล่อมมาช่วยบาลานซ์ความมันของ Stracciatella ได้อย่างพอเหมาะ (20/20)
รูปที่ 15
Celtuce Stracciatella, Caviar Celtuce หรือ Stem Lettuce ตัดมาด้วยความปราณีตจนได้เป็นชิ้นสามเหลี่ยมขนาดเล็กแล้วเสิร์ฟมาเป็นสลัดให้ความกรอบและสดชื่น ตรงกลางคือองค์ประกอบของ Burrata Milk หรือ Stracciatella ให้ความหอม มัน ด้านบนท็อปด้วย Caviar คุณภาพสูงให้ความเค็มอันกลมกล่อมมาช่วยบาลานซ์ความมันของ Stracciatella ได้อย่างพอเหมาะ (20/20)
Celtuce Stracciatella, Caviar จากนั้นพนักงานจะเทราด Stracciatella Sauce ที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกที่ได้สีเขียวจากคลอโรฟิลล์ลงไปโดยตัวน้ำมันมะกอกและคลอโรฟิลล์จะให้อโรมาเฉพาะตัวมาช่วยเบรคความมันของ Stracciatella ไม่ให้แสดงออกมามากจนเกินไป (20/20)
รูปที่ 16
Celtuce Stracciatella, Caviar จากนั้นพนักงานจะเทราด Stracciatella Sauce ที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกที่ได้สีเขียวจากคลอโรฟิลล์ลงไปโดยตัวน้ำมันมะกอกและคลอโรฟิลล์จะให้อโรมาเฉพาะตัวมาช่วยเบรคความมันของ Stracciatella ไม่ให้แสดงออกมามากจนเกินไป (20/20)
Codium Oyster from Camargue เชฟ Mauro Colagreco เลือกใช้หอยนางรมไซซ์ยักษ์จาก Camargue เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกของนคร Marseille จับคู่กับ Codium ซึ่งเป็นสาหร่ายทะเลชนิดหนึ่งเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันมีทั้ง Warm, Dried, Crystalized, และ Foam ให้อุณหภูมิอุ่น ๆ มาช่วยตัดกันจานเย็นก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสทั้งหนึบ กรอบ และเบาละมุนไปพร้อม ๆ กันนั่นเอง (19/20)
รูปที่ 17
Codium Oyster from Camargue เชฟ Mauro Colagreco เลือกใช้หอยนางรมไซซ์ยักษ์จาก Camargue เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกของนคร Marseille จับคู่กับ Codium ซึ่งเป็นสาหร่ายทะเลชนิดหนึ่งเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันมีทั้ง Warm, Dried, Crystalized, และ Foam ให้อุณหภูมิอุ่น ๆ มาช่วยตัดกันจานเย็นก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสทั้งหนึบ กรอบ และเบาละมุนไปพร้อม ๆ กันนั่นเอง (19/20)
Genmaicha Villefranche’s Squids จานนี้เชฟเลือก Calamari หรือหมึกกล้วยจาก Villefranche-sur-Mer เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันออกของนคร Nice สอดไส้ตรงกลางด้วยใบ Swiss Chard ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายแต่ยังคงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างทางเนื้อสัมผัสเมื่อเทียบกับหมึกที่หุ้มอยู่รอบ ๆ ได้อย่างมีมิติ รอบ ๆ คือซอสที่มีส่วนผสมของ Genmaicha หรือใบชาเขียวจากประเทศญี่ปุ่นให้ความครีมมี่ หอม มัน และติดความขมตรงปลายเพียงเบา ๆ เสริมด้วยความกรอบจากข้าวพองที่ใส่มาไม่มากไม่น้อยจนเกินไปนั่นเอง (20/20)
รูปที่ 18
Genmaicha Villefranche’s Squids จานนี้เชฟเลือก Calamari หรือหมึกกล้วยจาก Villefranche-sur-Mer เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันออกของนคร Nice สอดไส้ตรงกลางด้วยใบ Swiss Chard ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายแต่ยังคงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างทางเนื้อสัมผัสเมื่อเทียบกับหมึกที่หุ้มอยู่รอบ ๆ ได้อย่างมีมิติ รอบ ๆ คือซอสที่มีส่วนผสมของ Genmaicha หรือใบชาเขียวจากประเทศญี่ปุ่นให้ความครีมมี่ หอม มัน และติดความขมตรงปลายเพียงเบา ๆ เสริมด้วยความกรอบจากข้าวพองที่ใส่มาไม่มากไม่น้อยจนเกินไปนั่นเอง (20/20)
Bread and Butter จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปัง Sourdough ที่อบในเตาอบเก่าแก่ในเมือง Menton
