
Le Skiff Club · เลอ สกิฟ คลับ
Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — 1 avenue Louis-Gaume, Pyla-sur-Mer, 33115, France
🎗 [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ที่มีบรรยากาศสุดแคชวลไม่เหมือนใคร ตัวร้านตั้งอยู่ที่เมือง Pyla-sur-Mer ไม่ไกลกันกับแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง Dune du Pilat ทั้งยังเป็นจุดที่ป่าสนและท้องทะเลมาบรรจบกัน
🎗 [THE PLACE] Louis Gaume เป็นนักธุรกิจผู้อยู่เบื้องหลังโครงการณ์สำคัญมากมาย หนึ่งในนั้นคือการสร้าง Hôtel Haïtza ในปี 1930 โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ในเมือง Pyla-sur-Mer ไม่ไกลกันจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Grande Dune du Pilat ซึ่งเป็นสันทรายที่มีขนาดสูงที่สุดในทวีปยุโรปทำให้ตัวโรงแรมได้รับความนิยมอย่างมากจากเหล่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังแถบ Arcachon ตัวอาคารถูกถ่ายทอดออกมาโดยใช้สถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-Basque Architecture และก่อสร้างโดยใช้ก้อนอิฐ Sand-Lime Bricks ที่สร้างขึ้นโดยโรงงานของคุณ Gaume ใน Parentis-en-Born กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2016 คู่สามี-ภรรยาคือคุณ Sophie และ William Techoueyres ได้จ้างวานให้สถาปนิคชื่อดังอย่าง Philippe Starck ทำการปรับปรุงโรงแรมและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Hôtel Ha(a)ïtza โดยยังคงไว้ซึ่งความหมายดั้งเดิมของ Haïtza ซึ่งเป็นภาษา Basque ที่แปลว่าก้อนหินนั่นเอง จนถึงปัจจุบัน Hôtel Ha(a)ïtza มีโอกาสเปิดประตูต้อนรับลูกค้าคนสำคัญมากมายไม่ว่าจะเป็น ตระกูล Rothschild, ครอบครัว Michelin, นักแสดงหญิง Annabella, แฟชั่นดีไซน์เนอร์ Jeanne Lanvin รวมไปถึงนักร้อง-นักแสดงอย่าง Charles Trenet และ Yves Montand ในส่วนของห้องอาหาร Le Skiff Club ได้รับการตกแต่งแบบเรียบง่ายและดูเป็นกันเองมากกว่าห้องอาหาร Fine Dining ทั่ว ๆ ไป ภายในแลดูคล้ายกับ Yacht Club สังเกตจากหมวกและองค์ประกอบอื่น ๆ ที่แขวนประดับเอาไว้บนผนังและเพดาน นอกจากนี้ในโรงแรมยังมีห้องอาหารอื่น ๆ อีกไม่ว่าจะเป็น Café Ha(a)ïtza ที่ยังคงมีเจ้าของเป็น Groupe-Gaume, The Ha(a)ïtza Brasserie และ Pâtisserie de Famille ที่เปรียบเสมือนสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบอาหารหวานซึ่งรังสรรค์โดยเชฟของหวานมากความสามารถอย่าง Alexandre Blay อีกด้วย
🎗 [THE CHEF] Stéphane Carrade เติบโตมาโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพทำฟาร์มในแถบเทือกเขา Pyrenees หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมใน Bordeaux-Talence เขาเดินทางไปต่อยอดการศึกษาที่กรุง London และเดินทางมาฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานกับเชฟ Jean Bardé ในเมือง Tours หลังจากนั้นเขาได้รับตำแหน่งให้คุมห้องอาหาร Chez Ruffet ในเมือง Jurançon ทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร La Guérinière และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในขณะนั้นต่อด้วยงานในโรงแรม Grand Hôtel de Bordeaux ในปี 2014 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้จนถึงจุดหนึ่งเขาตัดสินใจเดินทางมารับตำแหน่งหัวหน้าเชฟให้กับ Le Skiff Club จนสามารถการันตีด้วยรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2020 และ 🍀 MICHELIN Green Star มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากเชฟ Stéphane Carrade ยังรับหน้าที่ควบคุมอีกหนึ่งห้องอาหารคือ Maison Ruffet - Villa Navarre (🌟 1 MICHELIN Star) ในเมือง Pau เช่นกัน
🎗 [THE FOOD] เชฟ Stéphane Carrade ตั้งใจเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นทั้งปลา ผัก สมุนไพร สัตว์ทั้งตัว และผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตรายย่อยในท้องที่ได้อย่างน่าประทับใจ การเลือกสั่งอาหารที่ Le Skiff Club นั้นง่ายมากเพียงแค่คุณระบุจำนวนคอร์สที่ต้องการโดยมีราคาคือ 2 Courses - 170 €, 3 Courses 215 € และ 4 Courses - 260 € หลังจากนั้นพนักงานจะมีรายการเมนูที่แบ่งหมวดหมู่ออกเป็น Entrée, Plats และ Dessert ให้ลูกค้าได้เลือกกันได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นการเลือกเมนคอร์สทุกจานหรือของหวานทุกจานก็ย่อมได้ รายการไวน์ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีทั้งยังมีให้เลือกในหลายระดับราคา ส่วนเมนูที่เราประทับใจในวันนี้คือ
✨ French blue lobster grilled with barrel wood from Bordeaux,
Ha(a)ïtza sauce, lentils and rouille,
Green crabs' soup, mussels and gribiche sauce.
