GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Martín Berasategui
3 MICHELIN Stars

SpainMartín Berasategui · มาร์ติน เบราซาเตกี

Creative · อาหารความคิดสร้างสรรค์ — Loidi Kalea, 4, 20160 Lasarte-Oria, Gipuzkoa, Spain

🎗 [Intro] รีวิวฉบับนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ Restaurante Martín Berasategui ห้องอาหารเรือธงของเชฟผู้ทรงอิทธิพลทางอาหารมากที่สุดคนหนึ่งของโลก การันตีด้วย Michelin Stars รวมทั้งสิ้น 12 ดวง ! และ Repsol Suns ถึง 11 ดวง ! ทั้งยังเป็นเชฟเพียงไม่กี่คนบนโลกที่สามารถคว้า 3 Michelin Stars ให้กับห้องอาหารในความควบคุมของตนเองถึง 2 แห่งอีกด้วย

🎗 [The Place] Restaurante Martín Berasategui ตั้งอยู่ ณ เมือง Lasarte-Oria ห่างจากเมืองตากอากาศชื่อดังอย่าง Donostia-San Sebastián ราว 7 กิโลเมตร ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอด ณ ลานจอดส่วนบุคคลซึ่งมีขนาดใหญ่พอสำหรับรองรับลูกค้าได้ครบทุกโต๊ะ ข้าง ๆ เป็นสวนขนาดใหญ่ช่วยให้บรรยากาศโดยรอบดูร่มรื่นสบายตา เมื่อเดินย้อนออกมาตามทางจะพบกับบันไดพาเข้าสู่ห้องอาหาร หลังจากตรวจสอบการจองที่จุดรับรองลูกค้าพนักงานจะนำทางเข้าไปยังห้องรับประทานอาหารหลักซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเริ่มจากห้องดั้งเดิมที่ตกแต่งออกมาในสไตล์ Minimalism สังเกตุได้จากการใช้วัสดุพื้นกระเบื้องหินเข้ากันดีกับเฟอร์นิเจอร์และผนังไม้สีน้ำตาลอ่อน ถัดมาเป็นห้องที่ถูกปรับปรุงขึ้นมาใหม่จากที่เคยเป็นเทอเรสแบบ Al Fresco ตอนนี้เชฟ Martín ได้เลือกที่จะกั้นห้องด้วยกระจกใสบานใหญ่โค้งรับไปกับพื้นและเพดานไม้ดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา ห้องอาหารทั้งสองส่วนมองออกไปจะเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของสวนสีเขียวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างลานจอดช่วยให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและร่มรื่นตา โต๊ะทุกตัวปูด้วยผ้าลินินพร้อมกับงานฝีมือทำจากไม้แสดงถึงท่าโพสชูกำปั้นอันเป็นสัญลักษณ์ของตัวเชฟ Martín Berasategui นั่นเอง

🎗 [The Chef] Martín Berasategui Olazábal เกิดเมื่อปี 1960 ที่เมือง San Sebastián แคว้น Basque Country ประเทศสเปน ครอบครัวของเขาประกอบธุรกิจร้านอาหาร Bodegón Alejandro โดย Martín ในขณะนั้นเป็นคนเดียวในพี่น้องทั้งสี่ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับอาชีพเชฟทำให้ชีวิตของเขาเริ่มต้นเข้าครัวตั้งแต่มีอายุได้เพียง 13 ปี ต่อมาเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาได้เข้ารับการศึกษาที่ Ecole Nationale Supérieure de la Pâtisserie ในเมือง Yssingeaux ประเทศฝรั่งเศสเพื่อเป็น Pastry Chef ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารคาวในภายหลัง เมื่อเรียนจบชีวิตของเชฟ Martin ยังคงวนเวียนอยู่ในฝรั่งเศสเพื่อลับฝีมือกับเชฟระดับตำนานหลายคนเช่นงานอาหารหวานกับ Jean Paul Heinard ที่เมือง Bayonne และเชฟ André Mandion ที่เมือง Anglet การเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Cured Meat กับเชฟ François Brouchicanin ที่เมือง Ustariz และร่วมงานกับเชฟ Bernard Lacarrau ที่เมือง Labatut แต่เหนือสิ่งอื่นใดประสบการณ์เกี่ยวกับการทำอาหารชั้นสูงนั้นได้มาจากการเข้าร่วมงานกับห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars คือ Les Prés D’Eugénie ของเชฟ Michel Guerard ณ เมือง Eugénie-les-Bains และ Le Louis XV ของเชฟ Alain Ducasse ใน Monaco นั่นเอง จุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุได้ 20 ปีเมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตทำให้เชฟ Martín ต้องกลับมาคุมธุรกิจห้องอาหาร Bodegón Alejandro ของทางบ้านจนกระทั่งในปี 1986 ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ต่อมาในปี 1993 เชฟ Martín ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารชื่อเดียวกับตัวเอง Restaurante Martín Berasategui แห่งนี้ขึ้น ณ เมือง Lasarte ห่างจากเมือง San Sebastián บ้านเกิดของเขาเพียง 7 กิโลเมตร ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 Michelin Star ทันทีภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ตามมาด้วย 🌟🌟2 Michelin Stars ในปี 1996 และรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 Michelin Stars ในปี 2001 ถือเป็นห้องอาหารอันดับที่ 5 ในประวัติศาสตร์ของประเทศสเปนต่อจาก Zalacaín, Arzak, El Racó de Can Fabes และ elBulli นั่นเอง ปัจจุบันเชฟ Martín Berasategui เป็นเจ้าของห้องอาหารระดับ Michelin Star หลายแห่งคือ Martín Berasategui (🌟🌟🌟 3 Michelin Stars, Lasarte-Oria), Lasarte (🌟🌟🌟 3 Michelin Stars, Barcelona), M.B Restaurant (🌟🌟 2 Michelin Stars, Tenerife), Oria Restaurant (🌟 1 Michelin Star, Barcelona), eMe Be Garrote (🌟1 Michelin Star, San Sebastián), Ola Martín Berasategui (🌟1 Michelin Star, Bilbao) และ Fifty Seconds (🌟 1 Michelin Star, Lisbon) และห้องอาหารอื่น ๆ ในเครืออีก 6 แห่งจากที่ว่ามาทำให้ Martín Berasategui เป็นเชฟชาวสเปนที่ครอบครอง Michelin Starในมือมากที่สุดถึง 12 ดวง, Repsol Suns อีก 11 ดวง รวมไปถึงงานเขียนหนังสือต่าง ๆ อีกกว่า 20 เล่มเลยทีเดียว

🎗 [The Food] Restaurante Martín Berasategui นำเสนออาหารในทั้งรูปแบบ À La Carte และ Tasting Menu โดย À La Carte นั้นมีราคาเริ่มต้นที่จานละ 30 € สำหรับอาหารเรียกน้ำย่อย, 88 € สำหรับเมนคอร์ส และ 45 € สำหรับของหวาน แต่เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้เลือกสั่ง The Great Tasting Menu ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารจำนวน 15 คอร์สที่ราคา 290 € ต่อคน อาหารแต่ละคอร์สจะถูกนำเสิร์ฟไล่เรียงกันมาโดยมีทั้งจานดั้งเดิมที่สร้างชื่อให้กับเชฟในช่วงต้นยุค 90s มาจนถึงเมนูที่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นใหม่โดยผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคโมเลกุลออกมาได้อย่างลงตัว สำหรับคอร์สที่โดดเด่นในมื้อนี้ได้แก่

✨ 2018 Gilda (anchovy, chili pepper and olive) with 'Agrucapers' caper soup and `Balfegó‘ tuna tartare

Gilda (อ่านว่าฮิลด้า) เป็น Pintxo พื้นบ้านของเมือง Donostia-San Sebastián ทำมาจากแองโชวี่ พริกหวานสีเขียว และมะกอก ในที่นี้เชฟ Martin นำเสนอออกมาในรูปแบบใหม่โดยทำแต่ละองค์ประกอบให้เป็นสเฟียร์ เมื่อตักเข้าปากรสชาติจากด้านในจะแตกออกแล้วผสมรวมกันให้กลิ่นหอมและมีรสขมเบา ๆ เป็น Aftertaste ตามมา สาเหตุก็เพราะว่าเชฟต้องการให้รับประทานต่อด้วยทาทาร์ที่ใช้เนื้อปลาทูน่าจาก Balfegó บริษัทจับปลาจากเมือง L’Ametlla de Mar ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลเมดิเตอเรเนียนนำมาสับเป็นทาทาร์ขนาดพอดีคำ องค์ประกอบสีใสรอบ ๆ เป็นซุปเคเปอร์ที่ใช้เคเปอร์จาก Agrucapers นำมาขึ้นรูปเป็นเจลลี่ เมื่อรับประทานต่อจาก Gilda แล้วจะทำให้รสชาติหวาน มัน และรสชาติเปรี้ยวอุมามิจากตัวทาทาร์และเจลลี่โดดเด่นขึ้นมายิ่งขึ้นกว่าเดิม (20/20)

