GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
La Peca
2 MICHELIN Stars

ItalyLa Peca · ลา เปกา

Modern Cuisine, Contemporary · อาหารโมเดิร์น, ร่วมสมัย — via Alberto Giovanelli 2, Lonigo, 36045, Italy

🎗️ [INTRO] ในวันนี้เราจะขอกล่าวถึงห้องอาหารระดับสูงที่ถ่ายทอดวัตถุดิบและรสชาติแห่งแคว้น Veneto ผ่านมุมมองแบบร่วมสมัยจนกลายมาเป็นหมุดหมายของนักชิมจากทั่วโลก — La Peca เป็นผลงานร่วมชิ้นเอกของสองพี่น้องตระกูล Portinari ที่ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์อาหารที่สะท้อนวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งแต่ยังมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ผสานศิลปะและความอบอุ่นของบ้านเกิดเอาไว้อย่างลงตัว

🎗️ [THE PLACE] ห้องอาหาร La Peca ตั้งอยู่ในเมือง Lonigo ในจังหวัด Vicenza เชฟนิโคลาและคุณเพียร์ลุยจิยังได้ปรับปรุงร้านด้วยวัสดุท้องถิ่นเพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและมีระดับสะท้อนปรัชญาการต้อนรับของพวกเขาอย่างแท้จริง ตัวร้านได้รับการขยับขยายครั้งใหญ่ในปี 2000 โดยเปลี่ยนพื้นที่ระเบียงให้กลายเป็นห้องใหม่ที่มีหน้าต่างบานใหญ่มองเห็นวิวมุมกว้างของเนินเขาที่สวยงามพร้อมกับ Rocca Pisana di Lonigo อาคารสถาปัตยกรรมที่ออกแบบ Vincenzo Scamozzi โดดเด่นอยู่บนยอดเขา ลูกค้าที่เดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัวสามารถจอดรถได้ที่บริเวณหลังร้าน ข้าง ๆ กันกับแผนกต้อนรับเป็นที่ตั้งของห้องรับรองลูกค้าและห้องเก็บไวน์ขนาดใหญ่ ห้องรับประทานอาหารหลักชั้นบนตกแต่งด้วยงานดีไซน์ร่วมสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งความแคชวลและไม่เป็นทางการจนเกินไป

🎗️ [THE CHEF] Nicola Portinari เกิดเมื่อปี 1964 ที่เมือง Vicenza ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เขาหลงไหลในการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กโดยได้รับอิทธิพลจากประเพณีทางอาหารของแคว้น Veneto คุณพ่อของเขาเปิดร้านขายเนื้อทำให้ห้องครัวที่บ้านมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ในปี 1987 เขากับพี่ชายคือคุณ Pierluigi ก่อตั้งร้าน La Peca ขึ้นโดยใช้ชื่อที่แปลว่ารอยประทับในภาษาเวเนเชียนสื่อถึงความตั้งใจที่จะฝากร่องรอยเอาไว้ในวงการอาหารอิตาลี เขาเริ่มต้นเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ด้วยตัวเองโดยเริ่มต้นจากการซึมซับฝีมือจากเชฟที่ทำงานในร้านช่วงปี 1987-1989 ก่อนจะศึกษาและพัฒนาฝีมือตัวเองอย่างต่อเนื่องจนคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1996 ต่อมาขาเดินทางไปฝึกงานที่ห้องอาหาร Arzak (3 MICHELIN Stars) ในปี 2002 และนำเทคนิคและแนวคิดของอาหารยุคใหม่กลับมาประยุกต์ใช้กับตัวเองจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ตั้งแต่ปี 2009 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

