GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
La Table de Franck Putelat
2 MICHELIN Stars

FranceLa Table de Franck Putelat · ลา ตาเบลอ เดอ ฟรองก์ ปูเตอลา

Modern Cuisine, Creative · อาหารโมเดิร์น, อาหารเชิงสร้างสรรค์ — 80 chemin des Anglais, au Sud de la Cité, Carcassonne, 11000, France

🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในเชฟผู้มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในแถบฝรั่งเศสตอนใต้โดยตัวร้านมีตำแหน่งตั้งอยู่ใกล้กันกับ Carcassonne ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองมรดกโลกหรือ UNESCO World Heritage Sites อีกด้วย

🎗️ [THE PLACE] Hôtel Le Parc Franck Putelat เป็นโรงแรมขนาด 7 ห้องที่ตั้งอยู่ห่างจากทางเข้าเมืองยุคกลาง Carcassonne เพียง 500 เมตรโดยมีจุดเด่นคือห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars ที่ดึงดูดลูกค้าเข้ามาพักผ่อนพร้อมกันกับวางแผนเที่ยวเมืองเก่ามรดกโลกไปพร้อม ๆ กัน หลังจากจอดรถลูกค้าจะพบกับแผนกตรวจสอบการจองและเลาจน์สำหรับเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยค็อกเทลหรือแชมเปญสักแก้ว ถัดเข้าไปเป็นห้องรับประทานอาหารหลักที่ประกอบไปด้วยโต๊ะไม้และเก้าอี้หมุน พื้นที่โดยรอบตกแต่งแบบไม่หวือหวานักโดยมีพื้นที่ตรงกลางที่ใช้สำหรับเป็นจุกพักเสิร์ฟผ้ากันเปื้อน, ขนมปัง หรือแม้กระทั่งชีส นอกจากนี้เชฟ Franck Putelat ยังเป็นเจ้าของอีกหนึ่งโรงแรมคือ Hôtel Pont Levis by Franck Putelat ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปเพียง 850 เมตรอีกด้วย

🎗️ [THE CHEF] Franck Putelat เกิดในปี 1969 ที่เมือง Dole ในแคว้น Jura เขาเริ่มต้นฝึกงานที่ L'Hôtel de France กับเชฟ René Conrod ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟ Roger Petit ส่วนประสบการณ์ในห้องอาหารระดับสูงนั้นเขาเคยร่วมงานกับห้องอาหาร Le Taillevent (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) อยู่ราว 1 ปีและห้องอาหาร Georges Blanc (3 MICHELIN Stars) อีก 5 ปีก่อนที่ Orient-Express Hotels Ltd. (ปัจจุบันคือ Belmond) จะชักชวนให้เขาย้ายมาร่วมงานกับ L'Hôtel de la Cité และควบคุมห้องอาหาร La Barbacane โดยเขาสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ระหว่างปี 2002 ถึง 2006 โดยในระหว่างนี้เขายังคว้ารางวัลเหรียญเงิน Bocuse d’Argent มาครองได้อีกด้วย ต่อมาในปี 2007 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อว่า Le Parc - Franck Putelat และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2007 ก่อนจะเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2012 และรางวัล Meilleur ouvrier de France ในปี 2018 อีกเช่นกัน

🎗️ [THE FOOD] เชฟ Franck Putelat นำเสนออาหารโมเดิร์นที่มีรสชาติเข้มข้นและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์โดยมี Signature Dish ที่สร้างชื่อให้กับเขามากมายโดยเฉพาะการนำเสนอ Bouillabaisse, Cassoulet และ Tartar มาในรูปแบบของตัวเอง ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารแบบ À La Carte ได้ตามใจชอบโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ 58-75 € ซึ่งจัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ Set Menu ทั้ง 4 แบบที่เชฟใช้ชื่อว่า Classique / Fiction เริ่มต้นจาก Classique / Fiction (60 €) ที่นำเสนอเมนคอร์สและขนมหวานอย่างละ 1 จาน ถัดมาคือ Classique / Fiction In 4 Walks Between Land And Sea (120 €) และ Classique / Fiction In 6 Walk Between Land And Sea (175 €) นำเสนอมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันอังคาร-ศุกร์ ส่วนใครที่มาในช่วงมื้อค่ำสามารถเพลิดเพลินไปกับ Classique / Fiction In 6 Walk Between Land And Sea (175 €) และ Classique / Fiction In 8 Escapes From The Peaks To The Tides (225 €) ซึ่งจะมีจำนวนคอร์สเพิ่มมากขึ้นตามชื่อของแต่ละเซ็ตนั่นเอง ตัวอย่างเมนูจานที่โดดเด่นอย่างเช่น

✨ PARMENTIER...

