GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
La Rôtisserie
1 MICHELIN Star

SwitzerlandLa Rôtisserie · ลา โรติซเซอรี่

Modern Cuisine, International · อาหารยุคใหม่, อาหารนานาชาติ — Weinpl. 2, 8001 Zürich, Switzerland

🎗 Hotel Storchen Zürich เป็นหนึ่งในโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสวิสเซอร์แลนด์โดยเปิดทำการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1357 หรือประมาณ 664 ปีก่อน ตัวโรงแรมปรากฎชื่อครั้งแรกในเอกสารภาษีของเมือง Zürich ในชื่อ Haus zum Storchen สำหรับชื่อ Storchen ได้มาจากคำว่า Störche หรือ Stork ซึ่งแปลว่านกกระสาสังเกตได้จากตราสัญลักษณ์ของทางโรงแรมรวมไปถึงรูปปั้นขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งแม่น้ำ Limmat นั่นเอง หลังจากการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2017 บริเวณชั้น 2 ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นห้องอาหารที่มีชื่อว่า La Rôtisserie ห้องอาหารหลักถูกออกแบบโดยใช้วัสดุเป็นไม้สีน้ำตาลเข้มเพื่อให้ตัดกันกับผนังและเฟอร์นิเจอร์สีน้ำเงินดูเรียบหรูไม่เบา แต่สิ่งที่ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้แวะเวียนกันมาไม่ขาดสายคือที่นั่งริมระเบียงมองออกไปเห็นแม่น้ำ Limmat คั่นกลางแบ่ง Old Town ออกเป็นสองฝั่งโดยมีโบสถ์ Grossmünstee สูงตระหง่านอยู่ด้านขวา และศาลาว่าการเมืองหรือ Rathaus ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่จากช่วงศตวรรษที่ 16 ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายมือ สวยงามมาก ๆ

🎗 เชฟ Stefan Jäckel เคยร่วมงานกับเชฟ Iris Peterman ที่ห้องอาหาร Weiss Kreuz ก่อนจะย้ายมารับตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับ Hotel Storchen ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2019 จนกระทั่งตัวร้านได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลินในการประกาศรางวัลปี 2021 ที่ผ่านมา อาหารที่นี่ปรุงออกมาในสไตล์ International โดยผสมผสานอาหารยุโรปเข้ากับรสชาติและวัตถุดิบของเอเชียได้อย่างลงตัว เราขอแนะนำให้เลือกชิมเมนู ONE HOUR LUNCH (70 CHF/p) ซึ่งจัดเสิร์ฟอาหาร 3 คอร์ส (เลือกอาหารแตกต่างกันได้) เฉพาะช่วงกลางวันในวันอังคาร-ศุกร์ หรือจะเป็นเมนูแบบ À La Carte ตามใจชอบโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 20-76 CHF โดยมีจานที่ทำออกมาได้โดดเด่นคือ

✨ Forest Mushroom Essence

Wild boar | Swabian raviolis | Autumn trumpets

ถัดมาคือซุปเห็ดรสชาติเข้มข้น เค็ม หวาน เเซมด้วยรสเปรี้ยวกลมกล่อมสุด ๆ ด้านล่างเป็นราวิโอลีสไตล์สวาเบียนซึ่งเป็นภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนีมีลักษณะเป็นแผ่นแป้งนุ่ม ๆ หระกบกัน ด้านในสอดไส้เนื้อหมูป่านุ่ ละมุนจนแทบละลายในปาก เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยเห็ดหูหนูป่าใส่มาด้านบน อร่อยจนต้องยกซดหมดถ้วย (15/20)

