GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Le Clos Des Sens
3 MICHELIN Stars

FranceLe Clos Des Sens · เลอ โคลส เดส ซองส์

Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — 13 Rue Jean Mermoz, 74940 Annecy, France

🎗 [INTRO] Annecy เป็นเมืองท่องเที่ยวได้รับการขนานนามว่า Pearl of French Alps ทั้งยังสามารถเดินทางมาเยี่ยมเยือนได้จากทั้งนคร Lyon และ Geneva ห่างออกไปเพียงเล็กน้อยในบริเวณที่เรียกว่า Annecy-le-Vieux เป็นที่ตั้งของห้องอาหารชั้นสูงที่สามารถนำเสนอวัตถุดิบจากทะเลสาบ 3 แห่งคือ Lac d'Annecy, Lac du Bourget และ Lac Léman ผสมผสานเข้ากันกับผักและผลไม้ที่เติบโตในผืนแผ่นดิน Savoie จนได้ออกมาเป็นเมนูเลิศรสและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชนิดที่หาใครเทียบได้ยาก

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร Le Clos des Sens ตั้งอยู่ในย่าน Annecy-le-Vieux ซึ่งเป็นฝั่งที่พักอาศัยของผู้คนในเมือง Annecy ตัวอาคารเป็น Chalet เก่าสไตล์ Savoyard ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1866 ทันทีที่นำรถเข้าจอดลูกค้าจะมองเห็นสวนขนาดย่อมพร้อมด้วยห้องครัวขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง เมื่อตรวจสอบการจองเสร็จสิ้นพนักงานจะเชิญลูกค้ายังไปยังห้องรับรองที่ตกแต่งด้วยบรรยากาศอันอบอุ่น พื้นไม้โอ้คสีอ่อนมีบางส่วนสลับกั้นด้วยกระจกใสมองลงไปเห็นห้องเก็บชีสด้านล่าง พ่อค้าชีสชื่อดังคุณ Pierre Gay เจ้าของรางวัลอันทรงเกียรติ ‘Meilleur Ouvrier de France’ ได้คัดสรรค์ชีสกว่า 40 ชนิดมาเก็บเอาไว้ใน Cheese Cellar เก่าแก่อายุกว่า 100 ปีที่ซึ่งแต่เดิมเคยใช้ในกระบวนการผลิต Reblochon Cheese นั่นเอง อีกฝั่งหนึ่งคือ Nouvelle Cheminée Monumentale เตาผิงไฟที่ออกแบบโดย Thierry Martenon ให้สามารถใช้งานได้ 2 ฝั่ง ไม้ Spruce ขัดเงาแต่งแต้มด้วยสีสันของหมึกดำจากจีนช่วยส่งเสริมความหรูหราแต่ไม่ละทิ้งความเรียบง่าย ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่บนเนินเขาทำให้บริเวณเทอเรสโดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของเมือง Annecy ภายใต้ร่มเงาของต้นเกาลัดอายุกว่า 100 ปี ลูกค้าสามารถเดินผ่านทางแคบ ๆ ไปยังสระว่ายน้ำที่ขนาบข้างด้วยสวนขนาดใหญ่ภายในพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตรที่เชฟ Laurent Petit ใช้สำหรับปลูกผัก ผลไม้ และสมุนไพรท้องถิ่นกว่า 200 ชนิดดังที่เราจะได้ชิมบางส่วนในวันนี้ ห้องรับประทานอาหารหลักถูกตกแต่งโดยได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติสังเกตจากการเลือกใช้เนื้อสัมผัสของหิน เปลือกไม้ และเส้นใบไม้ รวมไปถึงเครื่องแก้วที่ออกแบบโดย Aurélie Abadie และ Samuel Sauques บริเวณห้องครัวเป็นแบบกึ่งเปิดตกแต่งอย่างสวยงามด้วย Blue Savoie Stone ทำให้ลูกค้าที่นั่งอยู่ติดกันสามารถรับชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารตั้งแต่ขั้นตอนการปรุงไปจนถึงการจัดจาน ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนหลังจบมื้ออาหาร Le Clos des Sens ยังรับหน้าที่เป็นโรงแรมหรูระดับ Relais & Châteaux นำเสนอห้องพักจำนวน 11 ห้องในราคาเริ่มต้นที่ 260 € สำหรับ ‘NATURE‘ ROOMS, 295 € สำหรับ FAMILY ROOMS และ 355 € สำหรับ ‘SIGNATURE‘ ROOMS อีกด้วย

🎗 [THE CHEF] Laurent Petit เกิดที่เมือง Bussières-les-Belmont ในแคว้น Haute-Marne ทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศสโดยมีคุณพ่อประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าเนื้อและผลิตภัณฑ์จากเนื้อ (Charcuteries) ด้วยเหตุนี้เองทำให้ตัวเขาคุ้นชินกับอาหารจำพวก Pâtés en Croûte หรือ Blood Sausage มาตั้งแต่เด็กก่อนที่ตัวเขาในวัย 18 ปีจะเรียนจบจาก École Hôtelière Saint-Exupéry of Saint-Dizier ในปี 1981 หลังจากเข้ารับการเกณฑ์ทหารจนครบกำหนดปลดประจำการเขาได้ข้อเสนองานเป็นผู้ช่วยในห้องอาหาร Pied de Cochon ในย่าน Les Halles ณ กรุง Paris ต่อด้วยงานในห้องอาหาร Bistrot du Sommelier เจ้าของร้านในขณะนั้นคือคุณ Nicolas de Rabaudy ได้ส่งตัวเชฟ Laurent Petit ไปฝึกงานในห้องอาหารระดับ MICHELIN Star ชั้นนำอย่าง Les Prés d'Eugénie - Michel Guérard (3 MICHELIN Stars), Les Crayeres (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น), Charles Barrier (3 MICHELIN Stars) รวมไปถึงการร่วมงานกับเชฟชื่อดังอย่าง Jean-Pierre Billoux และ Roger Vergé กระทั่งเดือนมิถุนายนปี 1987 เชฟ Laurent Petit ในวัย 24 ปีตัดสินใจเปิดห้องอาหารแห่งแรกเป็นของตัวเองที่เมือง Briançon โดยให้ชื่อว่า Le Péché Gourmand และเป็นช่วงเวลานี้เองที่เขาได้พบกับ Martine Coin ผู้ซึ่งได้กลายมาเป็นคู่ชีวิตในเวลาต่อมา ในปี 1992 เชฟ Laurent Petit และภรรยาได้ย้ายมาตั้งรกรากที่เมือง Annecy และเปิดห้องอาหาร Le Clos des Sens ขึ้น ณ บริเวณที่เรียกว่า Annecy-le-Vieux ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากนักชิมท้องถิ่นและสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2000 ต่อด้วยรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2007 และรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในเดือนมกราคมปี 2019 นอกจากนี้ตัวเขายังเป็นเจ้าของห้องอาหารพื้นบ้านอีก 2 แห่งคือ Café Brunet (Selected by MICHELIN Guide) ที่ตั้งอยู่ในอาคารเก่าตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 14 และ Brasserie Brunet (Selected by MICHELIN Guide) ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองติดกันกับ Gare d'Annecy ซึ่งเราได้แวะไปชิมมาแล้วอีกด้วย

