GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Lalique
2 MICHELIN Stars

FranceLalique · ลาลีค

Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — Lieu-dit Peyraguey, Bommes, 33210, France

🎗 [INTRO] Château Lafaurie-Peyraguey เป็นไร่ไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งใน Sauternes Terroir ของนคร Bordeaux ตัวไร่มีขนาดประมาณ 37 เฮกเตอร์และมีการปลูกองุ่นสายพันธุ์ Sémillon, Sauvignon Blanc และ Muscadelle โดยอาศัยหมอกในช่วงเช้าจากแม่น้ำ Ciron ที่ไหลโอบล้อม Sauternes Terroir ทำให้ Sweet Wine ที่นี่เกิดกระบวนการ Noble Rot จากเชื้อรา Botrytis cinerea จนมีรสชาติที่ซับซ้อนไม่เหมือนใคร

🎗 [THE PLACE] Château Lafaurie-Peyraguey ก่อตั้งครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 13 โดยมีเจ้าของเป็นผู้ปกครองเมือง Bommes นาย Sieur Raymond Peyraguey ได้ซื้อต่อกิจการไร่ไวน์ในปี 1618 และพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องก่อนที่นาย Pierre Lafaurie จะเข้าควบคุมกิจการในปี 1796 พร้อมกับสร้างชื่อเสียงจนตัวไร่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ทั้งยังได้รับการจัดระดับให้อยู่ในกลุ่ม Premier Cru (First Growth) ใน 1855 Sauternes Classification อีกด้วย ต่อมาช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 กิจการได้ผลัดเปลี่ยนมือเจ้าของหลายครั้งก่อนที่ในปี 2014 คุณ Silvio Denz นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์เจ้าของแบรนด์ Lalique ตัดสินใจเข้าซื้อต่อกิจการไร่ไวน์และปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นโรงแรมและห้องอาหารกูร์เม่ต์ดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ห้องรับประทานอาหารหลักกั้นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานก่อให้เกิดเป็นทัศนียภาพมุมกว้างของไร่ไวน์แบบแบบ 180 องศา โต๊ะอาหารปูด้วยผ้าขาวและตกแต่งด้วยงาน Table Arts อันแสนปราณีตไม่ว่าจะเป็นคริสตัลรูปขวดไวน์ที่ใช้สำหรับจัดเสิร์ฟ Amuse-bouche แก้วไวน์ คาราฟ รวมไปถึงของประดับต่าง ๆ ในร้านล้วนทำขึ้นมาจาก Lalique Crystal ช่วยให้บรรยากาศตลอดมื้อตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมทุกคนไม่รู้ลืม

🎗 [THE CHEF] Jérôme Schilling เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เกิดและเติบโตมาในแถบ Alsace ทางฝั่งตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส เขาเริ่มงานครั้งแรกในร้านอาหารท้องถิ่นก่อนจะผันตัวไปเป็นลูกมือของเชฟ Hubert Maetz เพื่อเรียนรู้การทำงานในห้องอาหารระดับสูง ต่อมาเขาได้ร่วมงานกับเชฟระดับตำนานอีกหลายท่านเช่น Joël Robuchon, Roger Vergé, Thierry Marx และ Guy Lassausaie ก่อนจะได้รับการทาบทามให้มาร่วมงานกับเชฟ Jean Georges Klein ให้มาควบคุมห้องอาหาร Villa René Lalique และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ หลังจากเวลาผ่านไป 2 ปีเชฟ Jérôme Schilling ได้รับมอบหมายงานสำคัญอีกครั้งให้มาควบคุมห้องอาหาร Lalique ที่ Château Lafaurie-Peyraguey โดยเขาสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกเช่นกัน

🎗 [THE FOOD] Château Lafaurie-Peyraguey มีตำแหน่งตั้งอยู่ระหว่างผืนแผ่นดินและท้องทะเลทำให้เชฟ Jérôme Schilling สามารถหยิบยกวัตถุดิบจากหลากหลายภูมิภาคเช่น Brittany, Basque Country รวมไปถึงวัตถุดิบจากแถบแม่น้ำ Dordogne และแม่น้ำ Gers มาใช้ได้ตามใจชอบ เขายังผสมผสานองค์ประกอบต่าง ๆ ขององุ่นในไร่ไวน์ Château Lafaurie-Peyraguey รวมไปถึงไวน์แต่ละ Vintage จนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีรสชาติและเทคนิคที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้ 2 รูปแบบคือเมนูปกติที่ใช้ชื่อว่า Le Grain Noble และเมนูแบบมังสวิรัติที่ใช้ชื่อว่า Le Terroir du Seuternais นำเสนอมาที่ราคา 4 Courses - 205 € และ Complete Menu - 240 € ตามลำดับ รายการไวน์คัดสรรค์โดยคุณ Romain Iltis (Best Sommelier of France 2012 และรางวัล Meilleur Ouvrier de France 2015) และคุณ Adrien Cascio นำเสนอมาจากหลากหลายแหล่งที่ราคามาตรฐานเมื่อเทียบกับระดับของห้องอาหาร ส่วนอาหารจานที่โดดเด่นในวันนี้คือ