✨ 1993 Mille-feuille of smoked eel, foie-gras, spring onions and green apple

สุดยอดเมนูสุด Classic และ Iconic ของห้องอาหาร Martín Berasategui ทั้งยังเป็นจานที่แสดงถึงความอัจฉริยะของเชฟ Martín Berasategui คือมิลเฟยที่เปลี่ยนจากของหวานมาเป็นของคาวโดยใช้เนื้อปลาไหลทะเลจากทะเล Cantabrian นำมารมควันและฟัวกราส์มาเรียงซ้อนกันเป็นชั้นโดยให้เนื้อปลาไหลรมควันอยู่ตรงกลางแล้วขนาบชั้นบนล่างด้วยฟัวกราส์ เนื้อปลาไหลมีกลิ่นหอมจากการรมควันเด่นชัด กลับกันฟัวกราส์ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม ละมุน ครีมมี่จนแทบจะละลายในปาก ด้านบนทอปด้วย Caramelized Granny Smith apple ชิ้นบาง ๆ ให้รสชาติเปรี้ยวนำและรสหวานจากกระบวนการ Caramelization ทั้งยังช่วยให้มีเลเยอร์กรอบนิด ๆ เป็นการเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ครีมสีขาวรอบ ๆ คือ Spring onion cream ช่วยเพิ่มความครีมมี่เบา ๆ ให้กับมิลเฟย วิธีรับประทานให้แตะครีมลงบนมิลเฟยแล้วรับประทานทั้งคำแบบ One bite แม้จะถูกคิดค้นมานานกว่า 28 ปี ทั้งยังใช้เทคนิคอันซับซ้อนแต่กลับให้ผลออกมาเป็นเมนูที่ดูเรียบง่าย รสชาติที่ได้ยังคงมีความร่วมสมัย อร่อยชนิดที่หาใครเทียบได้ยากจนถึงปัจจุบัน (20/20)

✨ 2001 Vegetable hearts salad with seafood, cream of lettuce and iodized juice

อีกหนึ่งเมนู Iconic และ Classic Dish ของเชฟ Martín Berasategui ที่ถูกถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 2001 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ตัวร้านได้รับรางวัล 3 Michelin Stars เป็นครั้งแรกคือสลัดอันซับซ้อนซึ่งประกอบไปด้วยหน่อไม้ฝรั่ง อโวคาโด มะเขือเทศ และดอกไม้รับประทานได้หลายชนิด ม้วนมาอย่างสวยงาม และดอกกระเทียม (สีม่วง) เสิร์ฟมาคู่กับกุ้งขาว กุ้งแดง นอกจากนี้ในจานยังมีครีมทั้งหมด 3 ชนิดโดยสีเขียวทำมาจาก Sea lettuce สีเขียวอ่อนทำมาจาก Avocado และสีเหลืองทำมาจาก Seafood ด้านล่างเป็น Tomato water jelly หรือเจลลี่ทำมาจากน้ำมะเขือเทศทอปด้วย Roasted garlic vinaigrette ให้ความเปรี้ยว อุมามิ สดชื่น เมื่อตักรับประทานแต่ละครั้งรสชาติที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่องค์ประกอบที่ติดขึ้นมา ถือเป็นการยกระดับเมนูสลัดออกมาได้อย่างไร้ที่ติสมกับเป็นจานที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนู สุดยอดมาก ๆ (20/20)

✨ 1995 Vanilla apple pie with granny smith sherbet

เมนูคลาสสิคที่เชฟ Martín Berasategui รังสรรค์เอาไว้ตั้งแต่ปี 1995 เราต้องไม่ลืมว่าเชฟ Martín Berasategui นั้นเรียนมาทางอาหารหวานโดยตรงมาก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นเชฟอาหารคาวในภายหลังทำให้การเตรียมแอปเปิ้ลพายจานนี้ออกมาไร้ที่ติ แป้งพายฟู กรอบ เบา ละมุน กลิ่นหอมของของแอปเปิ้ลฟุ้งขึ้นแตะถึงหลังจมูก ชิ้นแอปเปิ้ลนุ่มมากจนแทบละลายในปาก มีรสชาติเปรี้ยวนิด ๆ ตัดกันกับความหวานของน้ำตาลด้านบน เมื่อรับประทานคู่กับเชอร์เบทแอปเปิ้ลจะพบความแตกต่างของอุณหภูมิร้อนและเย็น ข้างกันคือ Whipping cream หอมมันที่มีส่วนผสมของ Armagnac ให้รสขมปลาย ๆ ช่วยเสริมมิติทางรสชาติให้มีความลงตัวมากขึ้นไปอีก สำหรับเราแล้วนี่คือแอปเปิ้ลพายที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา ทุกองค์ประกอบในจานทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติจนกลายเป็นเมนูของหวานที่ดีที่สุดจานหนึ่งของเราในปีนี้เลยทีเดียว (20/20)

🎗 [Conclusion] คงจะไม่ผิดนักหากกล่าวว่า Martín Berasategui เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เชฟ Martín ในวัย 61 ปีสามารถรังสรรค์อาหารออกมาได้ร่วมสมัยไม่ตกยุค ทั้งยังสามารถผสมผสานเทคนิคแบบดั้งเดิมให้เข้ากันกับเทคนิคโมเลกุลได้อย่างไร้ที่ติ ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างสูงแม้จะเทียบกับห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars อื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงแต่ก็แลกมาด้วย Service level ระดับสูงชนิดหาใครเทียบได้ยากบ่งบอกถึงความเป็น Perfectionism ของเชฟ Martín ได้เป็นอย่างดี เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้เพื่อน ๆ ที่เดินทางมายังประเทศสเปนควรหาโอกาสเดินทางไปลิ้มลองกันให้ได้สักครั้ง รับรองว่าจะได้ความประทับใจไม่รู้ลืมกลับไปอย่างแน่นอน