🎗 [THE FOOD] เชฟ Laurent Petit อาศัยวัตถุดิบจำพวกปลาและกุ้งเครฟิชจากทะเลสาบ 3 แห่งคือ Lac d'Annecy, Lac du Bourget และ Lac Léman ในการรังสรรค์อาหารในรูปแบบที่เรียกว่า Cuisine Lacustre หรือ Lake Cuisine นอกจากนี้ยังมีผัก, ผลไม้, สมุนไพรท้องถิ่นจากสวนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกันกับตัวร้านรวมไปถึงผลผลิตอื่น ๆ จากพื้นที่แถบ Switzerland, Savoie และ Haute-Savoie ในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตร นอกจากนี้ Le Clos Des Sens ยังถือเป็นหนึ่งในห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars เพียงไม่กี่แห่งที่นำเสนอ Set Menu หรือที่ทางร้านเรียกว่า Menu «DECOUVERTE» ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม เราขอแนะนำ Pour Voir ที่จัดเสิร์ฟอาหารมาถึง 5 คอร์สเฉพาะช่วงมื้อกลางวันยกเว้นวันหยุดในราคาเพียง 148 € ถัดมาคือ Plein d'envies เซ็ตเมนูที่เพิ่มเติม Signature Dish บางส่วนนำเสนอมา 7 คอร์สในราคา 188 € สุดท้ายคือ Grande Fête เซ็ตเมนูขนาดใหญ่จำนวน 9 คอร์สนำเสนอมาในราคา 238 € โดยเราขอหยิบยกเมนูเด็ดที่ได้รับการกล่าวถึงในหมู่นักชิมท้องถิ่นมาเล่าให้ฟังดังนี้

✨ Mushroom salad from Savoie

สุดยอด Signature Dish ที่ได้รับการยกย่องจากเหล่านักชิมว่าเป็นหนึ่งในเมนูจากเห็ดที่ดีที่สุดตลอดกาลนั่นก็คือ Mushroom salad from Savoie เริ่มจากองค์ประกอบแรกคือ Raw Mushroom เห็ดดิบที่ได้รับการฝานเป็นริ้วบาง ๆ ขนาดเท่า ๆ กันให้เนื้อสัมผัสอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้านล่างเป็น Confit Mushroom หรือเห็ดที่ผ่านการกงฟีจนนุ่ม ทั้งยังมีความนุ่มละมุนของเจลลี่ จากนั้นแต่งแต้มด้วย Mushroom Vinaigrette จนเห็นเป็นหยดสีส้มกระจายอย่างทั่วถึงกัน นอกจากนี้ยังมีองค์ปนะกอบของ Caramelized Onion หรือหัวหอมผัดให้รสชาติหวานอันนุ่มลึก ทั้งยังสามารถบาลานซ์ Earthy Aroma ของเห็ดได้อย่างพอเหมาะ ข้างกันยังมี Mushroom Cappuccino ที่เตรียมออกมาได้ดีที่สุดแก้วหนึ่งเท่าที่เราเคยลิ้มลอง เชฟ Laurent Petit ตั้งใจเสิร์ฟมาอุ่น ๆ หอม ๆ ครีมมี่ในระดับสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ (20/20)

✨ Poutargue soup with Beluga lentils and Wild char

อีกหนึ่งเมนู Signature Dish ที่เราจะได้ชิมกันในวันนี้คือ Poutargue Soup เมนูจากแถบ Mediterranean ที่ได้จากการนำไข่ปลาแห้งมาทำเป็นซุป ในที่นี้เชฟ Laurent Petit เลือกใช้ไข่ปลา Fera แห้งมาทำเป็นซุปรสครีม ๆ เปรี้ยว ๆ สำหรับโปรตีนหลักในที่นี้คือปลา Arctic Char เสริมมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยถั่ว Beluga Lentils เคี้ยวหนึบวางมาบนชิ้นปลาและในน้ำซุปนั่นเอง (18/20)

✨ Homemade chicory

ด้วยความที่กาแฟไม่ใช่วัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศฝรั่งเศสทำให้เชฟเกิดความคิดในการเสิร์ฟรสชาติของกาแฟโดยไม่มีกาแฟเป็นส่วนผสมอยู่ในสูตรแม้แต่น้อย วัตถุดิบสำคัญของจานคือรากของ Chicory ที่ผ่านกระบวนการจนได้รสชาติและอโรมาที่คล้ายกันกับกาแฟออกมา ด้านในบรรจุ Chicory Cream แผ่นกรอบสีส้มด้านบนคือ Chicory Granita ช่วยเรียกความสดชื่น หยดกลม ๆ ด้านบนคือ Concentrated Chicory ช่วยเสริมรสชาติให้เข้มข้น ยังมีองค์ประกอบของ French Meringue เติมเต็มความหวานให้รสชาติที่คล้ายกันกับกาแฟกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น (18/20)

🎗 [WHY GO] เชฟ Laurent Petit สามารถนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นทั้งปลา, ผัก และสมุนไพรต่าง ๆ ของพื้นที่แถบ Haute-Savoie ออกมาเป็น Cuisine Lacustre หรือ Lake Cuisine ได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งนี้ Set Menu ที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 148 € จัดว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกันกับห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars อื่น ๆ ในประเทศฝรั่งเศสที่ตั้งราคาเอาไว้สูงถึง 200-600 € สุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือรายการ Wine List ที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีโดยทีม Sommelier นำเสนอมาในขนาด Bottle แบบปกติ, Demi และ Magnum ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายเช่นกัน

