
Le Chalet de la Forêt · เลอ ชาเล่ต์ เดอ ลา โฟเร็ต
Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — Drève de Lorraine 43, 1180 Bruxelles, Belgium
🎗 [INTRO] สำหรับเพื่อน ๆ ที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังเมืองหลวงของประเทศ Belgium อย่าง กรุง Brussels และต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารชั้นสูงที่แตกต่างออกไปจากฝั่งเอเชียเราขอแนะนำ Le Chalet de la Forêt ห้องอาหารที่เปิดทำการมานานกว่า 23 ปีทั้งยังการันตีด้วยรางวัลอันน่าเชื่อถือมากมาย
🎗 [THE PLACE] Le Chalet de la Forêt แปลตรงตัวได้ว่า The Chalet of The Forest อันเนื่องมาจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่บริเวณชายป่า Zoniënwoud หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของป่า Sonian ตัวอาคารมองจากด้านหน้าเป็นบ้านหลังคาจั่วสองชั้นพร้อมกับสวนดอกไม้อันสวยงามตระการตาริมฝั่งถนน ลูกค้าสามารถเดินชม The Vegetable Garden สวนผักสไตล์ฝรั่งเศสขนาด 1,156 ตารางเมตรอันประกอบไปด้วยพืชสวนครัว ดอกไม้ และสมุนไพรหลากหลายชนิดรายล้อมไปด้วยต้นแอปเปิ้ล ต้นบ๊วย และต้นมิราเบลพลัม นอกจากนี้ยังมีสวนผึ้งที่อาศัยผึ้งป่าในการทำรังเพื่อแสดงถึงความหลากหลายทางชีวภาพของดอกไม้ในแถบนี้ ก่อนเข้าสู่ตัวอาคารคือพื้นที่เทอเรสในร่มที่ให้บรรยากาศอันเรียบง่ายและไม่เป็นทางการและมักถูกใช้งานเป็นจุดรับรองลูกค้าในช่วงมื้อกลางวัน ภายในตัวอาคารประกอบไปด้วยห้องรับรองและเคาน์เตอร์บาร์สำหรับชงเครื่องดื่ม ห้องรับประทานอาหารหลักมีเพดานสูงโปร่ง โต๊ะไม้เปลือยสะท้อนแสงที่ส่องสว่างมาจากโคมไฟตัดกันไปกับสีสันของรูปวาดและงานประติมากรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่บางส่วนตั้งอยู่ในเรือนกระจกซึ่งให้บรรยากาศที่แตกต่างออกไปตามแต่ช่วงฤดูกาลอีกด้วย
🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Pascal Devalkeneer ใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในทวีป Africa ก่อนจะเดินทางมายังประเทศเบลเยี่ยมและเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟระดับสูงกับห้องอาหาร La Truffe Noire และ Scholteshof (2 MICHELIN Stars) ต่อมาในปี 1992 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Bistrot du Mail ขึ้นเป็นของตัวเองในกรุง Brussels และได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าและนักชิมท้องถิ่น ในปี 1999 เขาได้ปรับปรุงที่ดินผืนใหญ่ชายป่า Sonian เพื่อใช้งานเป็นห้องอาหาร Le Chalet de la Forêt ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ส่วนใครที่ต้องการลิ้มลองอาหารสไตล์ Market Cuisine ที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องตีความมากนักสามารถเลือกจองห้องอาหาร Amen (Selected by MICHELIN Guide) ซึ่งบริหารโดยตัวเชฟและตั้งอยู่ในเมือง Ixelles ได้เช่นกัน สำหรับห้องอาหารเรือธงแห่งนี้เชฟ Pascal Devalkeneer เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงจากหลากหลายแหล่งมาประกอบกันกับผัก สมุนไพร และดอกไม้ออร์แกนิคที่ปลูกเองในสวนข้าง ๆ ร้านเพื่อรังสรรค์เมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับใครที่มองหาความคุ้มค่าสามารถเลือกจอง Lunch Menu จำนวน 3 คอร์ส/79 € ในช่วงมื้อกลางวัน หรืออยากจัดเต็มกับ Forêt Menu ที่นำเสนอมาแบบตามใจเชฟจำนวน 4 คอร์ส/175 € และ 5 คอร์ส/195 € สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ที่มีราคาต่อจานอยู่ที่ราว 70-110 € นั่นเอง จานที่กลายมาเป็นดาวเด่นของมื้อนี้คือ
✨ SMOKED TUNA
เริ่มต้นคอร์สแรกอย่างเป็นทางการด้วยการจับคู่เนื้อปลาทูน่าเข้ากันกับแตงโม เนื้อปลารมควันจนหอม เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบตัดกันกับความกรอบและหวานฉ่ำของแตงโมได้อย่างลงตัว เชฟเสริมด้วยเนื้อสัมผัสของลูกพีชย่าง เมลอน และหอมแดง ยังมีมะเขือเทศให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิ ส่วนอโรมาโดดเด่นด้วยกลิ่นเฉพาะตัวของใบชิโสะและน้ำมันสีเขียวทำมาจากใบเบซิล ส่วนองค์ประกอบด้านบนคือแองโชวี่ทอดกรอบนั่นเอง (18/20)
✨ ABALONE
Ormeaux หรือหอยเป่าฮื้ออย่างดี เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนึบตัดกันกับผักทอด รอบ ๆ คือ Green sauce ที่เตรียมมาจากผักหลายชนิดที่เชฟปลูกเองในสวนข้าง ๆ ร้าน รสชาติของซอสมีความหวานละมุนเข้ากันกับกับซอสสีขาวที่ทำมาจากแชมเปญได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)
✨ CHEESE
สำหรับคอร์สชีสพนักงานนำเสนอ Fresh cottage cheese ท็อปด้านบนด้วยโรสแมรี่ทอดกรอบและเกลือทะเล รอบ ๆ คือผงโยเกิร์ตและผิวมะนาวช่วยบาลานซ์โทนความฝาดของชีสไม่ให้โดดจนเกินไป จากนั้นพนักงานจะตักน้ำผึ้งสด ๆ ที่เชฟเลี้ยงเองบริเวณสวนโดยอาศัยผึ้งป่าตามธรรมชาติเพื่อแสดงถึง Biodiversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพของสวนดอกไม้รอบ ๆ ร้าน ตัวน้ำผึ้งมีรสชาติหวานกลมกล่อมอย่างมีมิติเพราะผึ้งป่านั้นจะใช้น้ำหวานจากเกสรดอกไม้หลายชนิดในการทำรัง พนักงานแนะนำให้ชิมน้ำผึ้งเปล่า ๆ ก่อนจะผสมผสานให้เข้ากันกับตัวชีสที่มีกลิ่นเฉพาะตัว ถึงจะดูเป็นคอร์สที่ไม่ซับซ้อนแต่ขอบอกเลยว่ารสชาตินั้นอร่อยจนเราเป็นต้องติดใจ ส่วนใครที่ชอบน้ำผึ้งของทางร้านเชฟยังมีบรรจุภัณฑ์ขายแยกแบบเป็นกระปุกอีกด้วย (17/20)
🎗 [WHY GO] เชฟ Pascal Devalkeneer ได้หยิบยกอาหารคลาสสิคมาต่อยอดโดยใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปจนได้ออกมาเป็นอาหารที่มีความแตกต่างไม่ซ้ำใคร ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยวัตถุดิบที่ผ่านการคัดสรรค์มาเป็นอย่างดี Sommelier สามารถแนะนำไวน์ได้อย่างละเอียดและสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างไรก็ตามด้วยความกว้างขวางของพื้นที่ทำให้พนักงานอาจบริการได้ไม่ทั่วถึงนัก ใครที่สนใจอย่าลืมจองเผื่อเวลาจองล่วงหน้าสัก 2-3 อาทิตย์โดยเฉพาะในช่วงมื้อเย็นที่มักมีลูกค้าจองเต็มตลอดเวลานั่นเอง
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 39 รูป

![🎗 [INTRO] สำหรับเพื่อน ๆ ที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังเมืองหลวงของประเทศ Belgium อย่าง กรุง Brussels และต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารชั้นสูงที่แตกต่างออกไปจากฝั่งเอเชียเราขอแนะนำ Le Chalet de la Forêt ห้องอาหารที่เปิดทำการมานานกว่า 23 ปีทั้งยังการันตีด้วยรางวัลอันน่าเชื่อถือมากมาย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/298458721_8358290507579006_9036897936406582158_n.webp)















![🎗 [THE PLACE] Le Chalet de la Forêt แปลตรงตัวได้ว่า The Chalet of The Forest อันเนื่องมาจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่บริเวณชายป่า Zoniënwoud หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของป่า Sonian](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/298668701_8358289374245786_3264100057099452220_n.webp)












![🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Pascal Devalkeneer ใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในทวีป Africa ก่อนจะเดินทางมายังประเทศเบลเยี่ยมและเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟระดับสูงกับห้องอาหาร La Truffe Noire และ Scholteshof (2 MICHELIN Stars) ต่อมาในปี 1992 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Bistrot du Mail ขึ้นเป็นของตัวเองในกรุง Brussels และได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าและนักชิมท้องถิ่น ในปี 1999 เขาได้ปรับปรุงที่ดินผืนใหญ่ชายป่า Sonian เพื่อใช้งานเป็นห้องอาหาร Le Chalet de la Forêt ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ส่วนใครที่ต้องการลิ้มลองอาหารสไตล์ Market Cuisine ที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องตีความมากนักสามารถเลือกจองห้องอาหาร Amen (Selected by MICHELIN Guide) ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Ixelles ได้เช่นกัน](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/298471306_8358287994245924_754304352707176172_n.webp)







![🎗 [WHY GO] เชฟ Pascal Devalkeneer ได้หยิบยกอาหารคลาสสิคมาต่อยอดโดยใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปจนได้ออกมาเป็นอาหารที่มีความแตกต่างไม่ซ้ำใคร ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยวัตถุดิบที่ผ่านการคัดสรรค์มาเป็นอย่างดี Sommelier สามารถแนะนำไวน์ได้อย่างละเอียดและสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างไรก็ตามด้วยความกว้างขวางของพื้นที่ทำให้พนักงานอาจบริการได้ไม่ทั่วถึงนัก ใครที่สนใจอย่าลืมจองเผื่อเวลาจองล่วงหน้าสัก 2-3 อาทิตย์โดยเฉพาะในช่วงมื้อเย็นที่มักมีลูกค้าจองเต็มตลอดเวลานั่นเอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/298454488_8358289967579060_8670899940779246983_n.webp)