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 59 รูป

🇪🇸 Martín Berasategui - มาร์ติน เบราซาเตกี 🍴 Creative - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์ 👨🏻‍🍳 Chef Martín Berasategui - เชฟ มาร์ติน เบราซาเตกี
รูปที่ 1
🇪🇸 Martín Berasategui - มาร์ติน เบราซาเตกี 🍴 Creative - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์ 👨🏻‍🍳 Chef Martín Berasategui - เชฟ มาร์ติน เบราซาเตกี
🌟🌟🌟 3 Michelin Stars - 3 ดาวมิชลิน ☀️☀️☀️ 3 Soles Guía Repsol - 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล
รูปที่ 2
🌟🌟🌟 3 Michelin Stars - 3 ดาวมิชลิน ☀️☀️☀️ 3 Soles Guía Repsol - 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล
รีวิวฉบับนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ Restaurante Martín Berasategui ห้องอาหารเรือธงของเชฟผู้ทรงอิทธิพลทางอาหารมากที่สุดคนหนึ่งของโลก การันตีด้วย Michelin Stars รวมทั้งสิ้น 12 ดวง ! และ Repsol Suns ถึง 11 ดวง ! ทั้งยังเป็นเชฟเพียงไม่กี่คนบนโลกที่สามารถคว้า 3 Michelin Stars ให้กับห้องอาหารในความควบคุมของตนเองถึง 2 แห่งอีกด้วย
รูปที่ 3
รีวิวฉบับนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ Restaurante Martín Berasategui ห้องอาหารเรือธงของเชฟผู้ทรงอิทธิพลทางอาหารมากที่สุดคนหนึ่งของโลก การันตีด้วย Michelin Stars รวมทั้งสิ้น 12 ดวง ! และ Repsol Suns ถึง 11 ดวง ! ทั้งยังเป็นเชฟเพียงไม่กี่คนบนโลกที่สามารถคว้า 3 Michelin Stars ให้กับห้องอาหารในความควบคุมของตนเองถึง 2 แห่งอีกด้วย
2020 Our marinated olives เริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยที่นำอย่างมะกอกสองชนิดมาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก (19/20)
รูปที่ 4
2020 Our marinated olives เริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยที่นำอย่างมะกอกสองชนิดมาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก (19/20)
2020 Our marinated olives Liquid green olives คือมะกอกเขียวปรุงรสที่เมื่อกัดแล้วจะแตกระเบิดออกในปากส่งกลิ่นและอโรม่าหอมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทั้งยังให้รสชาติออกเค็มเบา ๆ (19/20)
รูปที่ 5
2020 Our marinated olives Liquid green olives คือมะกอกเขียวปรุงรสที่เมื่อกัดแล้วจะแตกระเบิดออกในปากส่งกลิ่นและอโรม่าหอมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทั้งยังให้รสชาติออกเค็มเบา ๆ (19/20)
2020 Our marinated olives ข้างกันคือ Brioche with black olives เป็นขนมปังกรอบที่มีกลิ่นของมะกอกดำแตกต่างจากอโรม่าของมะกอกเขียวคำก่อนหน้าอย่างชัดเจน (19/20)
รูปที่ 6
2020 Our marinated olives ข้างกันคือ Brioche with black olives เป็นขนมปังกรอบที่มีกลิ่นของมะกอกดำแตกต่างจากอโรม่าของมะกอกเขียวคำก่อนหน้าอย่างชัดเจน (19/20)
2021 Shrimp tartare on crunchy beetroot pearls ถัดมาเป็นเมนู Classic of the house ที่เชฟ Martín Berasategui เปลี่ยนองค์ประกอบไปเรื่อย ๆ ในแต่ละปี เริ่มจากแผ่นกรอบสีแดงทำมาจากมันสกปะหลังและบีทรูท ด้านบนทอปด้วยเนื้อกุ้งที่สับละเอียดจนเป็นทาทาร์ให้รสชาติหวานธรรมชาติ ยังมีเนื้อปลาแซลมอนรมควันช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและมิติทางเนื้อสัมผัสอีกด้วย (20/20)
รูปที่ 7
2021 Shrimp tartare on crunchy beetroot pearls ถัดมาเป็นเมนู Classic of the house ที่เชฟ Martín Berasategui เปลี่ยนองค์ประกอบไปเรื่อย ๆ ในแต่ละปี เริ่มจากแผ่นกรอบสีแดงทำมาจากมันสกปะหลังและบีทรูท ด้านบนทอปด้วยเนื้อกุ้งที่สับละเอียดจนเป็นทาทาร์ให้รสชาติหวานธรรมชาติ ยังมีเนื้อปลาแซลมอนรมควันช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและมิติทางเนื้อสัมผัสอีกด้วย (20/20)
2018 Gilda (anchovy, chili pepper and olive) with 'Agrucapers' caper soup and `Balfegó‘ tuna tartare Gilda (อ่านว่าฮิลด้า) เป็น Pintxo พื้นบ้านของเมือง Donostia-San Sebastián ทำมาจากแองโชวี่ พริกหวานสีเขียว และมะกอก ในที่นี้เชฟ Martin นำเสนอออกมาในรูปแบบใหม่โดยทำแต่ละองค์ประกอบให้เป็นสเฟียร์ เมื่อตักเข้าปากรสชาติจากด้านในจะแตกออกแล้วผสมรวมกันให้กลิ่นหอมและมีรสขมเบา ๆ เป็น Aftertaste ตามมา (20/20)
รูปที่ 8
2018 Gilda (anchovy, chili pepper and olive) with 'Agrucapers' caper soup and `Balfegó‘ tuna tartare Gilda (อ่านว่าฮิลด้า) เป็น Pintxo พื้นบ้านของเมือง Donostia-San Sebastián ทำมาจากแองโชวี่ พริกหวานสีเขียว และมะกอก ในที่นี้เชฟ Martin นำเสนอออกมาในรูปแบบใหม่โดยทำแต่ละองค์ประกอบให้เป็นสเฟียร์ เมื่อตักเข้าปากรสชาติจากด้านในจะแตกออกแล้วผสมรวมกันให้กลิ่นหอมและมีรสขมเบา ๆ เป็น Aftertaste ตามมา (20/20)
2018 Gilda (anchovy, chili pepper and olive) with 'Agrucapers' caper soup and `Balfegó‘ tuna tartare เชฟต้องการให้รับประทานต่อด้วยทาทาร์ที่ใช้เนื้อปลาทูน่าจาก Balfegó บริษัทจับปลาจากเมือง L’Ametlla de Mar ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลเมดิเตอเรเนียนนำมาสับเป็นทาทาร์ขนาดพอดีคำ องค์ประกอบสีใสรอบ ๆ เป็นซุปเคเปอร์ที่ใช้เคเปอร์จาก Agrucapers นำมาขึ้นรูปเป็นเจลลี่ เมื่อรับประทานต่อจาก Gilda แล้วจะทำให้รสชาติหวาน มัน และรสชาติเปรี้ยวอุมามิจากตัวทาทาร์และเจลลี่โดดเด่นขึ้นมายิ่งขึ้นกว่าเดิม (20/20)
รูปที่ 9
2018 Gilda (anchovy, chili pepper and olive) with 'Agrucapers' caper soup and `Balfegó‘ tuna tartare เชฟต้องการให้รับประทานต่อด้วยทาทาร์ที่ใช้เนื้อปลาทูน่าจาก Balfegó บริษัทจับปลาจากเมือง L’Ametlla de Mar ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลเมดิเตอเรเนียนนำมาสับเป็นทาทาร์ขนาดพอดีคำ องค์ประกอบสีใสรอบ ๆ เป็นซุปเคเปอร์ที่ใช้เคเปอร์จาก Agrucapers นำมาขึ้นรูปเป็นเจลลี่ เมื่อรับประทานต่อจาก Gilda แล้วจะทำให้รสชาติหวาน มัน และรสชาติเปรี้ยวอุมามิจากตัวทาทาร์และเจลลี่โดดเด่นขึ้นมายิ่งขึ้นกว่าเดิม (20/20)
1993 Mille-feuille of smoked eel, foie-gras, spring onions and green apple สุดยอดเมนูสุด Classic และ Iconic ของห้องอาหาร Martín Berasategui ทั้งยังเป็นจานที่แสดงถึงความอัจฉริยะของเชฟ Martín Berasategui คือมิลเฟยที่เปลี่ยนจากของหวานมาเป็นของคาวโดยใช้เนื้อปลาไหลทะเลจากทะเล Cantabrian นำมารมควันและฟัวกราส์มาเรียงซ้อนกันเป็นชั้นโดยให้เนื้อปลาไหลรมควันอยู่ตรงกลางแล้วขนาบชั้นบนล่างด้วยฟัวกราส์ เนื้อปลาไหลมีกลิ่นหอมจากการรมควันเด่นชัด กลับกันฟัวกราส์ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม ละมุน ครีมมี่จนแทบจะละลายในปาก ด้านบนทอปด้วย Caramelized Granny Smith apple ชิ้นบาง ๆ ให้รสชาติเปรี้ยวนำและรสหวานจากกระบวนการ Caramelization ทั้งยังช่วยให้มีเลเยอร์กรอบนิด ๆ เป็นการเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ครีมสีขาวรอบ ๆ คือ Spring onion cream ช่วยเพิ่มความครีมมี่เบา ๆ ให้กับมิลเฟย วิธีรับประทานให้แตะครีมลงบนมิลเฟยแล้วรับประทานทั้งคำแบบ One bite แม้จะถูกคิดค้นมานานกว่า 28 ปี ทั้งยังใช้เทคนิคอันซับซ้อนแต่กลับให้ผลออกมาเป็นเมนูที่ดูเรียบง่าย รสชาติที่ได้ยังคงมีความร่วมสมัย อร่อยชนิดที่หาใครเทียบได้ยากจนถึงปัจจุบัน (20/20)
รูปที่ 10
