GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
La Villa Archange
2 MICHELIN Stars

FranceLa Villa Archange · ลา วิลล่า อาร์ชองช์

Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — Rue de l'Ouest, 06110 Le Cannet, France

🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของสุดยอดเชฟที่เคยควบคุมร้าน Le Normandie ในกรุงเทพอยู่นานถึง 4 ปีก่อนที่เขาจะกลับไปสร้างชื่อเสียงจนคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stas มาครองได้สำเร็จ

🎗️ [THE PLACE] ใครที่จะเดินทางมายัง La Villa Archange ให้ตั้งต้นจากเมือง Nice หรือ Cannes ตัวร้านตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่สไตล์ Provençal ที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นในช่วงยุคศตวรรษที่ 18 พื้นที่ด้านหน้าเป็นห้องอาหาร Bistrot des Anges (😋 Bib Gourmand) ถัดเข้ามาเป็นคอร์ทยาร์ดที่เชฟใช้จัดเสิร์ฟอาหารในช่วงมื้อกลางวันสร้างบรรยากาศที่แคชวลและมีชีวิตชีวาภายใต้ร่มเงาของต้นไม้เก่าแก่อายุนับร้อยปี ภายในห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งให้แลดูอบอุ่นและสงบ เราสามารถรับรู้ได้ถึงความมินิมอลที่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราจากโคมระย้าที่ห้อยลงมาแลดูเข้ากันกับพื้นไม้ นอกจากนี้รูปวาดบนผนังยังช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่โดยรวมอีกด้วย

🎗️ [THE CHEF] Bruno Oger เกิดในแถบ Morbihan ของแคว้น Brittany เขาเริ่มมีแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟตั้งแต่มีอายุเพัยง 12 ปีและตั้งความฝันว่าอยากเป็นเชฟในห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars หลังจากจบการศึกษาและกลายมาเป็นเชฟมืออาชีพอย่างเต็มตัวเขาได้ร่วมงานกับเชฟ Georges Blanc ที่ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Vonnas ก่อนที่เชฟ Georges Blanc จะเป็นผู้แนะนำให้เขาเดินทางข้ามทวีปมารับงานเป็น Executive Chef ให้กับหนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงที่สุดในทวีปเอเชียอย่าง Le Normandie ของโรงแรม Oriental Bangkok (ปัจจุบันคือโรงแรม Mandarin Oriental, Bangkok ที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง) ในช่วงปี 1990-1994 จนกระทั่งตัวเชฟเองยังสื่อสารภาษาไทยได้เล็กน้อยอีกด้วย หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร La Villa des Lys และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1997 เขายังได้คะแนนจาก Gault&Millau สูงถึง 18/20 และตำแหน่ง Chef of The Year ในปี 2000 และเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Bruno Oger ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นที่ Le Cannet ทางตอนเหนือของ Cannes และสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ทันทีภายใน 10 เดือนที่เปิดทำการ เขายังมีห้องอาหารข้าง ๆ กันอีกหนึ่งแห่งคือ Bistrot des Anges ซึ่งก็คว้ารางวัล 😋 Bib Gourmand มาครองได้เช่นกัน

🎗️ [THE FOOD] ด้วยความที่เชฟเกิดในแถบ Brittany ทำให้เขาเลือกเสิร์ฟวัตถุดิบจากท้องทะเลผสมผสานเข้ากันกับรสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นของ Fremch Riviera ออกมาได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกชิมเซ็ตเมนูที่ชื่อว่า Discovery Lunch (115 €) จำนวน 3 คอร์สจัดเสิร์ฟมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันศุกร์-เสาร์โดยมีจุดเด่นในเรื่องของความคุ้มค่า ถัดมาคือ Table des Anges (250 €) นำเสนอมาจำนวน 5 คอร์สทั้งในช่วงมื้อกลางวันและเย็น สุดท้ายคือ L'inspiration de l'Archange (370 €) เสิร์ฟมาจำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีการจับคู่ไวน์หนือไวน์แบบขวดในราคาที่จับต้องได้ ส่วนจานที่เราประทับใจคือ

