GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
La Fourchette des Ducs
2 MICHELIN Stars

FranceLa Fourchette des Ducs · ลา โฟเช็ท เด ดุคส์

Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — 6 rue de la Gare, Obernai, 67210, France

🎗 [INTRO] La Fourchette des Ducs เป็นห้องอาหารเก่าแก่อายุกว่า 100 ปีที่สร้างโดย Ettore Bugatti ผู้ก่อตั้งบริษัทยานยนต์ Bugatti ทั้งยังได้รับการตกแต่งภายในโดย René Lalique นักออกแบบคริสตัลและนักตกแต่งภายในระดับแนวหน้าของโลก เชฟคนปัจจุบัน Nicolas Stamm-Corby ตั้งใจหยิบยกอาหารท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ทั้งที่มีอยู่และสูญหายไปกับกาลเวลามาปัดฝุ่นใหม่และนำเสนอมาในรูปแบบของตัวเองจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars รวมไปถึงอาหารหวานที่โดดเด่นมาก ๆ จนได้รับรางวัล Passion Dessert มาครองได้สำเร็จ

🎗 [THE PLACE] Ettore Arco Isidoro Bugatti เป็นนักออกแบบยานยนต์ลูกครึ่งอิตาลี-ฝรั่งเศสผู้ก่อตั้งบริษัท Automobiles E. Bugatti ขึ้นในปี 1909 ตัวบริษัทของเขานั้นมีทำเลตั้งอยู่ที่ Molsheim ซึ่งแต่เดิมเป็นเมืองในภูมิภาค Alsace ประเทศเยอรมนีก่อนที่พื้นที่แถบนี้จะเปลี่ยนมาปกครองโดยฝรั่งเศสในปัจจุบัน อยู่มาวันหนึ่งคุณ Ettore Bugatti ได้มองหาพื้นที่สำหรับใช้รับรองลูกค้าจึงชักชวนเพื่อน 3 คนให้มาร่วมกันสร้างและตกแต่งอาคารขึ้นมาหลังหนึ่งใช้ชื่อว่า Clos Sainte Odile โดยเพื่อนคนคนแรกของเขาคือ Lucien Weissenburger เป็นเจ้าของไร่ไวน์ในแถบภูเขา Vosges รับหน้าดูแลกิจการร้านอาหาร เพื่อนคนที่สองคือ Charles Spindler ศิลปินชื่อดังรับหน้าที่ออกแบบและสร้างบ้านแบบ Half-timbered House ให้ออกมาในสไตล์ Rhenish Art Nouveau ส่วนเพื่อนคนสุดท้ายคือ René Lalique นักออกแบบเครื่องแก้วและอัญมณีระดับแนวหน้าของโลกรับหน้าที่ออกแบบภายในรวมไปถึงโคมไฟติดผนังซึ่งยังมีปรากฎให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน ตัวอาคารก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1921 ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่ว่า La Fourchette des Ducs นั่นเอง ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดฝั่งตรงข้ามร้านติดกันกับ Gare d'Obernai ซึ่งเป็นสถานีรถไฟประจำเมือง Obernai ทั้งนี้ประสบการณ์การรับประทานอาหารที่นี่จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลโดยในช่วงที่อากาศหนาวพนักงานจะทำการจัดเสิร์ฟอาหารที่ Le Salon d'Hiver (The Winter Lounge) ซึ่งเป็นห้องดั้งเดิมของ Clos Sainte Odile และเป็นห้องเดียวกันกับที่ใช้ต้อนรับเราในวันนี้ เราสามารถสังเกตเห็นถึงเทคนิคการต่อไม้ (Marquetry) ของคุณ Charles Spindler, โคมไฟบนผนังที่ออกแบบพิเศษโดยคุณ René Lalique รวมไปถึงมุมหน้าเตาผิงซึ่งเป็นจุดที่คุณ Ettore Bugatti โปรดปรานเป็นที่สุด โต๊ะอาหารทุกตัวปูด้วยผ้าขาว บนโต๊ะตกแต่งด้วย Lalique Crystal เสริมบรรยากาศให้หรูหราและอบอุ่น ส่วนใครที่มาในช่วงฤดูร้อนทางร้านจะเปลี่ยนมาต้อนรับลูกค้าที่ Le Salon d'Été & La Terrasse (The Summer Lounge & The Terrace) โดยลูกค้าสามารถนั่งชิลรับลมบริเวณ Outdoor ได้ในวันที่อากาศเป็นใจ ภายในห้องอาหารออกแบบให้แสงธรรมชาติสามารถสาดส่องเข้ามาตกกระทบ Baccarat Crystals ซึ่งออกแบบโดย Arik Lévy นอกจากนี้ยังมี Aubusson Tapestry หรือพรมผนังที่ออกแบบโดย Marc Petit ซึ่งกลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาสำคัญของมื้ออาหารอีกด้วย

