
Le Beccherie · เลอ เบ็คเคอรี่
Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — Lunch Thu-Mon 12.30-14.15, Dinner Wed-Mon 19.30-22.15 Closed on Wed ofr Lunch and Tuesday All Day
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่คิดค้นเมนูของหวานระดับตำนานที่เรารู้จักและคุ้นหูกันเป็นอย่างดี Tiramisù หรือ Tiramesù ตามหลักการสะกดคำของเมือง Treviso เป็นอาหารหวานสัญชาติอิตาลีที่โดดเด่นด้วยรสชาติอันเข้มข้นของกาแฟอันเป็นเอกลักษณ์ผสมผสานไปกับความหอมมันของ Mascarpone Cheese จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก อย่างไรก็ตามน้อยคนนักที่จะทราบว่าของหวานรสเลิศจานนี้ได้รับการคิดค้นและจดบันทึกเอาไว้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในปี 1972 ดังปรากฎเอาไว้ในรายการเมนูของห้องอาหารเล็ก ๆ ใจกลางเมือง Treviso นามว่า Le Beccherie แห่งนี้
🎗 [THE PLACE] Treviso เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากนคร Venice ออกมาทางทิศเหนือราว 35 นาทีโดยรถยนต์ สำหรับใครที่เป็นสายดื่มน่าจะคุ้นชินกับชื่อของเมืองนี้จากการเป็นศูนย์กลางการผลิต Prosecco ทั้งยังเป็นจุดสิ้นสุดของ Prosecco Road อีกด้วย ส่วนใครที่เป็นสายอาหารอย่างเราก็ห้ามพลาดที่จะเดินทางมาเพื่อสัมผัสเมนูประวัติศาสตร์อย่าง Tiramisú สูตรดั้งเดิมที่ห้องอาหาร Le Beccherie ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริเวณ Piazza Ancilotto ตัวร้านดั้งเดิมควบคุมโดยคุณ Ado Campeol และเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1939 อย่างไรก็ตามที่มาของการรังสรรค์เมนูอันเลื่องชื่อนี้เกิดขึ้นในปี 1955 เมื่อภรรยาของเจ้าของร้านคุณ Alba Campeol ตั้งครรภ์ลูกชายทำให้คุณแม่ของสามีตั้งใจเตรียมอาหารมื้อเช้าเป็นเมนู Zabaglione (Sabayon) และกาแฟโดยมุ่งหวังเพื่อเพิ่มพลังงานในแต่ละวัน หลังจากคลอดบุตรคุณ Alba จึงนำแรงบันดาลใจจากเมนูนี้มาปรึกษากับเชฟอาหารหวานประจำร้าน Loli Linguanotto และเริ่มต้นทดลองระยะยาวในการคิดค้นอาหารหวานจานใหม่โดยเริ่มต้นจากการผสมครีม, Ricotta และส่วนผสมอื่น ๆ เข้าด้วยกันก่อนจะลองเปลี่ยนมาใช้ส่วนผสมของไข่ขาวกลับครีมซึ่งก็ยังได้รสชาติที่ไม่น่าพึงพอใจนัก กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งทั้งคู่ได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูช่วงคริสมาสต์ที่คนอิตาลีทางตอนเหนือมักรับประทาน Mascarpone และ Mostarda ควบคู่ไปกับขนมปัง Pannettone ในที่สุดช่วงระหว่างปี 1971 ถึง 1972 ทั้งคู่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ Mascarpone สดแทนที่ครีมจนได้เมนูที่รสชาติที่ไม่เหมือนใครทั้งยังได้นำมาจัดแสดงในงานจัดแสดง Milan Trade Fair (ปัจจุบันคืองาน Milan Expo) โดยชื่อของเมนูนี้มีคำลงท้ายว่า Tiramesù นั่นเอง ปัจจุบัน Tiramisù ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของแคว้น Veneto และประเทศอิตาลี ทั้งนี้ในวันที่ 15 ตุลาคม 2010 