✨ Blanc manger of cauliflower, caviar and vodka sauce

สุดยอด Signature Dish ของเชฟคือกะหล่ำดอกเตรียมมาเป็น Blancmange เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ด้านในเป็นหอยนางรมที่สับมาเป็น Tartare ให้เนื้อสัมผัสที่กลืนกันไปกับกะหล่ำดอก ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์คุณภาพสูงจาก Maison Kaviari ในกรุง Paris สุดท้ายคือซอสรสชาติเข้มข้นที่ผสมผสาน Vodka Beluga และ Champagne เข้าไว้ด้วยกัน (19/20)

✨ 2023 harvest :

White thin asparagus, vadouvan and kumquat.

คอร์สนี้คือคือหน่อไม้ฝรั่งขนาดจิ๋วที่เชฟนำไปอบในขนมปังที่มีส่วนผสมของน้ำองุ่น ชิ้นหน่อไม้ฝรั่งนุ่มละมุนจนเกือบจะละลายในปาก ข้างกันคือซิตรัส Kumquat และเบอร์กามอท สุดท้ายคือซอส Hollandaise ที่มีเนื้อสัมผัสเบาคล้ายโฟม เชฟใส่อโรมาหอม ๆ ของ Vadouvan ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องเทศยอดนิยมของประเทศฝรั่งเศสลงไปด้วย (18/20)

✨ Awakening of the Sauternes

Sao Palmé chocolate, jasmine and white tea.

คอร์สนี้เชฟเลือกใช้วัตถุดิบหลักคือ Sao Palmé Chocolate ผสานเข้ากันกับความเปรี้ยวที่ได้จากน้ำ Verjuice หรือน้ำองุ่นที่ยังไม่สุกดี ตรงกลางคือช็อกโกแลตเค้กเนื้อนุ่ม ด้านบนท็อปด้วยช็อกโกแลตกานาซและแครกเกอร์ช็อกโกแลตกรอบ ในแก้วมีช็อกโกแลตที่มีอโรมาหอม ๆ ของมะลิ สุดท้ายคือช็อกโกแลตอุ่น ๆ สำหรับเทเติมลงในจานได้ตามใจชอบ (19/20)

🎗 [WHY GO] Lalique เป็นสุดยอดห้องอาหารที่ร้อยเรียงองุ่นและไวน์ Sauternes ออกมาเป็น Tasting Menu ได้อย่างน่าสนใจ ราคาอาหารอาจดูค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพวัตถุดิบชั้นยอด ตัวอาคารที่ตั้งอยู่ใจกลางไร่ไวน์มีบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติคชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยาก สำหรับใครที่เดินผ่านไปมาแถบนคร Bordeaux ด้วยรถยนต์ส่วนตัวจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแวะมาชิมให้ได้อย่างน้อย 1 ครั้งโดยเผื่อระยะเวลาในการจองล่วงหน้ามาสัก 1 อาทิตย์

