GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Le Pont de l'Ouysse
1 MICHELIN Star

FranceLe Pont de l'Ouysse · เลอปงเดอลุยส์

Modern Cuisine, Classic Cuisine · อาหารโมเดิร์น, อาหารคลาสสิค — Lacave, 46200, France

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารคลาสสิคที่กลายมาเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของภูมิภาค Occitanie ที่สืบทอดกิจการมาต่อเนื่องถึง 5 รุ่น ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันถึง 35 ปี

🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของโรงแรม Le Pont de l'Ouysse ต้องเล่าย้อนกลับไปในปี 1884 ได้มีการก่อสร้างสะพานหินข้ามแม่น้ำ Ouysse เพื่อเชื่อมต่อเมืองเล็ก ๆ ทั้ง 2 แห่งในภูมิภาค Occitania คือ Lacave และ Belcastel เจ้าของรุ่นแรกคือคุณ Antoinette และ Baptiste Maury เริ่มต้นเปิดร้านเล็ก ๆ เพื่อขายอาหารให้กับเหล่าคนงานที่มาก่อสร้างสะพาน กิจการสืบทอดมายังเจ้าของรุ่นที่ 2 ซึ่งก็คือลูกชายอย่างคุณ Paul ภรรยาของเขา Irma ได้เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงให้กับร้านอาหารโดยการนำเสนอเมนูยอดนิยมอย่างเช่น Friture de Goujons (ไก่ชุบเกล็ดขนมปังทอด), Anguille Sauce Poulette (ปลาไหลในซอสไก่) และ Poulet au Verjus (ไก่ซอสเวอจูส์) ทั้งยังมีลูกค้าประจำในภูมิภาคโดยเฉพาะเหล่านักตกปลาแวะเวียนกันมาชิมอย่างไม่ขาดสาย หมุดหมายแรกคือการที่ตัวโรงแรมซึ่งมีขนาดเพียง 4 ห้องมีชื่อเข้าไปติดอยู่ในคู่มือ MICHELIN Guide ฉบับปี 1905 เจ้าของรุ่นที่ 3 คือคุณ Paulette และสามีของเธอคือคุณ Louis Goursat ได้สืบต่อเจตนารมณ์และปรับปรุงตัวอาคารครั้งใหญ่จนกลายมาเป็น Hôtel-Restaurant อย่างเต็มตัว ว่ากันว่าในช่วงฤดูร้อนมีลูกค้าบางกลุ่มเดินทางมาเพื่อเข้าพักอยู่นาน 2-3 อาทิตย์ เจ้าของรุ่นที่ 4 คือคุณ Marinette และสามีคือคุณ Daniel Chambon ได้ต่อเติมห้องนอน, ห้องครัว, ห้องอาหาร และสระว่ายน้ำจนในที่สุด Le Pont de l'Ouysse สามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1989 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลารวมกันกว่า 35 ปี ในปี 2010 กิจการทั้งหมดสืบทอดสู่มือของลูกชาย 2 คนซึ่งมีศักดิ์เป็นเจ้าของรุ่นที่ 5 โดยมีคุณ Stéphane Chambon รับหน้าที่เป็นเชฟควบคุมห้องอาหารและ Mathieu Chambon รับหน้าที่เป็น Maître d'hôtel คอยต้อนรับแขกทุกคนอย่างมืออาชีพ ลูกค้าที่เดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวสามารถเข้าจอดที่ลานจอดรถของทางโรงแรมแต่หากเต็มก็สามารถย้ายไปจอดได้ริมถนนต่อกันไปเรื่อย ๆ ทันทีที่ก้าวลงจากรถทุกคนจะต้องตื่นตะลึงไปกับทัศนียภาพอันสวยงามของสะพานหินเก่าแก่ที่พังทลายลงบางส่วนโดยมีเสียงของสายน้ำ Ouysse ขับกล่อมอยู่เบื้องหลัง ในทางกลับกันหากมองขึ้นไปจะพบกับ Château de Belcastel ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขาสูง เราขอแนะนำให้ลองสั่งเครื่องดื่มหรือแชมเปญมานั่งจิบกันชิล ๆ ในบริเวณนี้ก่อนจะเดินผ่านพื้นที่เทอเรสอันแสนร่มรื่นเข้าไปสู่ห้องอาหาร Le Pont de l'Ouysse ภายในตกแต่งแบบดั้งเดิมแต่ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศของความหรูหรา ภาพวาดสีน้ำมันจำนวนมากถูกแขวนประดับเอาไว้บนผนัง เราขอแนะนำอย่างมากให้นั่งบริเวณริมกระจกเพื่อเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพอันแสนร่มรื่นของต้นไม้น้อยใหญ่โดยรอบ

