GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
La Table des Frères Ibarboure
1 MICHELIN Star

FranceLa Table des Frères Ibarboure · ลา ตาเบล เดส เฟรอ อิบาบูร์

Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — Chemin Ttalienea, Bidart, 64210, France

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาไปพบกับห้องอาหารเล็ก ๆ ในภูมิภาค Basque Country ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสที่สืบต่อกิจการจากรุ่นสู่รุ่นและถือครองรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มานานถึง 28 ปี

🎗 [THE PLACE] Les Frères Ibarboure เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ราว ๆ ปี 1970s ตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Bidart เหมาะสำหรับใช้เป็นจุดแวะพักสำหรับผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองยอดนิยมใน Basque Country อย่าง Saint-Jean-de-Luz, Biarritz และ Bayonne ตัวอาคารทั้ง 2 ออกแบบในสไตล์ Neo-Basque ฝั่งหนึ่งประกอบไปด้วยห้องพักทั้ง 13 ห้องตกแต่งอย่างหรูหราและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือห้องอาหาร La Table des Frères Ibarboure ที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้นั่นเอง มื้ออาหารหลักมักเริ่มต้นที่พื้นที่เอ้าท์ดอร์ซึ่งจะจัดเสิร์ฟเครื่องดื่มและของว่างเพื่อเรียกน้ำย่อย ห้องรับประทานอาหารหลักแบ่งออกเป็นสองฝั่งและตกแต่งให้มีบรรยากาศแบบแคชวลไม่เป็นทางการจนเกินไป เราขอแนะนำให้ขอจองโต๊ะริมหน้าต่างซึ่งมองออกไปเห็นสวนสีเขียวดูร่มรื่นตา

🎗 [THE CHEF] ผู้สืบทอดกิจการรุ่นที่ 3 คือสองพี่น้องนามว่า Xabi และ Patrice Ibarboure โดยพี่ชายคนโตอย่างเชฟ Xabi นั้นรับผิดชอบเกี่ยวกับอาหารคาว ตัวเขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Biarritz ก่อนจะออกเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งอย่างเช่น Les Frères Pourcel ใน Montpellier, La Côte Saint Jacques ใน Joigny (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) และ Le Meurice ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Yannick Alleno (3 MICHELIN Stars) ก่อนจะเดินทางกลับมายัง Les Frères Ibarboure - Table et Hostellerie ในปี 2008 เพื่อช่วยงานคุณพ่อคือเชฟ Philippe Ibarboure ก่อนจะควบคุมงานครัวทั้งหมดในปี 2012 ส่วนน้องชายอย่างเชฟ Patrice Ibarboure นั้นรับผิดชอบเกี่ยวกับอาหารหวานโดยตัวเขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Biarritz ก่อนจะเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณืกับเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่น Pierre Gagnaire, Jérôme Chaucesse และ Daniel Boulud ก่อนจะเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเพื่อร่วมงานกับพี่ชายในปี 2013 ทั้งยังได้รับการยอมรับในวงกว้างสังเกตได้จากรางวัลส่วนตัวมากมายทั้ง Le Prix Tholonist ในปี 2017, Meilleurs Ouvriers de France ในปี 2018 รวมไปถึงรางวัล Passion Dessert ที่ MICHELIN Guide มอบให้กับห้องอาหาร La Table des Frères Ibarboure อีกด้วย

🎗 [THE FOOD] เชฟ Xabi Ibarboure นำเสนออาหารในรูปแบบโมเดิร์นโดยอาศัยวัตถุดิบจากท้องทะเลและสมุนไพรต่าง ๆ จากสวนของทางร้านเองโดยตรง อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไฮไลท์ของมื้อนี้อยู่ที่อาหารหวานซึ่งรังสรรค์โดยเชฟ Patrice Ibarboure ให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ทั้งหลากหลายและซับซ้อนในจานเดียว ทีม Sommelier ได้คัดสรรค์ไวน์จำนวนมากกว่า 14,000 ขวดนำเสนอมาในราคาที่เหมาะสม สำหรับใครที่มองหาความคุ้มค่าเราขอแนะนำให้แวะมาในช่วงกลางวัน (ไม่รวมวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เพื่อลิ้มลอง Le Menu Coup de Cœur (61 €) นำเสนอมาจำนวน 3 คอร์ส ถัดมาคือ Le Menu Emotion (110 €, with wine pairing 162 €) นำเสนอมาที่จำนวน 4 คอร์สโดยสองเมนูข้างต้นนี้ลูกค้าแต่ละคนสามารถเลือกอาหารจานหลักแตกต่างกันได้อีกด้วย หรือจะเป็นเซ็ตเมนูชุดใหญ่อย่าง Le Menu Dégustation (150 €, with wine pairing 226 €) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ ส่วนจานที่โดดเด่นมาในค่ำคืนนี้อย่างเช่น