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 42 รูป

🇫🇷 Lalique - ลาลีค🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️🏵️ 17/20 Gault&Millau - 17/20 โก&มีโย🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น👨🏻‍🍳 Chef Jérôme Schilling - เชฟเจโฮล์ม ชีลลิง
รูปที่ 1
🇫🇷 Lalique - ลาลีค🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️🏵️ 17/20 Gault&Millau - 17/20 โก&มีโย🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น👨🏻‍🍳 Chef Jérôme Schilling - เชฟเจโฮล์ม ชีลลิง
🎗 [INTRO] Château Lafaurie-Peyraguey เป็นไร่ไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งใน Sauternes Terroir ของนคร Bordeaux ตัวไร่มีขนาดประมาณ 37 เฮกเตอร์และมีการปลูกองุ่นสายพันธุ์ Sémillon, Sauvignon Blanc และ Muscadelle โดยอาศัยหมอกในช่วงเช้าจากแม่น้ำ Ciron ที่ไหลโอบล้อม Sauternes Terroir ทำให้ Sweet Wine ที่นี่เกิดกระบวนการ Noble Rot หรือ Botrytis cinerea จนมีรสชาติที่ซับซ้อนไม่เหมือนใคร
รูปที่ 2
🎗 [INTRO] Château Lafaurie-Peyraguey เป็นไร่ไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งใน Sauternes Terroir ของนคร Bordeaux ตัวไร่มีขนาดประมาณ 37 เฮกเตอร์และมีการปลูกองุ่นสายพันธุ์ Sémillon, Sauvignon Blanc และ Muscadelle โดยอาศัยหมอกในช่วงเช้าจากแม่น้ำ Ciron ที่ไหลโอบล้อม Sauternes Terroir ทำให้ Sweet Wine ที่นี่เกิดกระบวนการ Noble Rot หรือ Botrytis cinerea จนมีรสชาติที่ซับซ้อนไม่เหมือนใคร
Amuse-boucheเริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Amuse-bouche 3 รูปแบบ ชิ้นทางฝั่งซ้ายมือคือ Spider Crab หรือปูแมงมุมจับคู่กับรสชาติเปรี้ยวของเกรปฟรุตช่วยสร้างความสดชื่น ชิ้นที่สองคือ Beetroot จากพื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสจับคู่กับเลมอนรสเปรี้ยว สุดท้ายคือ Poultry หรือเนื้อไก่ที่ผ่านการแช่ในไวน์ Sauternes ของ Château Lafaurie-Peyraguey นาน 3 ชั่วโมงขนได้รสชาริที่หวานกลมกล่อมและเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนจนแทบละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วย Mayonnaise ที่เตรียมมาจากเซเลอรี่นั่นเอง (17/20)
รูปที่ 3
Amuse-boucheเริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Amuse-bouche 3 รูปแบบ ชิ้นทางฝั่งซ้ายมือคือ Spider Crab หรือปูแมงมุมจับคู่กับรสชาติเปรี้ยวของเกรปฟรุตช่วยสร้างความสดชื่น ชิ้นที่สองคือ Beetroot จากพื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสจับคู่กับเลมอนรสเปรี้ยว สุดท้ายคือ Poultry หรือเนื้อไก่ที่ผ่านการแช่ในไวน์ Sauternes ของ Château Lafaurie-Peyraguey นาน 3 ชั่วโมงขนได้รสชาริที่หวานกลมกล่อมและเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนจนแทบละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วย Mayonnaise ที่เตรียมมาจากเซเลอรี่นั่นเอง (17/20)
Blanc manger of cauliflower, caviar and vodka sauceสุดยอด Signature Dish ของเชฟคือกะหล่ำดอกเตรียมมาเป็น Blancmange เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ด้านในเป็นหอยนางรมที่สับมาเป็น Tartare ให้เนื้อสัมผัสที่กลืนกันไปกับกะหล่ำดอก ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์คุณภาพสูงจาก Maison Kaviari ในกรุง Paris สุดท้ายคือซอสรสชาติเข้มข้นที่ผสมผสาน Vodka Beluga และ Champagne เข้าไว้ด้วยกัน (19/20)
รูปที่ 4
Blanc manger of cauliflower, caviar and vodka sauceสุดยอด Signature Dish ของเชฟคือกะหล่ำดอกเตรียมมาเป็น Blancmange เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ด้านในเป็นหอยนางรมที่สับมาเป็น Tartare ให้เนื้อสัมผัสที่กลืนกันไปกับกะหล่ำดอก ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์คุณภาพสูงจาก Maison Kaviari ในกรุง Paris สุดท้ายคือซอสรสชาติเข้มข้นที่ผสมผสาน Vodka Beluga และ Champagne เข้าไว้ด้วยกัน (19/20)