🎗 [THE CHEF] Stéphane Chambon สืบทอดกิจการของห้องอาหาร Le Pont de l'Ouysse ต่อในฐานะเจ้าของร้านรุ่นที่ 5 ควบคู่ไปกับพี่ชายของเขาคือคุณ Mathieu Chambon เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรม École Hôtelière Bahuet Brive และเดินทางมาฝึกฝีมือกับคุณพ่อที่ห้องอาหาร Le Pont de l'Ouysse อยู่นาน 2 ปี หลังจากนั้นเขาออกเดินทางเพื่อไปเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการรับงานเป็นเชฟให้กับห้องอาหาร Le Soufflé ของโรงแรม InterContinental London ต่อด้วยการออกเดินทางไปรับงานเป็นเชฟให้กับห้องอาหารในเครือของโรงแรม InterContinental ทั้งในกรุงมะนิลาและกรุงเทพ เขายังเดินทางไปที่ภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อร่วมงานกับ Royal Hotel ในกรุง Amman ประเทศจอร์แดนและโรงแรม Sheraton ในนคร Dubai และเดินทางกลับมารับยังโรงแรม-ห้องอาหาร Le Pont de l'Ouysse ในเวลาต่อมา

🎗 [THE FOOD] สำหรับใครที่มองหาความคุ้มค่าเราขอแนะนำ Menu du Vieux Pont (58 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูที่จัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงมื้อกลางวันประกอบไปด้วยอาหารว่าง, อาหารจานหลัก และของหวาน ส่วนใครที่มาในช่วงเย็นสามารถลองชิม Menu Belcastel (120 €) ซึ่งประกอบไปด้วยเมนูคลาสสิคประจำร้านที่ประกอบขึ้นจากวัตถุดิบท้องถิ่นชั้นยอดจัดเสิร์ฟมาจำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ที่มีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 27-33 € โดยหากเลือกสั่งครบทั้งอาหารว่าง, อาหารจานหลัก และของหวานทางร้านจะคิดราคารวมกันอยู่ที่ 80 € เท่านั้น รายการไวน์มีให้เลือกพอประมาณโดยส่วนมากเป็นไวน์ท้องถิ่นนำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล ส่วนเมนูอาหารจานเด็ดที่เราชื่นชอบในวันนี้คือ

✨ Carpaccio de canard, vinaigrette à l'huile de noix, sauce du grand père Maury

เนื้อเป็ดแล่มาเป็นแผ่นบาง ๆ สไตล์ Carpaccio ในเนื้อสัมผัสที่ละมุนลิ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งความหนึบนิด ๆ แบบเนื้อเป็ด ด้านบนคือซอส Vinaigrette ที่เตรียมมาจากน้ำมันของถั่ววอลนัทซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของภูมิภาค นอกจากนี้ในจานยังมีซอสสูตรพิเศษของคุณ Maury ซึ่งเป็นเจ้าของร้านรุ่นแรก จากนั้นเชฟจะฝาน Summer Truffle บาง ๆ ลงไปที่ด้านบนช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ตัดกันกับเนื้อเป็ดได้อย่างลงตัว (16/20)

✨ Fine tartelette croustillante d'escargots, fèves, petits pois et légumes de saison, infusion de lard paysan, pain de mie toasté

Tartelette แผ่นบางที่ภายในบรรจุองค์ประกอบหลากหลายทั้งหอยทาก ถั่ว และผักตามฤดูกาลนานาชนิด ชิ้นหอยทากนุ่มหนึบพอเหมาะและไม่มีกลิ่นดินที่มากจนเกินไป เชฟใส่อโรมาของ Lard หรือไขมันสัตว์ลงไปด้วย ยังมีองค์ประกอบของครูตรองกรอบ ส่วนซอสสีเขียวเตรียมมาจากใบเบซิลช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของหอยทากได้อย่างไร้อย่างไรที่ติ (16/20)