✨ Meeting between our herb garden and Jean Luc Garbage's vegetables,

tomato water flavored with thyme oil, flowers picking.

อาหารจานแรกในคอร์สคือการผสมผสานกันของสมุนไพรนานาชนิดจากสวนของทางร้านเข้ากับผักจากฟาร์มของคุณ Jean Luc Garbage ทุกอย่างให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันออกไป องค์ประกอบสีแดงรอบ ๆ คือแยมที่เตรียมมาจากพริกหวาน Espalette ซอสสีเขียวคือ Pesto นอกจากนี้ยังมีโยเกิร์ตและถั่ว Tonka Bean เชฟตกแต่งด้วยดอก Capucine รับประทานได้ จากนั้นที่โต๊ะพนักงานจะเทราดน้ำมะเขือเทศที่ให้ความสดชื่นและอุมามิโดยมีกลิ่นหอมของน้ำมันไทม์ลงไปด้วย (16/20)

✨ Foie gras from Les Landes,

chanterelles fricassee, Perigueux sauce, light mushrooms emulsion.

ห้ามพลาดสุดยอดเมนูที่นำเสนอวัตถุดิบระดับโลกของจังหวัด Landes นั่นก็คือฟัวกราส์ที่มีความหอม มัน ครีมมี่ เข้ากันได้กับ Fricassee หรือสตูว์เห็ด Chanterelle ได้อย่างไร้ที่ติ ข้างบนคลุมด้วยแผ่น Veil สีน้ำตาลเข้มที่เตรียมมาจากเห็ด Chanterelle รอบ ๆ คือโฟมเห็ดนุ่ม เบา เข้ากันดีกับ Perigueux ซอสที่ขึ้นมาจาก Veal Jus และ Black Truffle ให้รสชาติและกลิ่นที่เข้มข้น (17/20)

✨ Mendionde strawberry,

fennel seeds shortbread, light orange blossom ganache.

ปิดท้ายด้วยของหวานจานหลักคือสตรอว์เบอร์รี่จากเมือง Mendionde นำเสนอมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสให้ความหอมและรสชาติที่เปรั้ยวหวานลงตัว เชฟเสริมด้วยกานาซที่เตรียมมาจากดอกส้มและขนมปังช็อทเบรดที่เตรียมมาจากเมล็ดเฟนเนล (18/20)

🎗 [WHY GO] โดยรวมแล้ว La Table des Frères Ibarboure เป็นอีกหนึ่งห้องอาหารที่โดดเด่นมาก ๆ ในภูมิภาคนี้ เซ็ตขนาดกลางอย่าง Menu Emotion ซึ่งจับคู่กับ Wine Pairing ดูจะมีราคาคุ้มค่าที่สุด พนักงานให้บริการล่าช้าไปบ้างในช่วงเวลาที่ลูกค้าแน่นร้าน อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำให้เลือกจองโรงแรมสักคืนเพื่อซึมซับบรรยากาศและความสดชื่นของ Basque Country ทั้งในช่วงเช้าและยามพลบค่ำ