รูปที่ 19
Bread and Butter จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปัง Sourdough ที่อบในเตาอบเก่าแก่ในเมือง Menton
Bread and Butter ขนมปังเตรียมออกมาได้ดีตามแบบ Sourdough ชั้นดี
รูปที่ 20
Bread and Butter ขนมปังเตรียมออกมาได้ดีตามแบบ Sourdough ชั้นดี
Bread and Butter ข้างกันคือเนยที่มีส่วนผสมของใบไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวเหมือนกับเสาวรส
รูปที่ 21
Bread and Butter ข้างกันคือเนยที่มีส่วนผสมของใบไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวเหมือนกับเสาวรส
Asparagus พืชชนิดถัดไปคือ Asparagus หรือหน่อไม้ฝรั่งเสิร์ฟมาครบทั้ง 3 สีคือขาว เขียว และม่วงในรูปแบบที่แตกต่างกัน (20/20)
รูปที่ 22
Asparagus พืชชนิดถัดไปคือ Asparagus หรือหน่อไม้ฝรั่งเสิร์ฟมาครบทั้ง 3 สีคือขาว เขียว และม่วงในรูปแบบที่แตกต่างกัน (20/20)
Asparagus เริ่มจากหน่อไม้ฝรั่งเขียวที่ได้จากพื้นที่แถบ Provence ไม่ไกลจากเมืองใหญ่อย่างนคร Avignon เชฟคัดมาเสิร์ฟเฉพาะชิ้นขนาดใหญ่ เคี้ยวแล้วไม่กรอบไม่นุ่มจนเกินไป ทั้งยังให้ความหวานโดยธรรมชาติ บริเวณก้านยังถูกเล็มผิวออกบางส่วนเพื่อลดทอนความขมและความกระด้าง องค์ประกอบที่พันอยู่รอบ ๆ คือ Lardo di Colonnata วัตถุดิบระดับโลกจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเหมืองหินทางตะวันตกของประเทศอิตาลีให้รสชาติเค็มอุมามิเข้ากันดีกับซอสกระเทียมป่าที่กำลัง In Season อยู่ได้อย่างลงตัว (20/20)
รูปที่ 23
Asparagus เริ่มจากหน่อไม้ฝรั่งเขียวที่ได้จากพื้นที่แถบ Provence ไม่ไกลจากเมืองใหญ่อย่างนคร Avignon เชฟคัดมาเสิร์ฟเฉพาะชิ้นขนาดใหญ่ เคี้ยวแล้วไม่กรอบไม่นุ่มจนเกินไป ทั้งยังให้ความหวานโดยธรรมชาติ บริเวณก้านยังถูกเล็มผิวออกบางส่วนเพื่อลดทอนความขมและความกระด้าง องค์ประกอบที่พันอยู่รอบ ๆ คือ Lardo di Colonnata วัตถุดิบระดับโลกจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเหมืองหินทางตะวันตกของประเทศอิตาลีให้รสชาติเค็มอุมามิเข้ากันดีกับซอสกระเทียมป่าที่กำลัง In Season อยู่ได้อย่างลงตัว (20/20)
Asparagus องค์ประกอบถัดมาในแก้วคือ White Asparagus Espuma หรือหน่อไม้ฝรั่งขาวทำเป็นโฟมหอม ๆ โดยมีส่วนผสมของ Grapefruit เสริมรสชาติเปรี้ยวเพื่อบาลานซ์กับ Earthy Aroma ทั้งยังให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนลิ้นมาก ๆ (20/20)
รูปที่ 24
Asparagus องค์ประกอบถัดมาในแก้วคือ White Asparagus Espuma หรือหน่อไม้ฝรั่งขาวทำเป็นโฟมหอม ๆ โดยมีส่วนผสมของ Grapefruit เสริมรสชาติเปรี้ยวเพื่อบาลานซ์กับ Earthy Aroma ทั้งยังให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนลิ้นมาก ๆ (20/20)
Asparagus สุดท้ายคือ Violet Asparagus เสิร์ฟมาเป็นสลัดเพื่อเรียกความสดชื่นก่อนเข้าคอร์สถัดไป (20/20)
รูปที่ 25
Asparagus สุดท้ายคือ Violet Asparagus เสิร์ฟมาเป็นสลัดเพื่อเรียกความสดชื่นก่อนเข้าคอร์สถัดไป (20/20)
Endive Blue Cheese sauce ถัดมาคือ Red Endives เสิร์ฟมาสด ๆ เพื่อให้มีความกรอบจับคู่กับอโรมาเฉพาะตัวของ Stilton Blue Cheese ให้กลิ่นหอมแทงขึ้นจมูก ในด้านรสชาติมีความครีมมี่ตัดกันกับ Shiso Vinaigrette ที่ใส่มาในซอสชีสได้อย่างพอเหมาะ ด้านบนคือองค์ประกอวของ Shiso Gel และ Shiso Leave หรือใบชิโสะ เพิ่มมิติความกรอบด้วย Wanut Carpaccio ชิ้นบาง ๆ นั่นเอง (20/20)
รูปที่ 26
Endive Blue Cheese sauce ถัดมาคือ Red Endives เสิร์ฟมาสด ๆ เพื่อให้มีความกรอบจับคู่กับอโรมาเฉพาะตัวของ Stilton Blue Cheese ให้กลิ่นหอมแทงขึ้นจมูก ในด้านรสชาติมีความครีมมี่ตัดกันกับ Shiso Vinaigrette ที่ใส่มาในซอสชีสได้อย่างพอเหมาะ ด้านบนคือองค์ประกอวของ Shiso Gel และ Shiso Leave หรือใบชิโสะ เพิ่มมิติความกรอบด้วย Wanut Carpaccio ชิ้นบาง ๆ นั่นเอง (20/20)