1993 Mille-feuille of smoked eel, foie-gras, spring onions and green apple สุดยอดเมนูสุด Classic และ Iconic ของห้องอาหาร Martín Berasategui ทั้งยังเป็นจานที่แสดงถึงความอัจฉริยะของเชฟ Martín Berasategui คือมิลเฟยที่เปลี่ยนจากของหวานมาเป็นของคาวโดยใช้เนื้อปลาไหลทะเลจากทะเล Cantabrian นำมารมควันและฟัวกราส์มาเรียงซ้อนกันเป็นชั้นโดยให้เนื้อปลาไหลรมควันอยู่ตรงกลางแล้วขนาบชั้นบนล่างด้วยฟัวกราส์ เนื้อปลาไหลมีกลิ่นหอมจากการรมควันเด่นชัด กลับกันฟัวกราส์ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม ละมุน ครีมมี่จนแทบจะละลายในปาก ด้านบนทอปด้วย Caramelized Granny Smith apple ชิ้นบาง ๆ ให้รสชาติเปรี้ยวนำและรสหวานจากกระบวนการ Caramelization ทั้งยังช่วยให้มีเลเยอร์กรอบนิด ๆ เป็นการเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ครีมสีขาวรอบ ๆ คือ Spring onion cream ช่วยเพิ่มความครีมมี่เบา ๆ ให้กับมิลเฟย วิธีรับประทานให้แตะครีมลงบนมิลเฟยแล้วรับประทานทั้งคำแบบ One bite แม้จะถูกคิดค้นมานานกว่า 28 ปี ทั้งยังใช้เทคนิคอันซับซ้อนแต่กลับให้ผลออกมาเป็นเมนูที่ดูเรียบง่าย รสชาติที่ได้ยังคงมีความร่วมสมัย อร่อยชนิดที่หาใครเทียบได้ยากจนถึงปัจจุบัน (20/20)
The breads: bacon brioche; fig, raisin and walnut plats; pastry bread; fenugreek bread, sourdough baguette; loaf of whole wheat สำหรับขนมปังมีให้เลือกมากมายทั้ง Fenugreek, whole grain, walnut, baguette, puff pastry และ pork belly brioche
รูปที่ 11
The breads: bacon brioche; fig, raisin and walnut plats; pastry bread; fenugreek bread, sourdough baguette; loaf of whole wheat สำหรับขนมปังมีให้เลือกมากมายทั้ง Fenugreek, whole grain, walnut, baguette, puff pastry และ pork belly brioche
Our selection of butters 2021: red chill; avocado; lime leaf; caper, black olives and anchovy ในส่วนของเนยนั้นมีให้เลือกด้วยกัน 4 ชนิดคือพริกแดง, อโวคาโด้, ใบมะนาว และชนิดสุดท้ายได้จากการผสมรวมกันของเคเปอร์ มะกอกดำ และแองโชวี่
รูปที่ 12
Our selection of butters 2021: red chill; avocado; lime leaf; caper, black olives and anchovy ในส่วนของเนยนั้นมีให้เลือกด้วยกัน 4 ชนิดคือพริกแดง, อโวคาโด้, ใบมะนาว และชนิดสุดท้ายได้จากการผสมรวมกันของเคเปอร์ มะกอกดำ และแองโชวี่
The breads: bacon brioche; fig, raisin and walnut plats; pastry bread; fenugreek bread, sourdough baguette; loaf of whole wheat Our selection of butters 2021: red chill; avocado; lime leaf; caper, black olives and anchovy แน่นอนว่าทั้งขนมปังและเนยสามารถขอเพิ่มได้ไม่อั้น แต่ระวังจะอิ่มกันเสียก่อน
รูปที่ 13
The breads: bacon brioche; fig, raisin and walnut plats; pastry bread; fenugreek bread, sourdough baguette; loaf of whole wheat Our selection of butters 2021: red chill; avocado; lime leaf; caper, black olives and anchovy แน่นอนว่าทั้งขนมปังและเนยสามารถขอเพิ่มได้ไม่อั้น แต่ระวังจะอิ่มกันเสียก่อน
2019 Oyster with green olive juice, wasabi emulsion and crunchy sea lettuce หอยนางรมสดจากแคว้น Galicia เนื้อสัมผัสนุ่มและน้ำจากมะกอกเขียว ทอปด้านบนด้วยโฟมวาซาบิสีเขียวสดใสให้รสเผ็ดเบา ๆ ทั้งยังช่วยเบรคกลิ่นเฉพาะตัวของหอยนางรมไม่ให้โดดจนเกินไป ฝั่งซ้ายมือคือ Crunchy sea lettuce เคี้ยวกรอบ ข้าง ๆ คือ Oyster juice ทำออกมาเป็นสเฟียร์ทรงกลมและ Frozen red pepper ให้รสหวานพอประมาณแต่รสชาติโดยรวมของจานยังคงออกไปทางเปรี้ยวช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (19/20)
รูปที่ 14
2019 Oyster with green olive juice, wasabi emulsion and crunchy sea lettuce หอยนางรมสดจากแคว้น Galicia เนื้อสัมผัสนุ่มและน้ำจากมะกอกเขียว ทอปด้านบนด้วยโฟมวาซาบิสีเขียวสดใสให้รสเผ็ดเบา ๆ ทั้งยังช่วยเบรคกลิ่นเฉพาะตัวของหอยนางรมไม่ให้โดดจนเกินไป ฝั่งซ้ายมือคือ Crunchy sea lettuce เคี้ยวกรอบ ข้าง ๆ คือ Oyster juice ทำออกมาเป็นสเฟียร์ทรงกลมและ Frozen red pepper ให้รสหวานพอประมาณแต่รสชาติโดยรวมของจานยังคงออกไปทางเปรี้ยวช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (19/20)
2001 Vegetable hearts salad with seafood, cream of lettuce and iodized juice อีกหนึ่งเมนู Iconic และ Classic Dish ของเชฟ Martín Berasategui ที่ถูกถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 2001 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ตัวร้านได้รับรางวัล 3 Michelin Stars เป็นครั้งแรกคือสลัดอันซับซ้อนซึ่งประกอบไปด้วยหน่อไม้ฝรั่ง อโวคาโด มะเขือเทศ และดอกไม้รับประทานได้หลายชนิด ม้วนมาอย่างสวยงาม และดอกกระเทียม (สีม่วง) เสิร์ฟมาคู่กับกุ้งขาว กุ้งแดง นอกจากนี้ในจานยังมีครีมทั้งหมด 3 ชนิดโดยสีเขียวทำมาจาก Sea lettuce สีเขียวอ่อนทำมาจาก Avocado และสีเหลืองทำมาจาก Seafood ด้านล่างเป็น Tomato water jelly หรือเจลลี่ทำมาจากน้ำมะเขือเทศทอปด้วย Roasted garlic vinaigrette ให้ความเปรี้ยว อุมามิ สดชื่น เมื่อตักรับประทานแต่ละครั้งรสชาติที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่องค์ประกอบที่ติดขึ้นมา ถือเป็นการยกระดับเมนูสลัดออกมาได้อย่างไร้ที่ติสมกับเป็นจานที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนู สุดยอดมาก ๆ (20/20)
รูปที่ 15
2001 Vegetable hearts salad with seafood, cream of lettuce and iodized juice อีกหนึ่งเมนู Iconic และ Classic Dish ของเชฟ Martín Berasategui ที่ถูกถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 2001 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ตัวร้านได้รับรางวัล 3 Michelin Stars เป็นครั้งแรกคือสลัดอันซับซ้อนซึ่งประกอบไปด้วยหน่อไม้ฝรั่ง อโวคาโด มะเขือเทศ และดอกไม้รับประทานได้หลายชนิด ม้วนมาอย่างสวยงาม และดอกกระเทียม (สีม่วง) เสิร์ฟมาคู่กับกุ้งขาว กุ้งแดง นอกจากนี้ในจานยังมีครีมทั้งหมด 3 ชนิดโดยสีเขียวทำมาจาก Sea lettuce สีเขียวอ่อนทำมาจาก Avocado และสีเหลืองทำมาจาก Seafood ด้านล่างเป็น Tomato water jelly หรือเจลลี่ทำมาจากน้ำมะเขือเทศทอปด้วย Roasted garlic vinaigrette ให้ความเปรี้ยว อุมามิ สดชื่น เมื่อตักรับประทานแต่ละครั้งรสชาติที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่องค์ประกอบที่ติดขึ้นมา ถือเป็นการยกระดับเมนูสลัดออกมาได้อย่างไร้ที่ติสมกับเป็นจานที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนู สุดยอดมาก ๆ (20/20)
2021 Clams over watercress and rocket leaves chlorophyl, kaffir lime and coconut คั่นด้วยเมนูแปลกอย่างหอยแคลมสด ๆ รองด้านล่างด้วยผัก Watercress และ Arugula ทำออกมาเป็นคลอโรฟิลล์สีเขียวเข้ม รอบ ๆ เป็นครีมสีขาวทำมาจากมะกรูดผสมกับมะพร้าว ตัวหอยมีความกรึบแต่มีกลิ่นเฉพาะตัวค่อนข้างแรง เสริมด้วยกลิ่นคลอโรฟิลล์เบา ๆ และกลิ่นหอมของมะพร้าว (17/20)
รูปที่ 16
2021 Clams over watercress and rocket leaves chlorophyl, kaffir lime and coconut คั่นด้วยเมนูแปลกอย่างหอยแคลมสด ๆ รองด้านล่างด้วยผัก Watercress และ Arugula ทำออกมาเป็นคลอโรฟิลล์สีเขียวเข้ม รอบ ๆ เป็นครีมสีขาวทำมาจากมะกรูดผสมกับมะพร้าว ตัวหอยมีความกรึบแต่มีกลิ่นเฉพาะตัวค่อนข้างแรง เสริมด้วยกลิ่นคลอโรฟิลล์เบา ๆ และกลิ่นหอมของมะพร้าว (17/20)