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 39 รูป

🇫🇷 La Table des Frères Ibarboure - ลา ตาเบล เดส เฟรอ อิบาบูร์ 🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน 🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ 🏵️🏵️🏵️🏵️ 17/20 Gault&Millau - 17/20 โก&มีโย 🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น 👨🏻‍🍳 Chef Xabi & Patrice Ibarboune - เชฟชาบี & ปาทรีส อิบาบูร์
รูปที่ 1
🇫🇷 La Table des Frères Ibarboure - ลา ตาเบล เดส เฟรอ อิบาบูร์ 🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน 🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ 🏵️🏵️🏵️🏵️ 17/20 Gault&Millau - 17/20 โก&มีโย 🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น 👨🏻‍🍳 Chef Xabi & Patrice Ibarboune - เชฟชาบี & ปาทรีส อิบาบูร์
Prélude, between land and ocean. เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างคำเล็ก ๆ ที่เชฟตั้งใจสื่อถึงการเชื่อมพื้นดินกับท้องทะเลเข้าด้วยกัน อย่างแรกคือเนื้อกุ้งหอม ๆ พันห่อมาในขนาดพอดีคำ เชฟเพิ่มเติมความสดชื่นด้วยอโรมาของมิ้นต์ (16/20) Prélude, between land and ocean. นอกจากนี้ยังมีทาร์ตเช็ตขนาดจิ๋วที่บรรจุเนื้อปลาแมคเคอเรลและกลิ่นอายของสาหร่ายและท้องทะเลเอาไว้ด้วย (16/20)
รูปที่ 2
Prélude, between land and ocean. เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างคำเล็ก ๆ ที่เชฟตั้งใจสื่อถึงการเชื่อมพื้นดินกับท้องทะเลเข้าด้วยกัน อย่างแรกคือเนื้อกุ้งหอม ๆ พันห่อมาในขนาดพอดีคำ เชฟเพิ่มเติมความสดชื่นด้วยอโรมาของมิ้นต์ (16/20) Prélude, between land and ocean. นอกจากนี้ยังมีทาร์ตเช็ตขนาดจิ๋วที่บรรจุเนื้อปลาแมคเคอเรลและกลิ่นอายของสาหร่ายและท้องทะเลเอาไว้ด้วย (16/20)
Prélude, between land and ocean. ฟัวกราส์ของเมือง Landes เนื้อสัมผัสเนียนละมุนล้อมรอบด้วยเจลลี่ที่เตรียมมาจากน้ำตาล Muscovado เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยขนมปังกรอบ (16/20)
รูปที่ 3
Prélude, between land and ocean. ฟัวกราส์ของเมือง Landes เนื้อสัมผัสเนียนละมุนล้อมรอบด้วยเจลลี่ที่เตรียมมาจากน้ำตาล Muscovado เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยขนมปังกรอบ (16/20)
Prélude, between land and ocean. ในช้อนคือถั่ว Petit Pois ให้รสชาติหวานนิด ๆ จากธรรมชาติเสริมด้วยอโรมาของมะกรูดและใบมิ้นต์ (16/20)
รูปที่ 4
Prélude, between land and ocean. ในช้อนคือถั่ว Petit Pois ให้รสชาติหวานนิด ๆ จากธรรมชาติเสริมด้วยอโรมาของมะกรูดและใบมิ้นต์ (16/20)
Prélude, between land and ocean. จบด้วยองค์ประกอบของแตงกวาผสมผสานกันกับความหอมของดอกไม้ได้อย่างลงตัว (16/20)
รูปที่ 5
Prélude, between land and ocean. จบด้วยองค์ประกอบของแตงกวาผสมผสานกันกับความหอมของดอกไม้ได้อย่างลงตัว (16/20)
Bread สำหรับขนมปังในมื้อนี้ประกอบไปด้วย Corn Bread และ Brown Bread
รูปที่ 6
Bread สำหรับขนมปังในมื้อนี้ประกอบไปด้วย Corn Bread และ Brown Bread
