
La Table d'Olivier Nasti · ลา ตาเบล โดลิวิแยร์ นาสติ
Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — 13 Rue du Général de Gaulle, 68240 Kaysersberg, France
🎗 [INTRO] Kaysersberg เป็นหมู่บ้านยุคกลางในภูมิภาค Alsace ห่างจากนคร Colmar ออกมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 12 กิโลเมตร นอกจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่บน Alsace Wine Route พอดิบพอดีแล้วตัวเมืองยังควรค่าแก่การเดินทางมาท่องเที่ยวสักครึ่งวัน เมื่อเดินไปถึงท้ายเมืองจะพบกับโรงแรม Le Chambard ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหารที่ดีที่สุดในย่านนี้ถึง 2 แห่งคือ La Table d'Olivier Nasti นำเสนออาหารเชิงสร้างสรรค์ที่มีความซับซ้อนสูงและ Winstub du Chambard นำเสนออาหารท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace นั่นเอง
🎗 [THE PLACE] Le Chambard มีลักษณะเป็นอาคารเก่าสมัยศตวรรษที่ 18 ก่อนจะได้รับการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ในปี 2011 ภายนอกโดดเด่นด้วยสีแดงเข้มแตกต่างจากบ้านหลังอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงอย่างชัดเจน เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับแผนกต้อนรับคอยตรวจสอบการจอง จากจุดนี้ลูกค้าสามารถมองผ่านกระจกใสบานใหญ่เข้าไปเห้นห้องครัวได้อย่างชัดเจน ฝั่งขวามือเป็นห้องอาหาร Winstub du Chambard (😋 Bib Gourmand) นำเสนอเมนูท้องถิ่นประจำภูมิภาค Alsace ในราคาสุดคุ้มค่าซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะแวะชิมช่วงมื้อกลางวันเช่นกัน ฝั่งซ้ายมือเป็น Marius Bar สำหรับชงเครื่องดื่ม รอบข้างตกแต่งด้วยหัวกวางและเขากวางจำนวนมากบ่งบอกถึงความชื่นชอบเกี่ยวกับการล่าสัตว์ของเชฟได้เป็นอย่างดี ส่วนห้องอาหาร La Table d'Olivier Nasti นั้นแบ่งออกเป็นสองฝั่งเริ่มจากห้องของเราในวันนี้ตั้งอยู่ลึกเข้าไปด้านหลังโดดเด่นด้วยรูปหล่อปลา Barracuda สีเงินพร้อมกับไฟสีเหลืองสลัวช่วยเสริมบรรยากาศให้มีความโรแมนติคมากยิ่งขึ้น อีกห้องหนึ่งมีลักษณะเป็นเรือนหลังเล็กที่เพิ่งได้รับการต่อเติมในปี 2018 กวางไม้ตัวสูงใหญ่กลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาทุกโต๊ะ การบริการตลอดมื้อเป็นไปอย่างลื่นไหล อย่าลืมจองล่วงหน้าสัก 2-3 อาทิตย์เพราะตัวร้านมักถูกจองเต็มตลอดเวลาโดยเฉพาะช่วง High Season อย่างคริสมาสต์นั่นเอง
🎗 [THE CHEF] Olivier Nasti เกิดและเติบโตขึ้นมาที่เมือง Movillars ในภูมิภาค Franche-Comté โดยมีคุณแม่ทำงานเป็นนักบัญชี ส่วนคุณพ่อที่เป็นคนอิตาลีนั้นเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุยังน้อย เมื่อมีอายุได้ 14 ปีเขามีความฝันที่จะประกอบอาชีพเป็นชาวนาหรือพ่อค้าขายขนมปังแต่คุณแม่กลับไม่เห็นด้วย เขาจึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อเพื่อเป็นเชฟโดยเริ่มต้นฝึกงานกับเชฟ Dominique Mathy ที่ห้องอาหาร Château Servin (2 MICHELIN Stars) หลังจากเรียนจบเขาเริ่มต้นทำวานเป็นเสมียนที่โรงแรม Beau Rivage Palace ในนคร Lausanne (เราเคยเขียนบทความถึงโรงแรมแห่งนี้เอาไว้แล้ว สามารถติดตามได้ที่งานรีวิวห้องอาหาร Anne-Sophie-Pic) จากนั้นจึงเริ่มต้นเป็นเชฟมืออาชีพที่โรงแรม Sheraton Luxembourg ก่อนจะย้ายไปทำงานที่ South Croydon ณ กรุง London อยู่พักหนึ่งและเดินทางกลับมาร่วมงานกับเชฟ Jean-Yves Schillinger ที่เมือง Colmar ต่อด้วยห้องอาหารระดับสูงอีกมากมายคือ Le Bricourt (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Concale, Auberge de l'Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ณ เมือง Illhauesern และ Le Cagnard ใน Cagnes-sur-Mer ต่อมาในเดือนมีนาคมปี 1993 เชฟ Olivier Nasti และคุณ Emmanuel Nasti เข้าซื้อกิจการ Le Caveau d'Eguisheim และซึมซับเทคนิคการเตรียมออาหารสไตล์ Alsatian ทั้งยังได้พบกับคุณ Patricia ผู้ซึ่งกลายมาเป็นภรรยาของเขาในปัจจุบัน กระทั่งในปี 2000 เขาตัดสินใจซื้อต่อโรงแรม Le Chambard ในเมือง Kaysersberg โดยตัวเขาดำรงตำแหน่งเป็นเชฟประจำโรงแรมและภรรยารับหน้าที่คอยดูแลอีกหนึ่งห้องอาหารในโรงแรมคือ Winstub du Chambard (😋 Bib Gourmand) ซึ่งเราได้เขียนบทความรีวิวเอาไว้แล้วเช่นกัน ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2005 และยกระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2014 นอกจากนี้ตัวเขายังได้รับการยกย่องให้เป็น Meilleur Ouvrier de France ในปี 2007 อีกด้วย