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 59 รูป

🇫🇷 Le Clos Des Sens - เลอ โคลส เดส ซองส์ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก 🏵🏵🏵🏵 17/20 Gault&Millau - 17/20 โก&มิโย 🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์ 👨🏻‍🍳 Chef Laurent Petit - เชฟโลร็องต์ เปอตี
รูปที่ 1
🇫🇷 Le Clos Des Sens - เลอ โคลส เดส ซองส์ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก 🏵🏵🏵🏵 17/20 Gault&Millau - 17/20 โก&มิโย 🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์ 👨🏻‍🍳 Chef Laurent Petit - เชฟโลร็องต์ เปอตี
Mushroom from la Motte-Servolex เริ่มต้นด้วย Amuse-Bouche ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ในที่นี้คือเห็ด Champignon de Paris เสิร์ฟมาทั้งในรูปแบบดิบโดยการฝานเป็นแผ่นขนาดเท่า ๆ กันรองอยู่ด้านล่าง ตรงกลางคือแผ่นกรอบ ครีม และผงช่วยเสริมกลิ่นให้ชัดเจนยิ่งขึ้นที่ด้านบน (18/20)
รูปที่ 2
Mushroom from la Motte-Servolex เริ่มต้นด้วย Amuse-Bouche ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ในที่นี้คือเห็ด Champignon de Paris เสิร์ฟมาทั้งในรูปแบบดิบโดยการฝานเป็นแผ่นขนาดเท่า ๆ กันรองอยู่ด้านล่าง ตรงกลางคือแผ่นกรอบ ครีม และผงช่วยเสริมกลิ่นให้ชัดเจนยิ่งขึ้นที่ด้านบน (18/20)
Pike tarama ต่อมาคือ Tarama มีลักษณะเป็น Emulsion ทำจากปลา Pike เนื้อเนียนละมุนให้รสชาติออกเปรี้ยวเสิร์ฟมาบนแผ่นกรอบให้ตัดเนื้อสัมผัสกัน ด้านบนคือไข่ปลา Pike รมควันที่ส่งกลิ่นหอมโดดเด่นจนพนักงานเปรียบเปรยว่าเป็น Caviar from our lake นั่นเอง (18/20)
รูปที่ 3
Pike tarama ต่อมาคือ Tarama มีลักษณะเป็น Emulsion ทำจากปลา Pike เนื้อเนียนละมุนให้รสชาติออกเปรี้ยวเสิร์ฟมาบนแผ่นกรอบให้ตัดเนื้อสัมผัสกัน ด้านบนคือไข่ปลา Pike รมควันที่ส่งกลิ่นหอมโดดเด่นจนพนักงานเปรียบเปรยว่าเป็น Caviar from our lake นั่นเอง (18/20)
Crunchy fera liver Fera เป็นปลาน้ำจืดที่พบมากในทะเลสาบของภูมิภาค Savoie และ Haute-Savoie เชฟ Laurent Petit นำเสนอมาเป็นแผ่นบางกรอบ ด้านบนเป็นมูสที่ทำมาจากตับของปลา Fera เนื้อเนียน หวาน หอม ครีมมี่ ไร้ซึ่งกลิ่นคาวใด ๆ (19/20)
รูปที่ 4
Crunchy fera liver Fera เป็นปลาน้ำจืดที่พบมากในทะเลสาบของภูมิภาค Savoie และ Haute-Savoie เชฟ Laurent Petit นำเสนอมาเป็นแผ่นบางกรอบ ด้านบนเป็นมูสที่ทำมาจากตับของปลา Fera เนื้อเนียน หวาน หอม ครีมมี่ ไร้ซึ่งกลิ่นคาวใด ๆ (19/20)
Crispy sage with spring flavours แผ่นกรอบทำจากใบ Sage ท็อปด้านบนด้วยสมุนไพรในช่วงฤดูใบไม้ผลิจากสวนข้าง ๆ กับตัวร้านให้รสชาติออกเปรี้ยวช่วยเรียกความสดชื่นก่อนเข้าสู่คอร์สหลัก (16/20)
รูปที่ 5
Crispy sage with spring flavours แผ่นกรอบทำจากใบ Sage ท็อปด้านบนด้วยสมุนไพรในช่วงฤดูใบไม้ผลิจากสวนข้าง ๆ กับตัวร้านให้รสชาติออกเปรี้ยวช่วยเรียกความสดชื่นก่อนเข้าสู่คอร์สหลัก (16/20)
Bread and Pepper จากนั้นพนักงานจะนำเสนอขนมปัง Sourdough เสิร์ฟมาคู่กันกับพริกไทยที่ปลูกอยู่จำนวน 7 ต้นในสวนข้างกันกับตัวร้าน
รูปที่ 6
Bread and Pepper จากนั้นพนักงานจะนำเสนอขนมปัง Sourdough เสิร์ฟมาคู่กันกับพริกไทยที่ปลูกอยู่จำนวน 7 ต้นในสวนข้างกันกับตัวร้าน
Bread and Pepper พนักงานเล่าว่าการที่จะปลูกต้นพริกไทยในภูมิภาค Savoie นั้นทำได้ยากมาก ๆ
รูปที่ 7
Bread and Pepper พนักงานเล่าว่าการที่จะปลูกต้นพริกไทยในภูมิภาค Savoie นั้นทำได้ยากมาก ๆ
Perch, spring radish, Marigold vinegar เริ่มต้นคอร์สแรกในมื้ออาหารหลักด้วยปลา Perch จาก Lac Léman หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Geneva Lake เสิร์ฟมาในรูปแบบเนื้อปลานุ่ม ๆ ด้านล่างและก้างปลากรอบ ๆ ที่ด้านบน ข้างกันคือ Radish หลากสีอันเป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ผลิ จากนั้นตกแต่งรสชาติด้วย Vinegar ที่มีส่วนประกอบของ Tagette (Marigold) ทั้งยังมีองค์ประกอบของเสารสและมิ้นต์ให้รสเปรี้ยวและกลิ่นเฉพาะตัวช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (18/20)
รูปที่ 8
Perch, spring radish, Marigold vinegar เริ่มต้นคอร์สแรกในมื้ออาหารหลักด้วยปลา Perch จาก Lac Léman หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Geneva Lake เสิร์ฟมาในรูปแบบเนื้อปลานุ่ม ๆ ด้านล่างและก้างปลากรอบ ๆ ที่ด้านบน ข้างกันคือ Radish หลากสีอันเป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ผลิ จากนั้นตกแต่งรสชาติด้วย Vinegar ที่มีส่วนประกอบของ Tagette (Marigold) ทั้งยังมีองค์ประกอบของเสารสและมิ้นต์ให้รสเปรี้ยวและกลิ่นเฉพาะตัวช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (18/20)
Mushroom salad from Savoie สุดยอด Signature Dish ที่ได้รับการยกย่องจากเหล่านักชิมว่าเป็นหนึ่งในเมนูจากเห็ดที่ดีที่สุดตลอดกาลนั่นก็คือ Mushroom salad from Savoie (20/20)
รูปที่ 9
Mushroom salad from Savoie สุดยอด Signature Dish ที่ได้รับการยกย่องจากเหล่านักชิมว่าเป็นหนึ่งในเมนูจากเห็ดที่ดีที่สุดตลอดกาลนั่นก็คือ Mushroom salad from Savoie (20/20)
Mushroom salad from Savoie องค์ประกอบแรกคือ Raw Mushroom เห็ดดิบที่ได้รับการฝานเป็นริ้วบาง ๆ ขนาดเท่า ๆ กันให้เนื้อสัมผัสอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้านล่างเป็น Confit Mushroom หรือเห็ดที่ผ่านการกงฟีจนนุ่ม ทั้งยังมีความนุ่มละมุนของเจลลี่ จากนั้นแต่งแต้มด้วย Mushroom Vinaigrette จนเห็นเป็นหยดสีส้มกระจายอย่างทั่วถึงกัน (20/20)