✨ Char

Watercress | Cucumber | Yuzu Hollandaise

“ชาร์” เป็นปลาจำพวกแซลมอน (Family Salmonidae) แต่จะมีอัตราส่วนไขมันที่พอเหมาะทำให้เนื้อสัมผัสดีกว่าแซลมอนนอร์เวย์ที่เราคุ้นเคยกัน เชฟแพนเซียมาสุกกำลังดี ด้านบนคือซอสฮอลันเดสซึ่งเป็น Signature Sauce ของเชฟ Stefan Jäckel เราประทับใจมากที่เชฟสามารถใส่รสชาติเปรี้ยวของยูซูลงไปเบา ๆ ทำให้โทนรสชาติโดยรวมไม่เลี่ยนโดยง่าย ด้านล่างคือพูเรวอร์เตอร์เครส ข้างกันคือแตงกวาย่างกรอบ ๆ และแตงกวาฝานบาง ๆ แล้วหมักในน้ำยูซูจนมีรสชาติอมเปรี้ยวกำลังดีม้วนมาดูสวยงาม สำหรับซอสฮอลันเดสใครที่อยากชิมเวอร์ชั่นเต็มสามารถสั่งจากเมนูแบบ À La Carte ได้อีกด้วย (15/20)

✨ Buttermilk

Passionfruit | Macadamia | Basil

จานของหวานที่โดดเด่นคือบัตเตอร์มิลค์ เสิร์ฟมาคู่กับถั่วแมคาเดเมียและครัมเบิ้ลกรอบ ด้านบนคือไอศกรีมเสาวรสรสเปรี้ยวทั้งยังมีกลิ่นของใบเบซิลเบา ๆ อร่อยมาก ๆ (15/20)

🎗 แม้จะเป็นเพียงเซ็ตเมนูมื้อกลางวันแต่เชฟ Stefan สามารถใส่เทคนิคชั้นสูงลงมาในอาหารทุกเมนูได้อย่างกลมกลืน วัตถุดิบโดยรวมถือว่าอยู่ในเกรดค่อนข้างดีเทียบกับราคาที่ตั้งเอาไว้ และสำคัญที่สุด ! อย่าลืมโทรแจ้งกับทางร้านเพื่อจองที่นั่งริมระเบียงซึ่งเป็นจุดเด่นของห้องอาหารแห่งนี้