Blue Lobster เป็นหนึ่งในวัตถุดิบระดับโลกของประเทศฝรั่งเศสที่ผ่านการย่างโดยใช้ฟืนจากถังบ่มไวน์ในเมือง Bordeaux ล็อบสเตอร์ทุกชิ้นสุกกำลังดีให้เนื้อสัมผัสที่ดีงามไร้ที่ติจนใช้คำว่าเกือบจะละลายได้ในปากก็ยังได้ จากนั้นจึงเสิร์ฟมากับ Ha(a)ïtza Sauce ตามชื่อโรงแรมซึ่งเป็นซอสที่รังสรรค์โดยเชฟ Stéphane Carrade โดยผสมผสานกุ้งล็อบสเตอร์ มะเขือเทศ และเนยที่มีส่วนผสมของไวน์ Sauternes เข้าด้วยกันจนได้รสชาติที่ครีมมี่ ละมุน เปรี้ยว หวาน กลมกล่อมมาก ๆ ด้านล่างมีองค์ประกอบของถั่วเลนทิลสู้ฟันสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันกับล็อบสเตอร์ที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ และหอยแมลงภู่รมควันเคี้ยวหนึบ ยังมีถ้วยข้าง ๆ คือซุปที่เตรียมมาจากปู Green Crabs ให้ความหอมมันโดยเชฟจับคู่กับหอยแมลงภู่ ส่วนองค์ประกอบด้านบนคือ Gribiche Sauce นั่นเอง (18/20)
✨ Wild regional salmon from ”Adour“,
with pink berries and star anise seeds,
Local green asparagus from ”Le Barp“, mayonnaise and peas,
Morels stuffed with chard, shad-sorrel sauce.
ปลาแซลมอนป่าท้องถิ่นจับจากเมือง Adour จับคู่กับแซลมอนที่สับเป็น Tartare สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ ด้านบนยังมีองค์ประกอบของ Pink Beries และเมล็ดโปยกั๊ก ข้าง ๆ กันคือหน่อไม้ฝรั่งท้องถิ่นจากเมือง Le Barp จับคู่กับความกรอบขอวถั่วพิสตาชิโอ้ ความหวานของถั่ว และรสชาติของซอส Mayonnaise จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสที่เตรียมมาจากปลาลงไปอีกทีหนึ่ง อีกฝั่งหนึ่งคือเห็ดโมเรลเคี้ยวหนึบที่ยัดไส้ด้วยใบ Chard จากนั้นเชฟจึงราดด้วยซอสที่เตรียมมาจาก Sorrel ลงไป (17/20)
✨ Strawberry…
Cooked in their own juices, seasoned with Voatsiperifery pepper,
Garnished with an herbaceous honey jam,
Sorbet and foam with fresh herbs.