รูปที่ 10
Mushroom salad from Savoie องค์ประกอบแรกคือ Raw Mushroom เห็ดดิบที่ได้รับการฝานเป็นริ้วบาง ๆ ขนาดเท่า ๆ กันให้เนื้อสัมผัสอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้านล่างเป็น Confit Mushroom หรือเห็ดที่ผ่านการกงฟีจนนุ่ม ทั้งยังมีความนุ่มละมุนของเจลลี่ จากนั้นแต่งแต้มด้วย Mushroom Vinaigrette จนเห็นเป็นหยดสีส้มกระจายอย่างทั่วถึงกัน (20/20)
Mushroom salad from Savoie นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของ Caramelized Onion หรือหัวหอมผัดให้รสชาติหวานอันนุ่มลึก ทั้งยังสามารถบาลานซ์ Earthy Aroma ของเห็ดได้อย่างพอเหมาะ (20/20)
รูปที่ 11
Mushroom salad from Savoie นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของ Caramelized Onion หรือหัวหอมผัดให้รสชาติหวานอันนุ่มลึก ทั้งยังสามารถบาลานซ์ Earthy Aroma ของเห็ดได้อย่างพอเหมาะ (20/20)
Mushroom salad from Savoie ข้างกันยังมี Mushroom Cappuccino ที่เตรียมออกมาได้ดีที่สุดแก้วหนึ่งเท่าที่เราเคยลิ้มลอง เชฟ Laurent Petit ตั้งใจเสิร์ฟมาอุ่น ๆ หอม ๆ ครีมมี่ในระดับสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ (20/20)
รูปที่ 12
Mushroom salad from Savoie ข้างกันยังมี Mushroom Cappuccino ที่เตรียมออกมาได้ดีที่สุดแก้วหนึ่งเท่าที่เราเคยลิ้มลอง เชฟ Laurent Petit ตั้งใจเสิร์ฟมาอุ่น ๆ หอม ๆ ครีมมี่ในระดับสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ (20/20)
Poutargue soup with Beluga lentils and Wild char อีกหนึ่ง Signature Dish ที่เราจะได้ชิมกันในวันนี้คือ Poutargue Soup เมนูจากแถบ Mediterranean ที่ได้จากการนำไข่ปลาแห้งมาทำเป็นซุป (18/20)
รูปที่ 13
Poutargue soup with Beluga lentils and Wild char อีกหนึ่ง Signature Dish ที่เราจะได้ชิมกันในวันนี้คือ Poutargue Soup เมนูจากแถบ Mediterranean ที่ได้จากการนำไข่ปลาแห้งมาทำเป็นซุป (18/20)
Poutargue soup with Beluga lentils and Wild char ในที่นี้เชฟ Laurent Petit เลือกใช้ไข่ปลา Fera แห้งมาทำเป็นซุปรสครีม ๆ เปรี้ยว ๆ สำหรับโปรตีนหลักในที่นี้คือปลา Arctic Char เสริมมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยถั่ว Beluga Lentils เคี้ยวหนึบวางมาบนชิ้นปลาและในน้ำซุปนั่นเอง (18/20)
รูปที่ 14
Poutargue soup with Beluga lentils and Wild char ในที่นี้เชฟ Laurent Petit เลือกใช้ไข่ปลา Fera แห้งมาทำเป็นซุปรสครีม ๆ เปรี้ยว ๆ สำหรับโปรตีนหลักในที่นี้คือปลา Arctic Char เสริมมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยถั่ว Beluga Lentils เคี้ยวหนึบวางมาบนชิ้นปลาและในน้ำซุปนั่นเอง (18/20)
Trout, snails, Chignin-Bergeron sauce เนื้อปลา Trout แล่เป็น Fillet ซึ่งมีขนาดแตกต่างกันออกไปตามแต่ชนิดของเซ็ตเมนู เชฟนำไป Confit จนสุกได้ระดับ ด้วยอัตราส่วนไขมันในเนื้อปลาที่สูงทำให้ปลาเทร้าต์ในแถบนี้มีความนุ่มกว่าปกติ ด้านบนคือองค์ประกอบของหอยทากและเห็ดให้ Earthy Aroma และความหนึบเด่นชัด ยังมีความกรอบจากครูตองและองค์ประกอบของหอมแดงให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ (16/20)
รูปที่ 15
Trout, snails, Chignin-Bergeron sauce เนื้อปลา Trout แล่เป็น Fillet ซึ่งมีขนาดแตกต่างกันออกไปตามแต่ชนิดของเซ็ตเมนู เชฟนำไป Confit จนสุกได้ระดับ ด้วยอัตราส่วนไขมันในเนื้อปลาที่สูงทำให้ปลาเทร้าต์ในแถบนี้มีความนุ่มกว่าปกติ ด้านบนคือองค์ประกอบของหอยทากและเห็ดให้ Earthy Aroma และความหนึบเด่นชัด ยังมีความกรอบจากครูตองและองค์ประกอบของหอมแดงให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ (16/20)
Trout, snails, Chignin-Bergeron sauce จากนั้นพนักงานจะเทราด Chignin-Bergeron Sauce หรือซอสท้องถิ่นทำจากไวน์ให้รสชาติเปรี้ยวและ Parfumed หรือเสริมด้วยกลิ่นหอมของ Verbena นั่นเอง อย่างไรก็ตาม Earthy Aroma จากเห็ดและหอยทากแสดงออกมาในจานค่อนข้างเด่นพอสมควร (16/20)
รูปที่ 16
Trout, snails, Chignin-Bergeron sauce จากนั้นพนักงานจะเทราด Chignin-Bergeron Sauce หรือซอสท้องถิ่นทำจากไวน์ให้รสชาติเปรี้ยวและ Parfumed หรือเสริมด้วยกลิ่นหอมของ Verbena นั่นเอง อย่างไรก็ตาม Earthy Aroma จากเห็ดและหอยทากแสดงออกมาในจานค่อนข้างเด่นพอสมควร (16/20)
Grilled endive root's bitterness คอร์สนี้เชฟตั้งในนำเสนอรากของ Endive ซึ่งให้รสชาติขมมากที่สุดที่บริเวณส่วนรากลดระดับลงเรื่อย ๆ ไปจนถึงส่วนยอดนั่นเอง (15/20)
รูปที่ 17
Grilled endive root's bitterness คอร์สนี้เชฟตั้งในนำเสนอรากของ Endive ซึ่งให้รสชาติขมมากที่สุดที่บริเวณส่วนรากลดระดับลงเรื่อย ๆ ไปจนถึงส่วนยอดนั่นเอง (15/20)
Grilled endive root's bitterness ด้านล่างเป็นส่วนรากของ Endive มีรสชาติขมค่อนข้างเด่นในขณะที่ส่วนต้นและยอดให้รสชาติขมในระดับที้พอเหมาะ ด้านบนคือองค์ประกอบของน้ำตาลที่ผ่านความร้อนจนเกิดกระบวนการ Caramelization เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยถั่ววอลนัทและเลมอน อย่างไรก็ตามถึงแม้ส่วนยอดจะเตรียมออกมาได้ดีมาก ๆ แต่ส่วนรากนั้นกลับมีรสขมจนติดลิ้นชนิดที่ทำให้ Harmony ของการรับประทานอาหารมื้อนี้เสียไปบางส่วนเลยทีเดียว (15/20)
รูปที่ 18