สูตรดั้งเดิมของ Tiramesù de Le Beccherie ยังได้รับการยอมรับจากสมาคม Accademia Italiana della Cucina อีกด้วย จุดเปลี่ยนสำคัญของห้องอาหาร Le Beccherie เกิดขึ้นเมื่อคุณ Carlo Campeol ซึ่งเป็นลูกชายของคุณ Alba Campoel ตัดสินใจเลิกกิจการ Le Beccherie ในเดือนมีนาคมปี 2014 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงเป็นเหตุให้ตัวร้านปิดทำการไปพักใหญ่ก่อนที่เจ้าของร้านคนใหม่คือคุณ Paolo Lai จะซื้อต่อกิจการเพื่อบูรณะซ่อมแซมและเปิดร้านกลับมาใหม่อีกครั้งในปี 2015 บริเวณหน้าร้านเป็นพื้นที่แบบ Outdoor เหมาะกับการนั่งชิลในวันที่อากาศเป็นใจ อย่างไรก็ตามในวันที่เราแวะไปสภาพอากาศมีทั้งฝนตกจนหนาวเหน็บแต่คนก็ยังเลือกที่จะนั่งชิลกันบริเวณนี้จนแน่นขนัด หลังจากตรวจสอบการจองบริเวณหน้าร้านพนักงานจะพาเราเดินเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารหลักที่ซ่อนอยู่ข้างใน คุณ Gatti Arredamenti ตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้มีความเข้าถึงง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา เราขอแนะนำให้เลือกจองโต๊ะบริเวณริมหน้าต่างมองออกไปเห็นคลองข้างกันกับตัวร้านให้บรรยากาศที่โปร่งและสบายตานั่นเอง
🎗 [THE FOOD] ในปัจจุบันเจ้าของร้านคือคุณ Paolo Lai ได้คัดเลือกทีมเชฟมากประสบการณ์ 2 คนคือ Manuel Gobbo และ Beatrice Simonetti มาเป็นผู้คุมห้องครัวทั้งยังรังสรรค์อาหารออกมาในสไตล์โมเดิร์นซึ่งหาชิมได้ยากในพื้นที่แถบนี้ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Essential Tasting Menu (85 €) จำนวน 5 คอร์สหรือ Tasting Menu (100 €) จำนวน 6 คอร์สเพื่อสัมผัสอาหารที่เต็มไปด้วยความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครหรือจะเลือกเมนูแบบ À La Carte ตามใจชอบโดยเฉพาะ Tiramisú ซึ่งต้องสั่งแยกมาชิมเท่านั้น ส่วนจานที่เราประทับใจในวันนี้คือ
✨ Beccherie Treviso Tiramisú (9 €)
ขั้นตอนการเตรียมอาหารหวานที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายจานนี้เริ่มต้นด้วยการผสมไข่แดงเข้ากันกับน้ำตาล จากนั้นเติม Mascarpone ลงไปผสมรวมกันจนได้เป็น Soft Cream จากนั้นนำบิสกิต Lady Finger จุ่มลงในกาแฟจนชุ่มกำลังดีและอ่อนตัวลง ทั้งยังให้รสชาติขมนิด ๆ ที่พอเหมาะ เมื่อจับคู่กับความหอม มัน และครีมมี่ของ Soft Cream พบว่าเข้ากันได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ ในปัจจุบันเชฟเลือกที่จะโรยผงโกโก้ให้ทั่วพื้นผิวด้านบนแทนที่การโรยเป็นรูปสัญลักษณ์ของร้านแบบดั้งเดิมและย้ายรูปสัญลักษณ์มาไว้ในช็อกโกแลตทรงสี่เหลี่ยมเพื่อเสิร์ฟมาข้าง ๆ กันนั่นเอง (15/20)
✨ Spaghetto With Raboso Wine
Tardivo red chicory and smoked ricotta cheese
พาสต้า Spaghetto เส้นอวบอ้วนคลุกเคล้ากันกับ Roboso Wine จนได้รสชาติที่เข้มข้นและมีกลิ่นหอมไม่เหมือนใคร ยังมีองค์ประกอบของของ Red Chicory ให้ความกรอบและความขมในระดับที่พอเหมาะ ด้านบนคือชีส Ricotta รมควันช่วยเพิ่มความครีมมี่ให้กับจานได้อย่างลงตัว (14/20)