🎗️ [THE FOOD] ทุกเมนูของ La Peca โดดเด่นในด้านความคิดสร้างสรรค์และความใส่ใจในรายละเอียดโดยเขาได้อาศัยเทคนิคโมเดิร์นและร่วมสมัยในการตีความวัตถุดิบท้องถิ่นออกมาได้อย่างน่าสนใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้หลายรูปแบบเริ่มต้นจาก Day by Day (130 €) จำนวน 4 คอร์สนำเสนอมาในช่วงมื้อกลางวัน ถัดมาคือ Vegetable (180 €) ซึ่งเป็นคอร์สอาหารมังสวิรัติที่อาศัยแนวทางการปรุงแบบยั่งยืนจนได้รับการยกย่องอย่างสูงในหมู่นักชิมและสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับผู้รับประทานอาหาร Vegan ได้ด้วย ส่วนเราได้เลือกชิม Trace (195 €) นำเสนอมาที่จำนวน 10 คอร์ส สุดท้ายคือ Impronte (235 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูชุดใหญ่จำนวน 12 คอร์ส ทั้งยังมีรายการแบบ À La Carte ให้ได้ลองสั่งมาชิมกันตามใจชอบอีกด้วย คุณ Pierluigi รับผิดชอบในการดูแลอาหารหวานรวมถึงเป็น Sommelier คอยคัดเลือกไวน์นำเสนอในราคาเหมาะสม สำหรับอาหารจานที่โดดเด่นในมื้อนี้ได้แก่

✨ Seasoned rabbit, Jerusalem artichoke and its juices in "tecia"

คอร์สนี้เชฟได้นำ Fillet กระต่ายนำเสนอมาโดยใช้เทคนิคเดียวกันกับการทำ Katsuobushi คือการปรุงและ Dry-aged นานกว่า 1 เดือนจนได้เนื้อสัมผัสและกลิ่นที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร ส่วนครีมก็เตรียมมาจากมันฝรั่งที่ปรุงไปพร้อมกับกระต่ายเช่นกัน (20/20)

✨ Fake nori seaweed ravioli with seafood in cassopipa

ราวิโอลีปลอมที่เชฟเตรียมมาจากสาหร่ายโนริ นอกจากนี้ยังมีอาหารทะเลหลายชนิดปรุงให้สุกพอเหมาะในลักษณะของสตูว์โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Cassopipa ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากแถบเมือง Choiggia ทางตอนใต้ของนคร Venice (18/20)

✨ Rosa di Gorizia, coriandolo, lime, cocco e curry

Rosa di Gorizia เป็นพืชในตระกูล Radicchio ที่ได้ชื่อมาจากเมืองในภูมิภาค Friuli ด้านบนคือผงของเครื่องแกงเขียวหวานไทย จากนั้นพนักงานจะเทซอส Leche de Tigre ประำอบไปด้วยความครีมมี่ของนมมะพร้าวและความซิตรัสของผิวมะนาวลงไป จากนั้นท็อปด้านบนด้วยใบผักชีหนึ่ง (18/20)

🎗️ [WHY GO] La Peca ไม่ใช่เพียงแค่ห้องอาหารระดับสูงแต่มื้ออาหารที่นี่สามารถเชื่อมต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของอาหารท้องถิ่นผ่านมุมมองของสองพี่น้องผู้เติบโตมากับรากเหง้าของแคว้น Veneto ความพิถีพิถันในทุกจานประกอบกับการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างยั่งยืนรวมไปถึงการผสานกลิ่นอายของวัฒนธรรมต่างแดน ล้วนสะท้อนแนวคิดที่ลึกซึ้งและเฉียบคมของเชฟ Niloca ได้อย่างน่าประทับใจ ตัวร้านตกแต่งอย่างงดงาม รายการไวน์ที่คัดมาอย่างดีโดยคุณ Pierluigi ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การรับประทานอาหารให้สมบูรณ์แบบ จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ La Peca เป็นห้องอาหารที่สื่อสารจากเชฟผ่านอาหารมาถึงเหล่านักชิมด้วยหัวใจอย่างแท้จริง