Shiso Fish from the boat จานนี้เกิดจากการจับคู่กันของปลา Turbot กับ Fermented Shiso Leave ที่ผ่านกระบวนการหมักให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบและรสชาติอมเปรี้ยวเบา ๆ ตัดกันกับชิ้นปลา อย่างไรก็ตามด้วยความหนึบของใบ Shiso ทำให้ขณะเคี้ยวชิ้นปลาอาจจะละเอียดไปจนหมดก่อนได้ (19/20)
รูปที่ 27
Shiso Fish from the boat จานนี้เกิดจากการจับคู่กันของปลา Turbot กับ Fermented Shiso Leave ที่ผ่านกระบวนการหมักให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบและรสชาติอมเปรี้ยวเบา ๆ ตัดกันกับชิ้นปลา อย่างไรก็ตามด้วยความหนึบของใบ Shiso ทำให้ขณะเคี้ยวชิ้นปลาอาจจะละเอียดไปจนหมดก่อนได้ (19/20)
Shiso Fish from the boat องค์ประกอบข้างกันฝั่งซ้ายมือคือ Shiso Gel ส่วนซอสสีเหลืองนี้เชฟ Mauro Colagreco ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นในปี 2018 จึงผสมผสานความเป็นฝรั่งเศสและญี่ปุ่นเข้าด้วยกันโดยเตรียมซอส Beurre Blanc ที่มีส่วนผสมของ Sake ให้รสชาติหอมมันคล้ายต้นฉบับทั้งยังให้อโรมาที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครอีกด้วย (19/20)
รูปที่ 28
Shiso Fish from the boat องค์ประกอบข้างกันฝั่งซ้ายมือคือ Shiso Gel ส่วนซอสสีเหลืองนี้เชฟ Mauro Colagreco ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นในปี 2018 จึงผสมผสานความเป็นฝรั่งเศสและญี่ปุ่นเข้าด้วยกันโดยเตรียมซอส Beurre Blanc ที่มีส่วนผสมของ Sake ให้รสชาติหอมมันคล้ายต้นฉบับทั้งยังให้อโรมาที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครอีกด้วย (19/20)
Shiso Fish from the boat อีกฝั่งหนึ่งคือ White Fish Tartare สับมาเป็นชิ้น ๆ นุ่มๆ ห่อด้วย Shiso Taco กรอบ ๆ นั่นเอง (19/20)
รูปที่ 29
Shiso Fish from the boat อีกฝั่งหนึ่งคือ White Fish Tartare สับมาเป็นชิ้น ๆ นุ่มๆ ห่อด้วย Shiso Taco กรอบ ๆ นั่นเอง (19/20)
Rhubarb Hemp ถัดมาเป็นคอร์ส Pre-Dessert เพื่อล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวาน (19/20)
รูปที่ 30
Rhubarb Hemp ถัดมาเป็นคอร์ส Pre-Dessert เพื่อล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวาน (19/20)
Rhubarb Hemp Pre-Dessert ในวันนี้คือ Rhubarb ที่กำลัง In Season ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ทำให้สุกด้วยความร้อนที่ไม่สูงมากนักเพื่อให้มีรสชาติหวานเปรี้ยว องค์ประกอบตรงกลางคือ Cardamom Ice Cream จับคู่กับ Rhubarb Sorbet และองค์ประกอบของ Hemp หรือใบกัญชงทำมาเป็น Emulsion ปิดท้ายบนเอาไว้ด้วยแผ่นเมอแรงก์กรอบ (19/20)
รูปที่ 31
Rhubarb Hemp Pre-Dessert ในวันนี้คือ Rhubarb ที่กำลัง In Season ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ทำให้สุกด้วยความร้อนที่ไม่สูงมากนักเพื่อให้มีรสชาติหวานเปรี้ยว องค์ประกอบตรงกลางคือ Cardamom Ice Cream จับคู่กับ Rhubarb Sorbet และองค์ประกอบของ Hemp หรือใบกัญชงทำมาเป็น Emulsion ปิดท้ายบนเอาไว้ด้วยแผ่นเมอแรงก์กรอบ (19/20)
The 3 Bitternesses Univers Mirazur Feuille ได้จากการนำใบไม้มาประกอบเป็นเซ็ตเมนูไม่เว้นแม้กระทั่งของหวาน เชฟเลือกเสิร์ฟมาทั้งหมด 3 อย่างพร้อมกันโดยทุกองค์ประกอบจะมีรสชาติขมจากนั้นเติมแต่งด้วยรสชาติที่แตกต่างกันขององค์ประกอบอื่น ๆ ในจานนั่นเอง (19/20)
รูปที่ 32
The 3 Bitternesses Univers Mirazur Feuille ได้จากการนำใบไม้มาประกอบเป็นเซ็ตเมนูไม่เว้นแม้กระทั่งของหวาน เชฟเลือกเสิร์ฟมาทั้งหมด 3 อย่างพร้อมกันโดยทุกองค์ประกอบจะมีรสชาติขมจากนั้นเติมแต่งด้วยรสชาติที่แตกต่างกันขององค์ประกอบอื่น ๆ ในจานนั่นเอง (19/20)