✨ Sphère chocolat, crémeux framboise, gelée citronelle, streusel amande, glace vanille, sauce chocolat caraïbe

ของหวานจานแรกคือช็อกโกแลตเสิร์ฟมาในรูปแบบของสเฟียร์ทรงกลม จากนั้นพนักงานจะเทซอสช็อกโกแลต Caribbean ร้อน ๆ ลงไปเผยให้เห็นภายในที่บรรจุครีมราสเบอร์รี่, เจลลี่ตะไคร้, Struesel อัลมอนด์ และไอศกรีมวานิลลา เมื่อตักชิมจะพบรสชาติอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นความเปรี้ยวของราสเบอร์รี่, ความขมของช็อกโกแลตไปจนถึงความหอมของวานิลลา นอกจากนี้ในจานยังมีอุณหภูมิทั้งร้อนและเย็นอีกด้วย (16/20)

🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังภูมิภาค Occitania ต้องไม่พลาดที่จะแวะไปยังห้องอาหารแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแวะพักช่วงมื้อกลางวันเพื่อลิ้มลองอาหารระดับ 1 MICHELIN Star ในราคาสุดคุ้มค่าหรือจะเป็นการใช้เวลาตลอดมื้อเย็นซึมซับบรรยากาศและเสียงขับกล่อมของสายน้ำ Ouysse นอกจากนี้ Le Pont de l'Ouysse ยังมีห้องพักแบบ Double Bedrooms จำนวน 12 ห้องและ Family Suites อีก 2 ห้องคอยรองรับลูกค้าที่มองหาที่พักบรรยากาศดีในราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 27 รูป

🇫🇷 Le Pont de l'Ouysse - เลอปงเดอลุยส์🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️ 16/20 Gault&Millau - 16/20 โก&มีโย🍴 Modern Cuisine, Classic Cuisine - อาหารโมเดิร์น, อาหารคลาสสิค👨🏻‍🍳 Chef Stéphane Chambon - เชฟสเตฟาน ฌอมบง
รูปที่ 1
🇫🇷 Le Pont de l'Ouysse - เลอปงเดอลุยส์🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️ 16/20 Gault&Millau - 16/20 โก&มีโย🍴 Modern Cuisine, Classic Cuisine - อาหารโมเดิร์น, อาหารคลาสสิค👨🏻‍🍳 Chef Stéphane Chambon - เชฟสเตฟาน ฌอมบง
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารคลาสสิคที่กลายมาเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของภูมิภาค Occitanie ที่สืบทอดกิจการมาต่อเนื่องถึง 5 รุ่น ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันจนถึง 35 ปี
รูปที่ 2
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารคลาสสิคที่กลายมาเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของภูมิภาค Occitanie ที่สืบทอดกิจการมาต่อเนื่องถึง 5 รุ่น ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันจนถึง 35 ปี
Amuse-boucheเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาทั้งหมด 3 อย่างคือ Tomato Purée & Mozzarella Cheese พี่มีความเปรี้ยวอูมามิของ Purée มะเขือเทศผสานเข้ากันกับความสดชื่นและของมันของชีสมอซซาเรลล่า ยังมี Quiche Loraine เสิร์ฟมาอุ่น ๆ ให้รสชาติที่เค็มและนัว สุดท้ายคือ Boudin Noir หรือไส้กรอกเลือดสไตล์ฝรั่งเศสซึ่งมีอโรมาหอมเฉพาะตัว (14/20)
รูปที่ 3
Amuse-boucheเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาทั้งหมด 3 อย่างคือ Tomato Purée & Mozzarella Cheese พี่มีความเปรี้ยวอูมามิของ Purée มะเขือเทศผสานเข้ากันกับความสดชื่นและของมันของชีสมอซซาเรลล่า ยังมี Quiche Loraine เสิร์ฟมาอุ่น ๆ ให้รสชาติที่เค็มและนัว สุดท้ายคือ Boudin Noir หรือไส้กรอกเลือดสไตล์ฝรั่งเศสซึ่งมีอโรมาหอมเฉพาะตัว (14/20)