🎗 [THE CHEF] เชฟ Nicolas Stamm-Corby จบการศึกษาจาก Lycée Alexandre Dumas - Hotellerie - Restauration - Tourisme ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟ Jean Schillinger ในเมือง Colmar เมื่อมีอายุได้ 25 ปีเขาตัดสินใจเปิดห้องอาหารเล็ก ๆ ขนาด 16 ที่นั่งเป็นของตัวเอง ณ ใจกลางเมือง Haguenau แคว้น Alsace พร้อมกับตั้งชื่อว่า La Fourchette กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2000 เขาได้รับคำแนะนำจากคุณ Jean-Pierre Harberlin ให้ย้ายมาเปิดห้องอาหารแห่งใหม่ที่โรงแรม Les Ducs d’Alsace ของตระกูล Trimbach ในเมือง Obernai และตั้งชื่อใหม่โดยหยิบยกชื่อเดิมของร้านอาหารและตัวโรงแรมมาต่อกันว่า La Fourchette des Ducs ถึงแม้ว่าในช่วงเวลานั้นเชฟ Nicolas Stamm-Corby จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการวางแผนการตลาดและการโปรโมทร้านผ่านสื่อมากนักแต่ตัวร้านกลับได้กระแสตอบรับที่ดีจากคนท้องถิ่นจนได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2002 และเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในปี 2006 เชฟ Nicolas Stamm-Corby ได้พูดคุยเพื่อซื้อตัวอาคารต่อจากเจ้าของเดิมซึ่งซื้อกิจการต่อจากตระกูล Trimbach มาอีกทีหนึ่งจนกลายมาเป็นเจ้าของพื้นที่อย่างเต็มตัว สำหรับคู่ชีวิตของเขาคือคุณ Serge Schaal แต่เดิมเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้าน Geophysics ทั้งยังเคยทำงานเป็นวิศวกรสิ่งแวดล้อมอีกด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากพบเจอกับเชฟ Nicolas Stamm-Corby เขาได้ผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างเต็มตัวทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นถึงประธานของสมาคม Les Grandes Tables du Monde เลยทีเดียว

🎗 [THE FOOD] เชฟ Nicolas Stamm-Corby ได้หยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace อย่างเช่นฟัวกราส์ตับเป็ด, ปลาแซลมอนเทราต์จาก Sparsbach, กะหล่ำปลี Fil d'Or, Bibeleskaes รวมไปถึงเนื้อกวางซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในช่วงฤดูหนาวมาประกอบกับเทคนิคเฉพาะตัวจนได้ออกมาเป็นเมนูอาหารที่ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังแฝงกลิ่นอายของอาหาร Alsatian ยุคโบราณเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Libre Émotion (225 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบปกติและ Terroir Végetal (175 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบมังสวิรัติ นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte นำเสนอมาที่ราคาต่อจานประมาณ 70-125 € อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ต้องพูดถึงเอาไว้เลยคือรายการอาหารหวานที่การันตีโดยรางวัล Passion Dessert จาก MICHELIN Guide ทั้งยังเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่สร้างความประทับใจเกี่ยวกับของหวานให้กับเราได้มากที่สุดในรอบปีนี้ รายการไวน์มีให้เลือกพอสมควรในระดับราคาที่สมเหตุสมผล ทางร้านเลือกใช้แก้ว Lehmann คุณภาพสูงเพื่อเพิ่มอรรถรสในการดื่มตั้งแต่ไวน์ไปจนถึงน้ำเปล่า ส่วนเมนูที่เราประทับใจมาก ๆ จนต้องขอปักหมุดเอาไว้มีดังนี้

✨ Royale de Foie Gras de Canard,

Déclinaison de Coings au Gewurztraminer

Foie Gras ตับเป็ดท้องถิ่นเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูมิภาค Alsace เชฟนำเสนอมาในรูปแบบของรอแยลเนื้อเนียนละมุน ครีมมี่ และหอมโดดเด่น ด้านบนท็อปด้วย Quince ที่ผ่านการดองในไวน์จากองุ่น Gewurztraminer ของแถบ Alsace เสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสทั้งยังช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับจานนี้ได้อย่างลงตัว (18/20)

✨ Chou Vert farci de Choucroute « Fil d'Or » au Foie Gras de Canard d'Alsace

Consommé de Chou à la Truffe d'Été

หนึ่งในจานที่แสดงอกถึงความเป็น Alsatian Cuisine มากที่สุดคือกะหล่ำ Green Cabbage ที่ตรงกลางสอดไส้ “Fil d’Or” Sauerkraut หรือ Sauerkraut ที่เตรียมมาจากกะหล่ำปลีสายพันธุ์ Fil d’Or ซึ่งได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ให้เจริญเติบโตและปลูกได้ในฤดูหนาว นอกจากนี้ยังมีฟัวกราส์ตับเป็ดท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ล้อมรอบด้วยเนื้อลูกวัวและ Summer Black Truffle น้ำซุปใสรอบ ๆ คือ Cabbage Consommé ให้รสชาติที่กลมกล่อม สุดท้ายคือองค์ประกอบของตับเตรียมมาคล้ายกันกับลูกชิ้นนั่นเอง (17/20)