2020 Carpaccio of red shrimp over trembling of crustaceans, with chicory, anchovy and sardine canapé กุ้งแดงนำมาแล่บาง ๆ เป็น Carpaccio ให้รสชาติหวาน ด้านล่างเป็นส่วนมันกุ้งที่ถูก Jellified ให้กลายเป็นเจลลี่รองอยู่ด้านล่าง ด้านบนเป็นโฟมทำมาจากเฟนเนลและตะไคร้เสริมกลิ่นและอโรม่าให้กับจาน รอบ ๆ คือ Barnacle หรือเพรียงหั่นมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ ชิ้นสีขาวรอบ ๆ ทำเลียนแบบ Montadito โดยใช้ Endive แทนขนมปัง ตรงกลางคือองค์ประกอบของปลาซาดีนและแองโชวี่นั่นเอง (19/20)
รูปที่ 17
2020 Carpaccio of red shrimp over trembling of crustaceans, with chicory, anchovy and sardine canapé กุ้งแดงนำมาแล่บาง ๆ เป็น Carpaccio ให้รสชาติหวาน ด้านล่างเป็นส่วนมันกุ้งที่ถูก Jellified ให้กลายเป็นเจลลี่รองอยู่ด้านล่าง ด้านบนเป็นโฟมทำมาจากเฟนเนลและตะไคร้เสริมกลิ่นและอโรม่าให้กับจาน รอบ ๆ คือ Barnacle หรือเพรียงหั่นมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ ชิ้นสีขาวรอบ ๆ ทำเลียนแบบ Montadito โดยใช้ Endive แทนขนมปัง ตรงกลางคือองค์ประกอบของปลาซาดีนและแองโชวี่นั่นเอง (19/20)
2018 Langoustine over an aniseed sea-bed and coral mayonnaise จานนี้เชฟจับคู่วัตถุดิบหลักคือล็องกูสทีนเข้ากับวัตถุดิบจากท้องทะเลอื่น ๆ อีกหลายชนิด (20/20)
รูปที่ 18
2018 Langoustine over an aniseed sea-bed and coral mayonnaise จานนี้เชฟจับคู่วัตถุดิบหลักคือล็องกูสทีนเข้ากับวัตถุดิบจากท้องทะเลอื่น ๆ อีกหลายชนิด (20/20)
2018 Langoustine over an aniseed sea-bed and coral mayonnaise พนักงานจะมาเท Spider crab broth ซึ่งมีลักษณะเป็น Consommé หรือซุปสีเหลืองใสลงไป (20/20)
รูปที่ 19
2018 Langoustine over an aniseed sea-bed and coral mayonnaise พนักงานจะมาเท Spider crab broth ซึ่งมีลักษณะเป็น Consommé หรือซุปสีเหลืองใสลงไป (20/20)
2018 Langoustine over an aniseed sea-bed and coral mayonnaise ล็องกูสทีนรมควันมาสุกพอดี ผิวด้านนอกกรอบนิด ๆ แต่ด้านในยังคงฉ่ำหวาน เสิร์ฟมาบน Sea bed ลักษณะคล้ายครีมทำมาจากสาหร่ายวากาเมะ ข้าง ๆ คือมายองเนสครีม 3 ชนิดโดยสีชมพูทำมาจากไข่หอยเม่น สีขาวทำมาจากเฟนเนลและ Aniseed สีเขียวทำมาจากสาหร่าย Codium seaweed ซุปใสที่ทำมาจาก Spider crab หอม มัน ส่วนครัมเบิ้ลที่วางอยู่ขอบจานนั้นทำมาจากส่วนมันหัวกุ้งนั่นเอง (20/20)
รูปที่ 20
2018 Langoustine over an aniseed sea-bed and coral mayonnaise ล็องกูสทีนรมควันมาสุกพอดี ผิวด้านนอกกรอบนิด ๆ แต่ด้านในยังคงฉ่ำหวาน เสิร์ฟมาบน Sea bed ลักษณะคล้ายครีมทำมาจากสาหร่ายวากาเมะ ข้าง ๆ คือมายองเนสครีม 3 ชนิดโดยสีชมพูทำมาจากไข่หอยเม่น สีขาวทำมาจากเฟนเนลและ Aniseed สีเขียวทำมาจากสาหร่าย Codium seaweed ซุปใสที่ทำมาจาก Spider crab หอม มัน ส่วนครัมเบิ้ลที่วางอยู่ขอบจานนั้นทำมาจากส่วนมันหัวกุ้งนั่นเอง (20/20)
2021 Grilled hake loin, red curry and razor clams เนื้อปลา Hake ย่างจนสุก เนื้อสัมผัสเฟิร์มแต่ไม่กระด้าง ด้านบนคือแผ่น Coral กรอบทำมาจาก Crustacean หรือสัตว์จำพวกกุ้ง ฝั่งขบาคืออีมัลชั่นสีแดง ด้านล่างเป็นซอสที่มีกลิ่นหอมแกงและเนื้อหอยหลอดซึ่งมีความต่างขณะเคี้ยวกับเนื้อปลา (20/20)
รูปที่ 21
2021 Grilled hake loin, red curry and razor clams เนื้อปลา Hake ย่างจนสุก เนื้อสัมผัสเฟิร์มแต่ไม่กระด้าง ด้านบนคือแผ่น Coral กรอบทำมาจาก Crustacean หรือสัตว์จำพวกกุ้ง ฝั่งขบาคืออีมัลชั่นสีแดง ด้านล่างเป็นซอสที่มีกลิ่นหอมแกงและเนื้อหอยหลอดซึ่งมีความต่างขณะเคี้ยวกับเนื้อปลา (20/20)
2020 Infusion of marinated mushrooms “Lamont” with yolk and crunchy crumbs of herbs ถัดมาเป็นจานที่เสิร์ฟไข่แดงปรุงสุกที่อุณหภูมิต่ำ เสิร์ฟมาคู่กับ Basil bonbon ซึ่งเป็นสเฟียร์ทรงกลมสีเขียวเข้มในภาพ ข้างกันคือ Dexelles ทำมาจากเห็ด พาเมซานชีส และใบพาสลีย์ ทอปด้านบนด้วย Iberian ham และเห็ดทรัฟเฟิล รอบ ๆ จานคือครัมเบิ้ลสมุนไพรกรอบนั่นเอง (20/20)
รูปที่ 22
2020 Infusion of marinated mushrooms “Lamont” with yolk and crunchy crumbs of herbs ถัดมาเป็นจานที่เสิร์ฟไข่แดงปรุงสุกที่อุณหภูมิต่ำ เสิร์ฟมาคู่กับ Basil bonbon ซึ่งเป็นสเฟียร์ทรงกลมสีเขียวเข้มในภาพ ข้างกันคือ Dexelles ทำมาจากเห็ด พาเมซานชีส และใบพาสลีย์ ทอปด้านบนด้วย Iberian ham และเห็ดทรัฟเฟิล รอบ ๆ จานคือครัมเบิ้ลสมุนไพรกรอบนั่นเอง (20/20)
2020 Infusion of marinated mushrooms “Lamont” with yolk and crunchy crumbs of herbs จากนั้นพนักงานจะเทซุป Marinated mushroom infusion ทำมาจากเห็ดปรุงรสลงไป (20/20)
รูปที่ 23
2020 Infusion of marinated mushrooms “Lamont” with yolk and crunchy crumbs of herbs จากนั้นพนักงานจะเทซุป Marinated mushroom infusion ทำมาจากเห็ดปรุงรสลงไป (20/20)
2020 Infusion of marinated mushrooms “Lamont” with yolk and crunchy crumbs of herbs วิธีรับประทานให้ผสมครัมเบิ้ลลงไปในถ้วย จากนั้นเจาะไข่แดงให้แตกออกแล้วทานหลาย ๆ องค์ประกอบพร้อมกัน ไข่แดงเยิ้ม ๆ ช่วยเสริมความครีมมี่ให้กับจาน น้ำซุปรสชาติเค็มนิด ๆ กลมกล่อม หอมกลิ่นเห็ด ทั้งยังมี Earthy aroma เข้ากันกับกลิ่นสมุนไพรได้พอดิบพอดี (20/20)
รูปที่ 24
2020 Infusion of marinated mushrooms “Lamont” with yolk and crunchy crumbs of herbs วิธีรับประทานให้ผสมครัมเบิ้ลลงไปในถ้วย จากนั้นเจาะไข่แดงให้แตกออกแล้วทานหลาย ๆ องค์ประกอบพร้อมกัน ไข่แดงเยิ้ม ๆ ช่วยเสริมความครีมมี่ให้กับจาน น้ำซุปรสชาติเค็มนิด ๆ กลมกล่อม หอมกลิ่นเห็ด ทั้งยังมี Earthy aroma เข้ากันกับกลิ่นสมุนไพรได้พอดิบพอดี (20/20)
2021 Roasted in vine shoots pigeon with pickled cucumber, liquid tubers, crunchy toast and its juice จานสุดท้ายของเมนคอร์สคือนกพิราบที่ผ่านการย่างบนเถาไวน์จนหอม เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium rare นุ่ม ฉ่ำ ไร้ซึ่งกลิ่นคาว ข้าง ๆ กันเป็นส่วนขา (Thigh) นกพิราบที่จัดเตรียมในลักษณะ À la royale ได้เนียนละเอียดจนแทบละลายในปาก มีส่วนผสมของฟัวกราส์ (20/20)
รูปที่ 25
2021 Roasted in vine shoots pigeon with pickled cucumber, liquid tubers, crunchy toast and its juice จานสุดท้ายของเมนคอร์สคือนกพิราบที่ผ่านการย่างบนเถาไวน์จนหอม เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium rare นุ่ม ฉ่ำ ไร้ซึ่งกลิ่นคาว ข้าง ๆ กันเป็นส่วนขา (Thigh) นกพิราบที่จัดเตรียมในลักษณะ À la royale ได้เนียนละเอียดจนแทบละลายในปาก มีส่วนผสมของฟัวกราส์ (20/20)
2021 Roasted in vine shoots pigeon with pickled cucumber, liquid tubers, crunchy toast and its juice รอบ ๆ คือแผ่นขนมปังทอปด้วยมูสทำมาจากเครื่องในนกพิราบ แตงกวาดองให้รสเปรี้ยวนิด ๆ ช่วยตัดไม่ให้เลี่ยนได้ง่าย และเห็ดทรัฟเฟิลเสริมอโรม่าโดยรวมของจานให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น (20/20)
รูปที่ 26
2021 Roasted in vine shoots pigeon with pickled cucumber, liquid tubers, crunchy toast and its juice รอบ ๆ คือแผ่นขนมปังทอปด้วยมูสทำมาจากเครื่องในนกพิราบ แตงกวาดองให้รสเปรี้ยวนิด ๆ ช่วยตัดไม่ให้เลี่ยนได้ง่าย และเห็ดทรัฟเฟิลเสริมอโรม่าโดยรวมของจานให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น (20/20)
2021 Hot & cold Gin Fizz of strawberries “Corazón Berry” and lime ล้างปากด้วย Gin Fizz ค็อกเทลล์คลาสสิคที่เชฟนำมาตีความใหม่เสิร์ฟมาในลักษณะทั้งร้อนและเย็นในแก้วเดียวกัน (19/20)