Mediterranean Sea fig, shampire smoked potato, shell

เริ่มต้นจาก Parmentier ที่เชฟนำเสนอมาเป็นมันฝรั่งรมควันท็อปด้านบนด้วยคาเวียร์คุณภาพสูงให้รสชาติเค็มละมุน ด้านในมีหอย Bigu ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบตัดกันกับความเบาของมันฝรั่งและคาเวียร์ จากนั้นเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยแผ่นชิปส์มันฝรั่งโฮมเมดที่ด้านบน (17/20)

✨ CASSOULET...

Claypot cooked Pigeon filet, stuffed pigeon leg, dried tuna

หนึ่งใน Signature Dish ประจำตัวของเชฟ Franck Putelat คือการหยิบยกเมนูพื้นบ้านของนคร Carcassonne อย่าง Cassoulet มานำเสนอในรูปแบบใหม่ได้อย่างน่าสนใจ เนื้อนกพิราบเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium-Rare ด้านล่างรองด้วย Cassoulet Purée เนื้อเนียนและซอส Pigeon Jus ที่มีอโรมาหอม ๆ ของปลาทูน่าและรสชาติที่รสชาติเข้มข้น ในถ้วยเล็กคือขานกพิราบย่างแล้วเสิร์ฟมากับปลาทูน่าแห้งและถั่วขาวแบบต้นตำรับ (17/20)

✨ GIN-TO...

Citrus, juniper, Alpha Gin

ของหวานจานหลักในเซ็ตเมนูได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Gin Tonic ตรงกลางคือไอศกรีมรองด้านล่างด้วย Granita ที่มีกลิ่นและความสดชื่นของแตงกวา ชิ้นเค้กและอีมัลชั่นมีอโรมาของเลมอนและเหล้า Alpha Gin สุดท้ายคือผงจูนิเปอร์ที่โรยท็อปไว้ที่ด้านบน (17/20)

🎗️ [WHY GO] La Table de Franck Putelat เป็นห้องอาหารที่เหมาะสำหรับใช้ฝากท้องสำหรับผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองเก่ามาดกโลกโดยตัวเชฟสามารถหยิบยกเมนูคลาสสิคที่เหล่านักชิมคุ้นหูกันดีมานำเสนอในรูปแบบโมเดิร์นได้อย่างกลมกลืน ทั้งยังมีราคา Set Menu ที่สมเหตุสมผลอีกด้วย