✨ Notre « Boule de Noel »

Sphère au Chocolat « Bionda » Felchlin, Ganache à la Châtaigne, Insert Clémentine de Corse

สุดยอดอาหารหวานที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับ La Fourchette des Ducs ทั้งยังมีจำหน่ายเฉพาะช่วงเวลาเข้าใกล้คริสมาสต์เท่านั้นคือ Notre « Boule de Noel » หรือของหวานที่มีรูปร่างถอดแบบมาจากลูกบอลคริสต์มาสสำหรับตกแต่งบนต้นคริสต์มาสนั่นเอง ผิวด้านนอกเคลือบด้วยช็อกโกแลตแบรนด์ Felchlin ที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบเทือกเขา Alps ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้านในเป็นกานาซที่เตรียมมาจากเกาลัดให้ความหวานอันแสนละมุน สุดท้ายคือองค์ประกอบของส้ม Clementine ที่มีอยู่ทั้งบริเวณใจกลางของขนมหวานรวมไปถึงซอสรอบ ๆ อีกด้วย (20/20)

✨ Crêpes Suzette

Rôties au Beurre à la Mandarine et « Dom Pacello » de la Maison Massenez, Sorbet Mandarine

Crêpes Suzette ได้ถูกรังสรรค์ออกมาให้มีรสชาติและรายละเอียดต่างไปจากรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันเล็กน้อย แผ่นแป้งเครปสอดไส้เนื้อส้มผ่านการคลุกเคล้ากับเนยส้มแมนดารินและเหล้า Dom Pacello จาก Maison Massenez ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนรวมไปถึงกลิ่นหอมและความขมเบา ๆ ของผิวส้มที่ลงตัวไร้ที่ติ เชฟตัดรสชาติด้วยความหวานของน้ำตาลไอซิ่ง นอกจากนี้ยังมีซอร์เบท์ส้มแมนดารินที่มีเนื้อสัมผัสดีงามจนเราทั้งคู่ต้องตกใจ เชฟพิถีพิถันถึงขนาดเสิร์ฟช้อนมุกมาสำหรับใช้ตักซอร์เบท์เพื่อไม่ให้รสชาติของโลหะไปรบกวนรสสัมผัสอันซับซ้อนของตัวซอร์เบท์นั่นเอง (20/20)

🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานที่เราชิมในวันนี้แสดงออกถึงตัวตนของเชฟ Nicolas Stamm-Corby และแฝงอัตลักษณ์ของอาหาร Alsatian หรืออาหารฝรั่งเศสสไตล์อัลซาสออกมาได้อย่างชัดเจน ราคาอาหารถือว่าสมเหตุสมผล ภายในห้องอาหารผู้จัดการคือคุณ Thomas Hirtz ต้อนรับลูกค้าของเขาทุกคนอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองทำให้บรรยากาศระหว่างมื้ออาหารไม่เกร็งมากจนเกินไป การตกแต่งของ La Fourchette des Ducs สามารถผสมผสานการออกแบบดั้งเดิมเข้ากันกับงานดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว เราขอแนะนำห้องอาหารแห่งนี้สำหรับเพื่อน ๆ ที่เดินทางด้วยรถยนต์มาท่องเที่ยวยังภูมิภาค Alsace โดยเฉพาะเมือง Strasbourg, อารามบนเขา Mont Sainte-Odile และแน่นอนรวมถึงเมือง Obernai ให้ลองแวะมาชิมกันดู อย่าลืมทำการจองล่วงหน้าสัก 1-2 เดือนเพราะในบางช่วงตัวร้านก็อาจถูกจองเต็มได้เช่นกัน

