
Mia · มีอา
European Contemporary · อาหารยุโรปร่วมสมัย — 30 ซ.อรรถกวี 1 ถ.พระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย, กรุงเทพ, 10110, ประเทศไทย
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารยุโรปร่วมสมัยนำทีมโดยสองเชฟมากฝีมือผู้พร่ำหวอดในวงการอาหารชั้นสูงมาอย่างยาวนานทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับโลกที่ประเทศอังกฤษอีกด้วย
🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร Mia มีลักษณะเป็นบ้านสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 ลานจอดรถด้านหน้ามีขนาดกว้างขวางพอสำหรับลูกค้าทุก ๆ คน ทันทีที่เดินเข้าร้านจะพบกับพนักงานต้อนรับคอยตรวจสอบการจองและส่วนของห้องครัวที่มีกระจกใสกั้นเอาไว้ ส่วนห้องรับประทานอาหารหลักนั้นต้องเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสองโดยมีห้องสีชมพูสดใสเตรียมเอาไว้สำหรับต้อนรับลูกค้าในช่วงกลางวัน ถัดมาคือห้องที่ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ตัดกันกับเก้าอี้สีเหลืองดูแปลกตา ส่วนห้องที่พนักงานนำเราเข้ามาในวันนี้ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์และโซฟาสีเข้มพร้อมกับกระจกใสรูปวงกลมแขวนประดับอยู่บนผนัง ห้ามพลาดที่จะลองเดินเข้าห้องน้ำที่ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายประตูกลช่วยเรียกความฉงนและสร้างความประทับใจไปพร้อม ๆ กัน
🎗 [THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรกคือเชฟพงษ์ชาญ รัสเซลหรือที่เรารู้จักกันในชื่อของเชฟ Top ใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในจังหวัดภูเก็ตก่อนจะย้ายไปประเทศอังกฤษเมื่อมีอายุได้ 15 ปี วันหนึ่งขณะที่ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่โรงแรมท้องถิ่นอยู่นั้นเองแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันที่จะเป็นเชฟได้เริ่มค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาจนกระทั่งตัวเขาได้เลือกเส้นทางสายอาชีพนี้ในเวลาต่อมา เชฟ Top เดินทางมายังกรุง London เพื่อหาประสบการณ์โดยเป็นส่วนร่วมในทีมเปิดตัวห้องอาหาร Gauthier - Soho ของเชฟ Alexis Gauthier ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟชื่อดัง Jun Tanaka ที่ห้องอาหาร Pearl และห้องอาหาร Sketch (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Pierre Gagnaire อีกด้วย สำหรับในประเทศไทยนั้นเชฟ Top เคยเปิดห้องอาหาร Freebird ภายใต้คอนเซปอาหารออสเตรเลียร่วมสมัยและการันตีด้วยการมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน MICHELIN Guide กรุงเทพฉบับปี 2018 ส่วนเจ้าของร้านคนที่สองอย่างเชฟ Michelle Goh เกิดและเติบโตขึ้นมาที่เมือง Kuching บนเกาะ Borneo ประเทศมาเลเซียก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนการอาหาร Le Cordon Bleu Sydney ประเทศออสเตรเลีย สำหรับประสบการณ์การทำงานของเชฟ Michelle นั้นเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเพราะเธอเคยร่วมงานกับ Anna Polyviou เชฟอาหารหวานชื่อดังแห่งแดนจิงโจ้ที่โรงแรม Shangri-La Sydney ตามด้วยห้องอาหาร Eleven Bridge by Neil Perry (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ต่อมาเธอเดินทางมายังประเทศสิงคโปร์เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Pollen ภายใต้การควบคุมของเชฟ Jason Atherton ก่อนจะย้ายมารับงานเป็น Pâtissier ให้กับห้องอาหาร Sühring (2 MICHELIN Stars) ในกรุงเทพ ฯ บ้านเรานี่เอง