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 39 รูป

🇫🇷 La Table de Franck Putelat - ลา ตาเบลอ เดอ ฟรองก์ ปูเตอลา🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️🏵️ 17/20 Gault&Millau - 17/20 โก&มีโย🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Modern Cuisine, Creative - อาหารโมเดิร์น, อาหารเชิงสร้างสรรค์👨🏻‍🍳 Chef Franck Putelat - เชฟฟรองก์ ปูเตอลา
รูปที่ 1
🇫🇷 La Table de Franck Putelat - ลา ตาเบลอ เดอ ฟรองก์ ปูเตอลา🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️🏵️ 17/20 Gault&Millau - 17/20 โก&มีโย🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Modern Cuisine, Creative - อาหารโมเดิร์น, อาหารเชิงสร้างสรรค์👨🏻‍🍳 Chef Franck Putelat - เชฟฟรองก์ ปูเตอลา
WHITE TEAเชฟต้อนรับลูกค้าทุกคนด้วย White Tea จากประเทศเวียดนามเสิร์ฟมาอุ่น ๆ
รูปที่ 2
WHITE TEAเชฟต้อนรับลูกค้าทุกคนด้วย White Tea จากประเทศเวียดนามเสิร์ฟมาอุ่น ๆ
AMUSE BOUCHEเริ่มต้นด้วยเห็ด Girolle เสิร์ฟมาในถ้วยทรงของเห็ดชนิดเดียวกัน เชฟนำเสนอเป็นมูสเนื้อเนียนละมุนตัดรสชาติด้วย Pickles (16/20)
รูปที่ 3
AMUSE BOUCHEเริ่มต้นด้วยเห็ด Girolle เสิร์ฟมาในถ้วยทรงของเห็ดชนิดเดียวกัน เชฟนำเสนอเป็นมูสเนื้อเนียนละมุนตัดรสชาติด้วย Pickles (16/20)
AMUSE BOUCHEถัดมาคือบิสกิตกรอบที่มีอโรมาหอม ๆ ของเคเปอร์ ด้านบนท็อปด้วยเนื้อลูกวัวและปลาทูน่า (16/20)
รูปที่ 4
AMUSE BOUCHEถัดมาคือบิสกิตกรอบที่มีอโรมาหอม ๆ ของเคเปอร์ ด้านบนท็อปด้วยเนื้อลูกวัวและปลาทูน่า (16/20)
AMUSE BOUCHEหอยแมลงภู่นุ่มหนึบวางมาคู่กับใบ Sage ด้านบนท็อปด้วย Pommes Soufflé เพิ่มความกรอบ ด้านล่างมีองค์ประกอบของผักหลายชนิด (16/20)
รูปที่ 5
AMUSE BOUCHEหอยแมลงภู่นุ่มหนึบวางมาคู่กับใบ Sage ด้านบนท็อปด้วย Pommes Soufflé เพิ่มความกรอบ ด้านล่างมีองค์ประกอบของผักหลายชนิด (16/20)
AMUSE BOUCHETartelette จิ๋วท็อปด้วยชิ้นบีทรูทบาง ๆ ที่มีความสู้ฟันเล็กน้อย (16/20)
รูปที่ 6
AMUSE BOUCHETartelette จิ๋วท็อปด้วยชิ้นบีทรูทบาง ๆ ที่มีความสู้ฟันเล็กน้อย (16/20)
BREADขนมปังอย่างแรกคือ Puffed Bread ที่มีอโรมาหอม ๆ ของ Lemon และ Thyme ข้าง ๆ คือน้ำมันมะกอก Arbequina ที่มีกลิ่นและอโรมาเฉพาะตัว
รูปที่ 7
BREADขนมปังอย่างแรกคือ Puffed Bread ที่มีอโรมาหอม ๆ ของ Lemon และ Thyme ข้าง ๆ คือน้ำมันมะกอก Arbequina ที่มีกลิ่นและอโรมาเฉพาะตัว
BREADถัดมาคือขนมปังจากรถเข็นประกอบไปด้วย Country Bread, Cereal Bread, Spelt Bread, Rye Bread และ White Bread
รูปที่ 8
BREADถัดมาคือขนมปังจากรถเข็นประกอบไปด้วย Country Bread, Cereal Bread, Spelt Bread, Rye Bread และ White Bread
BREADสำหรับเนยประกอบไปด้วย Vinegar Butter, Buckwheat Butter และ Salted Butter
รูปที่ 9
BREADสำหรับเนยประกอบไปด้วย Vinegar Butter, Buckwheat Butter และ Salted Butter
PARMENTIER...Mediterranean Sea fig, shampire smoked potato, shellเริ่มต้นจาก Parmentier ที่เชฟนำเสนอมาเป็นมันฝรั่งรมควันท็อปด้านบนด้วยคาเวียร์คุณภาพสูงให้รสชาติเค็มละมุน ด้านในมีหอย Bigu ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบตัดกันกับความเบาของมันฝรั่งและคาเวียร์ จากนั้นเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยแผ่นชิปส์มันฝรั่งโฮมเมดที่ด้านบน (17/20)
