
Locanda Sant'Uffizio Enrico Bartolini · โลคันดา ซานต์อุฟฟิซิโอ เอ็นรีโก บาร์โตลินี
Piedmontese, Modern Cuisine · อาหารอิตาลีสไตล์ปิเยมอนเต, อาหารโมเดิร์น — strada Sant'Uffizio 1, Cioccaro, 14030, Italy
🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในห้องอาหารเรือธงของเชฟ Enrico Bartolini ผู้เป็นเจ้าของร้าน MICHELIN Star มากที่สุดในประเทศอิตาลีโดยตัวเขาและเชฟ Gabriele Boffa สามารถตีความอาหารท้องถิ่นสไตล์ปิเยมอนเตออกมาในรูปแบบโมเดิร์นได้อย่างไร้ที่ติภายใต้ราคาที่เข้าถึงง่าย
🎗️ [THE PLACE] Relais Sant'Uffizio ตั้งอยู่บนยอดเนินเขา Monteferrato ใน Cioccaro di Penango ตัวอาคารแต่เดิมเคยถูกใช้งานเป็นอารามในช่วงยุคศตวรรษที่ 16 ก่อนจะถูกปรับปรุงให้กลายมาเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวพร้อมด้วยสปาและสระว่ายน้ำ สำหรับผู้ที่เดินทางมาช่วงกลางวันจะพบกับทัศนียภาพจากมุมสูงมองออกไปเห็นเนินเขาอื่น ๆ ข้างเคียงรวมไปถึงไร่ไวน์และหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ประกอบขึ้นจากอิฐแดง สำหรับห้องอาหาร Locanda Sant'Uffizio Enrico Bartolini นั้นแต่เดิมเป็น Limonaia หรือพื้นที่สำหรับปลูกเลมอน บริษัทออกแบบภายใน Baxter ตั้งใจผสมผสานการตกแต่งแบบร่วมสมัยและคลาสสิคเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียน ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง กระจกบนผนังและแสงไฟช่วยเติมเต็มความหรูหรา นอกจากนี้ผนังอีกฝั่งที่กั้นด้วยกระจกใสยังเสริมให้บรรยากาศภายในมีความโปร่งมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
🎗️ [THE CHEF] Enrico Bartolini เกิดที่เมือง Castelmartini แคว้น Tuscany ในปี 1979 เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Montecatini Terme และเริ่มต้นทำงานใน Trattoria ในเมือง Pistoia ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับเชฟ Paolo Petrini ที่กรุง Paris และเชฟ Mark Page ในกรุง London ก่อนจะเดินทางกลับมาช่วยเชฟ Massimiliano Alajmo ควบคุมห้องอาหาร Le Robinie ในเมือง Oltrepò Pavese จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นเขาย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Devero Ristorante และ Dodici24 Quick Restaurant ในเมือง Cavenago Brianza และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Tre Cappelli L’Espresso และ Tre Forchette Gamberro Rosso มาครองได้สำเร็จในขณะที่เขาอายุ 33 ปี ความท้าทายครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจย้ายมาเปิดห้องอาหารบนชั้น 3 ของพิพธภัณฑ์ MUDEC ในนคร Milan และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2016 ปัจจุบันเขายังมีห้องอาหารอื่น ๆ ภายใต้การควบคุมอีกมากมายคือ Glam Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Locanda Sant'Uffizio Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Il Poggio Rosso (🌟 1 MICHELIN Star), Anima (🌟 1 MICHELIN Star), Il Fuoco Sacro (🌟 1 MICHELIN Star), Bluh Furore (🌟 1 MICHELIN Star), La Trattoria Enrico Bartolini (🌟 1 MICHELIN Star), Palazzo Utini ทั้งยังมีส่วนในการควบคุมห้องอาหาร Villa Elena (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) อีกด้วย สำหรับห้องอาหาร Locanda Sant'Uffizio Enrico Bartolini แห่งนี้มีหัวหน้าเชฟอย่าง Gabriele Boffa เป็นผู้ควบคุมโดยตัวเขาเคยร่วมงานกับเชฟระดับตำนานมากมายไม่ว่าจะเป็น Yannick Alléno, Enrico Crippa, Claudio Sadler และ Carlo Cracco
