
Le Pressoir d'Argent · Gordon Ramsay - เลอ เพรซซัว ดาฌอง - กอร์ดอน แรมซีย์
Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — Level 1, InterContinental Grand Hôtel Bordeaux, Place de la Comédie, 33000 Bordeaux, France
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารสุดหรูใจกลางนคร Bordeaux ตัวร้านตั้งอยู่ในหนึ่งในโรงแรมที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวเมืองก่อนที่เครือ IHG จะร่วมมือกับเชฟ Gordon Ramsay จนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาคลองได้สำเร็จ
🎗 [THE PLACE] Le Grand Hôtel de Bordeaux เป็นโรงแรมหรูที่ตั้งอยู่บริเวณ Place de la Comédie ใจกลางนคร Bordeaux ประวัติของตัวอาคารต้องเล่าย้อนไปในปี 1789 ซึ่งเป็นช่วงที่สถาปนิคนามว่า Victor Louis สร้าง Le Grand-Théâtre โรงละครโอเปร่าประจำเมืองได้ครบ 10 ปีพอดิบพอดี เขาตั้งใจขยับขยายโครงการณ์โดยการสร้าง Private Hotel ให้กับ M. Sacriste de Rolly โดยอาศัยสถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-classical เพื่อสร้างความสมมาตรให้กับอาคารทั้งสองก่อนที่ในเวลาต่อมาตัวโรงแรมจะะได้รับการขนานนามว่า L’Hôtel de Rolly บริเวณชั้น G โดดเด่นด้วย Le Café de Bordeaux ซึ่งกลายมาเป็นจุดนัดพบสำคัญของผู้คนในเมือง กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1904 ได้มีการต่อขยายโรงแรมขึ้นที่ชั้นบนของ Le Café de Bordeaux รวมไปถึงห้องเก็บไวน์ขนาดใหญ่ที่บรรจุไวน์มากถึง 30,000 ขวดและมีชื่อเข้าไปติดอยู่ในคู่มือ MICHELIN Guide ของประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม Le Grand Hôtel de Bordeaux ได้ปิดตัวลงในปี 1990 ก่อนที่หน่วยงาน FIB (Financière Immobilière de Bordeaux) จะเข้าซื้อพื้นที่ต่อและปรับปรุงเพื่อขายต่อให้กับเครือโรงแรม The Regent และเปิดทำการอีกครั้งในปี 2007 ภายใต้ชื่อ The Grand Hotel Bordeaux & Spa ต่อมาในปี 2015 ได้มีการผลัดมือเจ้าของกิจการโดยเปลี่ยนชื่อโรงแรมใหม่มาเป็น InterContinental Grand Hôtel Bordeaux ภายในออกแบบโดยสถาปนิคชาว Paris ชื่อดัง Jacques Garcia ทั้งนี้กลุ่ม IHG ยังตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Le Pressoir d’Argent ขึ้นอีกครั้งภายใต้การควบคุมของเชฟระดับโลกอย่าง Gordon Ramsay อีกด้วย ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในคู่มือปกแดงปี 2016 ก่อนจะได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในคู่มือฉบับปี 2017 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันควบคู่ไปกับตัวโรงแรมที่ได้รับรางวัล 🗝️ 1 MICHELIN Key ในคู่มือปี 2024 นั่นเอง
🎗 [THE CHEF] Gordon Ramsay เกิดที่ประเทศสกอตแลนด์ในปี 1966 เขาเริ่มต้นอาชีพเป็นนักกีฬาฟุตบอลก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บและจำเป็นต้องเปลี่ยนมาทำงานสายอาชีพเชฟ เขายังเคยร่วมงานกับเชฟระดับแนวหน้าของโลกมากมายเช่นเชฟ Marco Pierre White ที่ห้องอาหาร Harveys และเชฟ Albert Roux ที่ห้องอาหาร Le Gavroche ก่อนจะย้ายไปยังกรุง Paris เพื่อร่วมงานกับเชฟ Guy Savoy และเชฟ Joël Robuchon กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1993 เขาได้รับงานเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหาร Aubergine ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกด้วย ต่อมาในปี 1998 เขาได้เปิดห้องอาหาร Restaurant Gordon Ramsay เป็นของตัวเองในย่าน Chealsea ของกรุง London และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2001 ปัจจุบันเค้าเป็นหนึ่งในเชฟที่มีอิทธิพลและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกทั้งยังเป็นเชฟที่ถือครองรางวัล MICHELIN Stars จากห้องอาหารอีกหลายแห่งในหลากหลายทวีปอีกด้วย
🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่นำเสนอมาสไตล์โมเดิร์นโดยหยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นมาผสมผสานกันกับเทคนิคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกชิมเช็ตเมนูได้สองแบบคือ Origins Menu (195 €) เสิร์ฟมาที่จำนวน 5 คอร์สและ Hetitage Menu (235 €) เสิร์ฟมาที่จำนวน 7 คอร์ส ส่วนใครที่เป็นมังสวิรัติสามารถเลือกชิม Vegetarian Menu (155 €) เสิร์ฟที่จำนวน 5 คอร์สก็ได้เช่นกัน สุดท้ายพนักงานจะแนะนำให้เพิ่มเติมเมนู Signature Dish ประจำร้านอย่าง Homard à la Presse (Lobster Press) (70 €) ซึ่ง Le Pressoir d'Argent - Gordon Ramsay เป็นห้องอาหารระดับสูงเพียง 1 ใน 5 แห่งของโลกที่มีเมนูนี้ให้ลองชิมกัน พนักงานจะนำล็อบสเตอร์ย่างบนเตาถ่าน ส่วนเปลือกจะถูกนำเข้าไปบดในเครื่องสีเงินเพื่อน้ำมาเคี่ยวเป็นซอสรสชาติเข้มข้นนั่นเอง รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์จากแถบ Bordeaux ส่วนอาหารจานที่น่าสนใจย่างเช่น
✨ Cuttlefish
“Vintage“ Sturia Caviar - Chive - Smoked sturgeon
ตัวหมึกที่ผ่านการกงฟีและหมักในดีหมึกจนนุ่มหนึบและหอม ด้านบนคือหนวดหมึกแห้งและ Charcuteries ที่เตรียมมาจากส่วนท้องของปลาทูน่าหมักนาน 3 เดือนสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากตัวหมึก รอบ ๆ คือซอสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคาร์โบนาราแต่เชฟเตรียมขึ้นมาจากปลาสเตอร์เจียนรมควันแทน นอกจากนี้ยังมีต้นหอมและคาเวียร์ใส่มาให้อีกด้วย (17/20)
✨ Turbot
Celtuce lettuce - Asparagus - “Chaudrée”
ปลาเทอร์บอทจี่กับเนยให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มและฉ่ำ ทั้งยังมีรสเปรี้ยวเบา ๆ ของเลมอน ด้านล่างรองด้วย Celtice Lettuce บรูนัวส์มาเป็นชิ้นเล็ก ๆ หน่อไม้ฝรั่งย่างสไตล์บาบีคิวเตรียมมาเป็น Purée เนื้อเนียน ด้านบนท็อปด้วยหน่อไม่ฝรั่งหั่นจิ๋วเพื่อสร้างความกรอบ ตัวซอสรอบ ๆ เรียกว่า Chaudrée มีลักษณะเป็นซุปชาวประมงที่เตรียมมาจากปลา Rockfish และกระดูกของปลาเทอร์บอท ไฮไลท์ของจานคือการที่พนักงานจะนำเปลือกของต้น Garlic Tree มาขูดท็ปลงไปด้านบน (18/20)
✨ Chocolate
Hazelnut - Black garlic - Olive oil
Dark Chocolate รสชาติเข้มข้นรองด้านล่างด้วยครัมเบิ้ลถั่วฮาเซลนัท ยังมีแผ่นกรอบช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านบนคือไอศกรีมน้ำมันมะกอกให้อโรมาหอมเฉพาะตัวเข้ากันกับซอสที่ผสมผสานช็อกโกแลตและกระเทียมดำเข้าด้วยกัน (19/20)
🎗 [WHY GO] จุดเด่นของ Le Pressoir d'Argent - Gordon Ramsay คืออาหารแบบคอร์สที่ผสมผสานเทคนิคอาหารฝรั่งเศสระดับสูงแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่เข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกับห้องอาหารอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน สำหรับใครที่มาเที่ยวยังหนึ่งในเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทางตอนใต้และกำลังมองหาร้านที่เดินทางไปได้ง่ายและไม่ต้องขับรถหรือเดินทางออกนอกเมืองก็สามารถแวะมาชิมกันได้ ที่สำคัญอย่าลืมวางแผนจองโต๊ะกันล่วงหน้าสัก 5 ถึง 10 วันกันด้วย
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 28 รูป

![🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารสุดหรูใจกลางนคร Bordeaux ตัวร้านตั้งอยู่ในหนึ่งในโรงแรมที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวเมืองก่อนที่เครือ IHG จะร่วมมือกับเชฟ Gordon Ramsay จนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาคลองได้สำเร็จ](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/08/455937941_1048487170268169_5851857247523528848_n.webp)

