Carpaccio de canard, vinaigrette à l'huile de noix, sauce du grand père Mauryเนื้อเป็ดแล่มาเป็นแผ่นบาง ๆ สไตล์ Carpaccio ให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนลิ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งความหนึบนิด ๆ แบบเนื้อเป็ด ด้านบนคือซอส Vinaigrette ที่เตรียมมาจากน้ำมันของถั่ววอลนัทซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของภูมิภาค นอกจากนี้ในจานยังมีซอสสูตรพิเศษของคุณ Maury ซึ่งเป็นเจ้าของร้านรุ่นแรก จากนั้นเชฟจะฝาน Summer Truffle บาง ๆ ลงไปที่ด้านบนช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ตัดกันกับเนื้อเป็ดได้อย่างลงตัว (16/20)
รูปที่ 4
Carpaccio de canard, vinaigrette à l'huile de noix, sauce du grand père Mauryเนื้อเป็ดแล่มาเป็นแผ่นบาง ๆ สไตล์ Carpaccio ให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนลิ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งความหนึบนิด ๆ แบบเนื้อเป็ด ด้านบนคือซอส Vinaigrette ที่เตรียมมาจากน้ำมันของถั่ววอลนัทซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของภูมิภาค นอกจากนี้ในจานยังมีซอสสูตรพิเศษของคุณ Maury ซึ่งเป็นเจ้าของร้านรุ่นแรก จากนั้นเชฟจะฝาน Summer Truffle บาง ๆ ลงไปที่ด้านบนช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ตัดกันกับเนื้อเป็ดได้อย่างลงตัว (16/20)
Asperges blanches du pays servies tièdes, sabayon aux agrumes, truite fumée par nos soinsหน่อไม้ฝรั่งขาวท้องถิ่นที่กำลัง In Season อยู่ในขณะนี้เสิร์ฟมาแบบอุ่น ๆ ด้านบนท็อปด้วยซอส Citrus Sabayon ที่บาลานซ์ระหว่างความเปรี้ยวและความครีมมี่ได้อย่างลงตัว เชฟตัดด้วยความฉุนเพียงเบา ๆ ของน้ำมันสมุนไพร สุดท้ายคือชิ้นปลาเทร้าต์ที่ทางร้านรมควันเองวางท็อปมาที่ด้านบน (15/20)
รูปที่ 5
Asperges blanches du pays servies tièdes, sabayon aux agrumes, truite fumée par nos soinsหน่อไม้ฝรั่งขาวท้องถิ่นที่กำลัง In Season อยู่ในขณะนี้เสิร์ฟมาแบบอุ่น ๆ ด้านบนท็อปด้วยซอส Citrus Sabayon ที่บาลานซ์ระหว่างความเปรี้ยวและความครีมมี่ได้อย่างลงตัว เชฟตัดด้วยความฉุนเพียงเบา ๆ ของน้ำมันสมุนไพร สุดท้ายคือชิ้นปลาเทร้าต์ที่ทางร้านรมควันเองวางท็อปมาที่ด้านบน (15/20)
Fine tartelette croustillante d'escargots, fèves, petits pois et légumes de saison, infusion de lard paysan, pain de mie toastéTartelette แผ่นบางที่ภายในบรรจุองค์ประกอบหลากหลายทั้งหอยทาก ถั่ว และผักตามฤดูกาลนานาชนิด ชิ้นหอยทากนุ่มหนึบพอเหมาะและไม่มีกลิ่นดินที่มากจนเกินไป เชฟใส่อโรมาของ Lard หรือไขมันสัตว์ลงไปด้วย ยังมีองค์ประกอบของครูตรองกรอบ ส่วนซอสสีเขียวเตรียมมาจากใบเบซิลช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของหอยทากได้อย่างไร้อย่างไรที่ติ (16/20)
รูปที่ 6
Fine tartelette croustillante d'escargots, fèves, petits pois et légumes de saison, infusion de lard paysan, pain de mie toastéTartelette แผ่นบางที่ภายในบรรจุองค์ประกอบหลากหลายทั้งหอยทาก ถั่ว และผักตามฤดูกาลนานาชนิด ชิ้นหอยทากนุ่มหนึบพอเหมาะและไม่มีกลิ่นดินที่มากจนเกินไป เชฟใส่อโรมาของ Lard หรือไขมันสัตว์ลงไปด้วย ยังมีองค์ประกอบของครูตรองกรอบ ส่วนซอสสีเขียวเตรียมมาจากใบเบซิลช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของหอยทากได้อย่างไร้อย่างไรที่ติ (16/20)