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 38 รูป

🇮🇹 La Peca - ลา เปกา🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Modern Cuisine, Contemporary - อาหารโมเดิร์น, ร่วมสมัย👨🏻‍🍳 Chef Nicola Portinari - เชฟนิโคลา ปอร์ตินารี
รูปที่ 1
🇮🇹 La Peca - ลา เปกา🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Modern Cuisine, Contemporary - อาหารโมเดิร์น, ร่วมสมัย👨🏻‍🍳 Chef Nicola Portinari - เชฟนิโคลา ปอร์ตินารี
🎗️ [INTRO] ในวันนี้เราจะขอกล่าวถึงห้องอาหารระดับสูงที่ถ่ายทอดวัตถุดิบและรสชาติแห่งแคว้น Veneto ผ่านมุมมองแบบร่วมสมัยจนกลายมาเป็นหมุดหมายของนักชิมจากทั่วโลก — La Peca เป็นผลงานร่วมชิ้นเอกของสองพี่น้องตระกูล Portinari ที่ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์อาหารที่สะท้อนวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งแต่ยังมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ผสานศิลปะและความอบอุ่นของบ้านเกิดเอาไว้อย่างลงตัว
รูปที่ 2
🎗️ [INTRO] ในวันนี้เราจะขอกล่าวถึงห้องอาหารระดับสูงที่ถ่ายทอดวัตถุดิบและรสชาติแห่งแคว้น Veneto ผ่านมุมมองแบบร่วมสมัยจนกลายมาเป็นหมุดหมายของนักชิมจากทั่วโลก — La Peca เป็นผลงานร่วมชิ้นเอกของสองพี่น้องตระกูล Portinari ที่ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์อาหารที่สะท้อนวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งแต่ยังมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ผสานศิลปะและความอบอุ่นของบ้านเกิดเอาไว้อย่างลงตัว
Amuse-boucheเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเป็นทาโก้กรอบที่เตรียมมาจากเทอร์นิพแดง ด้านในคือครีมเทอร์นิพแดงย่าง จากนั้นท็อปด้วยซอสมาโยของชะเอมเทศ (Liquorice) และไข่ปลาแซลมอน (18/20)
รูปที่ 3
Amuse-boucheเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเป็นทาโก้กรอบที่เตรียมมาจากเทอร์นิพแดง ด้านในคือครีมเทอร์นิพแดงย่าง จากนั้นท็อปด้วยซอสมาโยของชะเอมเทศ (Liquorice) และไข่ปลาแซลมอน (18/20)
Amuse-boucheCeleriac เสิร์ฟมากับเวเฟอร์และครีม จากนั้นท็อปด้วยดอก Pimpinelle (18/20)
รูปที่ 4
Amuse-boucheCeleriac เสิร์ฟมากับเวเฟอร์และครีม จากนั้นท็อปด้วยดอก Pimpinelle (18/20)
Amuse-boucheจบด้วย Crème Brûlée ที่เตรียมมาจาก Bottarga เบิร์นด้วยไฟจนได้เนื้อสัมผัสที่มีความครีมมี่และอโรมาที่หอมโดดเด่น ด้านบนท็อปด้วยหมึกเตรียมมาในลักษณะของ Pâté จากนั้นตัดด้วยความเย็นสดชื่นของ Granita (18/20)
รูปที่ 5
Amuse-boucheจบด้วย Crème Brûlée ที่เตรียมมาจาก Bottarga เบิร์นด้วยไฟจนได้เนื้อสัมผัสที่มีความครีมมี่และอโรมาที่หอมโดดเด่น ด้านบนท็อปด้วยหมึกเตรียมมาในลักษณะของ Pâté จากนั้นตัดด้วยความเย็นสดชื่นของ Granita (18/20)
Breadขนมปังแผ่นกรอบบาง
รูปที่ 6
Breadขนมปังแผ่นกรอบบาง
Breadขนมปัง Grissini เสิร์ฟมากับขนมปังซาวโด ข้าง ๆ กันคือครีม Ricotta ที่มีอโรมาของ Majoram
รูปที่ 7
Breadขนมปัง Grissini เสิร์ฟมากับขนมปังซาวโด ข้าง ๆ กันคือครีม Ricotta ที่มีอโรมาของ Majoram
Pink shrimp, cauliflower and caviarกุ้งชมพูเนื้อหวานโดยธรรมชาติ เชฟเสิร์ฟมากับครีมและชิ้นกะหล่ำดอกฝานบางให้ความครีมมี่พอเหมาะ ในจานยังมีน้ำมัน 2 ชนิดเตรียมมาจากสาหร่ายและผักชีลาวสร้างมิติความฉุนเข้ากัน ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์เพิ่มมิติความเค็มที่พอเหมาะ (17/20)