ห้ามพลาดที่จะเหลือท้องเอาไว้สำหรับของหวานที่จัดเตรียมโดยเชฟ Antony Prunet โดยในที่นี้เชื้อนำเสนอสตรอว์เบอร์รี่ท้องถิ่นที่กำลัง In Season ออกมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสตั้งแต่สตรอว์เบอร์รี่ดอง (Pickled) สตรอว์เบอร์รี่สด (Fresh) และสุดท้ายคือสตรอว์เบอร์รี่ที่ผ่านการเผา (Roasted) และปรุงในน้ำสตรอว์เบอร์รี่ก่อนจะปรุงแต่งด้วยอโรมาเฉพาะตัวของพริกไทย Voatsiperifery นอกจากนี้ยังมีความสดขื่นที่ได้จาก Fresh Herbs Sorbet และความกรอบของอับมอนด์บิสกิต จากนั้นพนักงานจะเทราดน้ำสตรอว์เบอร์รี่ที่ปรุงแต่งด้วยอโรมาของพริกไทย Voatsiperifery ลงไปข้าง ๆ กันกับโฟมสมุนไพรสดที่ Infused ด้วยความหอมหวานของไวน์ Sauternes (20/20)
🎗 [WHY GO] Le Skiff Club เป็นตัวอย่างที่ดีของห้องอาหาร Fine Dining ที่สามารถนำเสนออาหารระดับสูงออกมาได้ภายใต้บรรยากาศอันแสนสบาย ทั้งตัวร้านยังให้อิสระกับเหล่านักชิมในการเลือกเมนูได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นหมวดหมู่ของอาหารและจำนวนคอร์ส สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตั้งต้นการเดินทางจากนคร Bordeaux โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ขอแนะนำให้ทำการจองก่อนล่วงหน้าโดยตัวร้านเปิดทำการทุกวันในช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 19.30-21.00 น. นั่นเอง
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 29 รูป

![🎗 [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ที่มีบรรยากาศสุดแคชวลไม่เหมือนใคร ตัวร้านตั้งอยู่ที่เมือง Pyla-sur-Mer ไม่ไกลกันกับแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง Dune du Pilat ทั้งยังเป็นจุดที่ป่าสนและท้องทะเลมาบรรจบกัน](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/08/454912106_1043130917470461_5999722612220651115_n.webp)

















![🎗 [THE PLACE] Louis Gaume เป็นนักธุรกิจผู้อยู่เบื้องหลังโครงการณ์สำคัญมากมาย หนึ่งในนั้นคือการสร้าง Hôtel Haïtza ในปี 1930 โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ในเมือง Pyla-sur-Mer ไม่ไกลกันจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Grande Dune du Pilat ซึ่งเป็นสันทรายที่มีขนาดสูงที่สุดในทวีปยุโรปทำให้ตัวโรงแรมได้รับความนิยมอย่างมากจากเหล่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังแถบ Arcachon](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/08/454733980_1043130880803798_5539861008542593159_n.webp)






![🎗 [THE CHEF] Stéphane Carrade เติบโตมาโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพทำฟาร์มในแถบเทือกเขา Pyrenees หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมใน Bordeaux-Talence เขาเดินทางไปต่อยอดการศึกษาที่กรุง London และเดินทางมาฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานกับเชฟ Jean Bardé ในเมือง Tours หลังจากนั้นเขาได้รับตำแหน่งให้คุมห้องอาหาร Chez Ruffet ในเมือง Jurançon ทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร La Guérinière และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในขณะนั้นต่อด้วยงานในโรงแรม Grand Hôtel de Bordeaux ในปี 2014 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้จนถึงจุดหนึ่งเขาตัดสินใจเดินทางมารับตำแหน่งหัวหน้าเชฟให้กับ Le Skiff Club จนสามารถการันตีด้วยรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2020 และ 🍀 MICHELIN Green Star มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากเชฟ Stéphane Carrade ยังรับหน้าที่ควบคุมอีกหนึ่งห้องอาหารคือ Maison Ruffet - Villa Navarre (🌟 1 MICHELIN Star) ในเมือง Pau เช่นกัน](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/08/455023297_1043131177470435_3351178836707927154_n.webp)
![🎗 [THE FOOD] เชฟ Stéphane Carrade ตั้งใจเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นทั้งปลา ผัก สมุนไพน สัตว์ทั้งตัว และผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตรายย่อยในท้องที่ได้อย่างน่าประทับใจ การเลือกสั่งอาหารที่ Le Skiff Club นั้นง่ายมากเพียงแค่คุณระบุจำนวนคอร์สที่ต้องการโดยมีราคาคือ 2 Courses - 170 €, 3 Courses 215 € และ 4 Courses - 260 € หลังจากนั้นพนักงานจะมีรายการเมนูที่แบ่งหมวดหมู่ออกเป็น Entrée, Plats และ Dessert ให้ลูกค้าได้เลือกกันได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นการเลือกเมนคอร์สทุกจานหรือของหวานทุกจานก็ย่อมได้ รายการไวน์ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีทั้งยังมีให้เลือกในหลายระดับราคา](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/08/454753004_1043131204137099_5610382032997102788_n.webp)
![🎗 [WHY GO] Le Skiff Club เป็นตัวอย่างที่ดีของห้องอาหาร Fine Dining ที่สามารถนำเสนออาหารระดับสูงออกมาได้ภายใต้บรรยากาศอันแสนสบาย ทั้งตัวร้านยังให้อิสระกับเหล่านักชิมในการเลือกเมนูได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นหมวดหมู่ของอาหารและจำนวนคอร์ส สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตั้งต้นการเดินทางจากนคร Bordeaux โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ขอแนะนำให้ทำการจองก่อนล่วงหน้าโดยตัวร้านเปิดทำการทุกวันในช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 19.30-21.00 น. นั่นเอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/08/454534926_1043130830803803_2527898613048156889_n.webp)