The 3 Bitternesses เริ่มต้นด้วยองค์ประกอบของใบ Basil และ Terragon ให้รสชาติขมเบา ๆ มี Grinita ล่วยเรียกความสดชื่น เสริมด้วยความหวานฉ่ำของ Strawberry (19/20)
รูปที่ 33
The 3 Bitternesses เริ่มต้นด้วยองค์ประกอบของใบ Basil และ Terragon ให้รสชาติขมเบา ๆ มี Grinita ล่วยเรียกความสดชื่น เสริมด้วยความหวานฉ่ำของ Strawberry (19/20)
The 3 Bitternesses จานถัดมาคือ Stracciatella หรือ Burrata Milk หอมมันเสริมด้วยรสชาติขมเบา ๆ ของ Arugula หรือใบร็อคเก็ต และรสเปรี้ยวของชิ้นส้ม (19/20)
รูปที่ 34
The 3 Bitternesses จานถัดมาคือ Stracciatella หรือ Burrata Milk หอมมันเสริมด้วยรสชาติขมเบา ๆ ของ Arugula หรือใบร็อคเก็ต และรสเปรี้ยวของชิ้นส้ม (19/20)
The 3 Bitternesses จานสุดท้ายคือ Endives ที่เคลือบด้วยความขมและหวานของช็อกโกแลต (19/20)
รูปที่ 35
The 3 Bitternesses จานสุดท้ายคือ Endives ที่เคลือบด้วยความขมและหวานของช็อกโกแลต (19/20)
Mignardises ปิดท้ายด้วย Mignardises เสิร์ฟมาพร้อมกันถึง 5 อย่าง
รูปที่ 36
Mignardises ปิดท้ายด้วย Mignardises เสิร์ฟมาพร้อมกันถึง 5 อย่าง
Mignardises Salad Burnet หรือ Pimprenelle ช่วยเรียกความสดชื่น
รูปที่ 37
Mignardises Salad Burnet หรือ Pimprenelle ช่วยเรียกความสดชื่น
Mignardises ถัดมาคือ Mint & Chocolate เสิร์ฟมาเป็นรูปใบไม้
รูปที่ 38
Mignardises ถัดมาคือ Mint & Chocolate เสิร์ฟมาเป็นรูปใบไม้
Mignardises Lemon & Thyme จับคู่อโรมาและรสชาติกันได้อย่างพอเหมาะ
รูปที่ 39
Mignardises Lemon & Thyme จับคู่อโรมาและรสชาติกันได้อย่างพอเหมาะ
Mignardises Anise & Kombucha มีลักษณะเป็นเจลลี่นุ่ม ๆ เปรี้ยว ๆ
รูปที่ 40
Mignardises Anise & Kombucha มีลักษณะเป็นเจลลี่นุ่ม ๆ เปรี้ยว ๆ
Mignardises สุดท้ายคือ Cocoa Tartelette & Oxalis เป็นมินิทาร์ตขนาดจิ๋วบรรจุองค์ประกอบของใบ Oxalis ตรงกลางนั่นเอง
รูปที่ 41
Mignardises สุดท้ายคือ Cocoa Tartelette & Oxalis เป็นมินิทาร์ตขนาดจิ๋วบรรจุองค์ประกอบของใบ Oxalis ตรงกลางนั่นเอง
Sage & Lemon Cake ก่อนกลับพนักงานจะมอบของฝากคือ Sage & Lemon Cake ติดมือกลับไปคนละชิ้นอีกด้วย
รูปที่ 42
Sage & Lemon Cake ก่อนกลับพนักงานจะมอบของฝากคือ Sage & Lemon Cake ติดมือกลับไปคนละชิ้นอีกด้วย
Sage & Lemon Cake ตัวเค้กมีขนาดไม่ใหญ่นัก
รูปที่ 43
Sage & Lemon Cake ตัวเค้กมีขนาดไม่ใหญ่นัก
สมุดบิล
รูปที่ 44
สมุดบิล
💰 ราคา 767 €
รูปที่ 45
💰 ราคา 767 €
🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร Mirazur นำเสนออาหารในสไตล์ Creative โดยมี Tasting Menu ที่เรียกกันว่า Univers Mirazur (“Mirazur Universe” รวมกันทั้งสิ้น 4 แบบคือ Racines (Roots), Feuilles (Leaves), Fleurs (Flowers), และ Fruits โดยจัดเสิร์ฟตามวันที่ลูกค้าเลือกจองไป (ในเวปไซต์จะมีภาพแสดงไว้ตั้งแต่ตอนจอง) ทุกคอร์สจะเป็นการนำพืชใต้ดิน, ใบไม้, ดอกไม้ หรือผลไม้ที่ทางร้านปลูกอยู่ในสวนมาผสมผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นแถบ Mediterranean โดยเฉพาะอาหารทะเลจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงชนิดหาใครเทียบได้ยาก
รูปที่ 46
🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร Mirazur นำเสนออาหารในสไตล์ Creative โดยมี Tasting Menu ที่เรียกกันว่า Univers Mirazur (“Mirazur Universe” รวมกันทั้งสิ้น 4 แบบคือ Racines (Roots), Feuilles (Leaves), Fleurs (Flowers), และ Fruits โดยจัดเสิร์ฟตามวันที่ลูกค้าเลือกจองไป (ในเวปไซต์จะมีภาพแสดงไว้ตั้งแต่ตอนจอง) ทุกคอร์สจะเป็นการนำพืชใต้ดิน, ใบไม้, ดอกไม้ หรือผลไม้ที่ทางร้านปลูกอยู่ในสวนมาผสมผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นแถบ Mediterranean โดยเฉพาะอาหารทะเลจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงชนิดหาใครเทียบได้ยาก
📃 Univers Mirazur Feuille - Leaf Mirazur Universe (380 €/p)
รูปที่ 47
📃 Univers Mirazur Feuille - Leaf Mirazur Universe (380 €/p)
รายเอียดของคอร์ส
รูปที่ 48
รายเอียดของคอร์ส
🎗 [THE CHEF] Mauro Colagreco เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 1976 ในเมือง La Plata ประเทศอาร์เจนตินาโดยมีเชื้อสายเป็นลูกครึ่งอิตาเลียน-อาร์เจนตินา เมื่ออายุถึงเกณฑ์เขาตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่ Gato Dumas Hotel School ณ กรุง Buenos Aires ทั้งยังเคยร่วมงานกับห้องอาหารท้องถิ่นชื่อดังมากมายอย่างเช่น Catalinas, Rey Castro, Mariani และ Azul Profundo ก่อนที่จะเข้ารับการศึกษาต่อที่ National University of La Plata's School of Economic Sciences
รูปที่ 49
🎗 [THE CHEF] Mauro Colagreco เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 1976 ในเมือง La Plata ประเทศอาร์เจนตินาโดยมีเชื้อสายเป็นลูกครึ่งอิตาเลียน-อาร์เจนตินา เมื่ออายุถึงเกณฑ์เขาตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่ Gato Dumas Hotel School ณ กรุง Buenos Aires ทั้งยังเคยร่วมงานกับห้องอาหารท้องถิ่นชื่อดังมากมายอย่างเช่น Catalinas, Rey Castro, Mariani และ Azul Profundo ก่อนที่จะเข้ารับการศึกษาต่อที่ National University of La Plata's School of Economic Sciences
อย่างไรก็ตามด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเดินทางสายอาชีฟเชฟ Mauro Colagreco ในวัย 25 ปีตัดสินใจลาออกและเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศสเพื่อรับตำแหน่ง Demi-chef de Partie กับห้องอาหารชั้นนำในแคว้น Burgundy อย่าง La Côte d'Or (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) จนเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าของเชฟ Bernard Loiseau อย่างที่เราเคยเขียนบทความเอาไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นเขาเดินทางไปยังกรุง Paris เพื่อรับตำแหน่ง Sous-chef ที่ห้องอาหาร Arpège (3 MICHELIN Stars) และตำแหน่ง Demi-chef de Partie ที่ห้องอาหาร Alain Ducasse au Plaza Athénée (3 MICHELIN Stars) และสุดท้ายคือการ่วมงานกับห้องอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองอายุกว่า 300 ปีอย่าง Le Grand Véfour (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) อยู่ราว 1 ปีก่อนที่จะตัดสินใจมองหาเส้นทางการเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองในที่สุด
รูปที่ 50
อย่างไรก็ตามด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเดินทางสายอาชีฟเชฟ Mauro Colagreco ในวัย 25 ปีตัดสินใจลาออกและเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศสเพื่อรับตำแหน่ง Demi-chef de Partie กับห้องอาหารชั้นนำในแคว้น Burgundy อย่าง La Côte d'Or (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) จนเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าของเชฟ Bernard Loiseau อย่างที่เราเคยเขียนบทความเอาไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นเขาเดินทางไปยังกรุง Paris เพื่อรับตำแหน่ง Sous-chef ที่ห้องอาหาร Arpège (3 MICHELIN Stars) และตำแหน่ง Demi-chef de Partie ที่ห้องอาหาร Alain Ducasse au Plaza Athénée (3 MICHELIN Stars) และสุดท้ายคือการ่วมงานกับห้องอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองอายุกว่า 300 ปีอย่าง Le Grand Véfour (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) อยู่ราว 1 ปีก่อนที่จะตัดสินใจมองหาเส้นทางการเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองในที่สุด
