
La Villa Archange · ลา วิลล่า อาร์ชองช์
Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — Rue de l'Ouest, 06110 Le Cannet, France
🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของสุดยอดเชฟที่เคยควบคุมร้าน Le Normandie ในกรุงเทพอยู่นานถึง 4 ปีก่อนที่เขาจะกลับไปสร้างชื่อเสียงจนคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stas มาครองได้สำเร็จ
🎗️ [THE PLACE] ใครที่จะเดินทางมายัง La Villa Archange ให้ตั้งต้นจากเมือง Nice หรือ Cannes ตัวร้านตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่สไตล์ Provençal ที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นในช่วงยุคศตวรรษที่ 18 พื้นที่ด้านหน้าเป็นห้องอาหาร Bistrot des Anges (😋 Bib Gourmand) ถัดเข้ามาเป็นคอร์ทยาร์ดที่เชฟใช้จัดเสิร์ฟอาหารในช่วงมื้อกลางวันสร้างบรรยากาศที่แคชวลและมีชีวิตชีวาภายใต้ร่มเงาของต้นไม้เก่าแก่อายุนับร้อยปี ภายในห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งให้แลดูอบอุ่นและสงบ เราสามารถรับรู้ได้ถึงความมินิมอลที่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราจากโคมระย้าที่ห้อยลงมาแลดูเข้ากันกับพื้นไม้ นอกจากนี้รูปวาดบนผนังยังช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่โดยรวมอีกด้วย
🎗️ [THE CHEF] Bruno Oger เกิดในแถบ Morbihan ของแคว้น Brittany เขาเริ่มมีแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟตั้งแต่มีอายุเพัยง 12 ปีและตั้งความฝันว่าอยากเป็นเชฟในห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars หลังจากจบการศึกษาและกลายมาเป็นเชฟมืออาชีพอย่างเต็มตัวเขาได้ร่วมงานกับเชฟ Georges Blanc ที่ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Vonnas ก่อนที่เชฟ Georges Blanc จะเป็นผู้แนะนำให้เขาเดินทางข้ามทวีปมารับงานเป็น Executive Chef ให้กับหนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงที่สุดในทวีปเอเชียอย่าง Le Normandie ของโรงแรม Oriental Bangkok (ปัจจุบันคือโรงแรม Mandarin Oriental, Bangkok ที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง) ในช่วงปี 1990-1994 จนกระทั่งตัวเชฟเองยังสื่อสารภาษาไทยได้เล็กน้อยอีกด้วย หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร La Villa des Lys และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1997 เขายังได้คะแนนจาก Gault&Millau สูงถึง 18/20 และตำแหน่ง Chef of The Year ในปี 2000 และเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Bruno Oger ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นที่ Le Cannet ทางตอนเหนือของ Cannes และสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ทันทีภายใน 10 เดือนที่เปิดทำการ เขายังมีห้องอาหารข้าง ๆ กันอีกหนึ่งแห่งคือ Bistrot des Anges ซึ่งก็คว้ารางวัล 😋 Bib Gourmand มาครองได้เช่นกัน
🎗️ [THE FOOD] ด้วยความที่เชฟเกิดในแถบ Brittany ทำให้เขาเลือกเสิร์ฟวัตถุดิบจากท้องทะเลผสมผสานเข้ากันกับรสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นของ Fremch Riviera ออกมาได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกชิมเซ็ตเมนูที่ชื่อว่า Discovery Lunch (115 €) จำนวน 3 คอร์สจัดเสิร์ฟมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันศุกร์-เสาร์โดยมีจุดเด่นในเรื่องของความคุ้มค่า ถัดมาคือ Table des Anges (250 €) นำเสนอมาจำนวน 5 คอร์สทั้งในช่วงมื้อกลางวันและเย็น สุดท้ายคือ L'inspiration de l'Archange (370 €) เสิร์ฟมาจำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีการจับคู่ไวน์หนือไวน์แบบขวดในราคาที่จับต้องได้ ส่วนจานที่เราประทับใจคือ
✨ Abalone Marinière from the Island of Groix with Persillade
หอยเป่าฮื้อจาก Île-de-Groix จี่มาเพียงเบา ๆ ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบ เชฟเสิร์ฟมากับอาร์ติโชคเผา รอบ ๆ คือซอสอีมัลชั่นที่เตรียมมาจากพาสลีย์ กระเทียม และแผ่นกรอบช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส (18/20)
✨ Piece of veal, Braised « ris » of Veal, Heart of lettuce and Juice with Anchovy butter
เนื้อลูกวัวย่างเสิร์ฟมากับใจของผักกาดที่ผ่านการดองในน้ำส้มสายชูนาน 24 ชั่วโมงในรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ อันแสนจะกลมกล่อม ข้าง ๆ กันคือ Sweetbread หรือต่อมไร้ท่อของลูกวัว ยังมีเค้กที่เสิร์ฟมากับหัวหอมผัดและ Sweetbread จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากลูกวัวและปลาซาร์ดีนอีกเล็กน้อยลงไปด้วย (17/20)
✨ Craquant ”Viennais“ with Tahitian Vanilla
ขนมหวานจานแรกคือแครกเกอร์อัลมอนด์เสิร์หมากับครีมวานิลลาจากตาฮิติ ด้านบนคือถั่วอัลมอนด์คั่วและชิ้นลูกกวาดที่บรรจุน้ำใส ๆ ซึ่งก็คือน้ำมันอัลมอนด์ที่ใส่กลิ่นของวานิลลาลงไปด้วย ข้าง ๆ กันคือไอศกรีมวานิลลาและเจล Amaretto นั่นเอง (18/20)
🎗️ [WHY GO] La Villa Archange เป็นร้านอาหารที่ผสมผสานเสน่ห์ของวิลลาสไตล์โพรวองซ์เข้ากับความหรูหราของร้านอาหารระดับโลก อาหารทุกจานมีรสชาติเข้าใจง่ายและยังคงไว้ซึ่งความซับซ้อนทางเทคนิคในแบบของห้องอาหารระดับสูง สำหรับใครที่มีโอกาสมาในช่วงกลางวันเราขอแนะนำ Discovery Lunch ซึ่งคุ้มค่ามากกว่าเซ็ตมื้อกลางคืนอย่างชัดเจน นอกจากนี้อย่าลืมบอกเชฟว่ามาจากประเทศไทยกันด้วยเพราะเชฟสามารถพูดภาษาไทยได้หลายคำจากการใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพนานถึง 4 ปีนั่นเอง
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 28 รูป

![🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของสุดยอดเชฟที่เคยควบคุมร้าน Le Normandie ในกรุงเทพอยู่นานถึง 4 ปีก่อนที่เขาจะกลับไปสร้างชื่อเสียงจนคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stas มาครองได้สำเร็จ](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/01/474037578_1153995906383961_3569057311341981290_n.webp)



















![🎗️ [THE CHEF] Bruno Oger เกิดในแถบ Morbihan ของแคว้น Brittany เขาเริ่มมีแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟตั้งแต่มีอายุเพัยง 12 ปีและตั้งความฝันว่าอยากเป็นเชฟในห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars หลังจากจบการศึกษาและกลายมาเป็นเชฟมืออาชีพอย่างเต็มตัวเขาได้ร่วมงานกับเชฟ Georges Blanc ที่ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Vonnas ก่อนที่เชฟ Georges Blanc จะเป็นผู้แนะนำให้เขาเดินทางข้ามทวีปมารับงานเป็น Executive Chef ให้กับหนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงที่สุดในทวีปเอเชียอย่าง Le Normandie ของโรงแรม Oriental Bangkok (ปัจจุบันคือโรงแรม Mandarin Oriental, Bangkok ที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง) ในช่วงปี 1990-1994 จนกระทั่งตัวเชฟเองยังสื่อสารภาษาไทยได้เล็กน้อยอีกด้วย หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร La Villa des Lys และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1997 เขายังได้คะแนนจาก Gault&Millau สูงถึง 18/20 และตำแหน่ง Chef of The Year ในปี 2000 และเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Bruno Oger ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นที่ Le Cannet ทางตอนเหนือของ Cannes และสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ทันทีภายใน 10 เดือนที่เปิดทำการ เขายังมีห้องอาหารข้าง ๆ กันอีกหนึ่งแห่งคือ Bistrot des Anges ซึ่งก็คว้ารางวัล 😋 Bib Gourmand มาครองได้เช่นกัน](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/01/473728033_1153996556383896_3909232285376072336_n.webp)
![🎗️ [THE FOOD] ด้วยความที่เชฟเกิดในแถบ Brittany ทำให้เขาเลือกเสิร์ฟวัตถุดิบจากท้องทะเลผสมผสานเข้ากันกับรสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นของ Fremch Riviera ออกมาได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกชิมเซ็ตเมนูที่ชื่อว่า Discovery Lunch (115 €) จำนวน 3 คอร์สจัดเสิร์ฟมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันศุกร์-เสาร์โดยมีจุดเด่นในเรื่องของความคุ้มค่า ถัดมาคือ Table des Anges (250 €) นำเสนอมาจำนวน 5 คอร์สทั้งในช่วงมื้อกลางวันและเย็น สุดท้ายคือ L'inspiration de l'Archange (370 €) เสิร์ฟมาจำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีการจับคู่ไวน์หนือไวน์แบบขวดในราคาที่จับต้องได้](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/01/473646150_1153996389717246_928496863885081653_n.webp)
![🎗️ [THE PLACE] ใครที่จะเดินทางมายัง La Villa Archange ให้ตั้งต้นจากเมือง Nice หรือ Cannes ตัวร้านตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่สไตล์ Provençal ที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นในช่วงยุคศตวรรษที่ 18 เพื่อน ๆ สามารถสังเกตเห็นคอร์ทยาร์ดที่เชฟใช้จัดเสิร์ฟอาหารในช่วงมื้อกลางวันสร้างบรรยากาศที่แคชวลและมีชีวิตชีวาภายใต้ร่มเงาของต้นไม้เก่าแก่อายุนับร้อยปี ภายในห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งให้แลดูอบอุ่นและสงบ เราสามารถรับรู้ได้ถึงความมินิมอลที่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราจากโคมระย้าที่ห้อยลงมาแลดูเข้ากันกับพื้นไม้ นอกจากนี้รูปวาดบนผนังยังช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่โดยรวมอีกด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/01/473756212_1153996646383887_4015046323001570206_n.webp)



![🎗️ [WHY GO] La Villa Archange เป็นร้านอาหารที่ผสมผสานเสน่ห์ของวิลลาสไตล์โพรวองซ์เข้ากับความหรูหราของร้านอาหารระดับโลก อาหารทุกจานมีรสชาติเข้าใจง่ายและยังคงไว้ซึ่งความซับซ้อนทางเทคนิคในแบบของห้องอาหารระดับสูง สำหรับใครที่มีโอกาสมาในช่วงกลางวันเราขอแนะนำ Discovery Lunch ซึ่งคุ้มค่ามากกว่าเซ็ตมื้อกลางคืนอย่างชัดเจน นอกจากนี้อย่าลืมบอกเชฟว่ามาจากประเทศไทยกันด้วยเพราะเชฟสามารถพูดภาษาไทยได้หลายคำจากการใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพนานถึง 4 ปีนั่นเอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/01/473622876_1153996323050586_2574674419013060015_n.webp)