🎗️ [THE FOOD] ทางร้านนำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu เท่านั้นประกอบไปด้วย Evergreen Menu (150 €) ที่นำเสนออาหารอิตาลีท้องถิ่นสไตล์ปิเยมอนเตออกมาในรูปแบบโมเดิร์นจำนวน 4 คอร์ส ถัดมาคือ At The Foot of The Alps (170 €) ที่นำเสนอเมนู 5 คอร์สออกมาในเชิงสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น สุดท้ายคือ Menu Progresso (200 €) จำนวน 6 คอร์สจัดเสิร์ฟออกมาตามใจเชฟ รายการไวน์จัดว่ามีความหลากหลายและมีราคาที่คุ้มค่าทั้งในรูปแบบ Pairing และ By Bottle ตัวอย่างจานที่เราชื่นชอบอย่างเช่น
✨ Filet in Torrengo style
เชฟ Massimo Torrengo เป็นอาจารย์เชฟคนแรกของเชฟ Gabriele Boffa จึงเป็นสาเหตุให้เขารังสรรค์เมนูนี้ขึ้นมาเพื่ออุทิศให้กับเชฟ Massimo Torrengo นั่นเอง เนื้อวัวผ่านการหมักและรมควันจนหอม ด้านล่างมีซอสแอบอยู่ซึ่งเชฟเตรียมมาจาก Porto, Vermouth & Cognac Reduction ให้รสชาติที่ไม่จัดจ้านนักแต่แลกมาด้วยความซับซ้อนและมิติทางรสชาติ จากนั้นท็อปด้านบนด้วย Butter Flavoured Onion Broth หรือซอสหัวหอมที่มีความหอมมันของเนยนั่นเอง องค์ประกอบอื่นคือผักกาด Lettuce เสิร์ฟมากับซอส Béarnaise และเห็ดทรัฟเฟิล ยังมีชิ้นแรดิชต้มช่วยเสริมมิติความขมที่พอเหมาะ สุดท้ายคือบิสกิตชิ้นโตที่บรรจุตับเป็ดที่มีความครีมมี่ควบคู่ไปกับแยมหัวหอมให้ความหวานและเห็ดทรัฟเฟิลฝนมาจนล้นอีกด้วย (17/20)
✨ Risotto, mustard, sweet and sour vegetables and bone marrow
ข้าวรีซอตโต้ที่มีเนื้อสัมผัสสุกพอดีไร้ที่ติ เชฟเพิ่มมิติครั้งสัมผัสโดยการใส่มันหวานและมัสตาร์ดลงไปด้วยช่วยสร้างรสชาติเผ็ด ด้านล่างรอด้วยผัก 3 ชนิดให้รสชาติเปรี้ยวและหวานที่ต่างกัน ด้านบนท็อปด้วยไขกระดูกและพืชสมุนไพร Acetosella หรือ Oxalis นั่นเอง (19/20)
✨ Pear, malvasia of Casorzo, zabaione and macaroon
ลูกแพร์ที่ผ่านการปรุงให้สุกแล้วแล่เป็นชิ้นบาง ๆ ด้านในรองด้วย Almond Biscuit ไฮไลท์คือ Zabaione หรือซาบายอนสีเหลืองให้ความหวานมันควบคู่ไปกับ Amaretto Biscuit สีแดงกรอบ รอบ ๆ คือซอส Coulis ที่เตรียมมาจากไวน์แดงหวาน Malvasia di Casorzo อีกหนึ่งเสิร์ฟในถ้วยเล็ก ๆ คือ Bonet หรือไอศกรีมท้องถิ่นของภูมิภาค Piedmont แบบไม่มีช็อกโกแลตวางมาบนครีมที่เตรียมมาจาก Zabaione และ Amaretti Biscuit รอบ ๆ คือน้ำของลูกแพร์ช่วยเรียกความสดชื่นได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)
🎗️ [WHY GO] เชฟ Enrico Bartholini สามารถตีความอาหารอิตาลีสไตล์ปิเยมอนเตออกมาในรูปแบบของตัวเองได้อย่างน่าสนใจ ทุกจานนำเสนอออกมาในรูปแบบอาหารโมเดิร์นแต่ยังคงเคารพแก่นแท้และรสชาติรสชาติดั้งเดิมของอาหารท้องถิ่น ราคาอาหารจัดว่าคุ้มค่า การบริการภายใต้สายตาของคุณ Francesco Palumbo เป็นไปอย่างราบรื่นและมีความเป็นมืออาชีพ สำหรับใครที่ดื่มไวน์เราขอแนะนำให้ระมัดระวังเส้นทางขากลับสักนิดอันเนื่องมาจากทางลงเขาที่ค่อนข้างคดเคี้ยวรวมไปถึงสัตว์ป่าที่อาจวิ่งตัดหน้าในช่วงกลางคืนได้
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 34 รูป



























![🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในห้องอาหารเรือธงของเชฟ Enrico Bartolini ผู้เป็นเจ้าของร้าน MICHELIN Star มากที่สุดในประเทศอิตาลีโดยตัวเขาและเชฟ Gabriele Boffa สามารถตีความอาหารท้องถิ่นสไตล์ปิเยมอนเตออกมาในรูปแบบโมเดิร์นได้อย่างไร้ที่ติภายใต้ราคาที่เข้าถึงง่าย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/01/471821461_1141583554291863_5151378650101779378_n.webp)
![🎗️ [THE PLACE] Relais Sant'Uffizio ตั้งอยู่บนยอดเนินเขา Monteferrato ใน Cioccaro di Penango ตัวอาคารแต่เดิมเคยถูกใช้งานเป็นอารามในช่วงยุคศตวรรษที่ 16 ก่อนจะถูกปรับปรุงให้กลายมาเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวพร้อมด้วยสปาและสระว่ายน้ำ](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/01/2.webp)

![🎗️ [THE CHEF] Enrico Bartolini เกิดที่เมือง Castelmartini แคว้น Tuscany ในปี 1979 เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Montecatini Terme และเริ่มต้นทำงานใน Trattoria ในเมือง Pistoia ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับเชฟ Paolo Petrini ที่กรุง Paris และเชฟ Mark Page ในกรุง London ก่อนจะเดินทางกลับมาช่วยเชฟ Massimiliano Alajmo ควบคุมห้องอาหาร Le Robinie ในเมือง Oltrepò Pavese จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นเขาย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Devero Ristorante และ Dodici24 Quick Restaurant ในเมือง Cavenago Brianza และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Tre Cappelli L’Espresso และ Tre Forchette Gamberro Rosso มาครองได้สำเร็จในขณะที่เขาอายุ 33 ปี](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/01/471669531_1141583084291910_4482206911383962634_n.webp)

![🎗️ [THE FOOD] ทางร้านนำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu เท่านั้นประกอบไปด้วย Evergreen Menu (150 €) ที่นำเสนออาหารอิตาลีท้องถิ่นสไตล์ปิเยมอนเตออกมาในรูปแบบโมเดิร์นจำนวน 4 คอร์ส ถัดมาคือ At The Foot of The Alps (170 €) ที่นำเสนอเมนู 5 คอร์สออกมาในเชิงสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น สุดท้ายคือ Menu Progresso (200 €) จำนวน 6 คอร์สจัดเสิร์ฟออกมาตามใจเชฟ รายการไวน์จัดว่ามีความหลากหลายและมีราคาที่คุ้มค่าทั้งในรูปแบบ Pairing และ By Bottle](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/01/471581045_1141582944291924_2781002922765178120_n.webp)
![🎗️ [WHY GO] เชฟ Enrico Bartholini สามารถตีความอาหารอิตาลีสไตล์ปิเยมอนเตออกมาในรูปแบบของตัวเองได้อย่างน่าสนใจ ทุกจานนำเสนอออกมาในรูปแบบอาหารโมเดิร์นแต่ยังคงเคารพแก่นแท้และรสชาติรสชาติดั้งเดิมของอาหารท้องถิ่น ราคาอาหารจัดว่าคุ้มค่า การบริการภายใต้สายตาของคุณ Francesco Palumbo เป็นไปอย่างราบรื่นและมีความเป็นมืออาชีพ สำหรับใครที่ดื่มไวน์เราขอแนะนำให้ระมัดระวังเส้นทางขากลับสักนิดอันเนื่องมาจากทางลงเขาที่ค่อนข้างคดเคี้ยวรวมไปถึงสัตว์ป่าที่อาจวิ่งตัดหน้าในช่วงกลางคืนได้](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/01/471842672_1141582924291926_3043645070129342146_n.webp)