Selle d'agneau fermier du Quercy rôtie au thym et à l'ail, pesto à l'ail des ours, artichauts violets en barigouleเนื้อแกะส่วนสันหลังหรือ Saddle จากเมือง Quercy ย่างกับใบไทม์และกระเทียมจนนุ่มและหอมกรุ่นขนาบด้านข้างด้วยชิ้นอาร์ติโชคม่วงที่เสิร์ฟมาในสไตล์ Barigoule ด้านบนท็อปด้วยชิ้นกระเทียม เชฟเติมแต่งความหวานด้วย Purée ของอาร์ติโชค ชิ้นมะเขือเทศให้รสเปรี้ยวฉ่ำมาตัดกันกับซอส Lamb Jus รสชาติเข้มข้น (16/20)
รูปที่ 7
Selle d'agneau fermier du Quercy rôtie au thym et à l'ail, pesto à l'ail des ours, artichauts violets en barigouleเนื้อแกะส่วนสันหลังหรือ Saddle จากเมือง Quercy ย่างกับใบไทม์และกระเทียมจนนุ่มและหอมกรุ่นขนาบด้านข้างด้วยชิ้นอาร์ติโชคม่วงที่เสิร์ฟมาในสไตล์ Barigoule ด้านบนท็อปด้วยชิ้นกระเทียม เชฟเติมแต่งความหวานด้วย Purée ของอาร์ติโชค ชิ้นมะเขือเทศให้รสเปรี้ยวฉ่ำมาตัดกันกับซอส Lamb Jus รสชาติเข้มข้น (16/20)
Cocotte de Rocamadour de chez Chambon au mascarpone et truffesคั่นกลางด้วย Cocotte de Rocamadour สูตรพิเศษของเชฟ Stéphane Chambon เชฟเริ่มต้นด้วยการใส่ชีส Mascarpone ลงไปในภาชนะก่อนจะเติม Fleur de Sel หรือดอกเกลือและทรัฟเฟิลลงไปจนได้ปริมาณพอเหมาะ ด้านบนท็อปด้วยชีส Rocamadour ซึ่งเป็นสินค้ายอดนิยมของเมืองชื่อเดียวกันแล้วนำไปอบเพียงชั่วครู่ (15/20)
รูปที่ 8
Cocotte de Rocamadour de chez Chambon au mascarpone et truffesคั่นกลางด้วย Cocotte de Rocamadour สูตรพิเศษของเชฟ Stéphane Chambon เชฟเริ่มต้นด้วยการใส่ชีส Mascarpone ลงไปในภาชนะก่อนจะเติม Fleur de Sel หรือดอกเกลือและทรัฟเฟิลลงไปจนได้ปริมาณพอเหมาะ ด้านบนท็อปด้วยชีส Rocamadour ซึ่งเป็นสินค้ายอดนิยมของเมืองชื่อเดียวกันแล้วนำไปอบเพียงชั่วครู่ (15/20)
Cocotte de Rocamadour de chez Chambon au mascarpone et truffesเราสามารถสัมผัสได้ถึงความครีมมี่ของ Mascarpone ตัดกันกับความเข้มและเข้มข้นของ Rocamadour ทั้งยังมีกลิ่นหอมของทรัฟเฟิลที่พอเหมาะ (15/20)
รูปที่ 9
Cocotte de Rocamadour de chez Chambon au mascarpone et truffesเราสามารถสัมผัสได้ถึงความครีมมี่ของ Mascarpone ตัดกันกับความเข้มและเข้มข้นของ Rocamadour ทั้งยังมีกลิ่นหอมของทรัฟเฟิลที่พอเหมาะ (15/20)
Painขนมปังตะกร้าใหญ่สามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ
รูปที่ 10
Painขนมปังตะกร้าใหญ่สามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ
Sphère chocolat, crémeux framboise, gelée citronelle, streusel amande, glace vanille, sauce chocolat caraïbeของหวานจานแรกคือช็อกโกแลตเสิร์ฟมาในรูปแบบของสเฟียร์ทรงกลม (16/20)
รูปที่ 11
Sphère chocolat, crémeux framboise, gelée citronelle, streusel amande, glace vanille, sauce chocolat caraïbeของหวานจานแรกคือช็อกโกแลตเสิร์ฟมาในรูปแบบของสเฟียร์ทรงกลม (16/20)