Meeting between our herb garden and Jean Luc Garbage's vegetables, tomato water flavored with thyme oil, flowers picking. อาหารจานแรกในคอร์สคือการผสมผสานกันของสมุนไพรนานาชนิดจากสวนของทางร้านเข้ากับผักจากฟาร์มของคุณ Jean Luc Garbage ทุกอย่างให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันออกไป องค์ประกอบสีแดงรอบ ๆ คือแยมที่เตรียมมาจากพริกหวาน Espalette ซอสสีเขียวคือ Pesto นอกจากนี้ยังมีโยเกิร์ตและถั่ว Tonka Bean เชฟตกแต่งด้วยดอก Capucine รับประทานได้ จากนั้นที่โต๊ะพนักงานจะเทราดน้ำมะเขือเทศที่ให้ความสดชื่นและอุมามิโดยมีกลิ่นหอมของน้ำมันไทม์ลงไปด้วยนั่นเอง (16/20)
รูปที่ 7
Meeting between our herb garden and Jean Luc Garbage's vegetables, tomato water flavored with thyme oil, flowers picking. อาหารจานแรกในคอร์สคือการผสมผสานกันของสมุนไพรนานาชนิดจากสวนของทางร้านเข้ากับผักจากฟาร์มของคุณ Jean Luc Garbage ทุกอย่างให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันออกไป องค์ประกอบสีแดงรอบ ๆ คือแยมที่เตรียมมาจากพริกหวาน Espalette ซอสสีเขียวคือ Pesto นอกจากนี้ยังมีโยเกิร์ตและถั่ว Tonka Bean เชฟตกแต่งด้วยดอก Capucine รับประทานได้ จากนั้นที่โต๊ะพนักงานจะเทราดน้ำมะเขือเทศที่ให้ความสดชื่นและอุมามิโดยมีกลิ่นหอมของน้ำมันไทม์ลงไปด้วยนั่นเอง (16/20)
Foie gras from Les Landes, chanterelles fricassee, Perigueux sauce, light mushrooms emulsion. ห้ามพลาดสุดยอดเมนูที่นำเสนอวัตถุดิบระดับโลกของจังหวัด Landes นั่นก็คือฟัวกราส์ที่มีความหอม มัน ครีมมี่ เข้ากันได้กับ Fricassee หรือสตูว์เห็ด Chanterelle ได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
รูปที่ 8
Foie gras from Les Landes, chanterelles fricassee, Perigueux sauce, light mushrooms emulsion. ห้ามพลาดสุดยอดเมนูที่นำเสนอวัตถุดิบระดับโลกของจังหวัด Landes นั่นก็คือฟัวกราส์ที่มีความหอม มัน ครีมมี่ เข้ากันได้กับ Fricassee หรือสตูว์เห็ด Chanterelle ได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
Foie gras from Les Landes, chanterelles fricassee, Perigueux sauce, light mushrooms emulsion. ข้างบนคลุมด้วยแผ่น Veil สีน้ำตาลเข้มที่เตรียมมาจากเห็ด Chanterelle รอบ ๆ คือโฟมเห็ดนุ่ม เบา เข้ากันดีกับ Perigueux ซอสที่ขึ้นมาจาก Veal Jus และ Black Truffle ให้รสชาติและกลิ่นที่เข้มข้น (17/20)
รูปที่ 9
Foie gras from Les Landes, chanterelles fricassee, Perigueux sauce, light mushrooms emulsion. ข้างบนคลุมด้วยแผ่น Veil สีน้ำตาลเข้มที่เตรียมมาจากเห็ด Chanterelle รอบ ๆ คือโฟมเห็ดนุ่ม เบา เข้ากันดีกับ Perigueux ซอสที่ขึ้นมาจาก Veal Jus และ Black Truffle ให้รสชาติและกลิ่นที่เข้มข้น (17/20)
Locally caught cod, iodized condiment, spinach with seaweed butter, juice seasoned with Sumac and pastis, return of marine pickings. เมนูจานปลาในที่นี่คือปลาค็อดท้องถิ่นปรุงสุกพอดี นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายที่ปรุงสุกในเนยสาหร่าย ซอสสีเขียวรอบ ๆเตรียมมาจากเฟนเนลกรอบ ส่วนซอสมายองเนสสีขาวเตรียมมาจากหอยนางรมให้อโรมาของทะเล ซอสรอบ ๆ คือ Fumet หรือน้ำสต๊อกปลาที่ใส่เหล้า Pastis และเครื่งอเทศ Sumac ลงไปด้วย แผ่นกรอบด้านบนก็ยังทำมาจาก Sumac อีกเช่นกัน (15/20)
รูปที่ 10