✨ Abalone Marinière from the Island of Groix with Persillade

หอยเป่าฮื้อจาก Île-de-Groix จี่มาเพียงเบา ๆ ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบ เชฟเสิร์ฟมากับอาร์ติโชคเผา รอบ ๆ คือซอสอีมัลชั่นที่เตรียมมาจากพาสลีย์ กระเทียม และแผ่นกรอบช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส (18/20)

✨ Piece of veal, Braised « ris » of Veal, Heart of lettuce and Juice with Anchovy butter

เนื้อลูกวัวย่างเสิร์ฟมากับใจของผักกาดที่ผ่านการดองในน้ำส้มสายชูนาน 24 ชั่วโมงในรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ อันแสนจะกลมกล่อม ข้าง ๆ กันคือ Sweetbread หรือต่อมไร้ท่อของลูกวัว ยังมีเค้กที่เสิร์ฟมากับหัวหอมผัดและ Sweetbread จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากลูกวัวและปลาซาร์ดีนอีกเล็กน้อยลงไปด้วย (17/20)

✨ Craquant ”Viennais“ with Tahitian Vanilla

ขนมหวานจานแรกคือแครกเกอร์อัลมอนด์เสิร์หมากับครีมวานิลลาจากตาฮิติ ด้านบนคือถั่วอัลมอนด์คั่วและชิ้นลูกกวาดที่บรรจุน้ำใส ๆ ซึ่งก็คือน้ำมันอัลมอนด์ที่ใส่กลิ่นของวานิลลาลงไปด้วย ข้าง ๆ กันคือไอศกรีมวานิลลาและเจล Amaretto นั่นเอง (18/20)

🎗️ [WHY GO] La Villa Archange เป็นร้านอาหารที่ผสมผสานเสน่ห์ของวิลลาสไตล์โพรวองซ์เข้ากับความหรูหราของร้านอาหารระดับโลก อาหารทุกจานมีรสชาติเข้าใจง่ายและยังคงไว้ซึ่งความซับซ้อนทางเทคนิคในแบบของห้องอาหารระดับสูง สำหรับใครที่มีโอกาสมาในช่วงกลางวันเราขอแนะนำ Discovery Lunch ซึ่งคุ้มค่ามากกว่าเซ็ตมื้อกลางคืนอย่างชัดเจน นอกจากนี้อย่าลืมบอกเชฟว่ามาจากประเทศไทยกันด้วยเพราะเชฟสามารถพูดภาษาไทยได้หลายคำจากการใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพนานถึง 4 ปีนั่นเอง