รูปที่ 8
Pink shrimp, cauliflower and caviarกุ้งชมพูเนื้อหวานโดยธรรมชาติ เชฟเสิร์ฟมากับครีมและชิ้นกะหล่ำดอกฝานบางให้ความครีมมี่พอเหมาะ ในจานยังมีน้ำมัน 2 ชนิดเตรียมมาจากสาหร่ายและผักชีลาวสร้างมิติความฉุนเข้ากัน ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์เพิ่มมิติความเค็มที่พอเหมาะ (17/20)
Venetian lagoonVenetian Lagoon นำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นที่สำคัญของแถบนครเวนิสเริ่มจาก Capalonga หรือหอยมีดโกนที่มีความกรึบ ตรงกลางยัดไส้เนยที่มีส่วนผสมของหอยมีดโกนเช่นกันทำให้ตัวหอยมีดโกนทำหน้าที่คล้ายกันกับราวิโอลี ชิ้นสีแดงคือเทอร์นิพกรอบ นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายใส่มาด้วย สุดท้ายคือ Broth ใส ๆ ที่มีรสเปรี้ยวเบา ๆ ของเลมอน (18/20)
รูปที่ 9
Venetian lagoonVenetian Lagoon นำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นที่สำคัญของแถบนครเวนิสเริ่มจาก Capalonga หรือหอยมีดโกนที่มีความกรึบ ตรงกลางยัดไส้เนยที่มีส่วนผสมของหอยมีดโกนเช่นกันทำให้ตัวหอยมีดโกนทำหน้าที่คล้ายกันกับราวิโอลี ชิ้นสีแดงคือเทอร์นิพกรอบ นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายใส่มาด้วย สุดท้ายคือ Broth ใส ๆ ที่มีรสเปรี้ยวเบา ๆ ของเลมอน (18/20)
Seasoned rabbit, Jerusalem artichoke and its juices in "tecia"คอร์สนี้เชฟได้นำ Fillet กระต่ายนำเสนอมาโดยใช้เทคนิคเดียวกันกับการทำ Katsuobushi คือการปรุงและ Dry-aged นานกว่า 1 เดือนจนได้เนื้อสัมผัสและกลิ่นที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร ส่วนครีมก็เตรียมมาจากมันฝรั่งที่ปรุงไปพร้อมกับกระต่ายเช่นกัน (20/20)
รูปที่ 10
Seasoned rabbit, Jerusalem artichoke and its juices in "tecia"คอร์สนี้เชฟได้นำ Fillet กระต่ายนำเสนอมาโดยใช้เทคนิคเดียวกันกับการทำ Katsuobushi คือการปรุงและ Dry-aged นานกว่า 1 เดือนจนได้เนื้อสัมผัสและกลิ่นที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร ส่วนครีมก็เตรียมมาจากมันฝรั่งที่ปรุงไปพร้อมกับกระต่ายเช่นกัน (20/20)
Radicchio di Asigliano, cashew legumes, plums and rosemaryเชฟนำเสนอ Radicchio di Asigliano และ Turnip จับคู่มากับครีมเมล็ดสน นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของมะนาวที่ผ่านการอบในเตาอบ (16/20)
รูปที่ 11
Radicchio di Asigliano, cashew legumes, plums and rosemaryเชฟนำเสนอ Radicchio di Asigliano และ Turnip จับคู่มากับครีมเมล็ดสน นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของมะนาวที่ผ่านการอบในเตาอบ (16/20)
Fake nori seaweed ravioli with seafood in cassopipaราวิโอลีปลอมที่เชฟเตรียมมาจากสาหร่ายโนริ นอกจากนี้ยังมีอาหารทะเลหลายชนิดปรุงให้สุกพอเหมาะในลักษณะของสตูว์โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Cassopipa ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากแถบเมือง Choiggia ทางตอนใต้ของนคร Venice (18/20)
รูปที่ 12
Fake nori seaweed ravioli with seafood in cassopipaราวิโอลีปลอมที่เชฟเตรียมมาจากสาหร่ายโนริ นอกจากนี้ยังมีอาหารทะเลหลายชนิดปรุงให้สุกพอเหมาะในลักษณะของสตูว์โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Cassopipa ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากแถบเมือง Choiggia ทางตอนใต้ของนคร Venice (18/20)