Locally caught cod, iodized condiment, spinach with seaweed butter, juice seasoned with Sumac and pastis, return of marine pickings. เมนูจานปลาในที่นี่คือปลาค็อดท้องถิ่นปรุงสุกพอดี นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายที่ปรุงสุกในเนยสาหร่าย ซอสสีเขียวรอบ ๆเตรียมมาจากเฟนเนลกรอบ ส่วนซอสมายองเนสสีขาวเตรียมมาจากหอยนางรมให้อโรมาของทะเล ซอสรอบ ๆ คือ Fumet หรือน้ำสต๊อกปลาที่ใส่เหล้า Pastis และเครื่งอเทศ Sumac ลงไปด้วย แผ่นกรอบด้านบนก็ยังทำมาจาก Sumac อีกเช่นกัน (15/20)
Squab from the Dublanc farm in hop crumbs, barberry chutney, braised red endives with garden savory, Bruel brown beer jus. เนื้อลูกพิราบจากฟาร์มในเมือง Dublanc เชฟเสิร์ฟส่วนอกท็อปด้วยครัมบ์ของขนมปังฮ็อป ข้างกันคือส่วนขาสอดไส้ด้วยหัวกราส์และเครื่องในนก ส่วนผักต่าง ๆ ได้มาจากสวนของทางร้านอย่างเช่นอ็องดีฟ บีทรูท และผงชบา สุดท้ายคือซอส Jus จากนกพิราบที่ใส่บราวน์เบียร์ลงไปด้วยแต่งแต้มด้วยชัทนีย์ของบาร์เบอร์รี่ (15/20)
รูปที่ 11
Squab from the Dublanc farm in hop crumbs, barberry chutney, braised red endives with garden savory, Bruel brown beer jus. เนื้อลูกพิราบจากฟาร์มในเมือง Dublanc เชฟเสิร์ฟส่วนอกท็อปด้วยครัมบ์ของขนมปังฮ็อป ข้างกันคือส่วนขาสอดไส้ด้วยหัวกราส์และเครื่องในนก ส่วนผักต่าง ๆ ได้มาจากสวนของทางร้านอย่างเช่นอ็องดีฟ บีทรูท และผงชบา สุดท้ายคือซอส Jus จากนกพิราบที่ใส่บราวน์เบียร์ลงไปด้วยแต่งแต้มด้วยชัทนีย์ของบาร์เบอร์รี่ (15/20)
Mendionde strawberry, fennel seeds shortbread, light orange blossom ganache. ปิดท้ายด้วยของหวานจานหลักคือสตรอว์เบอร์รี่จากเมือง Mendionde นำเสนอมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสให้ความหอมและรสชาติที่เปรี้ยวหวานลงตัว เชฟเสริมด้วยกานาซที่เตรียมมาจากดอกส้มและขนมปังช็อทเบรดที่เตรียมมาจากเมล็ดเฟนเนล (18/20)
รูปที่ 12
Mendionde strawberry, fennel seeds shortbread, light orange blossom ganache. ปิดท้ายด้วยของหวานจานหลักคือสตรอว์เบอร์รี่จากเมือง Mendionde นำเสนอมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสให้ความหอมและรสชาติที่เปรี้ยวหวานลงตัว เชฟเสริมด้วยกานาซที่เตรียมมาจากดอกส้มและขนมปังช็อทเบรดที่เตรียมมาจากเมล็ดเฟนเนล (18/20)
Pure origin chocolate in hot and cold, Piedmont hazelnut praline, Tahitian vanilla ice cream. ช็อกโกแลตเสิร์ฟมาทั้งรูปแบบเย็นและร้อนในจานเดียว ด้านในมีพราลีนที่เตรียมมาจากถั่วฮาเซลนัทจาก Piedmont นอกจากนี้ยังมีความหอมมันของไอศกรีมวานิลลา Tahiti อีกด้วย (17/20)
รูปที่ 13
Pure origin chocolate in hot and cold, Piedmont hazelnut praline, Tahitian vanilla ice cream. ช็อกโกแลตเสิร์ฟมาทั้งรูปแบบเย็นและร้อนในจานเดียว ด้านในมีพราลีนที่เตรียมมาจากถั่วฮาเซลนัทจาก Piedmont นอกจากนี้ยังมีความหอมมันของไอศกรีมวานิลลา Tahiti อีกด้วย (17/20)
Épilogue, between gourmandise and sweets ปิดท้ายด้วย Madeleine ที่มีความหวานของน้ำผึ้ง อร่อยจนเราต้องขอเพิ่มอีกถ้วยหนึ่ง
รูปที่ 14
Épilogue, between gourmandise and sweets ปิดท้ายด้วย Madeleine ที่มีความหวานของน้ำผึ้ง อร่อยจนเราต้องขอเพิ่มอีกถ้วยหนึ่ง
Épilogue, between gourmandise and sweets นอกจากนี้ยังมีขนมขิ้นเล็ก ๆ อีกสองอย่าง
รูปที่ 15