Grilled endive root's bitterness ด้านล่างเป็นส่วนรากของ Endive มีรสชาติขมค่อนข้างเด่นในขณะที่ส่วนต้นและยอดให้รสชาติขมในระดับที้พอเหมาะ ด้านบนคือองค์ประกอบของน้ำตาลที่ผ่านความร้อนจนเกิดกระบวนการ Caramelization เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยถั่ววอลนัทและเลมอน อย่างไรก็ตามถึงแม้ส่วนยอดจะเตรียมออกมาได้ดีมาก ๆ แต่ส่วนรากนั้นกลับมีรสขมจนติดลิ้นชนิดที่ทำให้ Harmony ของการรับประทานอาหารมื้อนี้เสียไปบางส่วนเลยทีเดียว (15/20)
Grilled endive root's bitterness อีกหนึ่งองค์ประกอบของจานคือทาร์ตเล็ตขนาดจิ๋วที่บรรจุ Endive และ Shallot เอาไว้ด้วยกัน (15/20)
รูปที่ 19
Grilled endive root's bitterness อีกหนึ่งองค์ประกอบของจานคือทาร์ตเล็ตขนาดจิ๋วที่บรรจุ Endive และ Shallot เอาไว้ด้วยกัน (15/20)
Cheeses from Savoie and Haute-Savoie ถัดมาเป็นชีสท้องถิ่นจากภูมิภาค Savoie, Haute-Savoie และ Switzerland โดย Cheesemongers หรือพ่อค้าชีสชื่อดังคุณ Pierre Gay เจ้าของรางวัลอันทรงเกียรติ ‘Meilleur Ouvrier de France’ ได้คัดสรรค์ชีสกว่า 40 ชนิดมาเก็บเอาไว้ใน Cheese Cellar เก่าแก่อายุกว่า 100 ปีที่ซึ่งแต่เดิมเรยใช้ในกระบวนการผลิต Reblochon Cheese โดยตั้งอยู่ภายใต้ห้องรับรองโดยมีเพดานเป็นกระจกใสเพื่อให้ลูกค้ามองลงมาเห็นภายในได้บางส่วนอีกด้วย
รูปที่ 20
Cheeses from Savoie and Haute-Savoie ถัดมาเป็นชีสท้องถิ่นจากภูมิภาค Savoie, Haute-Savoie และ Switzerland โดย Cheesemongers หรือพ่อค้าชีสชื่อดังคุณ Pierre Gay เจ้าของรางวัลอันทรงเกียรติ ‘Meilleur Ouvrier de France’ ได้คัดสรรค์ชีสกว่า 40 ชนิดมาเก็บเอาไว้ใน Cheese Cellar เก่าแก่อายุกว่า 100 ปีที่ซึ่งแต่เดิมเรยใช้ในกระบวนการผลิต Reblochon Cheese โดยตั้งอยู่ภายใต้ห้องรับรองโดยมีเพดานเป็นกระจกใสเพื่อให้ลูกค้ามองลงมาเห็นภายในได้บางส่วนอีกด้วย
Cheeses from Savoie and Haute-Savoie ลูกค้าสามารถเลือกชิมได้ทั้งชีสนมวัว ชีสนมแกะ และชีสนมแพะ
รูปที่ 21
Cheeses from Savoie and Haute-Savoie ลูกค้าสามารถเลือกชิมได้ทั้งชีสนมวัว ชีสนมแกะ และชีสนมแพะ
Cheeses from Savoie and Haute-Savoie เมื่อเลือกได้แล้วพนักงานจะตักใส่จานแบบพื้นบ้าน
รูปที่ 22
Cheeses from Savoie and Haute-Savoie เมื่อเลือกได้แล้วพนักงานจะตักใส่จานแบบพื้นบ้าน
Cheeses from Savoie and Haute-Savoie แต่ละคนสามารถเลือกชิมได้ราว ๆ 5-6 อย่าง
รูปที่ 23
Cheeses from Savoie and Haute-Savoie แต่ละคนสามารถเลือกชิมได้ราว ๆ 5-6 อย่าง
"Tomme blanche" sorbet, rosehip ล้างปากด้วย Tomme Blanche หรือ White Tomme ซึ่งก็คือชีส Reblochon อายุ 24 ชั่วโมงมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มและครีมมี่โดยเชฟเลือกเสิร์ฟมาเป็นซอร์เบท์ องค์ประกอบสีแดงคือ Rosehip หรือกุหลาบป่าเสิร์ฟมาเป็น Frozen ที่ด้านบนและ Jam ที่ด้านล่างนั่นเอง (16/20)
รูปที่ 24
"Tomme blanche" sorbet, rosehip ล้างปากด้วย Tomme Blanche หรือ White Tomme ซึ่งก็คือชีส Reblochon อายุ 24 ชั่วโมงมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มและครีมมี่โดยเชฟเลือกเสิร์ฟมาเป็นซอร์เบท์ องค์ประกอบสีแดงคือ Rosehip หรือกุหลาบป่าเสิร์ฟมาเป็น Frozen ที่ด้านบนและ Jam ที่ด้านล่างนั่นเอง (16/20)
Homemade chicory ด้วยความที่กาแฟไม่ใช่วัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศฝรั่งเศสทำให้เชฟเกิดความคิดในการเสิร์ฟรสชาติของกาแฟโดยไม่มีกาแฟเป็นส่วนผสมอยู่ในสูตรแม้แต่น้อย วัตถุดิบสำคัญของจานคือรากของ Chicory ที่ผ่านกระบวนการจนได้รสชาติและอโรมาที่คล้ายกันกับกาแฟออกมา (18/20)
รูปที่ 25
Homemade chicory ด้วยความที่กาแฟไม่ใช่วัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศฝรั่งเศสทำให้เชฟเกิดความคิดในการเสิร์ฟรสชาติของกาแฟโดยไม่มีกาแฟเป็นส่วนผสมอยู่ในสูตรแม้แต่น้อย วัตถุดิบสำคัญของจานคือรากของ Chicory ที่ผ่านกระบวนการจนได้รสชาติและอโรมาที่คล้ายกันกับกาแฟออกมา (18/20)
Homemade chicory ด้านในบรรจุ Chicory Cream แผ่นกรอบสีส้มด้านบนคือ Chicory Granita ช่วยเรียกความสดชื่น หยดกลม ๆ ด้านบนคือ Concentrated Chicory ช่วยเสริมรสชาติให้เข้มข้น ยังมีองค์ประกอบของ French Meringue เติมเต็มความหวานให้รสชาติที่คล้ายกันกับกาแฟกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น (18/20)
รูปที่ 26
Homemade chicory ด้านในบรรจุ Chicory Cream แผ่นกรอบสีส้มด้านบนคือ Chicory Granita ช่วยเรียกความสดชื่น หยดกลม ๆ ด้านบนคือ Concentrated Chicory ช่วยเสริมรสชาติให้เข้มข้น ยังมีองค์ประกอบของ French Meringue เติมเต็มความหวานให้รสชาติที่คล้ายกันกับกาแฟกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น (18/20)
Buckwheat Choux สำหรับใครที่ไปเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษทางร้านจะมอบขนมหวานเพิ่มเติมให้อีก 1 อย่างในที่นี่คือ Buckwheat Choux รสเค็มนิด ๆ องค์ประกอบตรงกลางเป็นครีมแล้วเสิร์ฟมาบนจานแก้วใส
รูปที่ 27
Buckwheat Choux สำหรับใครที่ไปเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษทางร้านจะมอบขนมหวานเพิ่มเติมให้อีก 1 อย่างในที่นี่คือ Buckwheat Choux รสเค็มนิด ๆ องค์ประกอบตรงกลางเป็นครีมแล้วเสิร์ฟมาบนจานแก้วใส
Madeleine out of the oven ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยขนม Madeleine อบมาอุ่น ๆ สดใหม่จากเตา
รูปที่ 28