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 48 รูป

🇫🇷 La Fourchette des Ducs - ลา โฟเช็ท เด ดุคส์ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🏵️🏵️🏵️ 16/20 Gault&Millau - 16/20 โก&มีโย 🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ 🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์ 👨🏻‍🍳 Chef Nicolas Stamm-Corby - เชฟนิโคลัส ชตัมป์-คอร์บี
รูปที่ 1
🇫🇷 La Fourchette des Ducs - ลา โฟเช็ท เด ดุคส์ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🏵️🏵️🏵️ 16/20 Gault&Millau - 16/20 โก&มีโย 🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ 🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์ 👨🏻‍🍳 Chef Nicolas Stamm-Corby - เชฟนิโคลัส ชตัมป์-คอร์บี
🎗 [INTRO] La Fourchette des Ducs เป็นห้องอาหารเก่าแก่อายุกว่า 100 ปีที่สร้างโดย Ettore Bugatti ผู้ก่อตั้งบริษัทยานยนต์ Bugatti ทั้งยังได้รับการตกแต่งภายในโดย René Lalique นักออกแบบคริสตัลและนักตกแต่งภายในระดับแนวหน้าของโลก เชฟคนปัจจุบัน Nicolas Stamm-Corby ตั้งใจหยิบยกอาหารท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ทั้งที่มีอยู่และสูญหายไปกับกาลเวลามาปัดฝุ่นใหม่และนำเสนอมาในรูปแบบของตัวเองจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองรวมไปถึงอาหารหวานที่โดดเด่นมาก ๆ จนได้รับรางวัล Passion Dessert พ่วงมาอีกด้วย
รูปที่ 2
🎗 [INTRO] La Fourchette des Ducs เป็นห้องอาหารเก่าแก่อายุกว่า 100 ปีที่สร้างโดย Ettore Bugatti ผู้ก่อตั้งบริษัทยานยนต์ Bugatti ทั้งยังได้รับการตกแต่งภายในโดย René Lalique นักออกแบบคริสตัลและนักตกแต่งภายในระดับแนวหน้าของโลก เชฟคนปัจจุบัน Nicolas Stamm-Corby ตั้งใจหยิบยกอาหารท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ทั้งที่มีอยู่และสูญหายไปกับกาลเวลามาปัดฝุ่นใหม่และนำเสนอมาในรูปแบบของตัวเองจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองรวมไปถึงอาหารหวานที่โดดเด่นมาก ๆ จนได้รับรางวัล Passion Dessert พ่วงมาอีกด้วย
Eveil du Palais เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยเรียงจากขวาไปซ้ายคือ Snail Cromesquis กรอบนอก ด้านในเป็นหอยทากหนึบ ๆ เคี้ยวง่าย ไม่คาว และไม่มีกลิ่นดินให้ได้สัมผัสมากนัก ถัดมาคือ Green Cabbage with Sauerkraut of Alsace and Mustard โดยตัวกะหล่ำปลีชั้นนอกมีความกรอบ ด้านในบรรจุ Sauerkraut ที่มีความฉ่ำและเปรี้ยวเล็กน้อย ชิ้นที่สามคือ Cervela Salad ประกอบไปด้วยไส้กรอกโฮมเมดและสุดท้ายคือ Lentil Pie ตรงกลางบรรจุสลัดมันฝรั่ง เนื้อปลาเทร้าต์ และไข่ปลาเทร้าต์ช่วยเรียกความสดชื่นได้นั่นเอง (18/20)
รูปที่ 3
Eveil du Palais เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยเรียงจากขวาไปซ้ายคือ Snail Cromesquis กรอบนอก ด้านในเป็นหอยทากหนึบ ๆ เคี้ยวง่าย ไม่คาว และไม่มีกลิ่นดินให้ได้สัมผัสมากนัก ถัดมาคือ Green Cabbage with Sauerkraut of Alsace and Mustard โดยตัวกะหล่ำปลีชั้นนอกมีความกรอบ ด้านในบรรจุ Sauerkraut ที่มีความฉ่ำและเปรี้ยวเล็กน้อย ชิ้นที่สามคือ Cervela Salad ประกอบไปด้วยไส้กรอกโฮมเมดและสุดท้ายคือ Lentil Pie ตรงกลางบรรจุสลัดมันฝรั่ง เนื้อปลาเทร้าต์ และไข่ปลาเทร้าต์ช่วยเรียกความสดชื่นได้นั่นเอง (18/20)
Royale de Foie Gras de Canard, Déclinaison de Coings au Gewurztraminer Foie Gras ตับเป็ดท้องถิ่นเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูมิภาค Alsace เชฟนำเสนอมาในรูปแบบของรอแยลเนื้อเนียนละมุน ครีมมี่ และหอมโดดเด่น ด้านบนท็อปด้วย Quince ที่ผ่านการดองในไวน์จากองุ่น Gewurztraminer ของแถบ Alsace เสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสทั้งยังช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับจานนี้ได้อย่างลงตัว (18/20)