Sphère chocolat, crémeux framboise, gelée citronelle, streusel amande, glace vanille, sauce chocolat caraïbeจากนั้นพนักงานจะเทซอสช็อกโกแลต Caribbean ร้อน ๆ ลงไปเผยให้เห็นภายในที่บรรจุครีมราสเบอร์รี่, เจลลี่ตะไคร้, Struesel อัลมอนด์ และไอศกรีมวานิลลา เมื่อตักชิมจะพบรสชาติอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นความเปรี้ยวของราสเบอร์รี่, ความขมของช็อกโกแลตไปจนถึงความหอมของวานิลลา นอกจากนี้ในจานยังมีอุณหภูมิทั้งร้อนและเย็นอีกด้วย (16/20)
รูปที่ 12
Sphère chocolat, crémeux framboise, gelée citronelle, streusel amande, glace vanille, sauce chocolat caraïbeจากนั้นพนักงานจะเทซอสช็อกโกแลต Caribbean ร้อน ๆ ลงไปเผยให้เห็นภายในที่บรรจุครีมราสเบอร์รี่, เจลลี่ตะไคร้, Struesel อัลมอนด์ และไอศกรีมวานิลลา เมื่อตักชิมจะพบรสชาติอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นความเปรี้ยวของราสเบอร์รี่, ความขมของช็อกโกแลตไปจนถึงความหอมของวานิลลา นอกจากนี้ในจานยังมีอุณหภูมิทั้งร้อนและเย็นอีกด้วย (16/20)
Blanc manger à la caillé de chèvre, parfumé à l'anisFraises de la région et rhubarbe confite au sirop d'hibiscusBlanc Manger เป็นของหวานพื้นบ้านของฝรั่งเศสที่เตรียมมาจากไข่ขาว ในที่นี้เชฟได้ใส่เคิร์ดนมแพะและอโรมาของโปยกั๊กลงไปด้วย รอบ ๆ คือสตรอว์เบอร์รี่ท้องถิ่นเปรี้ยวหวานและรูบาร์บที่ผ่านการ Candied หรือเชื่อมเพื่อให้รับประทานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีไซรัปดอกชบาสีแดงสดใส่ลงไปด้วย (16/20)
รูปที่ 13
Blanc manger à la caillé de chèvre, parfumé à l'anisFraises de la région et rhubarbe confite au sirop d'hibiscusBlanc Manger เป็นของหวานพื้นบ้านของฝรั่งเศสที่เตรียมมาจากไข่ขาว ในที่นี้เชฟได้ใส่เคิร์ดนมแพะและอโรมาของโปยกั๊กลงไปด้วย รอบ ๆ คือสตรอว์เบอร์รี่ท้องถิ่นเปรี้ยวหวานและรูบาร์บที่ผ่านการ Candied หรือเชื่อมเพื่อให้รับประทานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีไซรัปดอกชบาสีแดงสดใส่ลงไปด้วย (16/20)
Mignardisesปิดท้ายด้วยขนมจิ๋วคือ Canelé, Financier และ Tartelette Fraises
รูปที่ 14
Mignardisesปิดท้ายด้วยขนมจิ๋วคือ Canelé, Financier และ Tartelette Fraises
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 15
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 16
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
💰 ราคา 323 €
รูปที่ 17
💰 ราคา 323 €
🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของโรงแรม Le Pont de l'Ouysse ต้องเล่าย้อนกลับไปในปี 1884 ได้มีการก่อสร้างสะพานหินข้ามแม่น้ำ Ouysse เพื่อเชื่อมต่อเมืองเล็ก ๆ ทั้ง 2 แห่งในภูมิภาค Occitania คือ Lacave และ Belcastel เจ้าของรุ่นแรกคือคุณ Antoinette และ Baptiste Maury เริ่มต้นเปิดร้านเล็ก ๆ เพื่อขายอาหารให้กับเหล่าคนงานที่มาก่อสร้างสะพาน กิจการสืบทอดมายังเจ้าของรุ่นที่ 2 ซึ่งก็คือลูกชายอย่างคุณ Paul ภรรยาของเขา Irma ได้เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงให้กับร้านอาหารโดยการนำเสนอเมนูยอดนิยมอย่างเช่น Friture de Goujons (ไก่ชุบเกล็ดขนมปังทอด), Anguille Sauce Poulette (ปลาไหลในซอสไก่) และ Poulet au Verjus (ไก่ซอสเวอจูส์) ทั้งยังมีลูกค้าประจำในภูมิภาคโดยเฉพาะเหล่านักตกปลาแวะเวียนกันมาชิมอย่างไม่ขาดสาย