เชฟ Mauro Colagreco ตัดสินใจเลือกใช้อาคารเก่าในเมือง Menton เพื่อพัฒนาเป็นห้องอาหาร Mirazur โดยเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2006 ตัวร้านได้รับรางวัล Revelation of the Year จาก Gault et Millau ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนต่อด้วยรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star และ Chef of The Year จาก Gault et Millau ในปี 2009 สร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟชาวต่างชาติคนแรกที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้จาก Gault et Millau มาครอง กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ปี 2012 ตัวร้านถูกปรับให้เป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และได้รับการยกระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในเดือนมกราคมปี 2019 ปัจจุบันเชฟ Mauro Colagreco ได้เปิดห้องอาหารของตัวเองอีกตามเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วโลกแต่หากนับเฉพาะร้านระดับ MICHELIN Star แล้ว มีอยู่ 3 แห่งคือ Côte by Mauro Colagreco (🌟 1 MICHELIN Star), the K by mauro colagreco (🌟 1 MICHELIN Star) และ Ceto (🌟 1 MICHELIN Star) นั่นเอง
รูปที่ 51
เชฟ Mauro Colagreco ตัดสินใจเลือกใช้อาคารเก่าในเมือง Menton เพื่อพัฒนาเป็นห้องอาหาร Mirazur โดยเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2006 ตัวร้านได้รับรางวัล Revelation of the Year จาก Gault et Millau ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนต่อด้วยรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star และ Chef of The Year จาก Gault et Millau ในปี 2009 สร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟชาวต่างชาติคนแรกที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้จาก Gault et Millau มาครอง กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ปี 2012 ตัวร้านถูกปรับให้เป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และได้รับการยกระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในเดือนมกราคมปี 2019 ปัจจุบันเชฟ Mauro Colagreco ได้เปิดห้องอาหารของตัวเองอีกตามเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วโลกแต่หากนับเฉพาะร้านระดับ MICHELIN Star แล้ว มีอยู่ 3 แห่งคือ Côte by Mauro Colagreco (🌟 1 MICHELIN Star), the K by mauro colagreco (🌟 1 MICHELIN Star) และ Ceto (🌟 1 MICHELIN Star) นั่นเอง
สำหรับห้องอาหาร Mirazur นั้นเพื่อน ๆ สามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดรถโดยจะมีพนักงานคอยดูแล Valet Parking ให้กับลูกค้าทุกคน ตัวร้านเป็นอาคารหลังเก่าที่ผ่านการรีโนเวทขึ้นใหม่
รูปที่ 52
สำหรับห้องอาหาร Mirazur นั้นเพื่อน ๆ สามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดรถโดยจะมีพนักงานคอยดูแล Valet Parking ให้กับลูกค้าทุกคน ตัวร้านเป็นอาคารหลังเก่าที่ผ่านการรีโนเวทขึ้นใหม่
โต๊ะทุกตัวทำมาจากไม้สีอ่อนเข้ากันดีกับพื้นไม้ปาเก้บ่งบอกถึงความเรียบง่ายแต่ไม่ละทิ้งซึ่งความหรูหรา
รูปที่ 53
โต๊ะทุกตัวทำมาจากไม้สีอ่อนเข้ากันดีกับพื้นไม้ปาเก้บ่งบอกถึงความเรียบง่ายแต่ไม่ละทิ้งซึ่งความหรูหรา