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 28 รูป

🇫🇷 La Villa Archange - ลา วิลล่า อาร์ชองช์🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️🏵️🏵️ 17.5/20 Gault&Millau - 17.5/20 โก&มีโย🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น👨🏻‍🍳 Chef Bruno Oger - เชฟบรูโน โอแฌร์
รูปที่ 1
🇫🇷 La Villa Archange - ลา วิลล่า อาร์ชองช์🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️🏵️🏵️ 17.5/20 Gault&Millau - 17.5/20 โก&มีโย🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น👨🏻‍🍳 Chef Bruno Oger - เชฟบรูโน โอแฌร์
🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของสุดยอดเชฟที่เคยควบคุมร้าน Le Normandie ในกรุงเทพอยู่นานถึง 4 ปีก่อนที่เขาจะกลับไปสร้างชื่อเสียงจนคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stas มาครองได้สำเร็จ
รูปที่ 2
🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของสุดยอดเชฟที่เคยควบคุมร้าน Le Normandie ในกรุงเทพอยู่นานถึง 4 ปีก่อนที่เขาจะกลับไปสร้างชื่อเสียงจนคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stas มาครองได้สำเร็จ
Amuse-boucheเริ่มต้นด้วยอาหารด้วย Vegetarian Amuse-bouche ประกอบไปด้วย Cigar ที่สอดไส้ Hummus รวมไปถึงถั่วและพริกไทยเขียว
รูปที่ 3
Amuse-boucheเริ่มต้นด้วยอาหารด้วย Vegetarian Amuse-bouche ประกอบไปด้วย Cigar ที่สอดไส้ Hummus รวมไปถึงถั่วและพริกไทยเขียว
Amuse-boucheถัดมาคือสาคูกรอบสอดไส้ Black Radish Salad นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายวากาเมะใส่มาด้วย (17/20)
รูปที่ 4
Amuse-boucheถัดมาคือสาคูกรอบสอดไส้ Black Radish Salad นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายวากาเมะใส่มาด้วย (17/20)
Amuse-boucheTartelette ที่บรรจุฟักทองและเสาวรสและผงกาแฟให้ระดับความเปรี้ยวที่พอเหมาะ (17/20)
รูปที่ 5
Amuse-boucheTartelette ที่บรรจุฟักทองและเสาวรสและผงกาแฟให้ระดับความเปรี้ยวที่พอเหมาะ (17/20)
Amuse-boucheบีทรูทจับคู่มากับมะเขือเทศในหลายรูปแบบเช่นมะเขือเทศแห้งและมะเขือเทศกรอบ (17/20)
รูปที่ 6
Amuse-boucheบีทรูทจับคู่มากับมะเขือเทศในหลายรูปแบบเช่นมะเขือเทศแห้งและมะเขือเทศกรอบ (17/20)
Amuse-boucheปิดท้ายด้วย Puffed Potato สอดไส้ Harissa รสเปรี้ยว (17/20)
รูปที่ 7
Amuse-boucheปิดท้ายด้วย Puffed Potato สอดไส้ Harissa รสเปรี้ยว (17/20)
Welcome Dish from The Chefหมึกชิ้นพอดีคำจับคู่มากับซีเรียลบิสกิต ด้านล่างคือครีมเลมอนและหอยลายช่วยกระตุ้นน้ำย่อยก่อนเข้าสู่จานหลัก (17/20)
รูปที่ 8
Welcome Dish from The Chefหมึกชิ้นพอดีคำจับคู่มากับซีเรียลบิสกิต ด้านล่างคือครีมเลมอนและหอยลายช่วยกระตุ้นน้ำย่อยก่อนเข้าสู่จานหลัก (17/20)
Breadทางร้านนำเสนอขนมปัง 3 อย่างคือ Sourdough, Multigrain และ Layered Haddock Bread จับคู่มากับ Slightly Salted Butter
รูปที่ 9
Breadทางร้านนำเสนอขนมปัง 3 อย่างคือ Sourdough, Multigrain และ Layered Haddock Bread จับคู่มากับ Slightly Salted Butter
Abalone Marinière from the Island of Groix with Persilladeหอยเป่าฮื้อจาก Île-de-Groix จี่มาเพียงเบา ๆ ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบ เชฟเสิร์ฟมากับอาร์ติโชคเผา รอบ ๆ คือซอสอีมัลชั่นที่เตรียมมาจากพาสลีย์ กระเทียม และแผ่นกรอบช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส (18/20)