Interpretation of vintage 2011:Langoustines kalamansi and pollen.คอร์สนี้เชฟนำไวน์จาก Château Lafaurie-Peyraguey Vintage 2011 จับคู่กับกุ้งล็องกูสทีนเสิร์ฟมา 2 รูปแบบ (19/20)
รูปที่ 5
Interpretation of vintage 2011:Langoustines kalamansi and pollen.คอร์สนี้เชฟนำไวน์จาก Château Lafaurie-Peyraguey Vintage 2011 จับคู่กับกุ้งล็องกูสทีนเสิร์ฟมา 2 รูปแบบ (19/20)
Interpretation of vintage 2011:Langoustines kalamansi and pollen.เริ่มจากกุ้งล็องกูสทีนทอดจับคู่กับมันฝรั่ง Crushed Potato ท็อปด้านบนด้วย Pollen หรือเกสรดอกไม้ (19/20)
รูปที่ 6
Interpretation of vintage 2011:Langoustines kalamansi and pollen.เริ่มจากกุ้งล็องกูสทีนทอดจับคู่กับมันฝรั่ง Crushed Potato ท็อปด้านบนด้วย Pollen หรือเกสรดอกไม้ (19/20)
Interpretation of vintage 2011:Langoustines kalamansi and pollen.กุ้งล็องกูสทีนแล่เป็นชิ้นบาง ๆ ในสไตล์ Carpaccio ให้รสชาติที่หวานโดดเด่นจากธรรมชาติของเนื้อกุ้งจับคู่กับเจลลี่ที่เตรียมขึ้นมาจาก Langoustine Jus เข้มข้น จากนั้น Infused ด้วยองค์ประกอบของ Tagette สำหรัยความกรอบจะได้จากมันฝรั่ง นอกจากนี้ยังมีซิตรัส Kalamansi ซิตรัสญี่ปุ่น และครีมมะเดื่อฝรั่งช่วยสร้างมิติทางรสชาติเข้ากันกับซอสไวน์ได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
รูปที่ 7
Interpretation of vintage 2011:Langoustines kalamansi and pollen.กุ้งล็องกูสทีนแล่เป็นชิ้นบาง ๆ ในสไตล์ Carpaccio ให้รสชาติที่หวานโดดเด่นจากธรรมชาติของเนื้อกุ้งจับคู่กับเจลลี่ที่เตรียมขึ้นมาจาก Langoustine Jus เข้มข้น จากนั้น Infused ด้วยองค์ประกอบของ Tagette สำหรัยความกรอบจะได้จากมันฝรั่ง นอกจากนี้ยังมีซิตรัส Kalamansi ซิตรัสญี่ปุ่น และครีมมะเดื่อฝรั่งช่วยสร้างมิติทางรสชาติเข้ากันกับซอสไวน์ได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
Bread and Butterทางร้านนำเสนอขนมปังจับคู่มากับเนยสองอย่าง ชิ้นแรกคือ Salted Butter เนยเค็มที่มีส่วนผสมของใบไวน์จนสร้างรสเปรี้ยวและอีกชิ้นคือ Smoked Sauternes Verjuice Butter
รูปที่ 8
Bread and Butterทางร้านนำเสนอขนมปังจับคู่มากับเนยสองอย่าง ชิ้นแรกคือ Salted Butter เนยเค็มที่มีส่วนผสมของใบไวน์จนสร้างรสเปรี้ยวและอีกชิ้นคือ Smoked Sauternes Verjuice Butter
2023 harvest :White thin asparagus, vadouvan and kumquat.คอร์สนี้คือคือหน่อไม้ฝรั่งขนาดจิ๋วที่เชฟนำไปอบในขนมปังที่มีส่วนผสมของน้ำองุ่น (18/20)
รูปที่ 9
2023 harvest :White thin asparagus, vadouvan and kumquat.คอร์สนี้คือคือหน่อไม้ฝรั่งขนาดจิ๋วที่เชฟนำไปอบในขนมปังที่มีส่วนผสมของน้ำองุ่น (18/20)
2023 harvest :White thin asparagus, vadouvan and kumquat.ชิ้นหน่อไม้ฝรั่งนุ่มละมุนจนเกือบจะละลายในปาก ข้างกันคือซิตรัส Kumquat และเบอร์กามอท สุดท้ายคือซอส Hollandaise ที่มีเนื้อสัมผัสเบาคล้ายโฟม เชฟใส่อโรมาหอม ๆ ของ Vadouvan ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องเทศยอดนิยมของประเทศฝรั่งเศสลงไปด้วย (18/20)
รูปที่ 10
2023 harvest :White thin asparagus, vadouvan and kumquat.ชิ้นหน่อไม้ฝรั่งนุ่มละมุนจนเกือบจะละลายในปาก ข้างกันคือซิตรัส Kumquat และเบอร์กามอท สุดท้ายคือซอส Hollandaise ที่มีเนื้อสัมผัสเบาคล้ายโฟม เชฟใส่อโรมาหอม ๆ ของ Vadouvan ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องเทศยอดนิยมของประเทศฝรั่งเศสลงไปด้วย (18/20)
Grape seed:Candied hake, bergamot and Elderflowerปลา Hake จากเมือง Saint-Jean-de-Luz ใน French Basque Country ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสติดกันกับพรมแดนประเทศสเปน องค์ประกอบด้านบนมาจากฝรั่งและพริกไทย Espalette เนื้อปลามีความนุ่มตัดกันกับความกรอบของถั่วลันเตา เชฟใส่อโรมาของน้ำมันเมล็ดองุ่นและองค์ประกอบของเบอร์กามอทลงมาด้วย ข้าง ๆ กันคือ Mashed Potato เนื้อเนียนละมุนและ Elderflower Vinaigrette ซึ่งเชฟใส่มาให้มีกลิ่นหอม (17/20)