Madeleine out of the oven ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยขนม Madeleine อบมาอุ่น ๆ สดใหม่จากเตา
Frozen bite with aromatic herbs ขนมหวานกรอบคล้ายเมอแรงก์เสิร์ฟมาเย็น ๆ ด้านบนคือ Aromatic Herbs หอม ๆ จากสวนข้างกันกับตัวร้าน
รูปที่ 29
Frozen bite with aromatic herbs ขนมหวานกรอบคล้ายเมอแรงก์เสิร์ฟมาเย็น ๆ ด้านบนคือ Aromatic Herbs หอม ๆ จากสวนข้างกันกับตัวร้าน
Water of Mountain Herbs ก่อนเริ่มมื้ออาหารพนักงานจะนำเสิร์ฟน้ำเปล่าที่ผ่านการเติมแต่งอโรมาของสมุนไพรจากภูเขาแถบ Savoie
รูปที่ 30
Water of Mountain Herbs ก่อนเริ่มมื้ออาหารพนักงานจะนำเสิร์ฟน้ำเปล่าที่ผ่านการเติมแต่งอโรมาของสมุนไพรจากภูเขาแถบ Savoie
ก่อนกลับบ้านทางร้าาจะมอบขนมให้เป็นของฝาก 1 ชิ้น
รูปที่ 31
ก่อนกลับบ้านทางร้าาจะมอบขนมให้เป็นของฝาก 1 ชิ้น
💰 ราคา 360 €
รูปที่ 32
💰 ราคา 360 €
🎗 [INTRO] Annecy เป็นเมืองท่องเที่ยวได้รับการขนานนามว่า Pearl of French Alps ทั้งยังสามารถเดินทางมาเยี่ยมเยือนได้จากทั้งนคร Lyon และ Geneva ห่างออกไปเพียงเล็กน้อยในบริเวณที่เรียกว่า Annecy-le-Vieux เป็นที่ตั้งของห้องอาหารชั้นสูงที่สามารถนำเสนอวัตถุดิบจากทะเลสาบ 3 แห่งคือ Lac d'Annecy, Lac du Bourget และ Lac Léman ผสมผสานเข้ากันกับผักและผลไม้ที่เติบโตในผืนแผ่นดิน Savoie จนได้ออกมาเป็นเมนูเลิศรสและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชนิดที่หาใครเทียบได้ยาก
รูปที่ 33
🎗 [INTRO] Annecy เป็นเมืองท่องเที่ยวได้รับการขนานนามว่า Pearl of French Alps ทั้งยังสามารถเดินทางมาเยี่ยมเยือนได้จากทั้งนคร Lyon และ Geneva ห่างออกไปเพียงเล็กน้อยในบริเวณที่เรียกว่า Annecy-le-Vieux เป็นที่ตั้งของห้องอาหารชั้นสูงที่สามารถนำเสนอวัตถุดิบจากทะเลสาบ 3 แห่งคือ Lac d'Annecy, Lac du Bourget และ Lac Léman ผสมผสานเข้ากันกับผักและผลไม้ที่เติบโตในผืนแผ่นดิน Savoie จนได้ออกมาเป็นเมนูเลิศรสและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชนิดที่หาใครเทียบได้ยาก
🎗 [THE FOOD] เชฟ Laurent Petit อาศัยวัตถุดิบจำพวกปลาและกุ้งเครฟิชจากทะเลสาบ 3 แห่งคือ Lac d'Annecy, Lac du Bourget และ Lac Léman ในการรังสรรค์อาหารในรูปแบบที่เรียกว่า Cuisine Lacustre หรือ Lake Cuisine นอกจากนี้ยังมีผัก, ผลไม้, สมุนไพรท้องถิ่นจากสวนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกันกับตัวร้านรวมไปถึงผลผลิตอื่น ๆ จากพื้นที่แถบ Switzerland, Savoie และ Haute-Savoie ในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตร
รูปที่ 34
🎗 [THE FOOD] เชฟ Laurent Petit อาศัยวัตถุดิบจำพวกปลาและกุ้งเครฟิชจากทะเลสาบ 3 แห่งคือ Lac d'Annecy, Lac du Bourget และ Lac Léman ในการรังสรรค์อาหารในรูปแบบที่เรียกว่า Cuisine Lacustre หรือ Lake Cuisine นอกจากนี้ยังมีผัก, ผลไม้, สมุนไพรท้องถิ่นจากสวนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกันกับตัวร้านรวมไปถึงผลผลิตอื่น ๆ จากพื้นที่แถบ Switzerland, Savoie และ Haute-Savoie ในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตร
นอกจากนี้ Le Clos Des Sens ยังถือเป็นหนึ่งในห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars เพียงไม่กี่แห่งที่นำเสนอ Set Menu หรือที่ทางร้านเรียกว่า Menu «DECOUVERTE» ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม
รูปที่ 35
นอกจากนี้ Le Clos Des Sens ยังถือเป็นหนึ่งในห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars เพียงไม่กี่แห่งที่นำเสนอ Set Menu หรือที่ทางร้านเรียกว่า Menu «DECOUVERTE» ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม
เราขอแนะนำ Pour Voir ที่จัดเสิร์ฟอาหารมาถึง 5 คอร์สเฉพาะช่วงมื้อกลางวันยกเว้นวันหยุดในราคาเพียง 148 € ถัดมาคือ Plein d'envies เซ็ตเมนูที่เพิ่มเติม Signature Dish บางส่วนนำเสนอมา 7 คอร์สในราคา 188 € สุดท้ายคือ Grande Fête เซ็ตเมนูขนาดใหญ่จำนวน 9 คอร์สนำเสนอมาในราคา 238 €
รูปที่ 36
เราขอแนะนำ Pour Voir ที่จัดเสิร์ฟอาหารมาถึง 5 คอร์สเฉพาะช่วงมื้อกลางวันยกเว้นวันหยุดในราคาเพียง 148 € ถัดมาคือ Plein d'envies เซ็ตเมนูที่เพิ่มเติม Signature Dish บางส่วนนำเสนอมา 7 คอร์สในราคา 188 € สุดท้ายคือ Grande Fête เซ็ตเมนูขนาดใหญ่จำนวน 9 คอร์สนำเสนอมาในราคา 238 €
ตัวอาคารเป็น Chalet เก่าสไตล์ Savoyard ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1866
รูปที่ 37
ตัวอาคารเป็น Chalet เก่าสไตล์ Savoyard ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1866
ห้องรับประทานอาหารหลักถูกตกแต่งโดยได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติสังเกตจากการเลือกใช้เนื้อสัมผัสของหิน เปลือกไม้ และเส้นใบไม้ รวมไปถึงเครื่องแก้วที่ออกแบบโดย Aurélie Abadie และ Samuel Sauques
รูปที่ 38
ห้องรับประทานอาหารหลักถูกตกแต่งโดยได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติสังเกตจากการเลือกใช้เนื้อสัมผัสของหิน เปลือกไม้ และเส้นใบไม้ รวมไปถึงเครื่องแก้วที่ออกแบบโดย Aurélie Abadie และ Samuel Sauques
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 39
ภายในห้องอาหาร
ภายในห้องอาหารฝั่งริมกระจก
รูปที่ 40
ภายในห้องอาหารฝั่งริมกระจก
ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนหลังจบมื้ออาหาร Le Clos des Sens ยังรับหน้าที่เป็นโรงแรมหรูระดับ Relais & Châteaux นำเสนอห้องพักจำนวน 11 ห้องในราคาเริ่มต้นที่ 260 € สำหรับ ‘NATURE‘ ROOMS, 295 € สำหรับ FAMILY ROOMS และ 355 € สำหรับ ‘SIGNATURE‘ ROOMS นั่นเอง
รูปที่ 41
ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนหลังจบมื้ออาหาร Le Clos des Sens ยังรับหน้าที่เป็นโรงแรมหรูระดับ Relais & Châteaux นำเสนอห้องพักจำนวน 11 ห้องในราคาเริ่มต้นที่ 260 € สำหรับ ‘NATURE‘ ROOMS, 295 € สำหรับ FAMILY ROOMS และ 355 € สำหรับ ‘SIGNATURE‘ ROOMS นั่นเอง
บริเวณห้องครัวเป็นแบบกึ่งเปิดตกแต่งอย่างสวยงามด้วย Blue Savoie Stone ทำให้ลูกค้าที่นั่งอยู่ติดกันสามารถรับชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารตั้งแต่ขั้นตอนการปรุงไปจนถึงการจัดจาน
รูปที่ 42
บริเวณห้องครัวเป็นแบบกึ่งเปิดตกแต่งอย่างสวยงามด้วย Blue Savoie Stone ทำให้ลูกค้าที่นั่งอยู่ติดกันสามารถรับชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารตั้งแต่ขั้นตอนการปรุงไปจนถึงการจัดจาน
ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่บนเนินเขาทำให้บริเวณเทอเรสโดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของเมือง Annecy ภายใต้ร่มเงาของต้นเกาลัดอายุกว่า 100 ปี
รูปที่ 43
ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่บนเนินเขาทำให้บริเวณเทอเรสโดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของเมือง Annecy ภายใต้ร่มเงาของต้นเกาลัดอายุกว่า 100 ปี
บรรยากาศบริเวณ Outdoor
รูปที่ 44
บรรยากาศบริเวณ Outdoor
ตรวจสอบการจองเสร็จสิ้นพนักงานจะเชิญลูกค้ายังไปยังห้องรับรองที่ตกแต่งด้วยบรรยากาศอันอบอุ่น
รูปที่ 45
ตรวจสอบการจองเสร็จสิ้นพนักงานจะเชิญลูกค้ายังไปยังห้องรับรองที่ตกแต่งด้วยบรรยากาศอันอบอุ่น
อีกฝั่งหนึ่งคือ Nouvelle Cheminée Monumentale เตาผิงไฟที่ออกแบบโดย Thierry Martenon ให้สามารถใช้งานได้ 2 ฝั่ง ไม้ Spruce ขัดเงาแต่งแต้มด้วยสีสันของหมึกดำจากจีนช่วยส่งเสริมความหรูหราแต่ไม่ละทิ้งความเรียบง่าย
รูปที่ 46
อีกฝั่งหนึ่งคือ Nouvelle Cheminée Monumentale เตาผิงไฟที่ออกแบบโดย Thierry Martenon ให้สามารถใช้งานได้ 2 ฝั่ง ไม้ Spruce ขัดเงาแต่งแต้มด้วยสีสันของหมึกดำจากจีนช่วยส่งเสริมความหรูหราแต่ไม่ละทิ้งความเรียบง่าย
พื้นไม้โอ้คสีอ่อนมีบางส่วนสลับกั้นด้วยกระจกใสมองลงไปเห็นห้องเก็บชีสด้านล่าง
รูปที่ 47
พื้นไม้โอ้คสีอ่อนมีบางส่วนสลับกั้นด้วยกระจกใสมองลงไปเห็นห้องเก็บชีสด้านล่าง
ห้องเก็บไวน์
รูปที่ 48
ห้องเก็บไวน์
ลูกค้าสามารถเดินผ่านทางแคบ ๆ ไปยังสระว่ายน้ำที่ขนาบข้างด้วยสวนขนาดใหญ่ภายในพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตรที่เชฟ Laurent Petit ใช้สำหรับปลูกผัก ผลไม้ และสมุนไพรท้องถิ่นกว่า 200 ชนิดดังที่เราจะได้ชิมบางส่วนในวันนี้
รูปที่ 49
ลูกค้าสามารถเดินผ่านทางแคบ ๆ ไปยังสระว่ายน้ำที่ขนาบข้างด้วยสวนขนาดใหญ่ภายในพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตรที่เชฟ Laurent Petit ใช้สำหรับปลูกผัก ผลไม้ และสมุนไพรท้องถิ่นกว่า 200 ชนิดดังที่เราจะได้ชิมบางส่วนในวันนี้
ห้องอาหาร Le Clos des Sens ตั้งอยู่ในย่าน Annecy-le-Vieux ซึ่งเป็นฝั่งที่พักอาศัยของผู้คนในเมือง Annecy ตัวอาคารเป็น Chalet เก่าสไตล์ Savoyard ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1866
รูปที่ 50
ห้องอาหาร Le Clos des Sens ตั้งอยู่ในย่าน Annecy-le-Vieux ซึ่งเป็นฝั่งที่พักอาศัยของผู้คนในเมือง Annecy ตัวอาคารเป็น Chalet เก่าสไตล์ Savoyard ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1866
🎗 [THE CHEF] Laurent Petit เกิดที่เมือง Bussières-les-Belmont ในแคว้น Haute-Marne ทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศสโดยมีคุณพ่อประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าเนื้อและผลิตภัณฑ์จากเนื้อ (Charcuteries) ด้วยเหตุนี้เองทำให้ตัวเขาคุ้นชินกับอาหารจำพวก Pâtés en Croûte หรือ Blood Sausage มาตั้งแต่เด็กก่อนที่ตัวเขาในวัย 18 ปีจะเรียนจบจาก École Hôtelière Saint-Exupéry of Saint-Dizier ในปี 1981 หลังจากเข้ารับการเกณฑ์ทหารจนครบกำหนดปลดประจำการเขาได้ข้อเสนองานเป็นผู้ช่วยในห้องอาหาร Pied de Cochon ในย่าน Les Halles ณ กรุง Paris ต่อด้วยงานในห้องอาหาร Bistrot du Sommelier เจ้าของร้านในขณะนั้นคือคุณ Nicolas de Rabaudy ได้ส่งตัวเชฟ Laurent Petit ไปฝึกงานในห้องอาหารระดับ MICHELIN Star ชั้นนำอย่าง Les Prés d'Eugénie - Michel Guérard (3 MICHELIN Stars), Les Crayeres (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น), Charles Barrier (3 MICHELIN Stars) รวมไปถึงการร่วมงานกับเชฟชื่อดังอย่าง Jean-Pierre Billoux และ Roger Vergé กระทั่งเดือนมิถุนายนปี 1987 เชฟ Laurent Petit ในวัย 24 ปีตัดสินใจเปิดห้องอาหารแห่งแรกเป็นของตัวเองที่เมือง Briançon โดยให้ชื่อว่า Le Péché Gourmand และเป็นช่วงเวลานี้เองที่เขาได้พบกับ Martine Coin ผู้ซึ่งได้กลายมาเป็นคู่ชีวิตในเวลาต่อมา
รูปที่ 51