รูปที่ 10
PARMENTIER...Mediterranean Sea fig, shampire smoked potato, shellเริ่มต้นจาก Parmentier ที่เชฟนำเสนอมาเป็นมันฝรั่งรมควันท็อปด้านบนด้วยคาเวียร์คุณภาพสูงให้รสชาติเค็มละมุน ด้านในมีหอย Bigu ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบตัดกันกับความเบาของมันฝรั่งและคาเวียร์ จากนั้นเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยแผ่นชิปส์มันฝรั่งโฮมเมดที่ด้านบน (17/20)
VIERGE...Oyster from Giol, egg from Coume Sourde farm, Pressed caviar, crispy chicken skin, mertensiaหอยรางรมจากผู้ผลิตตระกูล Giol ในเมือง La Seyne-sur-Mer เสิร์ฟมาแบบสด ๆ เย็น ๆ ท็อปด้านบนด้วยอีมัลชั่นของหอยนางรม ด้านล่างรองด้วยองค์ประกอบของไก่ต๊อก Guinea Fowl จากนั้นพนักงานจะเทราด Sauce Vierge ที่เตรียมมาจากน้ำมันมะกอก, ไข่จาก Coume Sourde Farm, สาคู, คาเวียร์, ไข่ปลา และเมล็ดทับทิมสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันได้อย่างหลากหลาย รสชาติของซอสมีความเข้มข้น อย่างไรก็ตามหอยนางรมชิ้นโตที่ใส่มายังมีอุณหภูมิและโทนของความเป็นทะเลซึ่งโดดขึ้นมาจากองค์ประกอบอื่น ๆ อยู่บ้าง (15/20)
รูปที่ 11
VIERGE...Oyster from Giol, egg from Coume Sourde farm, Pressed caviar, crispy chicken skin, mertensiaหอยรางรมจากผู้ผลิตตระกูล Giol ในเมือง La Seyne-sur-Mer เสิร์ฟมาแบบสด ๆ เย็น ๆ ท็อปด้านบนด้วยอีมัลชั่นของหอยนางรม ด้านล่างรองด้วยองค์ประกอบของไก่ต๊อก Guinea Fowl จากนั้นพนักงานจะเทราด Sauce Vierge ที่เตรียมมาจากน้ำมันมะกอก, ไข่จาก Coume Sourde Farm, สาคู, คาเวียร์, ไข่ปลา และเมล็ดทับทิมสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันได้อย่างหลากหลาย รสชาติของซอสมีความเข้มข้น อย่างไรก็ตามหอยนางรมชิ้นโตที่ใส่มายังมีอุณหภูมิและโทนของความเป็นทะเลซึ่งโดดขึ้นมาจากองค์ประกอบอื่น ๆ อยู่บ้าง (15/20)
POIVRADEFish of the day at the return of the auction, timut pepper Cyril's vinegar, smoked shallotSauce Poivrade หรือซอสพริกไทยดำเป็นเมนูที่เชฟนำเสนอชิ้นปลา Sea Bass จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนย่างมาสุกพอเหมาะจับคู่กับรสชาติของหอมแดงเผา นอกจากนี้ยังมีเพียวเรหอมแดงที่ผ่านการรมควันเพียงเล็กน้อยแล้วปรุงรสด้วยพริกไทย Timut สุดท้ายคือซอสกระดูกปลาให้รสชาติที่เข้มข้น (16/20)
รูปที่ 12
POIVRADEFish of the day at the return of the auction, timut pepper Cyril's vinegar, smoked shallotSauce Poivrade หรือซอสพริกไทยดำเป็นเมนูที่เชฟนำเสนอชิ้นปลา Sea Bass จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนย่างมาสุกพอเหมาะจับคู่กับรสชาติของหอมแดงเผา นอกจากนี้ยังมีเพียวเรหอมแดงที่ผ่านการรมควันเพียงเล็กน้อยแล้วปรุงรสด้วยพริกไทย Timut สุดท้ายคือซอสกระดูกปลาให้รสชาติที่เข้มข้น (16/20)
CASSOULET...Claypot cooked Pigeon filet, stuffed pigeon leg, dried tunaสำหรับเมนคอร์สพนักงานจะเอามีดมาให้เลือกกันก่อน
รูปที่ 13
CASSOULET...Claypot cooked Pigeon filet, stuffed pigeon leg, dried tunaสำหรับเมนคอร์สพนักงานจะเอามีดมาให้เลือกกันก่อน
CASSOULET...Claypot cooked Pigeon filet, stuffed pigeon leg, dried tunaจากนั้นพนักงานจะมาเสิร์ฟและเตรียมนกให้ชมกันที่โต๊ะ (17/20)
รูปที่ 14