🎗 [THE FOOD] เชฟ Olivier Nasti นำเสนออาหารในเชิงสร้างสรรค์โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace อย่างเช่นเนื้อสัตว์ป่าต่าง ๆ ออกมาได้อย่างโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ ลูกค้าสามารถเลือกชิมเป็น Tasting Menu ที่ใช้ชื่อว่า L'EXPRESSION นำเสนอมาที่ราคา 7 Course - 245 € และ 10 คอร์ส - 325 € โดยในคอร์สใหญ่เพื่อน ๆ จะได้สัมผัสเมนู Signature Dish อย่าง “L’insolite” The king of the Alsatian forests in tartare, Osciètre caviar “Kaviari House” อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกได้ตามใจชอบในราคาที่ค่อนข้างสูงพอสมควร Sommelier มากความสามารถคือคุณ Jean-Baptiste Klein คัดสรรไวน์คุณภาพดีและไวน์หายากจำนวนมากมาประกอบกันเป็นลิสต์ขนาดใหญ่ในราคาสมเหตุสมผล เราขอยกตัวอย่างจานที่เตรียมออกมาได้น่าประทับใจอย่างเช่น
✨ Le Filet d'anguille « au vert »
légèrement fumée et laquée aux agrumes
เริ่มต้นด้วยสุดยอดเมนู Signature Dish ประจำตัวของเชฟ Olivier Nasti คือ “Green Style” Eel หรือปลาไหลจากแม่น้ำ Rhine ที่นำไปรมควันเพียงเล็กน้อยก่อนจะนำมาเกลซด้วย Citrus ต่าง ๆ ตรงกลางระหว่างชิ้นปลาไหลที่มีความสู้ฟันเป็นองค์ประกอบของปลา Pike ช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัสให้เกิดความแตกต่างได้อย่างกลมกลืน ยังมี Purée สีเขียวที่เตรียมขึ้นมาจากสมุนไพรจำพวกและกระเทียมต้นพาสลีย์ นอกจากนี้ยังยังเสริม Purée มาให้ด้านนอกคู่กันกับ Orange Gel ให้รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ ที่แตกต่างไปจากความเปรี้ยวของ Citrus บนเนื้อปลาไหลอีกด้วย (20/20)
✨ L'Omble chevalier de nos montagnes « cuit à la cire d'abeille »
vinaigrette tiède au miel et huile de sapin
สุดยอดเมนูที่สร้างอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของเชฟ Olivier Nasti คือคอร์สที่เชฟนำเสนอปลา Arctic Char จากภูเขาในภูมิภาค Alsace มาแบบดิบในกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากนั้นจึงเทราดขี้ผึ้งร้อนอุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียสลงไปเพื่อทำให้เนื้อปลาสุกแล้วพักเอาไว้นาน 6 นาทีจน ต่อมาพนักงานจะเลาะเนื้อปลาออกมาจากขี้ผึ้งเพื่อจัดลงจาน ชิ้นปลานุ่มละมุนจนแทบละลายในปากแตกต่างจากการปรุงสุกทั่วไปอย่างชัดเจน องค์ประกอบอื่น ๆ คือ Vinaigrette อุ่น ๆ หลากหลายชนิดที่เตรียมมาจากทั้งแอปเปิ้ลเขียว เซเลอรี่ และน้ำมันต้นสนเสริมด้วยน้ำผึ้งจากฟาร์มผึ้งของร้านเองให้รสชาติและอโรมารวมกันออกมาได้อย่างซับซ้อนสุด ๆ (20/20)
✨ « L'Insolite » le roi des forêts Alsacienne en tartare
Caviar Osciètre « Maison Kaviari »
สุดยอดเมนู Signature Dish เป็นจานที่เชฟอาศัยวัตถุดิบที่ได้รับการขนานนามให้เป็น The King of The Forest ซึ่งก็คือเนื้อกวางนั่นเอง เชฟสับมาเป็น Tartare ให้เนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน ไร้ซึ่งกลิ่นสาบและกลิ่นคาว ผสานกันไปกับเนื้อสัมผัสของ Oscietra Caviar คุณภาพสูงแบรนด์ Kaviari ได้อย่างไร้ที่ติ ตรงกลางคือน้ำแข็งที่เตรียมมาจากเหล้า Gin ช่วยเรียกความสดชื่นเข้ากันได้ดีกับความฉุนของซอสสมุนไพรสีเขียว รอบ ๆ คือใบ Oxalis เสิร์ฟมาคู่กับกับ Dried Caviar มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ เล็กๆ ให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างออกไปและเสริมกลิ่นให้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ (20/20)
🎗 [WHY GO] La Table d'Olivier Nasti ได้รับการยกย่องให้เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาค Alsace และเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศสโดยไร้ข้อกังขา ทุกคอร์สมีความซับซ้อนทางรสชาติและเทคนิคสูงมากแต่ยังคงเข้าถึงได้ง่ายจากกลุ่มลูกค้าทั่วไป ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูง พนักงานบริการแบบเป็นกันเอง จากทั้งหมดที่ว่ามาทำให้ตัวร้านควรค่าเป็นอย่างยิ่งที่จะออกเดินทางเพื่อมาชิมสักครั้งในชีวิต