Mallard ravioli in spiced consomméราวิโอลีสอดไส้เป็ด Germano Reale หรือ Maillard Duck นำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างกัน 2 แบบตามสีของชิ้นราวิโอลี ชิ้นหนึ่งจะมีเนื้อเป็ดเป็นองค์ประกอบหลัก ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็น Liorì หรือเครื่องในเป็ดนั่นเอง นอกจากนี้ยังมี Broth เป็นซุปใสอุ่น ๆ ที่เตรียมมาจากเป็ดเช่นกันและปรุงแต่งด้วยเครื่องเทศเล็กน้อย (17/20)
รูปที่ 13
Mallard ravioli in spiced consomméราวิโอลีสอดไส้เป็ด Germano Reale หรือ Maillard Duck นำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างกัน 2 แบบตามสีของชิ้นราวิโอลี ชิ้นหนึ่งจะมีเนื้อเป็ดเป็นองค์ประกอบหลัก ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็น Liorì หรือเครื่องในเป็ดนั่นเอง นอกจากนี้ยังมี Broth เป็นซุปใสอุ่น ๆ ที่เตรียมมาจากเป็ดเช่นกันและปรุงแต่งด้วยเครื่องเทศเล็กน้อย (17/20)
Livorno-style red mullet, grilled leek and crispy capersCacciucco alla Livornese เป็นเมนูดั้งเดิมที่เชฟนำมาประยุกต์โดยนำเสนอปลา Red Mullet ท็อปด้วยเคเปอร์กรอบ ข้าง ๆ กันคือกระเทียมต้นเสิร์ฟมาทั้งแบบย่างจนไหม้และครีม นอกจากนี้ยังมีผงมะกอกดำใส่มาด้วย (17/20)
รูปที่ 14
Livorno-style red mullet, grilled leek and crispy capersCacciucco alla Livornese เป็นเมนูดั้งเดิมที่เชฟนำมาประยุกต์โดยนำเสนอปลา Red Mullet ท็อปด้วยเคเปอร์กรอบ ข้าง ๆ กันคือกระเทียมต้นเสิร์ฟมาทั้งแบบย่างจนไหม้และครีม นอกจากนี้ยังมีผงมะกอกดำใส่มาด้วย (17/20)
Rosa di Gorizia, coriandolo, lime, cocco e curryRosa di Gorizia เป็นพืชในตระกูล Radicchio ที่ได้ชื่อมาจากเมืองในภูมิภาค Friuli ด้านบนคือผงของเครื่องแกงเขียวหวานไทย จากนั้นพนักงานจะเทซอส Leche de Tigre ประำอบไปด้วยความครีมมี่ของนมมะพร้าวและความซิตรัสของผิวมะนาวลงไป จากนั้นท็อปด้านบนด้วยใบผักชีหนึ่ง (18/20)
รูปที่ 15
Rosa di Gorizia, coriandolo, lime, cocco e curryRosa di Gorizia เป็นพืชในตระกูล Radicchio ที่ได้ชื่อมาจากเมืองในภูมิภาค Friuli ด้านบนคือผงของเครื่องแกงเขียวหวานไทย จากนั้นพนักงานจะเทซอส Leche de Tigre ประำอบไปด้วยความครีมมี่ของนมมะพร้าวและความซิตรัสของผิวมะนาวลงไป จากนั้นท็อปด้านบนด้วยใบผักชีหนึ่ง (18/20)
Saddle of venison, tamarind, spinach and herb dressingเนื้อกวาง Roe ส่วน Saddle ที่ผ่านการ Dry-aged นานถึง 1 เดือนย่างแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกพอเหมาะคู่กันกับแผ่นผักปวยเล้งกรอบ ๆ จากนั้นราดด้วยซอสมะขามเปรี้ยวหวานซึ่งช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของเนื้อกวางได้อย่างลงตัว (17/20)
รูปที่ 16
Saddle of venison, tamarind, spinach and herb dressingเนื้อกวาง Roe ส่วน Saddle ที่ผ่านการ Dry-aged นานถึง 1 เดือนย่างแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกพอเหมาะคู่กันกับแผ่นผักปวยเล้งกรอบ ๆ จากนั้นราดด้วยซอสมะขามเปรี้ยวหวานซึ่งช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของเนื้อกวางได้อย่างลงตัว (17/20)
Apple and wild rocketล้างปากด้วยซอร์เบท์แอปเปิ้ลเขียวท็อปด้านบนด้วยผักรอกเกตป่า (15/20)