CASSOULET...Claypot cooked Pigeon filet, stuffed pigeon leg, dried tunaจากนั้นพนักงานจะมาเสิร์ฟและเตรียมนกให้ชมกันที่โต๊ะ (17/20)
CASSOULET...Claypot cooked Pigeon filet, stuffed pigeon leg, dried tunaหนึ่งใน Signature Dish ประจำตัวของเชฟ Franck Putelat คือการหยิบยกเมนูพื้นบ้านของนคร Carcassonne อย่าง Cassoulet มานำเสนอในรูปแบบใหม่ได้อย่างน่าสนใจ (17/20)
รูปที่ 15
CASSOULET...Claypot cooked Pigeon filet, stuffed pigeon leg, dried tunaหนึ่งใน Signature Dish ประจำตัวของเชฟ Franck Putelat คือการหยิบยกเมนูพื้นบ้านของนคร Carcassonne อย่าง Cassoulet มานำเสนอในรูปแบบใหม่ได้อย่างน่าสนใจ (17/20)
CASSOULET...Claypot cooked Pigeon filet, stuffed pigeon leg, dried tunaเนื้อนกพิราบเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium-Rare ด้านล่างรองด้วย Cassoulet Purée เนื้อเนียนและซอส Pigeon Jus ที่มีอโรมาหอม ๆ ของปลาทูน่าและรสชาติที่รสชาติเข้มข้น (17/20)
รูปที่ 16
CASSOULET...Claypot cooked Pigeon filet, stuffed pigeon leg, dried tunaเนื้อนกพิราบเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium-Rare ด้านล่างรองด้วย Cassoulet Purée เนื้อเนียนและซอส Pigeon Jus ที่มีอโรมาหอม ๆ ของปลาทูน่าและรสชาติที่รสชาติเข้มข้น (17/20)
CASSOULET...Claypot cooked Pigeon filet, stuffed pigeon leg, dried tunaในถ้วยเล็กคือขานกพิราบย่างแล้วเสิร์ฟมากับปลาทูน่าแห้งและถั่วขาวแบบต้นตำรับ (17/20)
รูปที่ 17
CASSOULET...Claypot cooked Pigeon filet, stuffed pigeon leg, dried tunaในถ้วยเล็กคือขานกพิราบย่างแล้วเสิร์ฟมากับปลาทูน่าแห้งและถั่วขาวแบบต้นตำรับ (17/20)
FROMAGES...From here and elsewhereจากนั้นเป็นคิวของชีสหลายชนิดทั้งชีสท้องถิ่นและชีสจากภูมิภาคอื่น ๆ เสิร์ฟมาบนรถคันใหญ่
รูปที่ 18
FROMAGES...From here and elsewhereจากนั้นเป็นคิวของชีสหลายชนิดทั้งชีสท้องถิ่นและชีสจากภูมิภาคอื่น ๆ เสิร์ฟมาบนรถคันใหญ่
FROMAGES...From here and elsewhereพนักงานจะแนะนำและจัดเรียงมาให้บนจานแบบพร้อมชิม
รูปที่ 19
FROMAGES...From here and elsewhereพนักงานจะแนะนำและจัดเรียงมาให้บนจานแบบพร้อมชิม
PRE-DESSERTล้างปากด้วย Pain Perdu ท็อปด้านบนด้วยคาเวียร์มาแบบล้น ๆ (15/20)
รูปที่ 20
PRE-DESSERTล้างปากด้วย Pain Perdu ท็อปด้านบนด้วยคาเวียร์มาแบบล้น ๆ (15/20)
PRE-DESSERTพนักงานจะเสิร์ฟมาให้ปาดกับครีมและเจลซิตรัสนั่นเอง (15/20)
รูปที่ 21
PRE-DESSERTพนักงานจะเสิร์ฟมาให้ปาดกับครีมและเจลซิตรัสนั่นเอง (15/20)
PRE-DESSERTต่อด้วย Chocolate Ganache พันล้อมรอบด้วยแผ่นสาหร่ายคล้ายกันกับซูชิโรล ในนี้ยังมีถั่วฮาเซลนัทคั่วใส่มาอีกด้วย (15/20)
รูปที่ 22
PRE-DESSERTต่อด้วย Chocolate Ganache พันล้อมรอบด้วยแผ่นสาหร่ายคล้ายกันกับซูชิโรล ในนี้ยังมีถั่วฮาเซลนัทคั่วใส่มาอีกด้วย (15/20)
GIN-TO...Citrus, juniper, Alpha Ginของหวานจานหลักในเซ็ตเมนูได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Gin Tonic ตรงกลางคือไอศกรีมรองด้านล่างด้วย Granita ที่มีกลิ่นและความสดชื่นของแตงกวา ชิ้นเค้กและอีมัลชั่นมีอโรมาของเลมอนและเหล้า Alpha Gin สุดท้ายคือผงจูนิเปอร์ที่โรยท็อปไว้ที่ด้านบน (17/20)
รูปที่ 23