Épilogue, between gourmandise and sweets นอกจากนี้ยังมีขนมขิ้นเล็ก ๆ อีกสองอย่าง
Épilogue, between gourmandise and sweets ในภาพคือ Black Cheesecake with Raspberries
รูปที่ 16
Épilogue, between gourmandise and sweets ในภาพคือ Black Cheesecake with Raspberries
Épilogue, between gourmandise and sweets ขนม Pavlova with Fresh Basil
รูปที่ 17
Épilogue, between gourmandise and sweets ขนม Pavlova with Fresh Basil
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รูปที่ 18
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รูปที่ 19
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รูปที่ 20
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รูปที่ 21
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รูปที่ 22
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
💰 ราคา 334.5 €
รูปที่ 23
💰 ราคา 334.5 €
🎗 [THE FOOD] สำหรับใครที่มองหาความคุ้มค่าเราขอแนะนำให้แวะมาในช่วงกลางวัน (ไม่รวมวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เพื่อลิ้มลอง Le Menu Coup de Cœur (61 €) นำเสนอมาจำนวน 3 คอร์ส ถัดมาคือ Le Menu Emotion (110 €, with wine pairing 162 €) นำเสนอมาที่จำนวน 4 คอร์สโดยสองเมนูข้างต้นนี้ลูกค้าแต่ละคนสามารถเลือกอาหารจานหลักแตกต่างกันได้อีกด้วย หรือจะเป็นเซ็ตเมนูชุดใหญ่อย่าง Le Menu Dégustation (150 €, with wine pairing 226 €) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ
รูปที่ 24
🎗 [THE FOOD] สำหรับใครที่มองหาความคุ้มค่าเราขอแนะนำให้แวะมาในช่วงกลางวัน (ไม่รวมวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เพื่อลิ้มลอง Le Menu Coup de Cœur (61 €) นำเสนอมาจำนวน 3 คอร์ส ถัดมาคือ Le Menu Emotion (110 €, with wine pairing 162 €) นำเสนอมาที่จำนวน 4 คอร์สโดยสองเมนูข้างต้นนี้ลูกค้าแต่ละคนสามารถเลือกอาหารจานหลักแตกต่างกันได้อีกด้วย หรือจะเป็นเซ็ตเมนูชุดใหญ่อย่าง Le Menu Dégustation (150 €, with wine pairing 226 €) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ
เชฟ Xabi Ibarboure นำเสนออาหารในรูปแบบโมเดิร์นโดยอาศัยวัตถุดิบจากท้องทะเลและสมุนไพรต่าง ๆ จากสวนของทางร้านเองโดยตรง อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไฮไลท์ของมื้อนี้อยู่ที่อาหารหวานซึ่งรังสรรค์โดยเชฟ Patrice Ibarboure ให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ทั้งหลากหลายและซับซ้อนในจานเดียว ทีม Sommelier ได้คัดสรรค์ไวน์ตำนวนมากกว่า 14,000 ขวดนำเสนอมาในราคาที่เหมาะสม
รูปที่ 25
เชฟ Xabi Ibarboure นำเสนออาหารในรูปแบบโมเดิร์นโดยอาศัยวัตถุดิบจากท้องทะเลและสมุนไพรต่าง ๆ จากสวนของทางร้านเองโดยตรง อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไฮไลท์ของมื้อนี้อยู่ที่อาหารหวานซึ่งรังสรรค์โดยเชฟ Patrice Ibarboure ให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ทั้งหลากหลายและซับซ้อนในจานเดียว ทีม Sommelier ได้คัดสรรค์ไวน์ตำนวนมากกว่า 14,000 ขวดนำเสนอมาในราคาที่เหมาะสม
🎗 [THE PLACE] Les Frères Ibarboure เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ราว ๆ ปี 1970s ตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Bidart เหมาะสำหรับใช้เป็นจุดแวะพักสำหรับผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองยอดนิยมใน Basque Country อย่าง Saint-Jean-de-Luz, Biarritz และ Bayonne