รูปที่ 11
Grape seed:Candied hake, bergamot and Elderflowerปลา Hake จากเมือง Saint-Jean-de-Luz ใน French Basque Country ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสติดกันกับพรมแดนประเทศสเปน องค์ประกอบด้านบนมาจากฝรั่งและพริกไทย Espalette เนื้อปลามีความนุ่มตัดกันกับความกรอบของถั่วลันเตา เชฟใส่อโรมาของน้ำมันเมล็ดองุ่นและองค์ประกอบของเบอร์กามอทลงมาด้วย ข้าง ๆ กันคือ Mashed Potato เนื้อเนียนละมุนและ Elderflower Vinaigrette ซึ่งเชฟใส่มาให้มีกลิ่นหอม (17/20)
Sauternes's vine shoot:Glazed Bazas beef, spinach with saté and summer truffle.ในส่วนของของเมนคอร์สเชฟนำเสนอเนื้อวัวท้องถิ่นจากเมือง Bazas ห่างออกไปจากตัวร้านประมาณ 20 กิโลเมตรนำมารมด้วยควันของหน่อไวน์ Sauternes จนหอมเข้าเนื้อ (17/20)
รูปที่ 12
Sauternes's vine shoot:Glazed Bazas beef, spinach with saté and summer truffle.ในส่วนของของเมนคอร์สเชฟนำเสนอเนื้อวัวท้องถิ่นจากเมือง Bazas ห่างออกไปจากตัวร้านประมาณ 20 กิโลเมตรนำมารมด้วยควันของหน่อไวน์ Sauternes จนหอมเข้าเนื้อ (17/20)
Sauternes's vine shoot:Glazed Bazas beef, spinach with saté and summer truffle.เนื้อวัวมีระดับความสุขที่พอดีและให้เนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวอยู่บ้าง เชฟราดด้วยซอส Beef Jus เข้มข้น ข้าง ๆ กันคือเห็ดมอเรลย่างให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ ผักปวยเล้งผัดกับสะเต๊ะให้รสชาติเค็มเบา ๆ และถั่วกรอบ ๆ รังสรรค์มิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว สุดท้ายคือซอส Okonomiyaki สไตล์ญี่ปุ่นที่เชฟใส่มาบาลานซ์รสชาติมีความหวานและไม่เค็มโดด (17/20)
รูปที่ 13
Sauternes's vine shoot:Glazed Bazas beef, spinach with saté and summer truffle.เนื้อวัวมีระดับความสุขที่พอดีและให้เนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวอยู่บ้าง เชฟราดด้วยซอส Beef Jus เข้มข้น ข้าง ๆ กันคือเห็ดมอเรลย่างให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ ผักปวยเล้งผัดกับสะเต๊ะให้รสชาติเค็มเบา ๆ และถั่วกรอบ ๆ รังสรรค์มิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว สุดท้ายคือซอส Okonomiyaki สไตล์ญี่ปุ่นที่เชฟใส่มาบาลานซ์รสชาติมีความหวานและไม่เค็มโดด (17/20)
Ciron Foamล้างปากด้วย Pre-dessert ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Ciron ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของแถบ Sauternes เชฟเตรียมองค์ประกอบของไข่ขาวผสานด้วยรสเปรี้ยวของเลมอนครีม ยังมีอโรมาของทาร์รากอนและความฉุนของเบซิลซอร์เบท์อีกด้วย (17/20)
รูปที่ 14
Ciron Foamล้างปากด้วย Pre-dessert ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Ciron ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของแถบ Sauternes เชฟเตรียมองค์ประกอบของไข่ขาวผสานด้วยรสเปรี้ยวของเลมอนครีม ยังมีอโรมาของทาร์รากอนและความฉุนของเบซิลซอร์เบท์อีกด้วย (17/20)
Awakening of the SauternesSao Palmé chocolate, jasmine and white tea.คอร์สนี้เชฟเลือกใช้วัตถุดิบหลักคือ Sao Palmé Chocolate ผสานเข้ากันกับความเปรี้ยวที่ได้จากน้ำ Verjuice หรือน้ำองุ่นที่ยังไม่สุกดี ตรงกลางคือช็อกโกแลตเค้กเนื้อนุ่ม ด้านบนท็อปด้วยช็อกโกแลตกานาซและแครกเกอร์ช็อกโกแลตกรอบ (19/20)
รูปที่ 15
Awakening of the SauternesSao Palmé chocolate, jasmine and white tea.คอร์สนี้เชฟเลือกใช้วัตถุดิบหลักคือ Sao Palmé Chocolate ผสานเข้ากันกับความเปรี้ยวที่ได้จากน้ำ Verjuice หรือน้ำองุ่นที่ยังไม่สุกดี ตรงกลางคือช็อกโกแลตเค้กเนื้อนุ่ม ด้านบนท็อปด้วยช็อกโกแลตกานาซและแครกเกอร์ช็อกโกแลตกรอบ (19/20)