รูปที่ 17
Apple and wild rocketล้างปากด้วยซอร์เบท์แอปเปิ้ลเขียวท็อปด้านบนด้วยผักรอกเกตป่า (15/20)
Ravioli with burnt cream and ancient citrus fruitsของหวานในเซ็ตคือราวิโอลีที่ด้านในสอดไส้ครีมไหม้ จากนั้นปรุงรสด้วยความเปรี้ยวของซิตรัสโบราณ (17/20)
รูปที่ 18
Ravioli with burnt cream and ancient citrus fruitsของหวานในเซ็ตคือราวิโอลีที่ด้านในสอดไส้ครีมไหม้ จากนั้นปรุงรสด้วยความเปรี้ยวของซิตรัสโบราณ (17/20)
White-milkของหวานจานหลักในวันนี้มีองค์ประกอบด้านล่างคือ Yogurt Samifreddo จับคู่กับความหอมมันของ Mascarpone ด้านบนคือ Classic Meringue รวมไปถึง Yogurt Meringue และ Milk Skin (18/20)
รูปที่ 19
White-milkของหวานจานหลักในวันนี้มีองค์ประกอบด้านล่างคือ Yogurt Samifreddo จับคู่กับความหอมมันของ Mascarpone ด้านบนคือ Classic Meringue รวมไปถึง Yogurt Meringue และ Milk Skin (18/20)
ของหวานพิเศษสำหรับคนที่ไปเฉลิมฉลอง
รูปที่ 20
ของหวานพิเศษสำหรับคนที่ไปเฉลิมฉลอง
Petit Foursปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วคือ Dominican Chocolate, Frittella with Cream และ Waffle with Sphere of Chocolate and Coffee
รูปที่ 21
Petit Foursปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วคือ Dominican Chocolate, Frittella with Cream และ Waffle with Sphere of Chocolate and Coffee
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 22
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 23
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 24
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
💰 ราคา 964 €/4 p
รูปที่ 25
💰 ราคา 964 €/4 p
🎗️ [THE CHEF] Nicola Portinari เกิดเมื่อปี 1964 ที่เมือง Vicenza ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เขาหลงไหลในการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กโดยได้รับอิทธิพลจากประเพณีทางอาหารของแคว้น Veneto คุณพ่อของเขาเปิดร้านขายเนื้อทำให้ห้องครัวที่บ้านมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ในปี 1987 เขากับพี่ชายคือคุณ Pierluigi ก่อตั้งร้าน La Peca ขึ้นโดยใช้ชื่อที่แปลว่ารอยประทับในภาษาเวเนเชียนสื่อถึงความตั้งใจที่จะฝากร่องรอยเอาไว้ในวงการอาหารอิตาลี เขาเริ่มต้นเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ด้วยตัวเองโดยเริ่มต้นจากการซึมซับฝีมือจากเชฟที่ทำงานในร้านช่วงปี 1987-1989 ก่อนจะศึกษาและพัฒนาฝีมือตัวเองอย่างต่อเนื่องจนคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1996 ต่อมาขาเดินทางไปฝึกงานที่ห้องอาหาร Arzak (3 MICHELIN Stars) ในปี 2002 และนำเทคนิคและแนวคิดของอาหารยุคใหม่กลับมาประยุกต์ใช้กับตัวเองจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ตั้งแต่ปี 2009 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
รูปที่ 26