🎗 [THE FOOD] เชฟ Top และเชฟ Michelle ได้หยิบยกเมนูอาหารพื้นบ้านจากทั่วทั้งยุโรปมาตีความในรูปแบบของตัวเองโดยผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่เข้ากับวัตถุดิบชั้นเลิศ ห้องอาหาร Mia นำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu โดยใช้ชื่อว่า Taste of Mia จัดเสิร์ฟมา 2 รูปแบบคือ 5 Courses - 3,550++ และ 7 Courses - 4,550++ นอกจากนี้ยังมีเซ็ตเมนู Vegan และ Vegetarian นำเสนอมาที่ราคา 3,150++ อีกด้วย ราคาอาหารโดยรวมจัดว่าค่อนข้างสูงแต่เมื่อเปิดรายการเมนูออกดูก็พอเข้าใจได้เนื่องจากเชฟทั้งสองคนเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพนำเข้ามาจากแหล่งทั่วทุกมุมโลกอย่างเช่น Canadian Lobster, North Sea Crab, Australian Winter Black Truffle และ European Pollock นั่นเอง ในส่วนของไวน์ นั้นทางร้านนำเสนอ Wine Pairing 5 Glasses - 2,250++ หรือจะเป็น Wine List ที่มีราคาที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับห้องอาหาร Fine Dining ทั่ว ๆ ไป สำหรับเมนูที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นประจำมื้อนี้อย่างเช่น
✨ Lobster Perfume | Tomato Consomme | Caviar
คอร์สแรกอย่างเป็นทางการเป็นเมนูที่จับคู่วัตถุดิบราคาสูงอย่าง Canadian Lobster และ Prunier Caviar เชฟ Top นำ Lobster Tail หรือส่วนหางของกุ้ง Canadian Lobster ไป Poached จนได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มพอเหมาะ ด้านล่างรองด้วย Avocado Cream หอมมันและ Fruit Salad ช่วยเรียกความสดชื่น ด้านบนท็อปด้วยวัตถุดิบราคาสูงอย่าง Prunier Caviar นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส ใบไม้กับดอกไม้ที่ใช้จัดแต่งจานรับประทานได้และไร้ซึ่งรสชาติขมทั้งหมด จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Consommé เย็นที่เตรียมมาจากมะเขือเทศและแตงโมให้รสชาติ เปรี้ยว หวาน อุมามิลงตัวมาก ๆ จานนี้จบด้วยการหยด Lobster Oil และ Basil Oil ลงไปเพื่อเพิ่มมิติทางกลิ่นและรสชาติ อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นจานเด่นประจำมื้อทั้งยังมีรสชาติที่ลงตัวแต่เรากลับแอบเสียดาย Prunier Caviar ที่โดนรสชาติของ Consommé กลบและแสดงตัวตนออกมาได้ไม่เด่นชัดมากนัก (15/20)
✨ North Sea Crab | Ajo Blanco | Grapes
จานนี้เชฟนำเสนอวัตถุดิบหาชิมยากอย่าง North Sea Crab ผสมผสานมากับ Chives, Lemon, Mayonnaise และ Pear ที่หั่นเป็นชิ้นเต๋าขนาดเล็ก เนื้อปูให้รสชาติหวานและกลิ่นหอมโดยธรรมชาติ ทั้งความเปรี้ยวของ Lemon ยังช่วยดึงความหวานจากเนื้อปูให้เด่นชัดออกมามากยิ่งขึ้น ตรงกลางคือ Ajo Blanco หรือซุปเย็นสไตล์สเปนทำมาจากกระเทียมและถั่วต่าง ๆ เบรคอโรมาไม่ให้โดดจนเกินไปด้วย Mint Oil มีลักษณะเป็นหยดสีเขียว เชฟ Top เพิ่มมิติของรสหวานด้วยองุ่นแดงที่ฝานบาง ๆ เรียงตัวกันเป็นวงกลมสวยงาม ด้านบนสุดเป็น Scallop Mousse Tuile กรอบ ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจานได้อย่างลงตัว (15/20)
✨ Almond Financier | Cheesecake Cream | Rhubarb
เมนูของหวานตามฤดูกาลเป็นจานที่สร้างความประทับใจให้กับเรามาก ๆ เชฟ Michelle ตั้งใจนำเสนอ Rhubarb ออกมาในหลากหลายรูปแบบทั้ง Poached, Sorbet, Gel และ Compote ทั้งยังให้อุณหภูมิและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันไปอีกด้วย ด้านล่างคือองค์ประกอบของ Cheesecake Cream หอมมัน และ Almond Financier เคี้ยวหนึบสู้ฟันแตกต่างกันแผ่น Tuile ด้านบนอย่างชัดเจน (15/20)
🎗 [WHY GO] ด้วยสไตล์การปรุงอาหารที่มีความเป็นยุโรปค่อนข้างสูงทำให้อาจมีบางจานที่มีรสชาติโดดไปทางใดทางหนึ่ง ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพวัตถุดิบชั้นยอด เมื่อประกอบกับการตกแต่งร้านและการบริการที่ดีแล้วทำให้ Mia ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและโดดเด่นขึ้นมาจากบรรดาร้านอาหารร่วมสมัยที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยนั่นเอง