รูปที่ 4
Royale de Foie Gras de Canard, Déclinaison de Coings au Gewurztraminer Foie Gras ตับเป็ดท้องถิ่นเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูมิภาค Alsace เชฟนำเสนอมาในรูปแบบของรอแยลเนื้อเนียนละมุน ครีมมี่ และหอมโดดเด่น ด้านบนท็อปด้วย Quince ที่ผ่านการดองในไวน์จากองุ่น Gewurztraminer ของแถบ Alsace เสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสทั้งยังช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับจานนี้ได้อย่างลงตัว (18/20)
Royale de Foie Gras de Canard, Déclinaison de Coings au Gewurztraminer ทางร้านจัดเสิร์ฟขนมปังโฮมเมดที่มีกลิ่นหอมของน้ำมันมะกอกและความเค็มจาก Fleur de Sel หรือดอกเกลือ (18/20)
รูปที่ 5
Royale de Foie Gras de Canard, Déclinaison de Coings au Gewurztraminer ทางร้านจัดเสิร์ฟขนมปังโฮมเมดที่มีกลิ่นหอมของน้ำมันมะกอกและความเค็มจาก Fleur de Sel หรือดอกเกลือ (18/20)
Royale de Foie Gras de Canard, Déclinaison de Coings au Gewurztraminer ทั้งหมดจัดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (18/20)
รูปที่ 6
Royale de Foie Gras de Canard, Déclinaison de Coings au Gewurztraminer ทั้งหมดจัดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (18/20)
Tartare de Truite Saumonée de Sparsbach, Emulsion d'un Bibeleskaes, Radis rose acidulé ปลาแซลมอนเทร้าต์จากเมือง Sparsbach เสิร์ฟมาในรูปแบบของ Tartare ล้อมรอบด้วย Fresh Herb Crust เพื่อแต่งเติมกลิ่นหอมของสมุนไพรหลายชนิด องค์ประกอบชั้นบนคือ Bibelaskas Foam หรือโฟมชีส Bibelaskas ซึ่งเป็นชีสท้องถิ่นของแถบนี้ นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของแรดิชชมพู (17/20)
รูปที่ 7
Tartare de Truite Saumonée de Sparsbach, Emulsion d'un Bibeleskaes, Radis rose acidulé ปลาแซลมอนเทร้าต์จากเมือง Sparsbach เสิร์ฟมาในรูปแบบของ Tartare ล้อมรอบด้วย Fresh Herb Crust เพื่อแต่งเติมกลิ่นหอมของสมุนไพรหลายชนิด องค์ประกอบชั้นบนคือ Bibelaskas Foam หรือโฟมชีส Bibelaskas ซึ่งเป็นชีสท้องถิ่นของแถบนี้ นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของแรดิชชมพู (17/20)
Tartare de Truite Saumonée de Sparsbach, Emulsion d'un Bibeleskaes, Radis rose acidulé วิธีการชิมให้ใช้ช้อนตักลงไปถึงก้นจานเพื่อให้สัมผัสได้ถึงทุก ๆ องค์ประกอบในคำเดียว (17/20)
รูปที่ 8
Tartare de Truite Saumonée de Sparsbach, Emulsion d'un Bibeleskaes, Radis rose acidulé วิธีการชิมให้ใช้ช้อนตักลงไปถึงก้นจานเพื่อให้สัมผัสได้ถึงทุก ๆ องค์ประกอบในคำเดียว (17/20)
Bread Selections จากนั้นพนักงานจะจัดเสิร์ฟขนมปังท้องถิ่นหลายชนิดมีทั้ง Baguette, Ciboule, Bretzel และ Beer Bread
รูปที่ 9
Bread Selections จากนั้นพนักงานจะจัดเสิร์ฟขนมปังท้องถิ่นหลายชนิดมีทั้ง Baguette, Ciboule, Bretzel และ Beer Bread
Noix de Coquille Saint-Jacques de Plongée, Fleischnacka de Brochet, Navets Salés et Sauce Raifort คอร์สนี้เชฟนำเสนอ Diving Scallops จาก Le Mont Saint-Michel หรือหอยเชลล์ยักษ์ที่ต้องดำลงไปจับด้วยมือ เชฟจี่มาสุกกำลังดี เนื้อนุ่มหวานพอเหมาะ จากนั้นเทราดด้วยซอส Emulsion ที่เตรียมมาจากกุ้งเสริมด้วยความฉุนเฉพาะตัวของ Horseradish ข้าง ๆ กันคือ Fleischnacka ที่เตรียมมาจากปลา Pike เป็นหนึ่งในเมนูท้องถิ่นยอดนิยมของภูมิภาค Alsace (17/20)
รูปที่ 10
Noix de Coquille Saint-Jacques de Plongée, Fleischnacka de Brochet, Navets Salés et Sauce Raifort คอร์สนี้เชฟนำเสนอ Diving Scallops จาก Le Mont Saint-Michel หรือหอยเชลล์ยักษ์ที่ต้องดำลงไปจับด้วยมือ เชฟจี่มาสุกกำลังดี เนื้อนุ่มหวานพอเหมาะ จากนั้นเทราดด้วยซอส Emulsion ที่เตรียมมาจากกุ้งเสริมด้วยความฉุนเฉพาะตัวของ Horseradish ข้าง ๆ กันคือ Fleischnacka ที่เตรียมมาจากปลา Pike เป็นหนึ่งในเมนูท้องถิ่นยอดนิยมของภูมิภาค Alsace (17/20)