รูปที่ 26
🎗 [THE PLACE] Les Frères Ibarboure เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ราว ๆ ปี 1970s ตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Bidart เหมาะสำหรับใช้เป็นจุดแวะพักสำหรับผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองยอดนิยมใน Basque Country อย่าง Saint-Jean-de-Luz, Biarritz และ Bayonne
ตัวอาคารทั้ง 2 ออกแบบในสไตล์ Neo-Basque ฝั่งหนึ่งประกอบไปด้วยห้องพักทั้ง 13 ห้องตกแต่งอย่างหรูหราและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
รูปที่ 27
ตัวอาคารทั้ง 2 ออกแบบในสไตล์ Neo-Basque ฝั่งหนึ่งประกอบไปด้วยห้องพักทั้ง 13 ห้องตกแต่งอย่างหรูหราและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือห้องอาหาร La Table des Frères Ibarboure ที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้นั่นเอง
รูปที่ 28
ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือห้องอาหาร La Table des Frères Ibarboure ที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้นั่นเอง
เราขอแนะนำให้ขอจองโต๊ะริมหน้าต่างซึ่งมองออกไปเห็นสวนสีเขียวดูร่มรื่นตา
รูปที่ 29
เราขอแนะนำให้ขอจองโต๊ะริมหน้าต่างซึ่งมองออกไปเห็นสวนสีเขียวดูร่มรื่นตา
ห้องรับประทานอาหารหลักแบ่งออกเป็นสองฝั่งและตกแต่งให้มีบรรยากาศแบบแคชวลไม่เป็นทางการจนเกินไป
รูปที่ 30
ห้องรับประทานอาหารหลักแบ่งออกเป็นสองฝั่งและตกแต่งให้มีบรรยากาศแบบแคชวลไม่เป็นทางการจนเกินไป
🎗 [THE CHEF] ผู้สืบทอดกิจการรุ่นที่ 3 คือสองพี่น้องนามว่า Xabi และ Patrice Ibarboure โดยพี่ชายคนโตอย่างเชฟ Xabi นั้นรับผิดชอบเกี่ยวกับอาหารคาว ตัวเขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Biarritz ก่อนจะออกเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งอย่างเช่น Les Frères Pourcel ใน Montpellier, La Côte Saint Jacques ใน Joigny (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) และ Le Meurice ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Yannick Alleno (3 MICHELIN Stars) ก่อนจะเดินทางกลับมายัง Les Frères Ibarboure - Table et Hostellerie ในปี 2008 เพื่อช่วยงานคุณพ่อคือเชฟ Philippe Ibarboure ก่อนจะควบคุมงานครัวทั้งหมดในปี 2012
รูปที่ 31
🎗 [THE CHEF] ผู้สืบทอดกิจการรุ่นที่ 3 คือสองพี่น้องนามว่า Xabi และ Patrice Ibarboure โดยพี่ชายคนโตอย่างเชฟ Xabi นั้นรับผิดชอบเกี่ยวกับอาหารคาว ตัวเขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Biarritz ก่อนจะออกเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งอย่างเช่น Les Frères Pourcel ใน Montpellier, La Côte Saint Jacques ใน Joigny (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) และ Le Meurice ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Yannick Alleno (3 MICHELIN Stars) ก่อนจะเดินทางกลับมายัง Les Frères Ibarboure - Table et Hostellerie ในปี 2008 เพื่อช่วยงานคุณพ่อคือเชฟ Philippe Ibarboure ก่อนจะควบคุมงานครัวทั้งหมดในปี 2012