เมื่อเดินขึ้นบันไดมาจะพบกับห้องรับประทานอาหารหลักที่มีผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสบานใหญ่มองออกไปเห็นอาคารสีส้มแดงของเมือง Menton ที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเล Mediterranean สีน้ำเงินคราม
รูปที่ 54
เมื่อเดินขึ้นบันไดมาจะพบกับห้องรับประทานอาหารหลักที่มีผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสบานใหญ่มองออกไปเห็นอาคารสีส้มแดงของเมือง Menton ที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเล Mediterranean สีน้ำเงินคราม
อย่าลืมโทรไปขอโต๊ะริมหน้าต่างตั้งแต่ตอนจองเพื่อซึมซับบรรยากาศสุดโรแมนติคตลอดทั้งมื้ออาหาร
รูปที่ 55
อย่าลืมโทรไปขอโต๊ะริมหน้าต่างตั้งแต่ตอนจองเพื่อซึมซับบรรยากาศสุดโรแมนติคตลอดทั้งมื้ออาหาร
บรรยากาศจากภายในห้องอาหาร
รูปที่ 56
บรรยากาศจากภายในห้องอาหาร
โต๊ะริมหน้าต่างคือไฮไลท์ของที่นี่
รูปที่ 57
โต๊ะริมหน้าต่างคือไฮไลท์ของที่นี่
มุมมองจากโต๊ะริมหน้าต่าง
รูปที่ 58
มุมมองจากโต๊ะริมหน้าต่าง
มุมมองจากริมหน้าต่าง
รูปที่ 59
มุมมองจากริมหน้าต่าง
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 60
ภายในห้องอาหาร
บริเวณเทอเรส
รูปที่ 61
บริเวณเทอเรส
มุมมองจากบริเวณเทอเรส
รูปที่ 62
มุมมองจากบริเวณเทอเรส
ชั้นล่างเป็นครัวขนาดใหญ่แบ่งแยกฝั่งของหวานและคาวอย่างชัดเจน
รูปที่ 63
ชั้นล่างเป็นครัวขนาดใหญ่แบ่งแยกฝั่งของหวานและคาวอย่างชัดเจน
บรรยากาศในครัว
รูปที่ 64
บรรยากาศในครัว
ห้องอาหาร Mirazur ตั้งอยู่ที่ Menton เมืองเล็ก ๆ บริเวณพรมแดนฝรั่งเศส-อิตาลีห่างจากเส้นกั้นพรมแดนของทั้งสองประเทศเพียง 170 เมตร เชฟ Mauro Colagreco อาศัยสวนทั้ง 4 แห่งในการปลูกพืชผักที่จะนำมาใช้ในมื้ออาหารตลอดทั้งปีเริ่มจากสวนที่ตั้งอยู่ติดกันกับตัวร้านคือ Le jardin DES AROMATIQUES (THE AROMATICS garden) สวนขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยต้นไม้หลากหลายชนิดและหลากหลายระดับความสูงปลูกสลับกันอย่างเช่น IGP Lemon Trees ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญระดับโลกของเมือง Menton นอกจากนี้ยังมีต้นแมนดาริน (Mandarin), ต้นส้ม (Orange), ต้นเชอร์รี่เปรี้ยว (Sour Cherries) และต้นเกรปฟรุต (Grapefruit) บริเวณพื้นดินเต็มไปด้วยไม้เถาและพืชล้มลุกอย่างสตรอว์เบอร์รี่ป่าขนาดเล็ก, มินต์, กุยช่าย, เสจ, ออริกาโน, ซาโวรี่ , เวอร์บีน่า รวมไปถึงดอกไม้รับประทานได้อย่างเช่นโบราจ, แนสเตอร์ชัม และบีโกเนีย สุดท้ายคือพืชยืนต้นโดยเฉพาะต้นอโวคาโดที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งในอาณาบริเวณนี้ ถัดออกไปจากตัวห้องอาหารเพียงไม่กี่เมตรคือ Le jardin ROSMARINO (THE ROSMARINO Garden) ซึ่งอาศัยพื้นที่ของ Villa เก่าของกษัตริย์แห่งประเทศเบลเยี่ยม King Alberto I ในการเพาะปลูกพืชกว่า 150 สปีชีส์โดยเฉพาะมะเขือเทศกว่า 30 สายพันธุ์ ทั้งยังอาศัยน้ำจากภูเขาในการเจริญเติบโตอีกด้วย ห่างออกไป 3 กิโลเมตรบนถนนสู่ Super Garavan คือ Le jardin DE LA VILLE (THE CITY Garden) มีลักษณะเป็นป่าเพื่อใช้ปลูกพืชอย่างต้นกล้วย, ต้นมะเดื่อฝรั่ง, ต้นเลมอน และต้นเอลเดอร์เบอร์รี่ สวนสุดท้ายคือ Le jardin À CASTILLON (The garden IN CASTILLO) ซึ่งเป็นสวนที่เพิ่งถูกใช้งานได้ไม่นานโดยตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาห่างจากตัวร้านออกไป 11 กิโลเมตรประกอบไปด้วยต้นมะกอกและไม้ผลต่าง ๆ ทั้งยังเลี้ยงสัตว์บางชนิดเอาไว้อีกด้วย
รูปที่ 65