🎗 [THE CHEF] Laurent Petit เกิดที่เมือง Bussières-les-Belmont ในแคว้น Haute-Marne ทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศสโดยมีคุณพ่อประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าเนื้อและผลิตภัณฑ์จากเนื้อ (Charcuteries) ด้วยเหตุนี้เองทำให้ตัวเขาคุ้นชินกับอาหารจำพวก Pâtés en Croûte หรือ Blood Sausage มาตั้งแต่เด็กก่อนที่ตัวเขาในวัย 18 ปีจะเรียนจบจาก École Hôtelière Saint-Exupéry of Saint-Dizier ในปี 1981 หลังจากเข้ารับการเกณฑ์ทหารจนครบกำหนดปลดประจำการเขาได้ข้อเสนองานเป็นผู้ช่วยในห้องอาหาร Pied de Cochon ในย่าน Les Halles ณ กรุง Paris ต่อด้วยงานในห้องอาหาร Bistrot du Sommelier เจ้าของร้านในขณะนั้นคือคุณ Nicolas de Rabaudy ได้ส่งตัวเชฟ Laurent Petit ไปฝึกงานในห้องอาหารระดับ MICHELIN Star ชั้นนำอย่าง Les Prés d'Eugénie - Michel Guérard (3 MICHELIN Stars), Les Crayeres (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น), Charles Barrier (3 MICHELIN Stars) รวมไปถึงการร่วมงานกับเชฟชื่อดังอย่าง Jean-Pierre Billoux และ Roger Vergé กระทั่งเดือนมิถุนายนปี 1987 เชฟ Laurent Petit ในวัย 24 ปีตัดสินใจเปิดห้องอาหารแห่งแรกเป็นของตัวเองที่เมือง Briançon โดยให้ชื่อว่า Le Péché Gourmand และเป็นช่วงเวลานี้เองที่เขาได้พบกับ Martine Coin ผู้ซึ่งได้กลายมาเป็นคู่ชีวิตในเวลาต่อมา
🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก
รูปที่ 52
🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก
เป็นสมาชิกของ Relais & Chateaux
รูปที่ 53
เป็นสมาชิกของ Relais & Chateaux
เป็นสมาชิกของ Les Grandes Tables Du Monde
รูปที่ 54
เป็นสมาชิกของ Les Grandes Tables Du Monde
ในปี 1992 เชฟ Laurent Petit และภรรยาได้ย้ายมาตั้งรกรากที่เมือง Annecy และเปิดห้องอาหาร Le Clos des Sens ขึ้น ณ บริเวณที่เรียกว่า Annecy-le-Vieux ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากนักชิมท้องถิ่นและสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2000 ต่อด้วยรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2007 และรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในเดือนมกราคมปี 2019
รูปที่ 55
ในปี 1992 เชฟ Laurent Petit และภรรยาได้ย้ายมาตั้งรกรากที่เมือง Annecy และเปิดห้องอาหาร Le Clos des Sens ขึ้น ณ บริเวณที่เรียกว่า Annecy-le-Vieux ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากนักชิมท้องถิ่นและสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2000 ต่อด้วยรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2007 และรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในเดือนมกราคมปี 2019
นอกจากนี้ตัวเขายังเป็นเจ้าของห้องอาหารพื้นบ้านอีก 2 แห่งคือ Café Brunet ที่ตั้งอยู่ในอาคารเก่าตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 14 และ Brasserie Brunet (Selected by MICHELIN Guide) ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองติดกันกับ Gare d'Annecy ซึ่งเราได้แวะไปชิมมาแล้วและจะทำบทความรีวิวมาให้เพื่อน ๆ ชมกันในโอกาสถัดไปอีกด้วย
รูปที่ 56
นอกจากนี้ตัวเขายังเป็นเจ้าของห้องอาหารพื้นบ้านอีก 2 แห่งคือ Café Brunet ที่ตั้งอยู่ในอาคารเก่าตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 14 และ Brasserie Brunet (Selected by MICHELIN Guide) ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองติดกันกับ Gare d'Annecy ซึ่งเราได้แวะไปชิมมาแล้วและจะทำบทความรีวิวมาให้เพื่อน ๆ ชมกันในโอกาสถัดไปอีกด้วย
ทันทีที่นำรถเข้าจอดลูกค้าจะมองเห็นสวนขนาดย่อมพร้อมด้วยห้องครัวขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง
รูปที่ 57
ทันทีที่นำรถเข้าจอดลูกค้าจะมองเห็นสวนขนาดย่อมพร้อมด้วยห้องครัวขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง
🎗 [WHY GO] เชฟ Laurent Petit สามารถนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นทั้งปลา, ผัก และสมุนไพรต่าง ๆ ของพื้นที่แถบ Haute-Savoie ออกมาเป็น Cuisine Lacustre หรือ Lake Cuisine ได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งนี้ Set Menu ที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 148 € จัดว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกันกับห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars อื่น ๆ ในประเทศฝรั่งเศสที่ตั้งราคาเอาไว้สูงถึง 200-600 €
รูปที่ 58
🎗 [WHY GO] เชฟ Laurent Petit สามารถนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นทั้งปลา, ผัก และสมุนไพรต่าง ๆ ของพื้นที่แถบ Haute-Savoie ออกมาเป็น Cuisine Lacustre หรือ Lake Cuisine ได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งนี้ Set Menu ที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 148 € จัดว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกันกับห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars อื่น ๆ ในประเทศฝรั่งเศสที่ตั้งราคาเอาไว้สูงถึง 200-600 €
สุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือรายการ Wine List ที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีโดยทีม Sommelier นำเสนอมาในขนาด Bottle แบบปกติ, Demi และ Magnum ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายเช่นกัน
รูปที่ 59
สุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือรายการ Wine List ที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีโดยทีม Sommelier นำเสนอมาในขนาด Bottle แบบปกติ, Demi และ Magnum ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายเช่นกัน

แกลเลอรี