Awakening of the SauternesSao Palmé chocolate, jasmine and white tea.ในแก้วมีช็อกโกแลตที่มีอโรมาหอม ๆ ของมะลิ สุดท้ายคือช็อกโกแลตอุ่น ๆ สำหรับเทเติมลงในจานได้ตามใจชอบ (19/20)
รูปที่ 16
Awakening of the SauternesSao Palmé chocolate, jasmine and white tea.ในแก้วมีช็อกโกแลตที่มีอโรมาหอม ๆ ของมะลิ สุดท้ายคือช็อกโกแลตอุ่น ๆ สำหรับเทเติมลงในจานได้ตามใจชอบ (19/20)
Sauternes's infusion:Carrot flavours with Sauternes, white gold and tagete.ของหวานอีกจานหนึ่งเชฟนำเสนอวัตถุดิบหลักคือแครอทที่จับคู่กับอโรมาเฉพาะตัวของ Sauternes องค์ประกอบด้านล่างคือชีสเค้กที่มีส่วนผสมของ Oabika ซึ่งเป็นส่วนตรงกลางของฝักโกโก้และได้รับการขนานนามว่าเป็น The White Gold ด้านบนคือซอร์เบท์แครอทช่วยเรียกความสดชื่น ยังมีเจลสีเหลืองที่มีความเปรี้ยวของเสาวรสและน้ำมันที่เตรียมมาจากแครอทเช่นกัน ข้างกันคือแผ่นแป้งกรอบที่ทำมาจากข้าวท็อปด้วย Pickled ที่เตรียมมาจากแครอทและ Tagete (หรือ Marigold) (18/20)
รูปที่ 17
Sauternes's infusion:Carrot flavours with Sauternes, white gold and tagete.ของหวานอีกจานหนึ่งเชฟนำเสนอวัตถุดิบหลักคือแครอทที่จับคู่กับอโรมาเฉพาะตัวของ Sauternes องค์ประกอบด้านล่างคือชีสเค้กที่มีส่วนผสมของ Oabika ซึ่งเป็นส่วนตรงกลางของฝักโกโก้และได้รับการขนานนามว่าเป็น The White Gold ด้านบนคือซอร์เบท์แครอทช่วยเรียกความสดชื่น ยังมีเจลสีเหลืองที่มีความเปรี้ยวของเสาวรสและน้ำมันที่เตรียมมาจากแครอทเช่นกัน ข้างกันคือแผ่นแป้งกรอบที่ทำมาจากข้าวท็อปด้วย Pickled ที่เตรียมมาจากแครอทและ Tagete (หรือ Marigold) (18/20)
Mignardisesปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวานจิ๋ว 3 อย่างเริ่มต้นด้วย Acidity ที่มีตัวแทนคือเลมอนและครีมมัทฉะล้อมรอบด้วย Sauternes Tuile กรอบ ๆ ถัดมาคือ Wild Strawberry Tartelette ชิ้นสตรอว์เบอร์รี่ห่อล้อมด้วย Chery Blossom Vinegar Gel ชิ้นสุดท้ายคือ Dark Chocolate with Ginger
รูปที่ 18
Mignardisesปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวานจิ๋ว 3 อย่างเริ่มต้นด้วย Acidity ที่มีตัวแทนคือเลมอนและครีมมัทฉะล้อมรอบด้วย Sauternes Tuile กรอบ ๆ ถัดมาคือ Wild Strawberry Tartelette ชิ้นสตรอว์เบอร์รี่ห่อล้อมด้วย Chery Blossom Vinegar Gel ชิ้นสุดท้ายคือ Dark Chocolate with Ginger
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รูปที่ 19
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
💰 ราคา 532 €
รูปที่ 20
💰 ราคา 532 €
🎗 [THE CHEF] Jérôme Schilling เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เกิดและเติบโตมาในแถบ Alsace ทางฝั่งตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส เขาเริ่มงานครั้งแรกในร้านอาหารท้องถิ่นก่อนจะผันตัวไปเป็นลูกมือของเชฟ Hubert Maetz เพื่อเรียนรู้การทำงานในห้องอาหารระดับสูง หลังจากนั้นเขาได้ร่วมงานกับเชฟระดับตำนานอีกหลายท่านเช่น Joël Robuchon, Roger Vergé, Thierry Marx และ Guy Lassausaie หลังจากนั้นเขาได้รับการทาบทามให้มาร่วมงานกับเชฟ Jean Georges Klein ในการควบคุมห้องอาหาร Villa René Lalique และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ หลังจากผ่านไป 2 ปีเชฟ Jérôme Schilling จึงได้รับมอบหมายงานให้มาควบคุมห้องอาหาร Lalique ที่ Château Lafaurie-Peyraguey และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกครั้งนั่นเอง
รูปที่ 21