![🎗 [THE PLACE] Le Grand Hôtel de Bordeaux เป็นโรงแรมหรูที่ตั้งอยู่บริเวณ Place de la Comédie ใจกลางนคร Bordeaux ประวัติของตัวอาคารต้องเล่าย้อนไปในปี 1789 ซึ่งเป็นช่วงที่สถาปนิคนามว่า Victor Louis สร้าง Le Grand-Théâtre โรงละครโอเปร่าประจำเมืองได้ครบ 10 ปีพอดิบพอดี เขาตั้งใจขยับขยายโครงการณ์โดยการสร้าง Private Hotel ให้กับ M. Sacriste de Rolly โดยอาศัยสถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-classical เพื่อสร้างความสมมาตรให้กับอาคารทั้งสองก่อนที่ในเวลาต่อมาตัวโรงแรมจะะได้รับการขนานนามว่า L’Hôtel de Rolly บริเวณชั้น G โดดเด่นด้วย Le Café de Bordeaux ซึ่งกลายมาเป็นจุดนัดพบสำคัญของผู้คนในเมือง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/08/455814638_1048487356934817_8079305548605700930_n.webp)




![🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่นำเสนอมาสไตล์โมเดิร์นโดยหยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นมาผสมผสานกันกับเทคนิคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกชิมเช็ตเมนูได้สองแบบคือ Origins Menu (195 €) เสิร์ฟมาที่จำนวน 5 คอร์สและ Hetitage Menu (235 €) เสิร์ฟมาที่จำนวน 7 คอร์ส ส่วนใครที่เป็นมังสวิรัติสามารถเลือกชิม Vegetarian Menu (155 €) เสิร์ฟที่จำนวน 5 คอร์สก็ได้เช่นกัน สุดท้ายพนักงานจะแนะนำให้เพิ่มเติมเมนู Signature Dish ประจำร้านอย่าง Homard à la Presse (Lobster Press) (70 €) ซึ่ง Le Pressoir d'Argent - Gordon Ramsay เป็นห้องอาหารระดับสูงเพียง 1 ใน 5 แห่งของโลกที่มีเมนูนี้ให้ลองชิมกัน พนักงานจะนำล็อบสเตอร์ย่างบนเตาถ่าน ส่วนเปลือกจะถูกนำเข้าไปบดในเครื่องสีเงินเพื่อน้ำมาเคี่ยวเป็นซอสรสชาติเข้มข้นนั่นเอง รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์จากแถบ Bordeaux](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/08/456170111_1048487320268154_7876122926319572235_n.webp)
![🎗 [THE CHEF] Gordon Ramsay เกิดที่ประเทศสกอตแลนด์ในปี 1966 เขาเริ่มต้นอาชีพเป็นนักกีฬาฟุตบอลก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บและจำเป็นต้องเปลี่ยนมาทำงานสายอาชีพเชฟ เขายังเคยร่วมงานกับเชฟระดับแนวหน้าของโลกมากมายเช่นเชฟ Marco Pierre White ที่ห้องอาหาร Harveys และเชฟ Albert Roux ที่ห้องอาหาร Le Gavroche ก่อนจะย้ายไปยังกรุง Paris เพื่อร่วมงานกับเชฟ Guy Savoy และเชฟ Joël Robuchon กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1993 เขาได้รับงานเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหาร Aubergine ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกด้วย ต่อมาในปี 1998 เขาได้เปิดห้องอาหาร Restaurant Gordon Ramsay เป็นของตัวเองในย่าน Chealsea ของกรุง London และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2001 ปัจจุบันเค้าเป็นหนึ่งในเชฟที่มีอิทธิพลและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกทั้งยังเป็นเชฟที่ถือครองรางวัล MICHELIN Stars จากห้องอาหารอีกหลายแห่งในหลากหลายทวีปอีกด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/08/456142861_1048487483601471_8070662188138460455_n.webp)
![🎗 [WHY GO] จุดเด่นของ Le Pressoir d'Argent - Gordon Ramsay คืออาหารแบบคอร์สที่ผสมผสานเทคนิคอาหารฝรั่งเศสระดับสูงแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่เข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกับห้องอาหารอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน สำหรับใครที่มาเที่ยวยังหนึ่งในเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทางตอนใต้และกำลังมองหาร้านที่เดินทางไปได้ง่ายและไม่ต้องขับรถหรือเดินทางออกนอกเมืองก็สามารถแวะมาชิมกันได้ ที่สำคัญอย่าลืมวางแผนจองโต๊ะกันล่วงหน้าสัก 5 ถึง 10 วันกันด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/08/455777181_1048487476934805_5754812778778958243_n.webp)