รูปที่ 18
🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของโรงแรม Le Pont de l'Ouysse ต้องเล่าย้อนกลับไปในปี 1884 ได้มีการก่อสร้างสะพานหินข้ามแม่น้ำ Ouysse เพื่อเชื่อมต่อเมืองเล็ก ๆ ทั้ง 2 แห่งในภูมิภาค Occitania คือ Lacave และ Belcastel เจ้าของรุ่นแรกคือคุณ Antoinette และ Baptiste Maury เริ่มต้นเปิดร้านเล็ก ๆ เพื่อขายอาหารให้กับเหล่าคนงานที่มาก่อสร้างสะพาน กิจการสืบทอดมายังเจ้าของรุ่นที่ 2 ซึ่งก็คือลูกชายอย่างคุณ Paul ภรรยาของเขา Irma ได้เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงให้กับร้านอาหารโดยการนำเสนอเมนูยอดนิยมอย่างเช่น Friture de Goujons (ไก่ชุบเกล็ดขนมปังทอด), Anguille Sauce Poulette (ปลาไหลในซอสไก่) และ Poulet au Verjus (ไก่ซอสเวอจูส์) ทั้งยังมีลูกค้าประจำในภูมิภาคโดยเฉพาะเหล่านักตกปลาแวะเวียนกันมาชิมอย่างไม่ขาดสาย
หมุดหมายแรกคือการที่ตัวโรงแรมซึ่งมีขนาดเพียง 4 ห้องมีชื่อเข้าไปติดอยู่ในคู่มือ MICHELIN Guide ฉบับปี 1905 เจ้าของรุ่นที่ 3 คือคุณ Paulette และสามีของเธอคือคุณ Louis Goursat ได้สืบต่อเจตนารมณ์และปรับปรุงตัวอาคารครั้งใหญ่จนกลายมาเป็น Hôtel-Restaurant อย่างเต็มตัว ว่ากันว่าในช่วงฤดูร้อนมีลูกค้าบางกลุ่มเดินทางมาเพื่อเข้าพักอยู่นาน 2-3 อาทิตย์
รูปที่ 19
หมุดหมายแรกคือการที่ตัวโรงแรมซึ่งมีขนาดเพียง 4 ห้องมีชื่อเข้าไปติดอยู่ในคู่มือ MICHELIN Guide ฉบับปี 1905 เจ้าของรุ่นที่ 3 คือคุณ Paulette และสามีของเธอคือคุณ Louis Goursat ได้สืบต่อเจตนารมณ์และปรับปรุงตัวอาคารครั้งใหญ่จนกลายมาเป็น Hôtel-Restaurant อย่างเต็มตัว ว่ากันว่าในช่วงฤดูร้อนมีลูกค้าบางกลุ่มเดินทางมาเพื่อเข้าพักอยู่นาน 2-3 อาทิตย์
ทันทีที่ก้าวลงจากรถทุกคนจะต้องตื่นตะลึงไปกับทัศนียภาพอันสวยงามของสะพานหินเก่าแก่ที่พังทลายลงบางส่วนโดยมีเสียงของสายน้ำ Ouysse ขับกล่อมอยู่เบื้องหลัง ในทางกลับกันหากมองขึ้นไปจะพบกับ Château de Belcastel ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขาสูง
รูปที่ 20
ทันทีที่ก้าวลงจากรถทุกคนจะต้องตื่นตะลึงไปกับทัศนียภาพอันสวยงามของสะพานหินเก่าแก่ที่พังทลายลงบางส่วนโดยมีเสียงของสายน้ำ Ouysse ขับกล่อมอยู่เบื้องหลัง ในทางกลับกันหากมองขึ้นไปจะพบกับ Château de Belcastel ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขาสูง
เราขอแนะนำให้ลองสั่งเครื่องดื่มหรือแชมเปญมานั่งจิบกันชิล ๆ ในบริเวณนี้ก่อนจะเดินผ่านพื้นที่เทอเรสอันแสนร่มรื่นเข้าไปสู่ห้องอาหาร Le Pont de l'Ouysse
รูปที่ 21
เราขอแนะนำให้ลองสั่งเครื่องดื่มหรือแชมเปญมานั่งจิบกันชิล ๆ ในบริเวณนี้ก่อนจะเดินผ่านพื้นที่เทอเรสอันแสนร่มรื่นเข้าไปสู่ห้องอาหาร Le Pont de l'Ouysse
ภายในตกแต่งแบบดั้งเดิมแต่ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศของความหรูหรา ภาพวาดสีน้ำมันจำนวนมากถูกแขวนประดับเอาไว้บนผนัง
รูปที่ 22
ภายในตกแต่งแบบดั้งเดิมแต่ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศของความหรูหรา ภาพวาดสีน้ำมันจำนวนมากถูกแขวนประดับเอาไว้บนผนัง
ห้องเก็บไวน์
รูปที่ 23
ห้องเก็บไวน์