รูปที่ 27
2021 Hot & cold Gin Fizz of strawberries “Corazón Berry” and lime ล้างปากด้วย Gin Fizz ค็อกเทลล์คลาสสิคที่เชฟนำมาตีความใหม่เสิร์ฟมาในลักษณะทั้งร้อนและเย็นในแก้วเดียวกัน (19/20)
2021 Hot & cold Gin Fizz of strawberries “Corazón Berry” and lime องค์ประกอบด้านล่างเป็นกรานิต้า ทำมาจาก Corazón Berry ซึ่งเป็นสตรอว์เบอร์รี่ท้องถิ่นและมะนาว จากนั้นพนักงานจะมาเติมโฟมอุ่น ๆ ด้านบนให้ที่โต๊ะ (19/20)
รูปที่ 28
2021 Hot & cold Gin Fizz of strawberries “Corazón Berry” and lime องค์ประกอบด้านล่างเป็นกรานิต้า ทำมาจาก Corazón Berry ซึ่งเป็นสตรอว์เบอร์รี่ท้องถิ่นและมะนาว จากนั้นพนักงานจะมาเติมโฟมอุ่น ๆ ด้านบนให้ที่โต๊ะ (19/20)
2021 Hot & cold Gin Fizz of strawberries “Corazón Berry” and lime ให้ตักรับประทานทั้งองค์ประกอบร้อนและเย็นเพื่อสัมผัสถึงอุณหภูมิที่แตกต่างกันในคำเดียว มีรสขมช่วยล้างปาก มีความสดชื่นของสตรอว์เบอร์รี่ และรสเปรี้ยวนิด ๆ จากมะนาว (19/20)
รูปที่ 29
2021 Hot & cold Gin Fizz of strawberries “Corazón Berry” and lime ให้ตักรับประทานทั้งองค์ประกอบร้อนและเย็นเพื่อสัมผัสถึงอุณหภูมิที่แตกต่างกันในคำเดียว มีรสขมช่วยล้างปาก มีความสดชื่นของสตรอว์เบอร์รี่ และรสเปรี้ยวนิด ๆ จากมะนาว (19/20)
2019 Lemon with basil juice, green bean and almond จานนี้เป็นของหวานที่ผสมผสานวัตถุดิบอย่างถั่วเข้ามาได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ องค์ประกอบแรกคือ Fake lemon หรือมะนาวปลอมทำมาจากไวท์ช็อกโกแลต เสิร์ฟมาคู่กับไอศกรีมเลมอน ถั่วที่ปรุงสุกแล้วหั่นซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ และ Basil Juice (20/20)
รูปที่ 30
2019 Lemon with basil juice, green bean and almond จานนี้เป็นของหวานที่ผสมผสานวัตถุดิบอย่างถั่วเข้ามาได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ องค์ประกอบแรกคือ Fake lemon หรือมะนาวปลอมทำมาจากไวท์ช็อกโกแลต เสิร์ฟมาคู่กับไอศกรีมเลมอน ถั่วที่ปรุงสุกแล้วหั่นซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ และ Basil Juice (20/20)
2019 Lemon with basil juice, green bean and almond ไวท์ช็อกโกแลตหอมมันตัดด้วยความเปรี้ยวจากไอศกรีมมะนาว น้ำเบซิลช่วยเพิ่มอโรม่าเฉพาะตัวแต่ไม่แรงจนเกินไป ถั่วที่ใส่มาให้เนื้อสัมผัสความกรอบแต่ไม่มีกลิ่นเขียวแม้แต่น้อย ถือเป็นขนมหวานที่ใส่ผักเข้ามาเป็นวัตถุดิบหลักได้อย่างลงตัวมาก ๆ (20/20)
รูปที่ 31
2019 Lemon with basil juice, green bean and almond ไวท์ช็อกโกแลตหอมมันตัดด้วยความเปรี้ยวจากไอศกรีมมะนาว น้ำเบซิลช่วยเพิ่มอโรม่าเฉพาะตัวแต่ไม่แรงจนเกินไป ถั่วที่ใส่มาให้เนื้อสัมผัสความกรอบแต่ไม่มีกลิ่นเขียวแม้แต่น้อย ถือเป็นขนมหวานที่ใส่ผักเข้ามาเป็นวัตถุดิบหลักได้อย่างลงตัวมาก ๆ (20/20)
2020 Crunchy hazelnut toffee, frozen wasabi and “Pacari” chocolate frost ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานในเซ็ตประกอบไปด้วยทอฟฟี่คาราเมลรสชาติหวานเค็มและถั่วฮาเซลนัทกรอบ ไอศกรีมวาซาบิมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวแต่ไม่มีรสเผ็ดติดมาแม้แต่น้อย รอบ ๆ คือฟรอสหรือน้ำแข็งเนื้อละเอียดทำมาจากช็อกโกแลต (18/20)
รูปที่ 32
2020 Crunchy hazelnut toffee, frozen wasabi and “Pacari” chocolate frost ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานในเซ็ตประกอบไปด้วยทอฟฟี่คาราเมลรสชาติหวานเค็มและถั่วฮาเซลนัทกรอบ ไอศกรีมวาซาบิมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวแต่ไม่มีรสเผ็ดติดมาแม้แต่น้อย รอบ ๆ คือฟรอสหรือน้ำแข็งเนื้อละเอียดทำมาจากช็อกโกแลต (18/20)
1995 Vanilla apple pie with granny smith sherbet (45 €) เราได้ลองขอเปลี่ยนของหวานจานหนึ่งมาเป็นแอปเปิ้ลพาย เมนูคลาสสิคที่เชฟ Martín Berasategui รังสรรค์เอาไว้ตั้งแต่ปี 1995 ขอบอกเลยว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะต้องไม่ลืมว่าเชฟ Martín Berasategui นั้นเรียนมาทางอาหารหวานโดยตรงมาก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นเชฟอาหารคาวในภายหลัง (20/20)
รูปที่ 33
1995 Vanilla apple pie with granny smith sherbet (45 €) เราได้ลองขอเปลี่ยนของหวานจานหนึ่งมาเป็นแอปเปิ้ลพาย เมนูคลาสสิคที่เชฟ Martín Berasategui รังสรรค์เอาไว้ตั้งแต่ปี 1995 ขอบอกเลยว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะต้องไม่ลืมว่าเชฟ Martín Berasategui นั้นเรียนมาทางอาหารหวานโดยตรงมาก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นเชฟอาหารคาวในภายหลัง (20/20)
1995 Vanilla apple pie with granny smith sherbet (45 €) ภาพของแอปเปิ้ลพาย (20/20)
รูปที่ 34
1995 Vanilla apple pie with granny smith sherbet (45 €) ภาพของแอปเปิ้ลพาย (20/20)
1995 Vanilla apple pie with granny smith sherbet (45 €) แป้งพายฟู กรอบ เบา ละมุน กลิ่นหอมของของแอปเปิ้ลฟุ้งขึ้นแตะถึงหลังจมูก ชิ้นแอปเปิ้ลนุ่มมากจนแทบละลายในปาก มีรสชาติเปรี้ยวนิด ๆ ตัดกันกับความหวานของน้ำตาลด้านบน เมื่อรับประทานคู่กับเชอร์เบทแอปเปิ้ลจะพบความแตกต่างของอุณหภูมิร้อนและเย็น (20/20)
รูปที่ 35
1995 Vanilla apple pie with granny smith sherbet (45 €) แป้งพายฟู กรอบ เบา ละมุน กลิ่นหอมของของแอปเปิ้ลฟุ้งขึ้นแตะถึงหลังจมูก ชิ้นแอปเปิ้ลนุ่มมากจนแทบละลายในปาก มีรสชาติเปรี้ยวนิด ๆ ตัดกันกับความหวานของน้ำตาลด้านบน เมื่อรับประทานคู่กับเชอร์เบทแอปเปิ้ลจะพบความแตกต่างของอุณหภูมิร้อนและเย็น (20/20)
1995 Vanilla apple pie with granny smith sherbet (45 €) ข้างกันคือ Whipping cream หอมมันที่มีส่วนผสมของ Armagnac ให้รสขมปลาย ๆ ช่วยเสริมมิติทางรสชาติให้มีความลงตัวมากขึ้นไปอีก สำหรับเราแล้วนี่คือแอปเปิ้ลพายที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา ทุกองค์ประกอบในจานทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติจนกลายเป็นเมนูของหวานที่ดีที่สุดจานหนึ่งของเราในปีนี้เลยทีเดียว (20/20)
รูปที่ 36
1995 Vanilla apple pie with granny smith sherbet (45 €) ข้างกันคือ Whipping cream หอมมันที่มีส่วนผสมของ Armagnac ให้รสขมปลาย ๆ ช่วยเสริมมิติทางรสชาติให้มีความลงตัวมากขึ้นไปอีก สำหรับเราแล้วนี่คือแอปเปิ้ลพายที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา ทุกองค์ประกอบในจานทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติจนกลายเป็นเมนูของหวานที่ดีที่สุดจานหนึ่งของเราในปีนี้เลยทีเดียว (20/20)
My goodies 2021: walnuts and honey nougat; candy of red fruits; mango and chocolate macaron; coconut sponge; cold chocolate soup; infusion of passion fruit and blueberries ปิดท้ายด้วยขนมหลายอย่างเสิร์ฟมาคล้าย Petits-fours (18/20)
รูปที่ 37
My goodies 2021: walnuts and honey nougat; candy of red fruits; mango and chocolate macaron; coconut sponge; cold chocolate soup; infusion of passion fruit and blueberries ปิดท้ายด้วยขนมหลายอย่างเสิร์ฟมาคล้าย Petits-fours (18/20)
My goodies 2021: walnuts and honey nougat; candy of red fruits; mango and chocolate macaron; coconut sponge; cold chocolate soup; infusion of passion fruit and blueberries อย่างแรกคือนูแก็ตที่ประกอบขึ้นจากเลเยอร์ของวอลนัทและน้ำผึ้ง (18/20)
รูปที่ 38
My goodies 2021: walnuts and honey nougat; candy of red fruits; mango and chocolate macaron; coconut sponge; cold chocolate soup; infusion of passion fruit and blueberries อย่างแรกคือนูแก็ตที่ประกอบขึ้นจากเลเยอร์ของวอลนัทและน้ำผึ้ง (18/20)
My goodies 2021: walnuts and honey nougat; candy of red fruits; mango and chocolate macaron; coconut sponge; cold chocolate soup; infusion of passion fruit and blueberries ลูกอมผลไม้และน้ำสีแดงทำมาจากเสาวรสและบลูเบอร์รี่ (18/20)
รูปที่ 39
My goodies 2021: walnuts and honey nougat; candy of red fruits; mango and chocolate macaron; coconut sponge; cold chocolate soup; infusion of passion fruit and blueberries ลูกอมผลไม้และน้ำสีแดงทำมาจากเสาวรสและบลูเบอร์รี่ (18/20)
My goodies 2021: walnuts and honey nougat; candy of red fruits; mango and chocolate macaron; coconut sponge; cold chocolate soup; infusion of passion fruit and blueberries มาการองช็อกโกแลตและสเฟียร์มะม่วง (18/20)
รูปที่ 40
My goodies 2021: walnuts and honey nougat; candy of red fruits; mango and chocolate macaron; coconut sponge; cold chocolate soup; infusion of passion fruit and blueberries มาการองช็อกโกแลตและสเฟียร์มะม่วง (18/20)
My goodies 2021: walnuts and honey nougat; candy of red fruits; mango and chocolate macaron; coconut sponge; cold chocolate soup; infusion of passion fruit and blueberries ซุปเย็นช็อกโกแลตและสปองเค้กมะพร้าว (18/20)
รูปที่ 41
My goodies 2021: walnuts and honey nougat; candy of red fruits; mango and chocolate macaron; coconut sponge; cold chocolate soup; infusion of passion fruit and blueberries ซุปเย็นช็อกโกแลตและสปองเค้กมะพร้าว (18/20)
💰 ราคา 585 €
รูปที่ 42
💰 ราคา 585 €
Restaurante Martín Berasategui นำเสนออาหารในทั้งรูปแบบ À La Carte และ Tasting Menu โดย À La Carte นั้นมีราคาเริ่มต้นที่จานละ 30 € สำหรับอาหารเรียกน้ำย่อย, 88 € สำหรับเมนคอร์ส และ 45 € สำหรับของหวาน แต่เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้เลือกสั่ง The Great Tasting Menu ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารจำนวน 15 คอร์สที่ราคา 290 € ต่อคน
รูปที่ 43
Restaurante Martín Berasategui นำเสนออาหารในทั้งรูปแบบ À La Carte และ Tasting Menu โดย À La Carte นั้นมีราคาเริ่มต้นที่จานละ 30 € สำหรับอาหารเรียกน้ำย่อย, 88 € สำหรับเมนคอร์ส และ 45 € สำหรับของหวาน แต่เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้เลือกสั่ง The Great Tasting Menu ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารจำนวน 15 คอร์สที่ราคา 290 € ต่อคน
อาหารแต่ละคอร์สจะถูกนำเสิร์ฟไล่เรียงกันมาโดยมีทั้งจานดั้งเดิมที่สร้างชื่อให้กับเชฟในช่วงต้นยุค 90s มาจนถึงเมนูที่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นใหม่โดยผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคโมเลกุลออกมาได้อย่างลงตัว
รูปที่ 44
อาหารแต่ละคอร์สจะถูกนำเสิร์ฟไล่เรียงกันมาโดยมีทั้งจานดั้งเดิมที่สร้างชื่อให้กับเชฟในช่วงต้นยุค 90s มาจนถึงเมนูที่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นใหม่โดยผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคโมเลกุลออกมาได้อย่างลงตัว
🎗 [The Chef] Martín Berasategui Olazábal เกิดเมื่อปี 1960 ที่เมือง San Sebastián แคว้น Basque Country ประเทศสเปน ครอบครัวของเขาประกอบธุรกิจร้านอาหาร Bodegón Alejandro โดย Martín ในขณะนั้นเป็นคนเดียวในพี่น้องทั้งสี่ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับอาชีพเชฟทำให้ชีวิตของเขาเริ่มต้นเข้าครัวตั้งแต่มีอายุได้เพียง 13 ปี ต่อมาเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาได้เข้ารับการศึกษาที่ Ecole Nationale Supérieure de la Pâtisserie ในเมือง Yssingeaux ประเทศฝรั่งเศสเพื่อเป็น Pastry Chef ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารคาวในภายหลัง เมื่อเรียนจบชีวิตของเชฟ Martin ยังคงวนเวียนอยู่ในฝรั่งเศสเพื่อลับฝีมือกับเชฟระดับตำนานหลายคนเช่นงานอาหารหวานกับ Jean Paul Heinard ที่เมือง Bayonne และเชฟ André Mandion ที่เมือง Anglet การเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Cured Meat กับเชฟ François Brouchicanin ที่เมือง Ustariz และร่วมงานกับเชฟ Bernard Lacarrau ที่เมือง Labatut แต่เหนือสิ่งอื่นใดประสบการณ์เกี่ยวกับการทำอาหารชั้นสูงนั้นได้มาจากการเข้าร่วมงานกับห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars คือ Les Prés D’Eugénie ของเชฟ Michel Guerard ณ เมือง Eugénie-les-Bains และ Le Louis XV ของเชฟ Alain Ducasse ใน Monaco นั่นเอง จุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุได้ 20 ปีเมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตทำให้เชฟ Martín ต้องกลับมาคุมธุรกิจห้องอาหาร Bodegón Alejandro ของทางบ้านจนกระทั่งในปี 1986 ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ต่อมาในปี 1993 เชฟ Martín ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารชื่อเดียวกับตัวเอง Restaurante Martín Berasategui แห่งนี้ขึ้น ณ เมือง Lasarte ห่างจากเมือง San Sebastián บ้านเกิดของเขาเพียง 7 กิโลเมตร ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 Michelin Star ทันทีภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ตามมาด้วย 🌟🌟2 Michelin Stars ในปี 1996 และรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 Michelin Stars ในปี 2001 ถือเป็นห้องอาหารอันดับที่ 5 ในประวัติศาสตร์ของประเทศสเปนต่อจาก Zalacaín, Arzak, El Racó de Can Fabes และ elBulli นั่นเอง
รูปที่ 45
🎗 [The Chef] Martín Berasategui Olazábal เกิดเมื่อปี 1960 ที่เมือง San Sebastián แคว้น Basque Country ประเทศสเปน ครอบครัวของเขาประกอบธุรกิจร้านอาหาร Bodegón Alejandro โดย Martín ในขณะนั้นเป็นคนเดียวในพี่น้องทั้งสี่ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับอาชีพเชฟทำให้ชีวิตของเขาเริ่มต้นเข้าครัวตั้งแต่มีอายุได้เพียง 13 ปี ต่อมาเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาได้เข้ารับการศึกษาที่ Ecole Nationale Supérieure de la Pâtisserie ในเมือง Yssingeaux ประเทศฝรั่งเศสเพื่อเป็น Pastry Chef ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารคาวในภายหลัง เมื่อเรียนจบชีวิตของเชฟ Martin ยังคงวนเวียนอยู่ในฝรั่งเศสเพื่อลับฝีมือกับเชฟระดับตำนานหลายคนเช่นงานอาหารหวานกับ Jean Paul Heinard ที่เมือง Bayonne และเชฟ André Mandion ที่เมือง Anglet การเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Cured Meat กับเชฟ François Brouchicanin ที่เมือง Ustariz และร่วมงานกับเชฟ Bernard Lacarrau ที่เมือง Labatut แต่เหนือสิ่งอื่นใดประสบการณ์เกี่ยวกับการทำอาหารชั้นสูงนั้นได้มาจากการเข้าร่วมงานกับห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars คือ Les Prés D’Eugénie ของเชฟ Michel Guerard ณ เมือง Eugénie-les-Bains และ Le Louis XV ของเชฟ Alain Ducasse ใน Monaco นั่นเอง จุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุได้ 20 ปีเมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตทำให้เชฟ Martín ต้องกลับมาคุมธุรกิจห้องอาหาร Bodegón Alejandro ของทางบ้านจนกระทั่งในปี 1986 ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ต่อมาในปี 1993 เชฟ Martín ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารชื่อเดียวกับตัวเอง Restaurante Martín Berasategui แห่งนี้ขึ้น ณ เมือง Lasarte ห่างจากเมือง San Sebastián บ้านเกิดของเขาเพียง 7 กิโลเมตร ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 Michelin Star ทันทีภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ตามมาด้วย 🌟🌟2 Michelin Stars ในปี 1996 และรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 Michelin Stars ในปี 2001 ถือเป็นห้องอาหารอันดับที่ 5 ในประวัติศาสตร์ของประเทศสเปนต่อจาก Zalacaín, Arzak, El Racó de Can Fabes และ elBulli นั่นเอง