🎗️ [THE CHEF] Nicola Portinari เกิดเมื่อปี 1964 ที่เมือง Vicenza ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เขาหลงไหลในการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กโดยได้รับอิทธิพลจากประเพณีทางอาหารของแคว้น Veneto คุณพ่อของเขาเปิดร้านขายเนื้อทำให้ห้องครัวที่บ้านมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ในปี 1987 เขากับพี่ชายคือคุณ Pierluigi ก่อตั้งร้าน La Peca ขึ้นโดยใช้ชื่อที่แปลว่ารอยประทับในภาษาเวเนเชียนสื่อถึงความตั้งใจที่จะฝากร่องรอยเอาไว้ในวงการอาหารอิตาลี เขาเริ่มต้นเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ด้วยตัวเองโดยเริ่มต้นจากการซึมซับฝีมือจากเชฟที่ทำงานในร้านช่วงปี 1987-1989 ก่อนจะศึกษาและพัฒนาฝีมือตัวเองอย่างต่อเนื่องจนคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1996 ต่อมาขาเดินทางไปฝึกงานที่ห้องอาหาร Arzak (3 MICHELIN Stars) ในปี 2002 และนำเทคนิคและแนวคิดของอาหารยุคใหม่กลับมาประยุกต์ใช้กับตัวเองจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ตั้งแต่ปี 2009 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
🎗️ [THE FOOD] ทุกเมนูของ La Peca โดดเด่นในด้านความคิดสร้างสรรค์และความใส่ใจในรายละเอียดโดยเขาได้อาศัยเทคนิคโมเดิร์นและร่วมสมัยในการตีความวัตถุดิบท้องถิ่นออกมาได้อย่างน่าสนใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้หลายรูปแบบเริ่มต้นจาก Day by Day (130 €) จำนวน 4 คอร์สนำเสนอมาในช่วงมื้อกลางวัน ถัดมาคือ Vegetable (180 €) ซึ่งเป็นคอร์สอาหารมังสวิรัติที่อาศัยแนวทางการปรุงแบบยั่งยืนจนได้รับการยกย่องอย่างสูงในหมู่นักชิมและสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับผู้รับประทานอาหาร Vegan ได้ด้วย ส่วนเราได้เลือกชิม Trace (195 €) นำเสนอมาที่จำนวน 10 คอร์ส สุดท้ายคือ Impronte (235 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูชุดใหญ่จำนวน 12 คอร์ส ทั้งยังมีรายการแบบ À La Carte ให้ได้ลองสั่งมาชิมกันตามใจชอบอีกด้วย
รูปที่ 27
🎗️ [THE FOOD] ทุกเมนูของ La Peca โดดเด่นในด้านความคิดสร้างสรรค์และความใส่ใจในรายละเอียดโดยเขาได้อาศัยเทคนิคโมเดิร์นและร่วมสมัยในการตีความวัตถุดิบท้องถิ่นออกมาได้อย่างน่าสนใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้หลายรูปแบบเริ่มต้นจาก Day by Day (130 €) จำนวน 4 คอร์สนำเสนอมาในช่วงมื้อกลางวัน ถัดมาคือ Vegetable (180 €) ซึ่งเป็นคอร์สอาหารมังสวิรัติที่อาศัยแนวทางการปรุงแบบยั่งยืนจนได้รับการยกย่องอย่างสูงในหมู่นักชิมและสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับผู้รับประทานอาหาร Vegan ได้ด้วย ส่วนเราได้เลือกชิม Trace (195 €) นำเสนอมาที่จำนวน 10 คอร์ส สุดท้ายคือ Impronte (235 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูชุดใหญ่จำนวน 12 คอร์ส ทั้งยังมีรายการแบบ À La Carte ให้ได้ลองสั่งมาชิมกันตามใจชอบอีกด้วย
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 28
ภายในห้องอาหาร
🎗️ [THE PLACE] ห้องอาหาร La Peca ตั้งอยู่ในเมือง Lonigo ในจังหวัด Vicenza เชฟนิโคลาและคุณเพียร์ลุยจิยังได้ปรับปรุงร้านด้วยวัสดุท้องถิ่นเพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและมีระดับสะท้อนปรัชญาการต้อนรับของพวกเขาอย่างแท้จริง
รูปที่ 29
🎗️ [THE PLACE] ห้องอาหาร La Peca ตั้งอยู่ในเมือง Lonigo ในจังหวัด Vicenza เชฟนิโคลาและคุณเพียร์ลุยจิยังได้ปรับปรุงร้านด้วยวัสดุท้องถิ่นเพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและมีระดับสะท้อนปรัชญาการต้อนรับของพวกเขาอย่างแท้จริง
ตัวร้านได้รับการขยับขยายครั้งใหญ่ในปี 2000 โดยเปลี่ยนพื้นที่ระเบียงให้กลายเป็นห้องใหม่ที่มีหน้าต่างบานใหญ่มองเห็นวิวมุมกว้างของเนินเขาที่สวยงามพร้อมกับ Rocca Pisana di Lonigo