Noix de Coquille Saint-Jacques de Plongée, Fleischnacka de Brochet, Navets Salés et Sauce Raifort ด้านบนท็อปด้วย Green Cabbage กรอบ ๆ และไข่ปลาเทร้าต์ องค์ประกอบสุดท้ายในจานคือ Navets Salés ซึ่งเป็นผัก Turnip ที่ผ่านกระบวนการปรุงในแบบของ Sauerkraut ให้ทั้วความกรอบและความเปรี้ยวตัดกันกับความนุ่มของหอยเชลล์ได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
รูปที่ 11
Noix de Coquille Saint-Jacques de Plongée, Fleischnacka de Brochet, Navets Salés et Sauce Raifort ด้านบนท็อปด้วย Green Cabbage กรอบ ๆ และไข่ปลาเทร้าต์ องค์ประกอบสุดท้ายในจานคือ Navets Salés ซึ่งเป็นผัก Turnip ที่ผ่านกระบวนการปรุงในแบบของ Sauerkraut ให้ทั้วความกรอบและความเปรี้ยวตัดกันกับความนุ่มของหอยเชลล์ได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
Chou Vert farci de Choucroute « Fil d'Or » au Foie Gras de Canard d'Alsace Consommé de Chou à la Truffe d'Été หนึ่งในจานที่แสดงออกถึงความเป็น Alsatian Cuisine มากที่สุดคือกะหล่ำ Green Cabbage ที่ตรงกลางสอดไส้ “Fil d’Or” Sauerkraut หรือ Sauerkraut ที่เตรียมมาจากกะหล่ำปลีสายพันธุ์ Fil d’Or ซึ่งได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ให้เจริญเติบโตและปลูกได้ในฤดูหนาว (17/20)
รูปที่ 12
Chou Vert farci de Choucroute « Fil d'Or » au Foie Gras de Canard d'Alsace Consommé de Chou à la Truffe d'Été หนึ่งในจานที่แสดงออกถึงความเป็น Alsatian Cuisine มากที่สุดคือกะหล่ำ Green Cabbage ที่ตรงกลางสอดไส้ “Fil d’Or” Sauerkraut หรือ Sauerkraut ที่เตรียมมาจากกะหล่ำปลีสายพันธุ์ Fil d’Or ซึ่งได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ให้เจริญเติบโตและปลูกได้ในฤดูหนาว (17/20)
Chou Vert farci de Choucroute « Fil d'Or » au Foie Gras de Canard d'Alsace Consommé de Chou à la Truffe d'Été นอกจากนี้ยังมีฟัวกราส์ตับเป็ดท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ล้อมรอบด้วยเนื้อลูกวัวและ Summer Black Truffle น้ำซุปใสรอบ ๆ คือ Cabbage Consommé ให้รสชาติที่กลมกล่อม สุดท้ายคือองค์ประกอบของตับเตรียมมาคล้ายกันกับลูกชิ้นนั่นเอง (17/20)
รูปที่ 13
Chou Vert farci de Choucroute « Fil d'Or » au Foie Gras de Canard d'Alsace Consommé de Chou à la Truffe d'Été นอกจากนี้ยังมีฟัวกราส์ตับเป็ดท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ล้อมรอบด้วยเนื้อลูกวัวและ Summer Black Truffle น้ำซุปใสรอบ ๆ คือ Cabbage Consommé ให้รสชาติที่กลมกล่อม สุดท้ายคือองค์ประกอบของตับเตรียมมาคล้ายกันกับลูกชิ้นนั่นเอง (17/20)
Chevreuil d'Alsace « à la Royale » Sauce Grand Veneur, « Griespflutta », Confit de Datte au Gingembre Venison หรือเนื้อกวางท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ผสานเข้ากันกับอโรมาหอม ๆ ของ Black Truffle เชฟปรุงอาหารจานนี้โดยใช้ระยะเวลานานกว่า 7 ชั่วโมงก่อนจะเสิร์ฟมาในรูปแบบของ Royale ให้เนื้อสัมผัสที่เนียนละเอียดจนแทบไม่ต้องเคี้ยว จากนั้นราดด้วย Grand Veneur Sauce หรือ Huntmans Sauce เตรียมมาจากเนื้อกวาง Venison ผสมกันกับไวน์ Pinot Noir ที่ผ่านการ Reduction หรือเคี่ยวจนงวด นอกจากนี้ยังมี Red Fruits Marmalade ผสมเข้าไปจนได้รสชาติที่เข้มข้นและออกเปรี้ยวตัดกันกับความละมุนของ Royale องค์ประกอบอื่น ๆ (17/20)
รูปที่ 14
Chevreuil d'Alsace « à la Royale » Sauce Grand Veneur, « Griespflutta », Confit de Datte au Gingembre Venison หรือเนื้อกวางท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ผสานเข้ากันกับอโรมาหอม ๆ ของ Black Truffle เชฟปรุงอาหารจานนี้โดยใช้ระยะเวลานานกว่า 7 ชั่วโมงก่อนจะเสิร์ฟมาในรูปแบบของ Royale ให้เนื้อสัมผัสที่เนียนละเอียดจนแทบไม่ต้องเคี้ยว จากนั้นราดด้วย Grand Veneur Sauce หรือ Huntmans Sauce เตรียมมาจากเนื้อกวาง Venison ผสมกันกับไวน์ Pinot Noir ที่ผ่านการ Reduction หรือเคี่ยวจนงวด นอกจากนี้ยังมี Red Fruits Marmalade ผสมเข้าไปจนได้รสชาติที่เข้มข้นและออกเปรี้ยวตัดกันกับความละมุนของ Royale องค์ประกอบอื่น ๆ (17/20)
Chevreuil d'Alsace « à la Royale » Sauce Grand Veneur, « Griespflutta », Confit de Datte au Gingembre ข้างกันคือ Purée ที่เตรียมมาจากเซเลอรี่และแอปเปิ้ลเขียว ยังมี Compote ที่เตรียมมาจากบีทรูทแดง องค์ประกอบของ Berawecka ซึ่งเป็นเค้กท้องถิ่นของ Alsace มีส่วนผสมของผลไม้กงฟี อีกฝั่งหนึ่งคือ Griespflutta ซึ่งเปรียบได้กับ Polenta ของภูมิภาค Alsace ท็อปด้วยองค์ประกอบของพุทราและขิงกงฟี สุดท้ายคือ Pickled Raspberry เสริมสร้างมิติความเปรี้ยวออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
รูปที่ 15
Chevreuil d'Alsace « à la Royale » Sauce Grand Veneur, « Griespflutta », Confit de Datte au Gingembre ข้างกันคือ Purée ที่เตรียมมาจากเซเลอรี่และแอปเปิ้ลเขียว ยังมี Compote ที่เตรียมมาจากบีทรูทแดง องค์ประกอบของ Berawecka ซึ่งเป็นเค้กท้องถิ่นของ Alsace มีส่วนผสมของผลไม้กงฟี อีกฝั่งหนึ่งคือ Griespflutta ซึ่งเปรียบได้กับ Polenta ของภูมิภาค Alsace ท็อปด้วยองค์ประกอบของพุทราและขิงกงฟี สุดท้ายคือ Pickled Raspberry เสริมสร้างมิติความเปรี้ยวออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
Notre « Boule de Noel » Sphère au Chocolat « Bionda » Felchlin, Ganache à la Châtaigne, Insert Clémentine de Corse สุดยอดอาหารหวานที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับ La Fourchette des Ducs ทั้งยังมีจำหน่ายเฉพาะช่วงเวลาเข้าใกล้คริสมาสต์เท่านั้นคือ Notre « Boule de Noel » หรือของหวานที่มีรูปร่างถอดแบบมาจากลูกบอลคริสต์มาสสำหรับตกแต่งบนต้นคริสต์มาสนั่นเอง ผิวด้านนอกเคลือบด้วยช็อกโกแลตแบรนด์ Felchlin ที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบเทือกเขา Alps ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้านในเป็นกานาซที่เตรียมมาจากเกาลัดให้ความหวานอันแสนละมุน (20/20)
รูปที่ 16
Notre « Boule de Noel » Sphère au Chocolat « Bionda » Felchlin, Ganache à la Châtaigne, Insert Clémentine de Corse สุดยอดอาหารหวานที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับ La Fourchette des Ducs ทั้งยังมีจำหน่ายเฉพาะช่วงเวลาเข้าใกล้คริสมาสต์เท่านั้นคือ Notre « Boule de Noel » หรือของหวานที่มีรูปร่างถอดแบบมาจากลูกบอลคริสต์มาสสำหรับตกแต่งบนต้นคริสต์มาสนั่นเอง ผิวด้านนอกเคลือบด้วยช็อกโกแลตแบรนด์ Felchlin ที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบเทือกเขา Alps ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้านในเป็นกานาซที่เตรียมมาจากเกาลัดให้ความหวานอันแสนละมุน (20/20)
Notre « Boule de Noel » Sphère au Chocolat « Bionda » Felchlin, Ganache à la Châtaigne, Insert Clémentine de Corse สุดท้ายคือองค์ประกอบของส้ม Clementine ที่มีอยู่ทั้งบริเวณใจกลางของขนมหวานรวมไปถึงซอสรอบ ๆ อีกด้วย (20/20)
รูปที่ 17
Notre « Boule de Noel » Sphère au Chocolat « Bionda » Felchlin, Ganache à la Châtaigne, Insert Clémentine de Corse สุดท้ายคือองค์ประกอบของส้ม Clementine ที่มีอยู่ทั้งบริเวณใจกลางของขนมหวานรวมไปถึงซอสรอบ ๆ อีกด้วย (20/20)