ห้องอาหาร Mirazur ตั้งอยู่ที่ Menton เมืองเล็ก ๆ บริเวณพรมแดนฝรั่งเศส-อิตาลีห่างจากเส้นกั้นพรมแดนของทั้งสองประเทศเพียง 170 เมตร เชฟ Mauro Colagreco อาศัยสวนทั้ง 4 แห่งในการปลูกพืชผักที่จะนำมาใช้ในมื้ออาหารตลอดทั้งปีเริ่มจากสวนที่ตั้งอยู่ติดกันกับตัวร้านคือ Le jardin DES AROMATIQUES (THE AROMATICS garden) สวนขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยต้นไม้หลากหลายชนิดและหลากหลายระดับความสูงปลูกสลับกันอย่างเช่น IGP Lemon Trees ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญระดับโลกของเมือง Menton นอกจากนี้ยังมีต้นแมนดาริน (Mandarin), ต้นส้ม (Orange), ต้นเชอร์รี่เปรี้ยว (Sour Cherries) และต้นเกรปฟรุต (Grapefruit) บริเวณพื้นดินเต็มไปด้วยไม้เถาและพืชล้มลุกอย่างสตรอว์เบอร์รี่ป่าขนาดเล็ก, มินต์, กุยช่าย, เสจ, ออริกาโน, ซาโวรี่ , เวอร์บีน่า รวมไปถึงดอกไม้รับประทานได้อย่างเช่นโบราจ, แนสเตอร์ชัม และบีโกเนีย สุดท้ายคือพืชยืนต้นโดยเฉพาะต้นอโวคาโดที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งในอาณาบริเวณนี้ ถัดออกไปจากตัวห้องอาหารเพียงไม่กี่เมตรคือ Le jardin ROSMARINO (THE ROSMARINO Garden) ซึ่งอาศัยพื้นที่ของ Villa เก่าของกษัตริย์แห่งประเทศเบลเยี่ยม King Alberto I ในการเพาะปลูกพืชกว่า 150 สปีชีส์โดยเฉพาะมะเขือเทศกว่า 30 สายพันธุ์ ทั้งยังอาศัยน้ำจากภูเขาในการเจริญเติบโตอีกด้วย ห่างออกไป 3 กิโลเมตรบนถนนสู่ Super Garavan คือ Le jardin DE LA VILLE (THE CITY Garden) มีลักษณะเป็นป่าเพื่อใช้ปลูกพืชอย่างต้นกล้วย, ต้นมะเดื่อฝรั่ง, ต้นเลมอน และต้นเอลเดอร์เบอร์รี่ สวนสุดท้ายคือ Le jardin À CASTILLON (The garden IN CASTILLO) ซึ่งเป็นสวนที่เพิ่งถูกใช้งานได้ไม่นานโดยตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาห่างจากตัวร้านออกไป 11 กิโลเมตรประกอบไปด้วยต้นมะกอกและไม้ผลต่าง ๆ ทั้งยังเลี้ยงสัตว์บางชนิดเอาไว้อีกด้วย
ลูกค้าสามารถนัดหมายกับคนสวนเพื่อขอเดินชมรอบ ๆ ได้อีกด้วย
รูปที่ 66
ลูกค้าสามารถนัดหมายกับคนสวนเพื่อขอเดินชมรอบ ๆ ได้อีกด้วย
ต้นอโวคาโดใน Le jardin DES AROMATIQUES (THE AROMATICS garden) ถือเป็นต้นที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งในอาณาบริเวณนี้
รูปที่ 67
ต้นอโวคาโดใน Le jardin DES AROMATIQUES (THE AROMATICS garden) ถือเป็นต้นที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งในอาณาบริเวณนี้
🎗 [WHY GO] เชฟ Mauro Colagreco สามารถรังสรรค์เซ็ตเมนูที่มีกลิ่นอายของความเป็น Mediterranean ออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ ตัวร้านให้บรรยากาศที่เรียบง่ายและเป็นกันเองพร้อมด้วยทัศนียภาพอันเป็นเอกลักษณ์ พนักงานบริการอย่างดีเยี่ยมและอธิบายถึงรายละเอียดของอาหารทุกคอร์สได้อย่างไร้รอยต่อ ราคาถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็เข้าใจได้เมื่อเราต้องการลิ้มรสฝีมือของเชฟระดับโลก
รูปที่ 68
🎗 [WHY GO] เชฟ Mauro Colagreco สามารถรังสรรค์เซ็ตเมนูที่มีกลิ่นอายของความเป็น Mediterranean ออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ ตัวร้านให้บรรยากาศที่เรียบง่ายและเป็นกันเองพร้อมด้วยทัศนียภาพอันเป็นเอกลักษณ์ พนักงานบริการอย่างดีเยี่ยมและอธิบายถึงรายละเอียดของอาหารทุกคอร์สได้อย่างไร้รอยต่อ ราคาถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็เข้าใจได้เมื่อเราต้องการลิ้มรสฝีมือของเชฟระดับโลก
เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่มองหาอาหารรูปแบบใหม่ลองแวะมาชิมดูสักครั้ง รับรองว่า Mirazur จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับทุก ๆ คนได้อย่างแน่นอน
รูปที่ 69
เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่มองหาอาหารรูปแบบใหม่ลองแวะมาชิมดูสักครั้ง รับรองว่า Mirazur จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับทุก ๆ คนได้อย่างแน่นอน

แกลเลอรี