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 25 รูป

🇨🇭 La Rôtisserie - ลา โรติซเซอรี่ 🍴 Modern Cuisine, International - อาหารยุคใหม่, อาหารนานาชาติ 👨🏻‍🍳 Chef Stefan Jäckel - เชฟ ชเตฟาน แยคเคิ่ล
รูปที่ 1
🇨🇭 La Rôtisserie - ลา โรติซเซอรี่ 🍴 Modern Cuisine, International - อาหารยุคใหม่, อาหารนานาชาติ 👨🏻‍🍳 Chef Stefan Jäckel - เชฟ ชเตฟาน แยคเคิ่ล
🌟 1 Michelin Star - 1 ดาวมิชลิน
รูปที่ 2
🌟 1 Michelin Star - 1 ดาวมิชลิน
Hotel Storchen Zürich เป็นหนึ่งในโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสวิสเซอร์แลนด์โดยเปิดทำการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1357 หรือประมาณ 664 ปีก่อน
รูปที่ 3
Hotel Storchen Zürich เป็นหนึ่งในโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสวิสเซอร์แลนด์โดยเปิดทำการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1357 หรือประมาณ 664 ปีก่อน
Scallop Beet | Horseradish | Avocado เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยหอยเชลล์ชุบแป้งทอดจนผิวด้านนอกกรอบ เนื้อด้านในยังคงฉ่ำหวานเสิร์ฟมาคู่กับบีทรูทฝานบางมีเนื้อสัมผัสกรอบ หัวบีทรูทเป็นชิ้นให้รสหวานและกลิ่น Earthy เบา ๆ ยังมีอโวคาโด้ย่างช่วยเสริมความมันให้กับจาน (14/20)
รูปที่ 4
Scallop Beet | Horseradish | Avocado เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยหอยเชลล์ชุบแป้งทอดจนผิวด้านนอกกรอบ เนื้อด้านในยังคงฉ่ำหวานเสิร์ฟมาคู่กับบีทรูทฝานบางมีเนื้อสัมผัสกรอบ หัวบีทรูทเป็นชิ้นให้รสหวานและกลิ่น Earthy เบา ๆ ยังมีอโวคาโด้ย่างช่วยเสริมความมันให้กับจาน (14/20)
Forest Mushroom Essence Wild boar | Swabian raviolis | Autumn trumpets ถัดมาคือซุปเห็ดรสชาติเข้มข้น เค็ม หวาน เเซมด้วยรสเปรี้ยวกลมกล่อมสุด ๆ ด้านล่างเป็นราวิโอลีสไตล์สวาเบียนซึ่งเป็นภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนีมีลักษณะเป็นแผ่นแป้งนุ่ม ๆ หระกบกัน ด้านในสอดไส้เนื้อหมูป่านุ่ ละมุนจนแทบละลายในปาก เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยเห็ดหูหนูป่าใส่มาด้านบน อร่อยจนต้องยกซดหมดถ้วย (15/20)
รูปที่ 5
Forest Mushroom Essence Wild boar | Swabian raviolis | Autumn trumpets ถัดมาคือซุปเห็ดรสชาติเข้มข้น เค็ม หวาน เเซมด้วยรสเปรี้ยวกลมกล่อมสุด ๆ ด้านล่างเป็นราวิโอลีสไตล์สวาเบียนซึ่งเป็นภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนีมีลักษณะเป็นแผ่นแป้งนุ่ม ๆ หระกบกัน ด้านในสอดไส้เนื้อหมูป่านุ่ ละมุนจนแทบละลายในปาก เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยเห็ดหูหนูป่าใส่มาด้านบน อร่อยจนต้องยกซดหมดถ้วย (15/20)