🎗 [WHY GO] ด้วยสไตล์การปรุงอาหารที่มีความเป็นยุโรปค่อนข้างสูงทำให้อาจมีบางจานที่มีรสชาติโดดไปทางใดทางหนึ่ง ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพวัตถุดิบชั้นยอด เมื่อประกอบกับการตกแต่งร้านและการบริการที่ดีแล้วทำให้ Mia ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและโดดเด่นขึ้นมาจากบรรดาร้านอาหารร่วมสมัยที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยนั่นเอง
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 42 รูป

![🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารยุโรปร่วมสมัยนำทีมโดยสองเชฟมากฝีมือผู้พร่ำหวอดในวงการอาหารชั้นสูงมาอย่างยาวนานทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับโลกที่ประเทศอังกฤษอีกด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/300426372_8397555273652529_3448729318032303481_n.webp)




























![🎗 [THE FOOD] เชฟ Top และเชฟ Michelle ได้หยิบยกเมนูอาหารพื้นบ้านจากทั่วทั้งยุโรปมาตีความในรูปแบบของตัวเองโดยผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่เข้ากับวัตถุดิบชั้นเลิศ](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/300699160_8397480256993364_7886115265464398646_n.webp)




![🎗 [THE PLACE] ส่วนห้องรับประทานอาหารหลักนั้นต้องเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสองโดยมีห้องสีชมพูสดใสเตรียมเอาไว้สำหรับต้อนรับลูกค้าในช่วงกลางวันและห้องที่ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ตัดกันกับเก้าอี้สีเหลืองดูแปลกตา](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/300228059_8397481936993196_4935011868823889288_n.webp)
![🎗 [THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรกคือเชฟพงษ์ชาญ รัสเซลหรือที่เรารู้จักกันในชื่อของเชฟ Top ใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในจังหวัดภูเก็ตก่อนจะย้ายไปประเทศอังกฤษเมื่อมีอายุได้ 15 ปี วันหนึ่งขณะที่ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่โรงแรมท้องถิ่นอยู่นั้นเองแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันที่จะเป็นเชฟได้เริ่มค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาจนกระทั่งตัวเขาได้เลือกเส้นทางสายอาชีพนี้ในเวลาต่อมา เชฟ Top เดินทางมายังกรุง London เพื่อหาประสบการณ์โดยเป็นส่วนร่วมในทีมเปิดตัวห้องอาหาร Gauthier - Soho ของเชฟ Alexis Gauthier ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟชื่อดัง Jun Tanaka ที่ห้องอาหาร Pearl และห้องอาหาร Sketch (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Pierre Gagnaire อีกด้วย สำหรับในประเทศไทยนั้นเชฟ Top เคยเปิดห้องอาหาร Freebird ภายใต้คอนเซปอาหารออสเตรเลียร่วมสมัยและการันตีด้วยการมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน MICHELIN Guide กรุงเทพฉบับปี 2018](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/300947918_8397555033652553_5814213503148959159_n.webp)

![🎗 [WHY GO] ด้วยการสไตล์การปรุงอาหารที่มีความเป็นยุโรปค่อนข้างสูงทำให้อาจมีบางจานที่มีรสชาติโดดไปทางใดทางหนึ่ง ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพวัตถุดิบชั้นยอด เมื่อประกอบกับการตกแต่งร้านและการบริการที่ดีแล้วทำให้ Mia ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและโดดเด่นขึ้นมาจากบรรดาร้านอาหารร่วมสมัยที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยนั่นเอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/299818482_8397480453660011_4204570671045899029_n.webp)