🎗 [THE CHEF] Jérôme Schilling เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เกิดและเติบโตมาในแถบ Alsace ทางฝั่งตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส เขาเริ่มงานครั้งแรกในร้านอาหารท้องถิ่นก่อนจะผันตัวไปเป็นลูกมือของเชฟ Hubert Maetz เพื่อเรียนรู้การทำงานในห้องอาหารระดับสูง หลังจากนั้นเขาได้ร่วมงานกับเชฟระดับตำนานอีกหลายท่านเช่น Joël Robuchon, Roger Vergé, Thierry Marx และ Guy Lassausaie หลังจากนั้นเขาได้รับการทาบทามให้มาร่วมงานกับเชฟ Jean Georges Klein ในการควบคุมห้องอาหาร Villa René Lalique และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ หลังจากผ่านไป 2 ปีเชฟ Jérôme Schilling จึงได้รับมอบหมายงานให้มาควบคุมห้องอาหาร Lalique ที่ Château Lafaurie-Peyraguey และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกครั้งนั่นเอง
🎗 [THE FOOD] Château Lafaurie-Peyraguey มีตำแหน่งตั้งอยู่ระหว่างผืนแผ่นดินและท้องทะเลทำให้เชฟ Jérôme Schilling สามารถหยิบยกวัตถุดิบจากหลากหลายภูมิภาคเช่น Brittany, Basque Country รวมไปถึงวัตถุดิบจากแถบแม่น้ำ Dordogne และแม่น้ำ Gers มาใช้ได้ตามใจชอบ เขายังผสมผสานองค์ประกอบต่าง ๆ ขององุ่นในไร่ไวน์ Château Lafaurie-Peyraguey รวมไปถึงไวน์แต่ละ Vintage จนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีรสชาติและเทคนิคที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้ 2 รูปแบบคือเมนูปกติที่ใช้ชื่อว่า Le Grain Noble และเมนูแบบมังสวิรัติที่ใช้ชื่อว่า Le Terroir du Seuternais นำเสนอมาที่ราคา 4 Courses - 205 € และ Complete Menu - 240 € ตามลำดับ
รูปที่ 22
🎗 [THE FOOD] Château Lafaurie-Peyraguey มีตำแหน่งตั้งอยู่ระหว่างผืนแผ่นดินและท้องทะเลทำให้เชฟ Jérôme Schilling สามารถหยิบยกวัตถุดิบจากหลากหลายภูมิภาคเช่น Brittany, Basque Country รวมไปถึงวัตถุดิบจากแถบแม่น้ำ Dordogne และแม่น้ำ Gers มาใช้ได้ตามใจชอบ เขายังผสมผสานองค์ประกอบต่าง ๆ ขององุ่นในไร่ไวน์ Château Lafaurie-Peyraguey รวมไปถึงไวน์แต่ละ Vintage จนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีรสชาติและเทคนิคที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้ 2 รูปแบบคือเมนูปกติที่ใช้ชื่อว่า Le Grain Noble และเมนูแบบมังสวิรัติที่ใช้ชื่อว่า Le Terroir du Seuternais นำเสนอมาที่ราคา 4 Courses - 205 € และ Complete Menu - 240 € ตามลำดับ
รายการไวน์คัดสรรค์โดยคุณ Romain Iltis (Best Sommelier of France 2012 และรางวัล Meilleur Ouvrier de France 2015) และคุณ Adrien Cascio นำเสนอมาจากหลากหลายแหล่งที่ราคามาตรฐานเมื่อเทียบกับระดับของห้องอาหาร
รูปที่ 23
รายการไวน์คัดสรรค์โดยคุณ Romain Iltis (Best Sommelier of France 2012 และรางวัล Meilleur Ouvrier de France 2015) และคุณ Adrien Cascio นำเสนอมาจากหลากหลายแหล่งที่ราคามาตรฐานเมื่อเทียบกับระดับของห้องอาหาร
🎗 [THE PLACE] Château Lafaurie-Peyraguey ก่อตั้งครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 13 โดยมีเจ้าของเป็นผู้ปกครองเมือง Bommes นาย Sieur Raymond Peyraguey ได้ซื้อต่อกิจการไร่ไวน์ในปี 1618 และพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องก่อนที่นาย Pierre Lafaurie จะเข้าควบคุมกิจการในปี 1796 พร้อมกับสร้างชื่อเสียงจนตัวไร่ได้รับการยอมรับในวงกว้างและได้รับการจัดระดับให้อยู่ในกลุ่ม Premier Cru (First Growth) ใน 1855 Sauternes Classification
รูปที่ 24
🎗 [THE PLACE] Château Lafaurie-Peyraguey ก่อตั้งครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 13 โดยมีเจ้าของเป็นผู้ปกครองเมือง Bommes นาย Sieur Raymond Peyraguey ได้ซื้อต่อกิจการไร่ไวน์ในปี 1618 และพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องก่อนที่นาย Pierre Lafaurie จะเข้าควบคุมกิจการในปี 1796 พร้อมกับสร้างชื่อเสียงจนตัวไร่ได้รับการยอมรับในวงกว้างและได้รับการจัดระดับให้อยู่ในกลุ่ม Premier Cru (First Growth) ใน 1855 Sauternes Classification