Irish Lamb Risotto from our farm Terreni alla Maggia | Pumpkin | Fig เมนคอร์สจานแรกคือเนื้อแกะจากปนะเทศไอร์แลนด์ ว่ากันตามตรงอาจเพราะราคาทำให้คุณภาพเนื้อแกะที่เลือกใช้ยังไม่ดีที่สุดแต่ด้วยฝีมือของเชฟทำให้ย่างออกมาสุกพอดี ด้านบนเป็น Herb Crust เสิร์ฟให้รับประทานกับข้าวรีซอตโต้จากฟาร์มของทางโรงแรม Terra alla Maggia ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Ascona ทางตอนใต้ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ไม่ไกลกันจากพรมแดนประเทศอิตาลี เนื้อสัมผัสของข้าวในวันนี้มีความนุ่มเล็กน้อยเทียบกับที่เสิร์ฟกันปกติในอิตาลี ทั้งยังมีรสหวานจากฟักทองและมะเดื่อฝรั่งทอดที่เสิร์ฟมาคู่กัน (14/20)
รูปที่ 6
Irish Lamb Risotto from our farm Terreni alla Maggia | Pumpkin | Fig เมนคอร์สจานแรกคือเนื้อแกะจากปนะเทศไอร์แลนด์ ว่ากันตามตรงอาจเพราะราคาทำให้คุณภาพเนื้อแกะที่เลือกใช้ยังไม่ดีที่สุดแต่ด้วยฝีมือของเชฟทำให้ย่างออกมาสุกพอดี ด้านบนเป็น Herb Crust เสิร์ฟให้รับประทานกับข้าวรีซอตโต้จากฟาร์มของทางโรงแรม Terra alla Maggia ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Ascona ทางตอนใต้ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ไม่ไกลกันจากพรมแดนประเทศอิตาลี เนื้อสัมผัสของข้าวในวันนี้มีความนุ่มเล็กน้อยเทียบกับที่เสิร์ฟกันปกติในอิตาลี ทั้งยังมีรสหวานจากฟักทองและมะเดื่อฝรั่งทอดที่เสิร์ฟมาคู่กัน (14/20)
Char Watercress | Cucumber | Yuzu Hollandaise “ชาร์” เป็นปลาจำพวกแซลมอน (Family Salmonidae) แต่จะมีอัตราส่วนไขมันที่พอเหมาะทำให้เนื้อสัมผัสดีกว่าแซลมอนนอร์เวย์ที่เราคุ้นเคยกัน เชฟแพนเซียมาสุกกำลังดี ด้านบนคือซอสฮอลันเดสซึ่งเป็น Signature Sauce ของเชฟ Stefan Jäckel เราประทับใจมากที่เชฟสามารถใส่รสชาติเปรี้ยวของยูซูลงไปเบา ๆ ทำให้โทนรสชาติโดยรวมไม่เลี่ยนโดยง่าย ด้านล่างคือพูเรวอร์เตอร์เครส ข้างกันคือแตงกวาย่างกรอบ ๆ และแตงกวาฝานบาง ๆ แล้วหมักในน้ำยูซูจนมีรสชาติอมเปรี้ยวกำลังดีม้วนมาดูสวยงาม สำหรับซอสฮอลันเดสใครที่อยากชิมเวอร์ชั่นเต็มสามารถสั่งจากเมนูแบบ À La Carte ได้อีกด้วย (15/20)
รูปที่ 7
Char Watercress | Cucumber | Yuzu Hollandaise “ชาร์” เป็นปลาจำพวกแซลมอน (Family Salmonidae) แต่จะมีอัตราส่วนไขมันที่พอเหมาะทำให้เนื้อสัมผัสดีกว่าแซลมอนนอร์เวย์ที่เราคุ้นเคยกัน เชฟแพนเซียมาสุกกำลังดี ด้านบนคือซอสฮอลันเดสซึ่งเป็น Signature Sauce ของเชฟ Stefan Jäckel เราประทับใจมากที่เชฟสามารถใส่รสชาติเปรี้ยวของยูซูลงไปเบา ๆ ทำให้โทนรสชาติโดยรวมไม่เลี่ยนโดยง่าย ด้านล่างคือพูเรวอร์เตอร์เครส ข้างกันคือแตงกวาย่างกรอบ ๆ และแตงกวาฝานบาง ๆ แล้วหมักในน้ำยูซูจนมีรสชาติอมเปรี้ยวกำลังดีม้วนมาดูสวยงาม สำหรับซอสฮอลันเดสใครที่อยากชิมเวอร์ชั่นเต็มสามารถสั่งจากเมนูแบบ À La Carte ได้อีกด้วย (15/20)
Sourdough with Sea Salt and Olive Oil สำหรับขนมปังเป็นซาวโดเสิร์ฟมากับเกลือทะเลและน้ำมันมะกอก
รูปที่ 8
Sourdough with Sea Salt and Olive Oil สำหรับขนมปังเป็นซาวโดเสิร์ฟมากับเกลือทะเลและน้ำมันมะกอก
Sourdough with Sea Salt and Olive Oil สำหรับขนมปังเป็นซาวโดเสิร์ฟมากับเกลือทะเลและน้ำมันมะกอก
รูปที่ 9
Sourdough with Sea Salt and Olive Oil สำหรับขนมปังเป็นซาวโดเสิร์ฟมากับเกลือทะเลและน้ำมันมะกอก