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 57 รูป









































![🎗 [INTRO] Kaysersberg เป็นหมู่บ้านยุคกลางในภูมิภาค Alsace ห่างจากนคร Colmar ออกมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 12 กิโลเมตร นอกจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่บน Alsace Wine Route พอดิบพอดีแล้วตัวเมืองยังควรค่าแก่การเดินทางมาท่องเที่ยวสักครึ่งวัน เมื่อเดินไปถึงท้ายเมืองจะพบกับโรงแรม Le Chambard ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหารที่ดีที่สุดในย่านนี้ถึง 2 แห่งคือ La Table d'Olivier Nasti นำเสนออาหารเชิงสร้างสรรค์ที่มีความซับซ้อนสูงและ Winstub du Chambard นำเสนออาหารท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace นั่นเอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/05/347878667_216249491157608_7665575744356364107_n.webp)
![🎗 [THE CHEF] Olivier Nasti เกิดและเติบโตขึ้นมาที่เมือง Movillars ในภูมิภาค Franche-Comté โดยมีคุณแม่ทำงานเป็นนักบัญชี ส่วนคุณพ่อที่เป็นคนอิตาลีนั้นเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุยังน้อย เมื่อมีอายุได้ 14 ปีเขามีความฝันที่จะประกอบอาชีพเป็นชาวนาหรือพ่อค้าขายขนมปังแต่คุณแม่กลับไม่เห็นด้วย เขาจึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อเพื่อเป็นเชฟโดยเริ่มต้นฝึกงานกับเชฟ Dominique Mathy ที่ห้องอาหาร Château Servin (2 MICHELIN Stars) หลังจากเรียนจบเขาเริ่มต้นทำวานเป็นเสมียนที่โรงแรม Beau Rivage Palace ในนคร Lausanne (เราเคยเขียนบทความถึงโรงแรมแห่งนี้เอาไว้แล้ว สามารถติดตามได้ที่งานรีวิวห้องอาหาร Anne-Sophie-Pic) จากนั้นจึงเริ่มต้นเป็นเชฟมืออาชีพที่โรงแรม Sheraton Luxembourg ก่อนจะย้ายไปทำงานที่ South Croydon ณ กรุง London อยู่พักหนึ่งและเดินทางกลับมาร่วมงานกับเชฟ Jean-Yves Schillinger ที่เมือง Colmar ต่อด้วยห้องอาหารระดับสูงอีกมากมายคือ Le Bricourt (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Concale, Auberge de l'Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ณ เมือง Illhauesern และ Le Cagnard ใน Cagnes-sur-Mer ต่อมาในเดือนมีนาคมปี 1993 เชฟ Olivier Nasti และคุณ Emmanuel Nasti เข้าซื้อกิจการ Le Caveau d'Eguisheim และซึมซับเทคนิคการเตรียมออาหารสไตล์ Alsatian ทั้งยังได้พบกับคุณ Patricia ผู้ซึ่งกลายมาเป็นภรรยาของเขาในปัจจุบัน](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/05/348224042_987457382264796_3410113554898403582_n.webp)

![🎗 [THE FOOD] เชฟ Olivier Nasti นำเสนออาหารในเชิงสร้างสรรค์โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace อย่างเช่นเนื้อสัตว์ป่าต่าง ๆ ออกมาได้อย่างโดดเด่นและมีเอกลักษณ์](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/05/346800220_765082372074651_817091213957181595_n.webp)

![🎗 [THE PLACE] Le Chambard มีลักษณะเป็นอาคารเก่าสมัยศตวรรษที่ 18 ก่อนจะได้รับการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ในปี 2011 ภายนอกโดดเด่นด้วยสีแดงเข้มแตกต่างจากบ้านหลังอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงอย่างชัดเจน เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับแผนกต้อนรับคอยตรวจสอบการจอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/05/348421542_1606436963166749_4525319741049754306_n.webp)




![🎗 [WHY GO] La Table d'Olivier Nasti ได้รับการยกย่องให้เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาค Alsace และเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศสโดยไร้ข้อกังขา](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/05/346804296_241001231909392_3360853583139980760_n.webp)