รูปที่ 10
Abalone Marinière from the Island of Groix with Persilladeหอยเป่าฮื้อจาก Île-de-Groix จี่มาเพียงเบา ๆ ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบ เชฟเสิร์ฟมากับอาร์ติโชคเผา รอบ ๆ คือซอสอีมัลชั่นที่เตรียมมาจากพาสลีย์ กระเทียม และแผ่นกรอบช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส (18/20)
Grilled Red Mullet and Fennel, Dressing with Sardine Juiceปลา Red Mullet เสิร์ฟมาชิ้นโตท็อปด้านบนด้วยชิ้นปลาซาดีนให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันอย่างลงตัว ข้าง ๆ กันคือเฟนเนลที่หมักใน Anise จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus เข้มข้นที่เตรียมขึ้นมาจากปลาซาร์ดีนและน้ำส้มบัลซามิคลงไปในจาน (17/20)
รูปที่ 11
Grilled Red Mullet and Fennel, Dressing with Sardine Juiceปลา Red Mullet เสิร์ฟมาชิ้นโตท็อปด้านบนด้วยชิ้นปลาซาดีนให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันอย่างลงตัว ข้าง ๆ กันคือเฟนเนลที่หมักใน Anise จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus เข้มข้นที่เตรียมขึ้นมาจากปลาซาร์ดีนและน้ำส้มบัลซามิคลงไปในจาน (17/20)
Turbot, Celery, Vierge Feuille, Shallots and Walnutsหนึ่งในเมนู Signature Dish ประจำร้านคือปลาเทอร์บอทเผาเสิร์ฟมากับ Purée เซเลอรี่ให้ความครีมมี่และรสหวาน ไฮไลท์คือ Vierge Feuille ที่ประกอบไปด้วยเซเลอรี่เผา น้ำมันเซเลอรี่ ฮอร์ชแรดิช นอกจากนี้ยังมีถั่ววอลนัทสร้างความกรอบได้อีกด้วย (17/20)
รูปที่ 12
Turbot, Celery, Vierge Feuille, Shallots and Walnutsหนึ่งในเมนู Signature Dish ประจำร้านคือปลาเทอร์บอทเผาเสิร์ฟมากับ Purée เซเลอรี่ให้ความครีมมี่และรสหวาน ไฮไลท์คือ Vierge Feuille ที่ประกอบไปด้วยเซเลอรี่เผา น้ำมันเซเลอรี่ ฮอร์ชแรดิช นอกจากนี้ยังมีถั่ววอลนัทสร้างความกรอบได้อีกด้วย (17/20)
Piece of veal, Braised « ris » of Veal, Heart of lettuce and Juice with Anchovy butterเนื้อลูกวัวย่างเสิร์ฟมากับใจของผักกาดที่ผ่านการดองในน้ำส้มสายชูนาน 24 ชั่วโมงในรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ อันแสนจะกลมกล่อม (17/20)
รูปที่ 13
Piece of veal, Braised « ris » of Veal, Heart of lettuce and Juice with Anchovy butterเนื้อลูกวัวย่างเสิร์ฟมากับใจของผักกาดที่ผ่านการดองในน้ำส้มสายชูนาน 24 ชั่วโมงในรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ อันแสนจะกลมกล่อม (17/20)
Piece of veal, Braised « ris » of Veal, Heart of lettuce and Juice with Anchovy butterข้าง ๆ กันคือ Sweetbread หรือต่อมไร้ท่อของลูกวัว ยังมีเค้กที่เสิร์ฟมากับหัวหอมผัดและ Sweetbread จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากลูกวัวและปลาซาร์ดีนอีกเล็กน้อยลงไปด้วย (17/20)
รูปที่ 14
Piece of veal, Braised « ris » of Veal, Heart of lettuce and Juice with Anchovy butterข้าง ๆ กันคือ Sweetbread หรือต่อมไร้ท่อของลูกวัว ยังมีเค้กที่เสิร์ฟมากับหัวหอมผัดและ Sweetbread จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากลูกวัวและปลาซาร์ดีนอีกเล็กน้อยลงไปด้วย (17/20)