🎗 [THE CHEF] ส่วนน้องชายอย่างเชฟ Patrice Ibarboure นั้นรับผิดชอบเกี่ยวกับอาหารหวานโดยตัวเขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Biarritz ก่อนจะเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณืกับเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่น Pierre Gagnaire, Jérôme Chaucesse และ Daniel Boulud ก่อนจะเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเพื่อร่วมงานกับพี่ชายในปี 2013 ทั้งยังได้รับการยอมรับในวงกว้างสังเกตได้จากรางวัลส่วนตัวมากมายทั้ง Le Prix Tholonist ในปี 2017, Meilleurs Ouvriers de France ในปี 2018 รวมไปถึงรางวัล Passion Dessert ที่ MICHELIN Guide มอบให้กับห้องอาหาร La Table des Frères Ibarboure อีกด้วย
รูปที่ 32
🎗 [THE CHEF] ส่วนน้องชายอย่างเชฟ Patrice Ibarboure นั้นรับผิดชอบเกี่ยวกับอาหารหวานโดยตัวเขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Biarritz ก่อนจะเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณืกับเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่น Pierre Gagnaire, Jérôme Chaucesse และ Daniel Boulud ก่อนจะเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเพื่อร่วมงานกับพี่ชายในปี 2013 ทั้งยังได้รับการยอมรับในวงกว้างสังเกตได้จากรางวัลส่วนตัวมากมายทั้ง Le Prix Tholonist ในปี 2017, Meilleurs Ouvriers de France ในปี 2018 รวมไปถึงรางวัล Passion Dessert ที่ MICHELIN Guide มอบให้กับห้องอาหาร La Table des Frères Ibarboure อีกด้วย
บริเวณด้านนอกร้าน
รูปที่ 33
บริเวณด้านนอกร้าน
มื้ออาหารหลักมักเริ่มต้นที่พื้นที่เอ้าท์ดอร์ซึ่งจะจัดเสิร์ฟเครื่องดื่มและของว่างเพื่อเรียกน้ำย่อย
รูปที่ 34
มื้ออาหารหลักมักเริ่มต้นที่พื้นที่เอ้าท์ดอร์ซึ่งจะจัดเสิร์ฟเครื่องดื่มและของว่างเพื่อเรียกน้ำย่อย
บริเวณทางเข้าร้าน
รูปที่ 35
บริเวณทางเข้าร้าน
🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน 🏵️🏵️🏵️🏵️ 17/20 Gault&Millau - 17/20 โก&มีโย
รูปที่ 36
🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน 🏵️🏵️🏵️🏵️ 17/20 Gault&Millau - 17/20 โก&มีโย
🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ
รูปที่ 37
🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ
พื้นที่ฝั่งโรงแรม
รูปที่ 38
พื้นที่ฝั่งโรงแรม
🎗 [WHY GO] โดยรวมแล้ว La Table des Frères Ibarboure เป็นอีกหนึ่งห้องอาหารที่โดดเด่นมาก ๆ ในภูมิภาคนี้ เซ็ตขนาดกลางอย่าง Menu Emotion ซึ่งจับคู่กับ Wine Pairing ดูจะมีราคาคุ้มค่าที่สุด พนักงานให้บริการล่าช้าไปบ้างในช่วงเวลาที่ลูกค้าแน่นร้าน อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำให้เลือกจองโรงแรมสักคืนเพื่อซึมซับบรรยากาศและความสดชื่นของ Basque Country ทั้งในช่วงเช้าและยามพลบค่ำ
รูปที่ 39
🎗 [WHY GO] โดยรวมแล้ว La Table des Frères Ibarboure เป็นอีกหนึ่งห้องอาหารที่โดดเด่นมาก ๆ ในภูมิภาคนี้ เซ็ตขนาดกลางอย่าง Menu Emotion ซึ่งจับคู่กับ Wine Pairing ดูจะมีราคาคุ้มค่าที่สุด พนักงานให้บริการล่าช้าไปบ้างในช่วงเวลาที่ลูกค้าแน่นร้าน อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำให้เลือกจองโรงแรมสักคืนเพื่อซึมซับบรรยากาศและความสดชื่นของ Basque Country ทั้งในช่วงเช้าและยามพลบค่ำ