รูปที่ 30
ตัวร้านได้รับการขยับขยายครั้งใหญ่ในปี 2000 โดยเปลี่ยนพื้นที่ระเบียงให้กลายเป็นห้องใหม่ที่มีหน้าต่างบานใหญ่มองเห็นวิวมุมกว้างของเนินเขาที่สวยงามพร้อมกับ Rocca Pisana di Lonigo
อาคารสถาปัตยกรรมที่ออกแบบ Vincenzo Scamozzi โดดเด่นอยู่บนยอดเขา
รูปที่ 31
อาคารสถาปัตยกรรมที่ออกแบบ Vincenzo Scamozzi โดดเด่นอยู่บนยอดเขา
ห้องรับประทานอาหารหลักชั้นบนตกแต่งด้วยงานดีไซน์ร่วมสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งความแคชวลและไม่เป็นทางการจนเกินไป
รูปที่ 32
ห้องรับประทานอาหารหลักชั้นบนตกแต่งด้วยงานดีไซน์ร่วมสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งความแคชวลและไม่เป็นทางการจนเกินไป
ห้องรับประทานอาหารหลัก
รูปที่ 33
ห้องรับประทานอาหารหลัก
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 34
ภายในห้องอาหาร
ห้องรับรองลูกค้า
รูปที่ 35
ห้องรับรองลูกค้า
ลูกค้าที่เดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัวสามารถจอดรถได้ที่บริเวณหลังร้าน ข้าง ๆ กันกับแผนกต้อนรับเป็นที่ตั้งของห้องรับรองลูกค้าและห้องเก็บไวน์ขนาดใหญ่
รูปที่ 36
ลูกค้าที่เดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัวสามารถจอดรถได้ที่บริเวณหลังร้าน ข้าง ๆ กันกับแผนกต้อนรับเป็นที่ตั้งของห้องรับรองลูกค้าและห้องเก็บไวน์ขนาดใหญ่
คุณ Pierluigi รับผิดชอบในการดูแลอาหารหวานรวมถึงเป็น Sommelier คอยคัดเลือกไวน์นำเสนอในราคาเหมาะสม
รูปที่ 37
คุณ Pierluigi รับผิดชอบในการดูแลอาหารหวานรวมถึงเป็น Sommelier คอยคัดเลือกไวน์นำเสนอในราคาเหมาะสม
🎗️ [WHY GO] La Peca ไม่ใช่เพียงแค่ห้องอาหารระดับสูงแต่มื้ออาหารที่นี่สามารถเชื่อมต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของอาหารท้องถิ่นผ่านมุมมองของสองพี่น้องผู้เติบโตมากับรากเหง้าของแคว้น Veneto ความพิถีพิถันในทุกจานประกอบกับการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างยั่งยืนรวมไปถึงการผสานกลิ่นอายของวัฒนธรรมต่างแดน ล้วนสะท้อนแนวคิดที่ลึกซึ้งและเฉียบคมของเชฟ Niloca ได้อย่างน่าประทับใจ ตัวร้านตกแต่งอย่างงดงาม รายการไวน์ที่คัดมาอย่างดีโดยคุณ Pierluigi ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การรับประทานอาหารให้สมบูรณ์แบบ จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ La Peca เป็นห้องอาหารที่สื่อสารจากเชฟผ่านอาหารมาถึงเหล่านักชิมด้วยหัวใจอย่างแท้จริง
รูปที่ 38
🎗️ [WHY GO] La Peca ไม่ใช่เพียงแค่ห้องอาหารระดับสูงแต่มื้ออาหารที่นี่สามารถเชื่อมต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของอาหารท้องถิ่นผ่านมุมมองของสองพี่น้องผู้เติบโตมากับรากเหง้าของแคว้น Veneto ความพิถีพิถันในทุกจานประกอบกับการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างยั่งยืนรวมไปถึงการผสานกลิ่นอายของวัฒนธรรมต่างแดน ล้วนสะท้อนแนวคิดที่ลึกซึ้งและเฉียบคมของเชฟ Niloca ได้อย่างน่าประทับใจ ตัวร้านตกแต่งอย่างงดงาม รายการไวน์ที่คัดมาอย่างดีโดยคุณ Pierluigi ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การรับประทานอาหารให้สมบูรณ์แบบ จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ La Peca เป็นห้องอาหารที่สื่อสารจากเชฟผ่านอาหารมาถึงเหล่านักชิมด้วยหัวใจอย่างแท้จริง