🎗 [THE FOOD] สำหรับใครที่มองหาความคุ้มค่าเราขอแนะนำ Menu du Vieux Pont (58 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูที่จัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงมื้อกลางวันประกอบไปด้วยอาหารว่าง, อาหารจานหลัก และของหวาน ส่วนใครที่มาในช่วงเย็นสามารถลองชิม Menu Belcastel (120 €) ซึ่งประกอบไปด้วยเมนูคลาสสิคประจำร้านที่ประกอบขึ้นจากวัตถุดิบท้องถิ่นชั้นยอดจัดเสิร์ฟมาจำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ที่มีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 27-33 € โดยหากเลือกสั่งครบทั้งอาหารว่าง, อาหารจานหลัก และของหวานทางร้านจะคิดราคารวมกันอยู่ที่ 80 € เท่านั้น รายการไวน์มีให้เลือกพอประมาณโดยส่วนมากเป็นไวน์ท้องถิ่นนำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล
รูปที่ 24
🎗 [THE FOOD] สำหรับใครที่มองหาความคุ้มค่าเราขอแนะนำ Menu du Vieux Pont (58 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูที่จัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงมื้อกลางวันประกอบไปด้วยอาหารว่าง, อาหารจานหลัก และของหวาน ส่วนใครที่มาในช่วงเย็นสามารถลองชิม Menu Belcastel (120 €) ซึ่งประกอบไปด้วยเมนูคลาสสิคประจำร้านที่ประกอบขึ้นจากวัตถุดิบท้องถิ่นชั้นยอดจัดเสิร์ฟมาจำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ที่มีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 27-33 € โดยหากเลือกสั่งครบทั้งอาหารว่าง, อาหารจานหลัก และของหวานทางร้านจะคิดราคารวมกันอยู่ที่ 80 € เท่านั้น รายการไวน์มีให้เลือกพอประมาณโดยส่วนมากเป็นไวน์ท้องถิ่นนำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล
ลูกค้าที่เดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวสามารถเข้าจอดที่ลานจอดรถของทางโรงแรมแต่หากเต็มก็สามารถย้ายไปจอดได้ริมถนนต่อกันไปเรื่อย ๆ
รูปที่ 25
ลูกค้าที่เดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวสามารถเข้าจอดที่ลานจอดรถของทางโรงแรมแต่หากเต็มก็สามารถย้ายไปจอดได้ริมถนนต่อกันไปเรื่อย ๆ
ภาพของสะพาน Le Pont de l'Ouysse
รูปที่ 26
ภาพของสะพาน Le Pont de l'Ouysse
🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังภูมิภาค Occitania ต้องไม่พลาดที่จะแวะไปยังห้องอาหารแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแวะพักช่วงมื้อกลางวันเพื่อลิ้มลองอาหารระดับ 1 MICHELIN Star ในราคาสุดคุ้มค่าหรือจะเป็นการใช้เวลาตลอดมื้อเย็นซึมซับบรรยากาศและเสียงขับกล่อมของสายน้ำ Ouysse นอกจากนี้ Le Pont de l'Ouysse ยังมีห้องพักแบบ Double Bedrooms จำนวน 12 ห้องและ Family Suites อีก 2 ห้องคอยรองรับล฿กค้าที่มองหาที่พักบรรยากาศดีในราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย
รูปที่ 27
🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังภูมิภาค Occitania ต้องไม่พลาดที่จะแวะไปยังห้องอาหารแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแวะพักช่วงมื้อกลางวันเพื่อลิ้มลองอาหารระดับ 1 MICHELIN Star ในราคาสุดคุ้มค่าหรือจะเป็นการใช้เวลาตลอดมื้อเย็นซึมซับบรรยากาศและเสียงขับกล่อมของสายน้ำ Ouysse นอกจากนี้ Le Pont de l'Ouysse ยังมีห้องพักแบบ Double Bedrooms จำนวน 12 ห้องและ Family Suites อีก 2 ห้องคอยรองรับล฿กค้าที่มองหาที่พักบรรยากาศดีในราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย