
Mia · มีอา
Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — 30 ซอยอรรถกวี 1 ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย, กรุงเทพ, 10110
🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้อง MICHELIN Star น้องใหม่ประจำคู่มือปกแดงปี 2024 ล่าสุด ตัวร้านนำทีมโดยสองเชฟ-เจ้าของร้านมากฝีมือผู้พร่ำหวอดในวงการอาหารชั้นสูงมาอย่างยาวนานทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับโลกที่ประเทศอังกฤษอีกด้วย เพื่อน ๆ ที่สนใจสามารถตามไปจอวกันผ่านทาง Hungry Hub ได้ที่ Link: https://bit.ly/3CbsN0t
🎗️ [THE PLACE] ห้องอาหาร Mia มีลักษณะเป็นบ้านสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 ลานจอดรถด้านหน้ามีขนาดกว้างขวางพอสำหรับลูกค้าทุก ๆ คน ทันทีที่เดินเข้าร้านจะพบกับพนักงานต้อนรับคอยตรวจสอบการจองและส่วนของห้องครัวที่มีกระจกใสกั้นเอาไว้ ข้าง ๆ กันเป็นพื้นที่บาร์ที่มีชื่อว่า Behind The Curtain สำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม ส่วนห้องรับประทานอาหารหลักนั้นต้องเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสองโดยมีห้อง The Floral Room ตรงกลางโดดเด่นด้วยสีชมพูสดใสเตรียมเอาไว้สำหรับต้อนรับลูกค้าในช่วงมื้อกลางวันเป็นหลัก ถัดมาคือ The Colour Room ห้องที่ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ตัดกันกับเก้าอี้สีเหลืองแลดูแปลกตา ส่วนห้องสุดท้ายนั้นเรียกว่า The Dark Room ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์และโซฟาสีน้ำเงินเข้มพร้อมกับกระจกใสรูปวงกลมแขวนประดับอยู่บนผนังสร้างบรรยากาศให้มีความหรูหราไม่ซ้ำใคร ห้ามพลาดที่จะลองเดินเข้าห้องน้ำที่ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายประตูกลช่วยเรียกความฉงนและสร้างความประทับใจไปพร้อม ๆ กัน
🎗️ [THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรกคือเชฟพงษ์ชาญ รัสเซลหรือที่เรารู้จักกันในชื่อของเชฟ Top ใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในจังหวัดภูเก็ตก่อนจะย้ายไปประเทศอังกฤษเมื่อมีอายุได้ 15 ปี เขาเริ่มต้นด้วยการรับงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารในโรงแรมท้องถิ่นจนเกิดแรงบันดาลใจเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟในที่สุด ต่อมาเชฟท็อปเดินทางมายังกรุง London เพื่อหาประสบการณ์โดยมีส่วนร่วมในทีมเปิดตัวห้องอาหาร Gauthier - Soho ของเชฟ Alexis Gauthier ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟชื่อดัง Jun Tanaka ที่ห้องอาหาร Pearl และห้องอาหาร Sketch (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Pierre Gagnaire อีกด้วย สำหรับในประเทศไทยนั้นเชฟท็อปเคยเปิดห้องอาหาร Freebird ภายใต้คอนเซปอาหารออสเตรเลียร่วมสมัยการันตีด้วยการมีชื่อเข้าไปติดอยู่ในคู่มือ MICHELIN Guide กรุงเทพฉบับปี 2018 อีกด้วย อีกท่านหนึ่งคือเชฟผู้รังสรรค์อาหารหวานนามว่า Michelle Goh เธอเกิดและเติบโตขึ้นมาที่เมือง Kuching บนเกาะ Borneo ประเทศมาเลเซียก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนการอาหาร Le Cordon Bleu Sydney ในประเทศออสเตรเลีย สำหรับประสบการณ์การทำงานของเธอนั้นเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเพราะเธอเคยร่วมงานกับ Anna Polyviou เชฟอาหารหวานชื่อดังแห่งแดนจิงโจ้ที่โรงแรม Shangri-La Sydney ตามมาด้วยห้องอาหาร Eleven Bridge by Neil Perry (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ต่อมาเธอเดินทางมายังประเทศสิงคโปร์เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Pollen ภายใต้การควบคุมของเชฟ Jason Atherton ก่อนจะย้ายมารับงานเป็น Pâtissier ให้กับห้องอาหาร Sühring (2 MICHELIN Stars) ในกรุงเทพบ้านเรานี่เอง
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Top และเชฟ Michelle ได้หยิบยกเมนูอาหารจากทั่วทั้งยุโรปมาตีความในรูปแบบของตัวเองโดยผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่เข้ากับวัตถุดิบชั้นเลิศจนได้ออกมาเป็นอาหารยุโรปโมเดิร์นที่ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็นเอเชียอยู่อย่างลงตัว ห้องอาหาร Mia นำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu โดยใช้ชื่อว่า Taste of Mia จัดเสิร์ฟมา 2 รูปแบบคือ 5 Courses และ 8 Courses นอกจากนี้ยังมีเซ็ตเมนู Vegan และ Vegetarian อีกด้วย อย่างไรก็ตามทางแอพพลิเคชั่น Hungry Hub ได้ร่วมมือกับห้องอาหารจัดทำ Hubgry Hub Exclusive Taste of Mia ขึ้นมาในราคาเพียง 6,900 THB NET (Link: https://bit.ly/3CbsN0t) ราคาอาหารหากมองผ่าน ๆ อาจดูค่อนข้างสูงแต่เมื่อเปิดรายการเมนูมาดูก็จะพบว่าเชฟทั้งสองคนเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพนำเข้ามาจากแหล่งทั่วทุกมุมโลก อีกหนึ่งไฮไลท์คือรายการ Wine Pairing ที่เชฟใช้วิธีการโหวตจากทีมงานในร้านจนได้ออกมาเป็นการจับคู่ไวน์ที่เข้ากันกับอาหารได้อย่างไร้ที่ติ ส่วนอาหารจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นในมื้อนี้อย่างเช่น
✨ Andaman Sea Crab | Ajo Blanco | Grapes
คอร์สนี้เชฟท็อปเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เขาเริ่มทำงานกับเชฟชาวสเปนครั้งแรกในประเทศอังกฤษ ในช่วงนั้นเขาได้เรียนรู้วิธีการทำเมนูเรียกน้ำย่อยยอดนิยมอย่าง Ajo Blanco
องค์ประกอบแรกในจานคือสลัดเนื้อปูม้าจากทะเลอันดามันคลุกเคล้าไปกับมิ้นต์, แอปเปิ้ล, ลูกแพร์, แห้ว และซาวครีมท้องถิ่นรมควันให้ความรู้สึกสดชื่นและรสหวานจากธรรมชาติของเนื้อปู ตรงกลางคือ Ajo Blanco ที่เชฟปรับสูตรมาใช่กระเทียมไทยผสมผสานไปกับถั่วแมคาเดเมีย, Pineapple Vinegar และสาคูแทนที่ถั่วอัลมอนด์, Sherry Vinegar และขนมปังแบบต้นตำรับ จากนั้นใส่น้ำมันมะกอกปั่นลงไปด้วยจนได้ซุปเย็นที่มีความหอมและสดชื่น นอกจากนี้ยังมีความหวานทร่ได้จากองุ่นฝานบาง ๆ วางเรียงกันมาเป็นทรงวงแหวนอีกด้วย สุดท้ายคือแผ่น Tuile กรอบที่เตรียมมาจากปูและหอยเชลล์ให้เนื้อสัมผัสที่กรอบแต่ยังคงไว้ซึ่งความแตกง่าย (Brittle) จนไม่ก่อกวนเนื้แสัมผัสอันดีงามของเนื้อปู สุดท้ายคือเจลที่เตรียมมาจากชาเอิร์ลเกรย์และทาร์รากอนนั่นเอง (17/20)
✨ Roasted Baby Chicken | Textures of Corn | Albufera Sauce
เชฟเตรียมไส้กรอก Boudin Blanc โดยผสมผสานเนื้อลูกวัวเข้ากันกับเนื้อหมูและเครื่องเทศเข้าไว้ด้วยกัน จากนั้นนำมายัดไส้เอาไว้ใต้หนังไก่ Baby Chicken แล้วนึ่งจนสุก หลังจากสุกได้ที่เชฟเลือกใช้วิธีการของชาวจีนกวางตุ้งโดยการราด Rice Wine Vinegar แล้วผึ่งไก่เอาไว้ 2 วันเพื่อให้เนื้อไก่มีความแห้งและเนื้อรัดตัวมากขึ้น จากนั้นเสิร์ฟมากับข้าวโพดในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัส, ผัก Watercress, เห็ดชิทาเกะดอง, ฟัวกราส์ และลูกพรุนที่ผ่านการแช่ในน้ำชาเอิร์ลเกรย์แล้วนำมาเตรียมเป็นแยม ไฮไลท์คือซอส Albufera ที่ผสมผสานฟัวกราส์ ครีมสด คอนยัค และทรัฟเฟิลเข้าด้วยกัน (16/20)
✨ Mia's Cereal Bowl | Malted Milk Chocolate | Corn
ห้ามพลาดเมนู Signature Dessert ประจำร้านอย่าง Mia's Cereal Bowl องค์ประกอบด้านล่างคือครีมไมโลและข้าวโพด ชั้นถัดมาคือซีเรียลโฮมเมดที่เตรียมมาจากข้าวโพดคั่ว นมแห้ง และช็อกโกแลตครัมเบิ้ล ด้านบนคือไอศกรีมข้าวโพดโฮมเมด จากนั้นเชฟทะเทราดนมสดที่ใส่อโรมาของคอร์นเฟล็กซ์ลงไปส่งอโรมาหอม ๆ ลอยมาแตะจมูกในทันที (17/20)
🎗️ [WHY GO] Mia สามารถสร้างจุดยืนในการนำเสนออาหารยุโรปสไตล์โมเดิร์นผสมผสานกับการเลือกใช้รสชาติและวัตถุดิบจากฝั่งเอเชียได้อย่างน่าสนใจ บรรยากาศในร้านตกแต่งให้มีความหรูหราแต่ยังคงไว้ซึ่งความแคชวลไม่เป็นทางการมากจนเกินไป เราขอแนะนำ Tasting Menu ชุดใหญ่ควบคู่ไปกับการจับคู่ไวน์เพื่อให้เหล่านักชิมได้สัมผัสถึงประสบการณ์ที่หาใครเทียบเคียงได้ยากในประเทศไทย
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 37 รูป

![🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้อง MICHELIN Star น้องใหม่ประจำคู่มือปกแดงปี 2024 ล่าสุด ตัวร้านนำทีมโดยสองเชฟ-เจ้าของร้านมากฝีมือผู้พร่ำหวอดในวงการอาหารชั้นสูงมาอย่างยาวนานทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับโลกที่ประเทศอังกฤษอีกด้วย เพื่อน ๆ ที่สนใจสามารถตามไปจอวกันผ่านทาง Hungry Hub ได้ที่ Link: https://bit.ly/3CbsN0t](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/11/465273522_1102955731487979_6930436997065698377_n.webp)

























![🎗️ [THE FOOD] เชฟ Top และเชฟ Michelle ได้หยิบยกเมนูอาหารจากทั่วทั้งยุโรปมาตีความในรูปแบบของตัวเองโดยผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่เข้ากับวัตถุดิบชั้นเลิศจนได้ออกมาเป็นอาหารยุโรปโมเดิร์นที่ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็นเอเชียอยู่อย่างลงตัว ห้องอาหาร Mia นำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu โดยใช้ชื่อว่า Taste of Mia จัดเสิร์ฟมา 2 รูปแบบคือ 5 Courses และ 8 Courses นอกจากนี้ยังมีเซ็ตเมนู Vegan และ Vegetarian อีกด้วย อย่างไรก็ตามทางแอพพลิเคชั่น Hungry Hub ได้ร่วมมือกับห้องอาหารจัดทำ Hubgry Hub Exclusive Taste of Mia ขึ้นมาในราคาเพียง 6,900 THB NET (Link: https://bit.ly/3CbsN0t) ราคาอาหารหากมองผ่าน ๆ อาจดูค่อนข้างสูงแต่เมื่อเปิดรายการเมนูมาดูก็จะพบว่าเชฟทั้งสองคนเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพนำเข้ามาจากแหล่งทั่วทุกมุมโลก อีกหนึ่งไฮไลท์คือรายการ Wine Pairing ที่เชฟใช้วิธีการโหวตจากทีมงานในร้านจนได้ออกมาเป็นการจับคู่ไวน์ที่เข้ากันกับอาหารได้อย่างไร้ที่ติ](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/11/465443992_1102956064821279_4997148915420289542_n.webp)
![🎗️ [THE PLACE] ห้องอาหาร Mia มีลักษณะเป็นบ้านสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 ลานจอดรถด้านหน้ามีขนาดกว้างขวางพอสำหรับลูกค้าทุก ๆ คน ทันทีที่เดินเข้าร้านจะพบกับพนักงานต้อนรับคอยตรวจสอบการจองและส่วนของห้องครัวที่มีกระจกใสกั้นเอาไว้ ข้าง ๆ กันเป็นพื้นที่บาร์ที่มีชื่อว่า Behind The Curtain สำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม ส่วนห้องรับประทานอาหารหลักนั้นต้องเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/11/465470215_1102955771487975_2600165091327371988_n.webp)

![🎗️ [THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรกคือเชฟพงษ์ชาญ รัสเซลหรือที่เรารู้จักกันในชื่อของเชฟ Top ใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในจังหวัดภูเก็ตก่อนจะย้ายไปประเทศอังกฤษเมื่อมีอายุได้ 15 ปี เขาเริ่มต้นด้วยการรับงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารในโรงแรมท้องถิ่นจนเกิดแรงบันดาลใจเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟในที่สุด ต่อมาเชฟท็อปเดินทางมายังกรุง London เพื่อหาประสบการณ์โดยมีส่วนร่วมในทีมเปิดตัวห้องอาหาร Gauthier - Soho ของเชฟ Alexis Gauthier ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟชื่อดัง Jun Tanaka ที่ห้องอาหาร Pearl และห้องอาหาร Sketch (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Pierre Gagnaire อีกด้วย สำหรับในประเทศไทยนั้นเชฟท็อปเคยเปิดห้องอาหาร Freebird ภายใต้คอนเซปอาหารออสเตรเลียร่วมสมัยการันตีด้วยการมีชื่อเข้าไปติดอยู่ในคู่มือ MICHELIN Guide กรุงเทพฉบับปี 2018 อีกด้วย อีกท่านหนึ่งคือเชฟผู้รังสรรค์อาหารหวานนามว่า Michelle Goh เธอเกิดและเติบโตขึ้นมาที่เมือง Kuching บนเกาะ Borneo ประเทศมาเลเซียก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนการอาหาร Le Cordon Bleu Sydney ในประเทศออสเตรเลีย สำหรับประสบการณ์การทำงานของเธอนั้นเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเพราะเธอเคยร่วมงานกับ Anna Polyviou เชฟอาหารหวานชื่อดังแห่งแดนจิงโจ้ที่โรงแรม Shangri-La Sydney ตามมาด้วยห้องอาหาร Eleven Bridge by Neil Perry (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ต่อมาเธอเดินทางมายังประเทศสิงคโปร์เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Pollen ภายใต้การควบคุมของเชฟ Jason Atherton ก่อนจะย้ายมารับงานเป็น Pâtissier ให้กับห้องอาหาร Sühring (2 MICHELIN Stars) ในกรุงเทพบ้านเรานี่เอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/11/465470295_1102955691487983_8043560325241041940_n.webp)





![🎗️ [WHY GO] Mia สามารถสร้างจุดยืนในการนำเสนออาหารยุโรปสไตล์โมเดิร์นผสมผสานกับการเลือกใช้รสชาติและวัตถุดิบจากฝั่งเอเชียได้อย่างน่าสนใจ บรรยากาศในร้านตกแต่งให้มีความหรูหราแต่ยังคงไว้ซึ่งความแคชวลไม่เป็นทางการมากจนเกินไป เราขอแนะนำ Tasting Menu ชุดใหญ่ควบคู่ไปกับการจับคู่ไวน์เพื่อให้เหล่านักชิมได้สัมผัสถึงประสบการณ์ที่หาใครเทียบเคียงได้ยากในประเทศไทย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/11/465276076_1102956138154605_1007461699702337984_n.webp)