Pre-dessertล้างปากด้วยชิ้นมะเดื่อฝรั่งเสิร์ฟมากับน้ำเลมอน ตรงกลางคือซอร์เบท์มะเดื่อฝรั่ง ข้าวพองกรอบ และแผ่นแครกเกอร์
รูปที่ 15
Pre-dessertล้างปากด้วยชิ้นมะเดื่อฝรั่งเสิร์ฟมากับน้ำเลมอน ตรงกลางคือซอร์เบท์มะเดื่อฝรั่ง ข้าวพองกรอบ และแผ่นแครกเกอร์
Craquant ”Viennais“ with Tahitian Vanillaขนมหวานจานแรกคือแครกเกอร์อัลมอนด์เสิร์ฟมากับครีมวานิลลาจากตาฮิติ ด้านบนคือถั่วอัลมอนด์คั่วและชิ้นลูกกวาดที่บรรจุน้ำใส ๆ ซึ่งก็คือน้ำมันอัลมอนด์ที่ใส่กลิ่นของวานิลลาลงไปด้วย ข้าง ๆ กันคือไอศกรีมวานิลลาและเจล Amaretto นั่นเอง (18/20)
รูปที่ 16
Craquant ”Viennais“ with Tahitian Vanillaขนมหวานจานแรกคือแครกเกอร์อัลมอนด์เสิร์ฟมากับครีมวานิลลาจากตาฮิติ ด้านบนคือถั่วอัลมอนด์คั่วและชิ้นลูกกวาดที่บรรจุน้ำใส ๆ ซึ่งก็คือน้ำมันอัลมอนด์ที่ใส่กลิ่นของวานิลลาลงไปด้วย ข้าง ๆ กันคือไอศกรีมวานิลลาและเจล Amaretto นั่นเอง (18/20)
Buckwheat Sablé with local lemon and black wheat pralineSablé กรอบ ๆ ที่เตรียมมาจากบัควีทจับคู่กับความเปรี้ยวของครีมเลมอนท้องถิ่น รอบ ๆ คือซอสคาราเมบที่ใส่รสชาติของเบมอนลงไปด้วย ส่วนจานข้าง ๆ กันคือโฟมบัควีทและซอร์เบท์เลมอน (17/20)
รูปที่ 17
Buckwheat Sablé with local lemon and black wheat pralineSablé กรอบ ๆ ที่เตรียมมาจากบัควีทจับคู่กับความเปรี้ยวของครีมเลมอนท้องถิ่น รอบ ๆ คือซอสคาราเมบที่ใส่รสชาติของเบมอนลงไปด้วย ส่วนจานข้าง ๆ กันคือโฟมบัควีทและซอร์เบท์เลมอน (17/20)
Mignardisesปิดท้ายด้วย Frozen Meringue เสิร์ฟมากับซอร์เบท์สับปะรดและเสาวรส ถัดมาคือช็อกโกแลตทรัฟเฟิลสอดไส้พราลีนแบล็คเลมอน ชิ้นทาร์ตจิ๋วคือแอปเปิ้ลเชื่อมและครีมวานิลลา จบด้วย Madeleine ที่มีความหวานของน้ำผึ้ง
รูปที่ 18
Mignardisesปิดท้ายด้วย Frozen Meringue เสิร์ฟมากับซอร์เบท์สับปะรดและเสาวรส ถัดมาคือช็อกโกแลตทรัฟเฟิลสอดไส้พราลีนแบล็คเลมอน ชิ้นทาร์ตจิ๋วคือแอปเปิ้ลเชื่อมและครีมวานิลลา จบด้วย Madeleine ที่มีความหวานของน้ำผึ้ง
ของฝากกลับบ้าน
รูปที่ 19
ของฝากกลับบ้าน
จับคู่ไวน์ขาวเข้ากันกับบรรยากาศสุดชิล
รูปที่ 20
จับคู่ไวน์ขาวเข้ากันกับบรรยากาศสุดชิล
💰 ราคา 724 €/4 p
รูปที่ 21
💰 ราคา 724 €/4 p
🎗️ [THE CHEF] Bruno Oger เกิดในแถบ Morbihan ของแคว้น Brittany เขาเริ่มมีแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟตั้งแต่มีอายุเพัยง 12 ปีและตั้งความฝันว่าอยากเป็นเชฟในห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars หลังจากจบการศึกษาและกลายมาเป็นเชฟมืออาชีพอย่างเต็มตัวเขาได้ร่วมงานกับเชฟ Georges Blanc ที่ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Vonnas ก่อนที่เชฟ Georges Blanc จะเป็นผู้แนะนำให้เขาเดินทางข้ามทวีปมารับงานเป็น Executive Chef ให้กับหนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงที่สุดในทวีปเอเชียอย่าง Le Normandie ของโรงแรม Oriental Bangkok (ปัจจุบันคือโรงแรม Mandarin Oriental, Bangkok ที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง) ในช่วงปี 1990-1994 จนกระทั่งตัวเชฟเองยังสื่อสารภาษาไทยได้เล็กน้อยอีกด้วย หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร La Villa des Lys และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1997 เขายังได้คะแนนจาก Gault&Millau สูงถึง 18/20 และตำแหน่ง Chef of The Year ในปี 2000 และเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Bruno Oger ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นที่ Le Cannet ทางตอนเหนือของ Cannes และสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ทันทีภายใน 10 เดือนที่เปิดทำการ เขายังมีห้องอาหารข้าง ๆ กันอีกหนึ่งแห่งคือ Bistrot des Anges ซึ่งก็คว้ารางวัล 😋 Bib Gourmand มาครองได้เช่นกัน