GIN-TO...Citrus, juniper, Alpha Ginของหวานจานหลักในเซ็ตเมนูได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Gin Tonic ตรงกลางคือไอศกรีมรองด้านล่างด้วย Granita ที่มีกลิ่นและความสดชื่นของแตงกวา ชิ้นเค้กและอีมัลชั่นมีอโรมาของเลมอนและเหล้า Alpha Gin สุดท้ายคือผงจูนิเปอร์ที่โรยท็อปไว้ที่ด้านบน (17/20)
CHOCOLAT À LA CUILLÈRE...From the Dominican Republic, button mushroom, Sponge cake, lemon gelของหวานอีกจานที่เราได้ลองในวันนี้คือช็อกโกแลตในรูปแบบของมูสเนื้อเนียนและเห็ดกระดุมฝานบาง ด้านล่างรองด้วยสปองเค้กและเจลเลมอน เชฟเสิร์ฟมากับไอศกรีมเห็ด Ceps ก่อนจะเทราดซอสที่เตรียมขึ้นมาจากช็อกโกแลตและน้ำมันมะกอกที่มีอโรมาของ Marigold ลงไป (17/20)
รูปที่ 24
CHOCOLAT À LA CUILLÈRE...From the Dominican Republic, button mushroom, Sponge cake, lemon gelของหวานอีกจานที่เราได้ลองในวันนี้คือช็อกโกแลตในรูปแบบของมูสเนื้อเนียนและเห็ดกระดุมฝานบาง ด้านล่างรองด้วยสปองเค้กและเจลเลมอน เชฟเสิร์ฟมากับไอศกรีมเห็ด Ceps ก่อนจะเทราดซอสที่เตรียมขึ้นมาจากช็อกโกแลตและน้ำมันมะกอกที่มีอโรมาของ Marigold ลงไป (17/20)
ของหวานสำหรับผู้ที่มาเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ
รูปที่ 25
ของหวานสำหรับผู้ที่มาเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ
MIGNARDISESปิดท้ายด้วย Chocolate หลายอย่างและ Coating ที่บรรจุเหล้า Green Chartreuse อยู่ด้านใน
รูปที่ 26
MIGNARDISESปิดท้ายด้วย Chocolate หลายอย่างและ Coating ที่บรรจุเหล้า Green Chartreuse อยู่ด้านใน
ของฝากกลับบ้าน
รูปที่ 27
ของฝากกลับบ้าน
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 28
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 29
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
💰 ราคา 864 €/4 คน
รูปที่ 30
💰 ราคา 864 €/4 คน
🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เรานะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในเชฟผู้มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในแถบฝรั่งเศสตอนใต้โดยตัวร้านมีตำแหน่งตั้งอยู่ใกล้กันกับ Carcassonne ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองมรดกโลกหรือ UNESCO World Heritage Sites อีกด้วย
รูปที่ 31
🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เรานะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในเชฟผู้มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในแถบฝรั่งเศสตอนใต้โดยตัวร้านมีตำแหน่งตั้งอยู่ใกล้กันกับ Carcassonne ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองมรดกโลกหรือ UNESCO World Heritage Sites อีกด้วย
🎗️ [THE PLACE] Hôtel Le Parc Franck Putelat เป็นโรงแรมขนาด 7 ห้องที่ตั้งอยู่ห่างจากทางเข้าเมืองยุคกลาง Carcassonne เพียง 500 เมตรโดยมีจุดเด่นคือห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars ที่ดึงดูดลูกค้าเข้ามาพักผ่อนพร้อมกันกับวางแผนเที่ยวเมืองเก่ามรดกโลกไปพร้อม ๆ กัน
รูปที่ 32
🎗️ [THE PLACE] Hôtel Le Parc Franck Putelat เป็นโรงแรมขนาด 7 ห้องที่ตั้งอยู่ห่างจากทางเข้าเมืองยุคกลาง Carcassonne เพียง 500 เมตรโดยมีจุดเด่นคือห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars ที่ดึงดูดลูกค้าเข้ามาพักผ่อนพร้อมกันกับวางแผนเที่ยวเมืองเก่ามรดกโลกไปพร้อม ๆ กัน