Buttermilk Passionfruit | Macadamia | Basil อีกจานคือบัตเตอร์มิลค์ เสิร์ฟมาคู่กับถั่วแมคาเดเมียและครัมเบิ้ลกรอบ ด้านบนคือไอศกรีมเสาวรสรสเปรี้ยวทั้งยังมีกลิ่นของใบเบซิลเบา ๆ อร่อยมาก ๆ (15/20)
รูปที่ 10
Buttermilk Passionfruit | Macadamia | Basil อีกจานคือบัตเตอร์มิลค์ เสิร์ฟมาคู่กับถั่วแมคาเดเมียและครัมเบิ้ลกรอบ ด้านบนคือไอศกรีมเสาวรสรสเปรี้ยวทั้งยังมีกลิ่นของใบเบซิลเบา ๆ อร่อยมาก ๆ (15/20)
Petit Four Canelé | Macaron | Tartlette ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยเปอตี โฟว์ 3 อย่างคือขนมคาเนเล่ที่ด้านในสอดไส้คาลามานซี่รสเปรี้ยว มาการองสตรอว์เบอร์รี่แบะมะพร้าว และทาร์ตชิ้นจิ๋วตรงกลาง กล้วยและคาราเมล (13/20)
รูปที่ 11
Petit Four Canelé | Macaron | Tartlette ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยเปอตี โฟว์ 3 อย่างคือขนมคาเนเล่ที่ด้านในสอดไส้คาลามานซี่รสเปรี้ยว มาการองสตรอว์เบอร์รี่แบะมะพร้าว และทาร์ตชิ้นจิ๋วตรงกลาง กล้วยและคาราเมล (13/20)
💰 ราคา 149.90 CHF หรือประมาณ 5,500 บาท
รูปที่ 12
💰 ราคา 149.90 CHF หรือประมาณ 5,500 บาท
อาหารที่นี่ปรุงออกมาในสไตล์ International โดยผสมผสานอาหารยุโรปเข้ากับรสชาติและวัตถุดิบของเอเชียได้อย่างลงตัว เราขอแนะนำให้เลือกชิมเมนู ONE HOUR LUNCH (70 CHF/p) ซึ่งจัดเสิร์ฟอาหาร 3 คอร์ส (เลือกอาหารแตกต่างกันได้) เฉพาะช่วงกลางวันในวันอังคาร-ศุกร์ หรือจะเป็นเมนูแบบ À La Carte ตามใจชอบโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 20-76 CHF
รูปที่ 13
อาหารที่นี่ปรุงออกมาในสไตล์ International โดยผสมผสานอาหารยุโรปเข้ากับรสชาติและวัตถุดิบของเอเชียได้อย่างลงตัว เราขอแนะนำให้เลือกชิมเมนู ONE HOUR LUNCH (70 CHF/p) ซึ่งจัดเสิร์ฟอาหาร 3 คอร์ส (เลือกอาหารแตกต่างกันได้) เฉพาะช่วงกลางวันในวันอังคาร-ศุกร์ หรือจะเป็นเมนูแบบ À La Carte ตามใจชอบโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 20-76 CHF
สิ่งที่ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้แวะเวียนกันมาไม่ขาดสายคือที่นั่งริมระเบียงนั่นเอง
รูปที่ 14
สิ่งที่ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้แวะเวียนกันมาไม่ขาดสายคือที่นั่งริมระเบียงนั่นเอง
วิวจากตรงนี้มองออกไปเห็นแม่น้ำ Limmat คั่นกลางแบ่ง Old Town ออกเป็นสองฝั่งโดยมีโบสถ์ Grossmünstee สูงตระหง่านอยู่ด้านขวา และศาลาว่าการเมืองหรือ Rathaus ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่จากช่วงศตวรรษที่ 16 ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายมือ สวยงามมาก ๆ
รูปที่ 15
วิวจากตรงนี้มองออกไปเห็นแม่น้ำ Limmat คั่นกลางแบ่ง Old Town ออกเป็นสองฝั่งโดยมีโบสถ์ Grossmünstee สูงตระหง่านอยู่ด้านขวา และศาลาว่าการเมืองหรือ Rathaus ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่จากช่วงศตวรรษที่ 16 ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายมือ สวยงามมาก ๆ