รูปที่ 22
🎗️ [THE CHEF] Bruno Oger เกิดในแถบ Morbihan ของแคว้น Brittany เขาเริ่มมีแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟตั้งแต่มีอายุเพัยง 12 ปีและตั้งความฝันว่าอยากเป็นเชฟในห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars หลังจากจบการศึกษาและกลายมาเป็นเชฟมืออาชีพอย่างเต็มตัวเขาได้ร่วมงานกับเชฟ Georges Blanc ที่ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Vonnas ก่อนที่เชฟ Georges Blanc จะเป็นผู้แนะนำให้เขาเดินทางข้ามทวีปมารับงานเป็น Executive Chef ให้กับหนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงที่สุดในทวีปเอเชียอย่าง Le Normandie ของโรงแรม Oriental Bangkok (ปัจจุบันคือโรงแรม Mandarin Oriental, Bangkok ที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง) ในช่วงปี 1990-1994 จนกระทั่งตัวเชฟเองยังสื่อสารภาษาไทยได้เล็กน้อยอีกด้วย หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร La Villa des Lys และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1997 เขายังได้คะแนนจาก Gault&Millau สูงถึง 18/20 และตำแหน่ง Chef of The Year ในปี 2000 และเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Bruno Oger ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นที่ Le Cannet ทางตอนเหนือของ Cannes และสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ทันทีภายใน 10 เดือนที่เปิดทำการ เขายังมีห้องอาหารข้าง ๆ กันอีกหนึ่งแห่งคือ Bistrot des Anges ซึ่งก็คว้ารางวัล 😋 Bib Gourmand มาครองได้เช่นกัน
🎗️ [THE FOOD] ด้วยความที่เชฟเกิดในแถบ Brittany ทำให้เขาเลือกเสิร์ฟวัตถุดิบจากท้องทะเลผสมผสานเข้ากันกับรสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นของ Fremch Riviera ออกมาได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกชิมเซ็ตเมนูที่ชื่อว่า Discovery Lunch (115 €) จำนวน 3 คอร์สจัดเสิร์ฟมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันศุกร์-เสาร์โดยมีจุดเด่นในเรื่องของความคุ้มค่า ถัดมาคือ Table des Anges (250 €) นำเสนอมาจำนวน 5 คอร์สทั้งในช่วงมื้อกลางวันและเย็น สุดท้ายคือ L'inspiration de l'Archange (370 €) เสิร์ฟมาจำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีการจับคู่ไวน์หนือไวน์แบบขวดในราคาที่จับต้องได้
รูปที่ 23
🎗️ [THE FOOD] ด้วยความที่เชฟเกิดในแถบ Brittany ทำให้เขาเลือกเสิร์ฟวัตถุดิบจากท้องทะเลผสมผสานเข้ากันกับรสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นของ Fremch Riviera ออกมาได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกชิมเซ็ตเมนูที่ชื่อว่า Discovery Lunch (115 €) จำนวน 3 คอร์สจัดเสิร์ฟมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันศุกร์-เสาร์โดยมีจุดเด่นในเรื่องของความคุ้มค่า ถัดมาคือ Table des Anges (250 €) นำเสนอมาจำนวน 5 คอร์สทั้งในช่วงมื้อกลางวันและเย็น สุดท้ายคือ L'inspiration de l'Archange (370 €) เสิร์ฟมาจำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีการจับคู่ไวน์หนือไวน์แบบขวดในราคาที่จับต้องได้