ห้องรับประทานอาหารหลักประกอบไปด้วยโต๊ะไม้และเก้าอี้หมุน
รูปที่ 33
ห้องรับประทานอาหารหลักประกอบไปด้วยโต๊ะไม้และเก้าอี้หมุน
พื้นที่โดยรอบตกแต่งแบบไม่หวือหวานักโดยมีพื้นที่ตรงกลางที่ใช้สำหรับเป็นจุกพักเสิร์ฟผ้ากันเปื้อน, ขนมปัง หรือแม้กระทั่งชีส
รูปที่ 34
พื้นที่โดยรอบตกแต่งแบบไม่หวือหวานักโดยมีพื้นที่ตรงกลางที่ใช้สำหรับเป็นจุกพักเสิร์ฟผ้ากันเปื้อน, ขนมปัง หรือแม้กระทั่งชีส
นอกจากนี้เชฟ Franck Putelat ยังเป็นเจ้าของอีกหนึ่งโรงแรมคือ Hôtel Pont Levis by Franck Putelat ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปเพียง 850 เมตรอีกด้วย
รูปที่ 35
นอกจากนี้เชฟ Franck Putelat ยังเป็นเจ้าของอีกหนึ่งโรงแรมคือ Hôtel Pont Levis by Franck Putelat ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปเพียง 850 เมตรอีกด้วย
หลังจากจอดรถลูกค้าจะพบกับแผนกตรวจสอบการจองและเลาจน์สำหรับเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยค็อกเทลหรือแชมเปญสักแก้ว
รูปที่ 36
หลังจากจอดรถลูกค้าจะพบกับแผนกตรวจสอบการจองและเลาจน์สำหรับเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยค็อกเทลหรือแชมเปญสักแก้ว
🎗️ [THE CHEF] Franck Putelat เกิดในปี 1969 ที่เมือง Dole ในแคว้น Jura เขาเริ่มต้นฝึกงานที่ L'Hôtel de France กับเชฟ René Conrod ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟ Roger Petit ส่วนประสบการณ์ในห้องอาหารระดับสูงนั้นเขาเคยร่วมงานกับห้องอาหาร Le Taillevent (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) อยู่ราว 1 ปีและห้องอาหาร Georges Blanc (3 MICHELIN Stars) อีก 5 ปีก่อนที่ Orient-Express Hotels Ltd. (ปัจจุบันคือ Belmond) จะชักชวนให้เขาย้ายมาร่วมงานกับ L'Hôtel de la Cité และควบคุมห้องอาหาร La Barbacane โดยเขาสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ระหว่างปี 2002 ถึง 2006 โดยในระหว่างนี้เขายังคว้ารางวัลเหรียญเงิน Bocuse d’Argent มาครองได้อีกด้วย ต่อมาในปี 2007 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อว่า Le Parc - Franck Putelat และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2007 ก่อนจะเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2012 และรางวัล Meilleur ouvrier de France ในปี 2018 อีกเช่นกัน
รูปที่ 37
🎗️ [THE CHEF] Franck Putelat เกิดในปี 1969 ที่เมือง Dole ในแคว้น Jura เขาเริ่มต้นฝึกงานที่ L'Hôtel de France กับเชฟ René Conrod ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟ Roger Petit ส่วนประสบการณ์ในห้องอาหารระดับสูงนั้นเขาเคยร่วมงานกับห้องอาหาร Le Taillevent (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) อยู่ราว 1 ปีและห้องอาหาร Georges Blanc (3 MICHELIN Stars) อีก 5 ปีก่อนที่ Orient-Express Hotels Ltd. (ปัจจุบันคือ Belmond) จะชักชวนให้เขาย้ายมาร่วมงานกับ L'Hôtel de la Cité และควบคุมห้องอาหาร La Barbacane โดยเขาสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ระหว่างปี 2002 ถึง 2006 โดยในระหว่างนี้เขายังคว้ารางวัลเหรียญเงิน Bocuse d’Argent มาครองได้อีกด้วย ต่อมาในปี 2007 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อว่า Le Parc - Franck Putelat และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2007 ก่อนจะเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2012 และรางวัล Meilleur ouvrier de France ในปี 2018 อีกเช่นกัน