ห้องอาหารหลักถูกออกแบบโดยใช้วัสดุเป็นไม้สีน้ำตาลเข้มเพื่อให้ตัดกันกับผนังและเฟอร์นิเจอร์สีน้ำเงินดูเรียบหรูไม่เบา
รูปที่ 16
ห้องอาหารหลักถูกออกแบบโดยใช้วัสดุเป็นไม้สีน้ำตาลเข้มเพื่อให้ตัดกันกับผนังและเฟอร์นิเจอร์สีน้ำเงินดูเรียบหรูไม่เบา
หลังจากการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2017 บริเวณชั้น 2 ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นห้องอาหารที่มีชื่อว่า La Rôtisserie
รูปที่ 17
หลังจากการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2017 บริเวณชั้น 2 ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นห้องอาหารที่มีชื่อว่า La Rôtisserie
เชฟ Stefan Jäckel เคยร่วมงานกับเชฟ Iris Peterman ที่ห้องอาหาร Weiss Kreuz ก่อนจะย้ายมารับตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับ Hotel Storchen ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2019 จนกระทั่งตัวร้านได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลินในการประกาศรางวัลปี 2021 ที่ผ่านมา
รูปที่ 18
เชฟ Stefan Jäckel เคยร่วมงานกับเชฟ Iris Peterman ที่ห้องอาหาร Weiss Kreuz ก่อนจะย้ายมารับตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับ Hotel Storchen ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2019 จนกระทั่งตัวร้านได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลินในการประกาศรางวัลปี 2021 ที่ผ่านมา
มุมมองจากหน้าโรงแรม
รูปที่ 19
มุมมองจากหน้าโรงแรม
ตัวโรงแรมปรากฎชื่อครั้งแรกในเอกสารภาษีของเมือง Zürich ในชื่อ Haus zum Storchen
รูปที่ 20
ตัวโรงแรมปรากฎชื่อครั้งแรกในเอกสารภาษีของเมือง Zürich ในชื่อ Haus zum Storchen
สำหรับชื่อ Storchen ได้มาจากคำว่า Störche หรือ Stork ซึ่งแปลว่านกกระสาสังเกตได้จากตราสัญลักษณ์ของทางโรงแรมรวมไปถึงรูปปั้นขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งแม่น้ำ Limmat นั่นเอง
รูปที่ 21
สำหรับชื่อ Storchen ได้มาจากคำว่า Störche หรือ Stork ซึ่งแปลว่านกกระสาสังเกตได้จากตราสัญลักษณ์ของทางโรงแรมรวมไปถึงรูปปั้นขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งแม่น้ำ Limmat นั่นเอง
🏵🏵🏵 16 Points Gault & Millau - 16 คะแนน โกท เอท มิโย
รูปที่ 22
🏵🏵🏵 16 Points Gault & Millau - 16 คะแนน โกท เอท มิโย
ภายนอกห้องอาหาร
รูปที่ 23
ภายนอกห้องอาหาร
แม้จะเป็นเพียงเซ็ตเมนูมื้อกลางวันแต่เชฟ Stefan สามารถใส่เทคนิคชั้นสูงลงมาในอาหารทุกเมนูได้อย่างกลมกลืน วัตถุดิบโดยรวมถือว่าอยู่ในเกรดค่อนข้างดีเทียบกับราคาที่ตั้งเอาไว้
รูปที่ 24
แม้จะเป็นเพียงเซ็ตเมนูมื้อกลางวันแต่เชฟ Stefan สามารถใส่เทคนิคชั้นสูงลงมาในอาหารทุกเมนูได้อย่างกลมกลืน วัตถุดิบโดยรวมถือว่าอยู่ในเกรดค่อนข้างดีเทียบกับราคาที่ตั้งเอาไว้
สำคัญที่สุด ! อย่าลืมโทรแจ้งกับทางร้านเพื่อจองที่นั่งริมระเบียงซึ่งเป็นจุดเด่นของห้องอาหารแห่งนี้
รูปที่ 25
สำคัญที่สุด ! อย่าลืมโทรแจ้งกับทางร้านเพื่อจองที่นั่งริมระเบียงซึ่งเป็นจุดเด่นของห้องอาหารแห่งนี้

แกลเลอรี