🎗️ [THE PLACE] ใครที่จะเดินทางมายัง La Villa Archange ให้ตั้งต้นจากเมือง Nice หรือ Cannes ตัวร้านตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่สไตล์ Provençal ที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นในช่วงยุคศตวรรษที่ 18 เพื่อน ๆ สามารถสังเกตเห็นคอร์ทยาร์ดที่เชฟใช้จัดเสิร์ฟอาหารในช่วงมื้อกลางวันสร้างบรรยากาศที่แคชวลและมีชีวิตชีวาภายใต้ร่มเงาของต้นไม้เก่าแก่อายุนับร้อยปี ภายในห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งให้แลดูอบอุ่นและสงบ เราสามารถรับรู้ได้ถึงความมินิมอลที่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราจากโคมระย้าที่ห้อยลงมาแลดูเข้ากันกับพื้นไม้ นอกจากนี้รูปวาดบนผนังยังช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่โดยรวมอีกด้วย
รูปที่ 24
🎗️ [THE PLACE] ใครที่จะเดินทางมายัง La Villa Archange ให้ตั้งต้นจากเมือง Nice หรือ Cannes ตัวร้านตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่สไตล์ Provençal ที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นในช่วงยุคศตวรรษที่ 18 เพื่อน ๆ สามารถสังเกตเห็นคอร์ทยาร์ดที่เชฟใช้จัดเสิร์ฟอาหารในช่วงมื้อกลางวันสร้างบรรยากาศที่แคชวลและมีชีวิตชีวาภายใต้ร่มเงาของต้นไม้เก่าแก่อายุนับร้อยปี ภายในห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งให้แลดูอบอุ่นและสงบ เราสามารถรับรู้ได้ถึงความมินิมอลที่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราจากโคมระย้าที่ห้อยลงมาแลดูเข้ากันกับพื้นไม้ นอกจากนี้รูปวาดบนผนังยังช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่โดยรวมอีกด้วย
พื้นที่ด้านหน้าเป็นห้องอาหาร Bistrot des Anges (😋 Bib Gourmand)
รูปที่ 25
พื้นที่ด้านหน้าเป็นห้องอาหาร Bistrot des Anges (😋 Bib Gourmand)
บริเวณทางเข้าร้าน
รูปที่ 26
บริเวณทางเข้าร้าน
รางวัลต่าง ๆ
รูปที่ 27
รางวัลต่าง ๆ
🎗️ [WHY GO] La Villa Archange เป็นร้านอาหารที่ผสมผสานเสน่ห์ของวิลลาสไตล์โพรวองซ์เข้ากับความหรูหราของร้านอาหารระดับโลก อาหารทุกจานมีรสชาติเข้าใจง่ายและยังคงไว้ซึ่งความซับซ้อนทางเทคนิคในแบบของห้องอาหารระดับสูง สำหรับใครที่มีโอกาสมาในช่วงกลางวันเราขอแนะนำ Discovery Lunch ซึ่งคุ้มค่ามากกว่าเซ็ตมื้อกลางคืนอย่างชัดเจน นอกจากนี้อย่าลืมบอกเชฟว่ามาจากประเทศไทยกันด้วยเพราะเชฟสามารถพูดภาษาไทยได้หลายคำจากการใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพนานถึง 4 ปีนั่นเอง
รูปที่ 28
🎗️ [WHY GO] La Villa Archange เป็นร้านอาหารที่ผสมผสานเสน่ห์ของวิลลาสไตล์โพรวองซ์เข้ากับความหรูหราของร้านอาหารระดับโลก อาหารทุกจานมีรสชาติเข้าใจง่ายและยังคงไว้ซึ่งความซับซ้อนทางเทคนิคในแบบของห้องอาหารระดับสูง สำหรับใครที่มีโอกาสมาในช่วงกลางวันเราขอแนะนำ Discovery Lunch ซึ่งคุ้มค่ามากกว่าเซ็ตมื้อกลางคืนอย่างชัดเจน นอกจากนี้อย่าลืมบอกเชฟว่ามาจากประเทศไทยกันด้วยเพราะเชฟสามารถพูดภาษาไทยได้หลายคำจากการใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพนานถึง 4 ปีนั่นเอง