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Franck Putelat นำเสนออาหารโมเดิร์นที่มีรสชาติเข้มข้นและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์โดยมี Signature Dish ที่สร้างชื่อให้กับเขามากมายโดยเฉพาะนำเสนอ Bouillabaisse, Cassoulet และ Tartar มาในรูปแบบของตัวเอง ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารแบบ À La Carte ได้ตามใจชอบโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ 58-75 € ซึ่งจัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ Set Menu ทั้ง 4 แบบที่เชฟใช้ชื่อว่า Classique / Fiction เริ่มต้นจาก Classique / Fiction (60 €) ที่นำเสนอเมนคอร์สและขนมหวานอย่างละ 1 จาน ถัดมาคือ Classique / Fiction In 4 Walks Between Land And Sea (120 €) และ Classique / Fiction In 6 Walk Between Land And Sea (175 €) นำเสนอมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันอังคาร-ศุกร์ ส่วนใครที่มาในช่วงมื้อค่ำสามารถเพลิดเพลินไปกับ Classique / Fiction In 6 Walk Between Land And Sea (175 €) และ Classique / Fiction In 8 Escapes From The Peaks To The Tides (225 €) ซึ่งจะมีจำนวนคอร์สเพิ่มมากขึ้นตามชื่อของแต่ละเซ็ตนั่นเอง
รูปที่ 38
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Franck Putelat นำเสนออาหารโมเดิร์นที่มีรสชาติเข้มข้นและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์โดยมี Signature Dish ที่สร้างชื่อให้กับเขามากมายโดยเฉพาะนำเสนอ Bouillabaisse, Cassoulet และ Tartar มาในรูปแบบของตัวเอง ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารแบบ À La Carte ได้ตามใจชอบโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ 58-75 € ซึ่งจัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ Set Menu ทั้ง 4 แบบที่เชฟใช้ชื่อว่า Classique / Fiction เริ่มต้นจาก Classique / Fiction (60 €) ที่นำเสนอเมนคอร์สและขนมหวานอย่างละ 1 จาน ถัดมาคือ Classique / Fiction In 4 Walks Between Land And Sea (120 €) และ Classique / Fiction In 6 Walk Between Land And Sea (175 €) นำเสนอมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันอังคาร-ศุกร์ ส่วนใครที่มาในช่วงมื้อค่ำสามารถเพลิดเพลินไปกับ Classique / Fiction In 6 Walk Between Land And Sea (175 €) และ Classique / Fiction In 8 Escapes From The Peaks To The Tides (225 €) ซึ่งจะมีจำนวนคอร์สเพิ่มมากขึ้นตามชื่อของแต่ละเซ็ตนั่นเอง
🎗️ [WHY GO] La Table de Franck Putelat เป็นห้องอาหารที่เหมาะสำหรับใช้ฝากท้องสำหรับผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองเก่ามาดกโลกโดยตัวเชฟสามารถหยิบยกเมนูคลาสสิคที่เหล่านักชิมคุ้นหูกันดีมานำเสนอในรูปแบบโมเดิร์นได้อย่างกลมกลืน ทั้งยังมีราคา Set Menu ที่สมเหตุสมผลอีกด้วย
รูปที่ 39
🎗️ [WHY GO] La Table de Franck Putelat เป็นห้องอาหารที่เหมาะสำหรับใช้ฝากท้องสำหรับผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองเก่ามาดกโลกโดยตัวเชฟสามารถหยิบยกเมนูคลาสสิคที่เหล่านักชิมคุ้นหูกันดีมานำเสนอในรูปแบบโมเดิร์นได้อย่างกลมกลืน ทั้งยังมีราคา Set Menu ที่สมเหตุสมผลอีกด้วย