ต่อมาช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 กิจการได้รับผลัดเปลี่ยนมือหลายครั้งก่อนที่ในปี 2014 คุณ Silvio Denz นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์เจ้าของแบรนด์ Lalique ตัดสินใจเข้าซื้อต่อกิจการไร่ไวน์และปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นโรงแรมและห้องอาหารกูร์เม่ต์ดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน
รูปที่ 25
ต่อมาช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 กิจการได้รับผลัดเปลี่ยนมือหลายครั้งก่อนที่ในปี 2014 คุณ Silvio Denz นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์เจ้าของแบรนด์ Lalique ตัดสินใจเข้าซื้อต่อกิจการไร่ไวน์และปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นโรงแรมและห้องอาหารกูร์เม่ต์ดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน
ห้องรับประทานอาหารหลักกั้นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานก่อให้เกิดเป็นทัศนียภาพมุมกว้างของไร่ไวน์แบบแบบ 180 องศา
รูปที่ 26
ห้องรับประทานอาหารหลักกั้นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานก่อให้เกิดเป็นทัศนียภาพมุมกว้างของไร่ไวน์แบบแบบ 180 องศา
โต๊ะอาหารปูด้วยผ้าขาวและตกแต่งด้วยงาน Table Arts อันแสนปราณีตไม่ว่าจะเป็นคริสตัลรูปขวดไวน์ที่ใช้สำหรับจัดเสิร์ฟ Amuse-bouche แก้วไวน์ คาราฟ รวมไปถึงของประดับต่าง ๆ ในร้านล้วนทำขึ้นมาจาก Lalique Crystal ช่วยให้บรรยากาศตลอดมื้อตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมทุกคนไม่รู้ลืม
รูปที่ 27
โต๊ะอาหารปูด้วยผ้าขาวและตกแต่งด้วยงาน Table Arts อันแสนปราณีตไม่ว่าจะเป็นคริสตัลรูปขวดไวน์ที่ใช้สำหรับจัดเสิร์ฟ Amuse-bouche แก้วไวน์ คาราฟ รวมไปถึงของประดับต่าง ๆ ในร้านล้วนทำขึ้นมาจาก Lalique Crystal ช่วยให้บรรยากาศตลอดมื้อตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมทุกคนไม่รู้ลืม
ภาพของกระบวนการ Noble Rot
รูปที่ 28
ภาพของกระบวนการ Noble Rot
ภายในห้องอาหารกั้นด้วยกระจกใส
รูปที่ 29
ภายในห้องอาหารกั้นด้วยกระจกใส
อีกฝั่งหนึ่งของห้องอาหาร
รูปที่ 30
อีกฝั่งหนึ่งของห้องอาหาร
ห้องครัว
รูปที่ 31
ห้องครัว
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 32
ภายในห้องอาหาร
ของประดับตกแต่งจาก Lalique
รูปที่ 33
ของประดับตกแต่งจาก Lalique
ทัศนียภาพของไร่ไวน์
รูปที่ 34
ทัศนียภาพของไร่ไวน์
ภายในตัวอาคาร
รูปที่ 35
ภายในตัวอาคาร
ภาพของห้องอาหาร Villa René Lalique
รูปที่ 36
ภาพของห้องอาหาร Villa René Lalique
บริเวณห้องรับรอง
รูปที่ 37
บริเวณห้องรับรอง
ห้องอาหาร
รูปที่ 38
ห้องอาหาร
บริเวณไร่ไวน์
รูปที่ 39
บริเวณไร่ไวน์
ตัวอาคาร
รูปที่ 40
ตัวอาคาร
🎗 [WHY GO] Lalique เป็นสุดยอดห้องอาหารที่ร้อยเรียงองุ่นและไวน์ Sauternes ออกมาเป็น Tasting Menu ได้อย่างน่าสนใจ ราคาอาหารอาจดูค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพวัตถุดิบชั้นยอด ตัวอาคารที่ตั้งอยู่ใจกลางไร่ไวน์มีบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติคชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยาก
รูปที่ 41
🎗 [WHY GO] Lalique เป็นสุดยอดห้องอาหารที่ร้อยเรียงองุ่นและไวน์ Sauternes ออกมาเป็น Tasting Menu ได้อย่างน่าสนใจ ราคาอาหารอาจดูค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพวัตถุดิบชั้นยอด ตัวอาคารที่ตั้งอยู่ใจกลางไร่ไวน์มีบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติคชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยาก
สำหรับใครที่เดินผ่านไปมาแถบนคร Bordeaux ด้วยรถยนต์ส่วนตัวจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแวะมาชิมให้ได้อย่างน้อย 1 ครั้งโดยเผื่อระยะเวลาในการจองล่วงหน้ามาสัก 1 อาทิตย์
รูปที่ 42
สำหรับใครที่เดินผ่านไปมาแถบนคร Bordeaux ด้วยรถยนต์ส่วนตัวจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแวะมาชิมให้ได้อย่างน้อย 1 ครั้งโดยเผื่อระยะเวลาในการจองล่วงหน้ามาสัก 1 อาทิตย์