✨ Homemade Egg Chitarra Spaghetti (26 €)
Hazelnuts and barley butter, giant prawns and Baikal caviar
พาสต้า Chitarra โฮมเมดที่เตรียมมาจากไข่แดงให้เนื้อสัมผัสนุ่มพอเหมาะเสิร์ฟมาคู่กับกุ้งชิ้นโตให้ความหวานโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีความหอมละมุนของซอสที่เตรียมมาจากถั่วฮาเซลนัทและเนยข้าวบาเลย์ ด้านบนท็อปด้วย Baikal Caviar ให้ระดับความเค็มที่พอเหมาะ (14/20)
🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่แวะมาเยี่ยมชมนครแห่งสายน้ำอย่าง Venice สามารถขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อแวะมาชิมห้องอาหารระดับตำนานแห่งนี้ รสชาติและความซับซ้อนของอาหารคาวอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Tiramisù ของ Le Beccherie คืออาหารหวานที่ได้รับการปรับปรุงโดยไม่ทิ้งสูตรดั้งเดิมและไม่ตกยุคไปกับกาลเวลาอย่างแท้จริง
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 28 รูป


















![🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่คิดค้นเมนูของหวานที่เรารู้จักและคุ้นหูกันเป็นอย่างดี Tiramisù หรือ Tiramesù ตามหลักการสะกดคำของเมือง Treviso เป็นอาหารหวานสัญชาติอิตาลีที่โดดเด่นด้วยรสชาติอันเข้มข้นของกาแฟอันเป็นเอกลักษณ์ผสมผสานไปกับความหอมมันของ Mascarpone Cheese จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/328692180_602129788591691_7280729134764618637_n.webp)

![🎗 [THE PLACE] Treviso เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากนคร Venice ออกมาทางทิศเหนือราว 35 นาทีโดยรถยนต์ สำหรับใครที่เป็นสายดื่มน่าจะคุ้นชินกับชื่อของเมืองนี้จากการเป็นศูนย์กลางการผลิต Prosecco ทั้งยังเป็นจุดสิ้นสุดของ Prosecco Road อีกด้วย ส่วนใครที่เป็นสายอาหารอย่างเราก็ห้ามพลาดที่จะเดินทางมาเพื่อสัมผัสเมนูประวัติศาสตร์อย่าง Tiramisú สูตรดั้งเดิมที่ห้องอาหาร Le Beccherie ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริเวณ Piazza Ancilotto ตัวร้านดั้งเดิมควบคุมโดยคุณ Ado Campeol และเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1939 อย่างไรก็ตามที่มาของการรังสรรค์เมนูอันเลื่องชื่อนี้เกิดขึ้นในปี 1955 เมื่อภรรยาของเจ้าของร้านคุณ Alba Campeol ตั้งครรภ์ลูกชายทำให้คุณแม่ของสามีตั้งใจเตรียมอาหารมื้อเช้าเป็นเมนู Zabaglione (Sabayon) และกาแฟโดยมุ่งหวังเพื่อเพิ่มพลังงานในแต่ละวัน หลังจากคลอดบุตรคุณ Alba จึงนำแรงบันดาลใจจากเมนูนี้มาปรึกษากับเชฟอาหารหวานประจำร้าน Loli Linguanotto และเริ่มต้นทดลองระยะยาวในการคิดค้นอาหารหวานจานใหม่โดยเริ่มต้นจากการผสมครีม, Ricotta และส่วนผสมอื่น ๆ เข้าด้วยกันก่อนจะลองเปลี่ยนมาใช้ส่วนผสมของไข่ขาวกลับครีมซึ่งก็ยังได้รสชาติที่ไม่น่าพึงพอใจนัก](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/03/329122083_862124934844173_3552032399250442572_n.webp)







แกลเลอรี