ปัจจุบันเชฟ Martín Berasategui เป็นเจ้าของห้องอาหารระดับ Michelin Star หลายแห่งคือ Martín Berasategui (🌟🌟🌟 3 Michelin Stars, Lasarte-Oria), Lasarte (🌟🌟🌟 3 Michelin Stars, Barcelona), M.B Restaurant (🌟🌟 2 Michelin Stars, Tenerife), Oria Restaurant (🌟 1 Michelin Star, Barcelona), eMe Be Garrote (🌟1 Michelin Star, San Sebastián), Ola Martín Berasategui (🌟1 Michelin Star, Bilbao) และ Fifty Seconds (🌟 1 Michelin Star, Lisbon) และห้องอาหารอื่น ๆ ในเครืออีก 6 แห่งจากที่ว่ามาทำให้ Martín Berasategui เป็นเชฟชาวสเปนที่ครอบครอง Michelin Starในมือมากที่สุดถึง 12 ดวง, Repsol Suns อีก 11 ดวง รวมไปถึงงานเขียนหนังสือต่าง ๆ อีกกว่า 20 เล่มเลยทีเดียว
รูปที่ 46
ปัจจุบันเชฟ Martín Berasategui เป็นเจ้าของห้องอาหารระดับ Michelin Star หลายแห่งคือ Martín Berasategui (🌟🌟🌟 3 Michelin Stars, Lasarte-Oria), Lasarte (🌟🌟🌟 3 Michelin Stars, Barcelona), M.B Restaurant (🌟🌟 2 Michelin Stars, Tenerife), Oria Restaurant (🌟 1 Michelin Star, Barcelona), eMe Be Garrote (🌟1 Michelin Star, San Sebastián), Ola Martín Berasategui (🌟1 Michelin Star, Bilbao) และ Fifty Seconds (🌟 1 Michelin Star, Lisbon) และห้องอาหารอื่น ๆ ในเครืออีก 6 แห่งจากที่ว่ามาทำให้ Martín Berasategui เป็นเชฟชาวสเปนที่ครอบครอง Michelin Starในมือมากที่สุดถึง 12 ดวง, Repsol Suns อีก 11 ดวง รวมไปถึงงานเขียนหนังสือต่าง ๆ อีกกว่า 20 เล่มเลยทีเดียว
หลังจากตรวจสอบการจองที่จุดรับรองลูกค้าพนักงานจะนำทางเข้าไปยังห้องรับประทานอาหารหลักซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเริ่มจากห้องดั้งเดิมที่ตกแต่งออกมาในสไตล์ Minimalism สังเกตุได้จากการใช้วัสดุพื้นกระเบื้องหินเข้ากันดีกับเฟอร์นิเจอร์และผนังไม้สีน้ำตาลอ่อน
รูปที่ 47
หลังจากตรวจสอบการจองที่จุดรับรองลูกค้าพนักงานจะนำทางเข้าไปยังห้องรับประทานอาหารหลักซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเริ่มจากห้องดั้งเดิมที่ตกแต่งออกมาในสไตล์ Minimalism สังเกตุได้จากการใช้วัสดุพื้นกระเบื้องหินเข้ากันดีกับเฟอร์นิเจอร์และผนังไม้สีน้ำตาลอ่อน
ถัดมาเป็นห้องรับประทานที่ถูกปรับปรุงขึ้นมาใหม่จากที่เคยเป็นเทอเรสแบบ Al Fresco ตอนนี้เชฟ Martín ได้เลือกที่จะกั้นห้องด้วยกระจกใสบานใหญ่โค้งรับไปกับพื้นและเพดานไม้ดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา
รูปที่ 48
ถัดมาเป็นห้องรับประทานที่ถูกปรับปรุงขึ้นมาใหม่จากที่เคยเป็นเทอเรสแบบ Al Fresco ตอนนี้เชฟ Martín ได้เลือกที่จะกั้นห้องด้วยกระจกใสบานใหญ่โค้งรับไปกับพื้นและเพดานไม้ดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา
ภายในห้องรับประทานอาหาร
รูปที่ 49
ภายในห้องรับประทานอาหาร
โต๊ะทุกตัวปูด้วยผ้าลินินพร้อมกับงานฝีมือทำจากไม้แสดงถึงท่าโพสชูกำปั้นอันเป็นสัญลักษณ์ของตัวเชฟ Martín Berasategui นั่นเอง
รูปที่ 50
โต๊ะทุกตัวปูด้วยผ้าลินินพร้อมกับงานฝีมือทำจากไม้แสดงถึงท่าโพสชูกำปั้นอันเป็นสัญลักษณ์ของตัวเชฟ Martín Berasategui นั่นเอง
ห้องอาหารทั้งสองส่วนมองออกไปจะเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของสวนสีเขียวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างลานจอดช่วยให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและร่มรื่นตา
รูปที่ 51
ห้องอาหารทั้งสองส่วนมองออกไปจะเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของสวนสีเขียวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างลานจอดช่วยให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและร่มรื่นตา
จุดตรวจสอบการจอง
รูปที่ 52
จุดตรวจสอบการจอง
Restaurante Martín Berasategui ตั้งอยู่ ณ เมือง Lasarte-Oria ห่างจากเมืองตากอากาศชื่อดังอย่าง Donostia-San Sebastián ราว 7 กิโลเมตร
รูปที่ 53
Restaurante Martín Berasategui ตั้งอยู่ ณ เมือง Lasarte-Oria ห่างจากเมืองตากอากาศชื่อดังอย่าง Donostia-San Sebastián ราว 7 กิโลเมตร
เมื่อเดินย้อนออกมาตามทางจะพบกับบันไดพาเข้าสู่ห้องอาหาร
รูปที่ 54
เมื่อเดินย้อนออกมาตามทางจะพบกับบันไดพาเข้าสู่ห้องอาหาร
คงจะไม่ผิดนักหากกล่าวว่า Martín Berasategui เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เชฟ Martín ในวัย 61 ปีสามารถรังสรรค์อาหารออกมาได้ร่วมสมัยไม่ตกยุค ทั้งยังสามารถผสมผสานเทคนิคแบบดั้งเดิมให้เข้ากันกับเทคนิคโมเลกุลได้อย่างไร้ที่ติ
รูปที่ 55
คงจะไม่ผิดนักหากกล่าวว่า Martín Berasategui เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เชฟ Martín ในวัย 61 ปีสามารถรังสรรค์อาหารออกมาได้ร่วมสมัยไม่ตกยุค ทั้งยังสามารถผสมผสานเทคนิคแบบดั้งเดิมให้เข้ากันกับเทคนิคโมเลกุลได้อย่างไร้ที่ติ
ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างสูงแม้จะเทียบกับห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars อื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงแต่ก็แลกมาด้วย Service level ระดับสูงชนิดหาใครเทียบได้ยากบ่งบอกถึงความเป็น Perfectionism ของเชฟ Martín ได้เป็นอย่างดี
รูปที่ 56
ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างสูงแม้จะเทียบกับห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars อื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงแต่ก็แลกมาด้วย Service level ระดับสูงชนิดหาใครเทียบได้ยากบ่งบอกถึงความเป็น Perfectionism ของเชฟ Martín ได้เป็นอย่างดี
เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้เพื่อน ๆ ที่เดินทางมายังประเทศสเปนควรหาโอกาสเดินทางไปลิ้มลองกันให้ได้สักครั้ง รับรองว่าจะได้ความประทับใจไม่รู้ลืมกลับไปอย่างแน่นอน
รูปที่ 57
เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้เพื่อน ๆ ที่เดินทางมายังประเทศสเปนควรหาโอกาสเดินทางไปลิ้มลองกันให้ได้สักครั้ง รับรองว่าจะได้ความประทับใจไม่รู้ลืมกลับไปอย่างแน่นอน
ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอด ณ ลานจอดส่วนบุคคลซึ่งมีขนาดใหญ่พอสำหรับรองรับลูกค้าได้ครบทุกโต๊ะ
รูปที่ 58
ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอด ณ ลานจอดส่วนบุคคลซึ่งมีขนาดใหญ่พอสำหรับรองรับลูกค้าได้ครบทุกโต๊ะ
ข้าง ๆ เป็นสวนขนาดใหญ่ช่วยให้บรรยากาศโดยรอบดูร่มรื่นสบายตา
รูปที่ 59
ข้าง ๆ เป็นสวนขนาดใหญ่ช่วยให้บรรยากาศโดยรอบดูร่มรื่นสบายตา

แกลเลอรี