Crêpes Suzette Rôties au Beurre à la Mandarine et « Dom Pacello » de la Maison Massenez, Sorbet Mandarine Crêpes Suzette ได้ถูกรังสรรค์ออกมาให้มีรสชาติและรายละเอียดต่างไปจากรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันเล็กน้อย แผ่นแป้งเครปสอดไส้เนื้อส้มผ่านการคลุกเคล้ากับเนยส้มแมนดารินและเหล้า Dom Pacello จาก Maison Massenez ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนรวมไปถึงกลิ่นหอมและความขมเบา ๆ ของผิวส้มที่ลงตัวไร้ที่ติ เชฟตัดรสชาติด้วยความหวานของน้ำตาลไอซิ่ง นอกจากนี้ยังมีซอร์เบท์ส้มแมนดารินที่มีเนื้อสัมผัสดีงามจนเราทั้งคู่ต้องตกใจ เชฟพิถีพิถันถึงขนาดเสิร์ฟช้อนมุกมาสำหรับใช้ตักซอร์เบท์เพื่อไม่ให้รสชาติของโลหะไปรบกวนรสสัมผัสอันซับซ้อนของตัวซอร์เบท์นั่นเอง (20/20)
รูปที่ 18
Crêpes Suzette Rôties au Beurre à la Mandarine et « Dom Pacello » de la Maison Massenez, Sorbet Mandarine Crêpes Suzette ได้ถูกรังสรรค์ออกมาให้มีรสชาติและรายละเอียดต่างไปจากรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันเล็กน้อย แผ่นแป้งเครปสอดไส้เนื้อส้มผ่านการคลุกเคล้ากับเนยส้มแมนดารินและเหล้า Dom Pacello จาก Maison Massenez ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนรวมไปถึงกลิ่นหอมและความขมเบา ๆ ของผิวส้มที่ลงตัวไร้ที่ติ เชฟตัดรสชาติด้วยความหวานของน้ำตาลไอซิ่ง นอกจากนี้ยังมีซอร์เบท์ส้มแมนดารินที่มีเนื้อสัมผัสดีงามจนเราทั้งคู่ต้องตกใจ เชฟพิถีพิถันถึงขนาดเสิร์ฟช้อนมุกมาสำหรับใช้ตักซอร์เบท์เพื่อไม่ให้รสชาติของโลหะไปรบกวนรสสัมผัสอันซับซ้อนของตัวซอร์เบท์นั่นเอง (20/20)
Chariot de Petits-Fours ปิดท้ายด้วย Petits-Fours เสิร์ฟมาบนรถเข็นพร้อมกับช็อกโกแลตรูปต้นคริสมาสต์อันเป็นภาพจำของห้องอาหารแห่งนี้ในช่วงปลายปี
รูปที่ 19
Chariot de Petits-Fours ปิดท้ายด้วย Petits-Fours เสิร์ฟมาบนรถเข็นพร้อมกับช็อกโกแลตรูปต้นคริสมาสต์อันเป็นภาพจำของห้องอาหารแห่งนี้ในช่วงปลายปี
Chariot de Petits-Fours พนักงานจะนำมาจัดวางลงในจานให้กับเรา
รูปที่ 20
Chariot de Petits-Fours พนักงานจะนำมาจัดวางลงในจานให้กับเรา
Chariot de Petits-Fours นอกจากนี้ยังมี Praline อีกมากมายให้ได้ลิ้มลองกัน
รูปที่ 21
Chariot de Petits-Fours นอกจากนี้ยังมี Praline อีกมากมายให้ได้ลิ้มลองกัน
สำหรับใครที่ไปในโอกาสพิเศษจะได้รับขนมเพิ่มอีก 1 จาน
รูปที่ 22
สำหรับใครที่ไปในโอกาสพิเศษจะได้รับขนมเพิ่มอีก 1 จาน
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 23
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
💰 ราคา 535 €
รูปที่ 24
💰 ราคา 535 €
Table Settings
รูปที่ 25
Table Settings
Lalique Crystal ที่วางประดับอยู่ทุกโต๊ะ
รูปที่ 26
Lalique Crystal ที่วางประดับอยู่ทุกโต๊ะ
🎗 [THE PLACE] Ettore Arco Isidoro Bugatti เป็นนักออกแบบยานยนต์ลูกครึ่งอิตาลี-ฝรั่งเศสผู้ก่อตั้งบริษัท Automobiles E. Bugatti ขึ้นในปี 1909
รูปที่ 27
🎗 [THE PLACE] Ettore Arco Isidoro Bugatti เป็นนักออกแบบยานยนต์ลูกครึ่งอิตาลี-ฝรั่งเศสผู้ก่อตั้งบริษัท Automobiles E. Bugatti ขึ้นในปี 1909
ตัวบริษัทของเขานั้นมีทำเลตั้งอยู่ที่ Molsheim ซึ่งแต่เดิมเป็นเมืองในภูมิภาค Alsace ประเทศเยอรมนีก่อนที่พื้นที่แถบนี้จะเปลี่ยนมาปกครองโดยฝรั่งเศสในปัจจุบัน
รูปที่ 28
ตัวบริษัทของเขานั้นมีทำเลตั้งอยู่ที่ Molsheim ซึ่งแต่เดิมเป็นเมืองในภูมิภาค Alsace ประเทศเยอรมนีก่อนที่พื้นที่แถบนี้จะเปลี่ยนมาปกครองโดยฝรั่งเศสในปัจจุบัน
อยู่มาวันหนึ่งคุณ Ettore Bugatti ได้มองหาพื้นที่สำหรับใช้รับรองลูกค้าจึงชักชวนเพื่อน 3 คนให้มาร่วมกันสร้างและตกแต่งอาคารขึ้นมาหลังหนึ่งใช้ชื่อว่า Clos Sainte Odile โดยเพื่อนคนแรกของเขาคือ Lucien Weissenburger เป็นเจ้าของไร่ไวน์ในแถบภูเขา Vosges รับหน้าดูแลกิจการร้านอาหาร เพื่อนคนที่สองคือ Charles Spindler ศิลปินชื่อดังรับหน้าที่ออกแบบและสร้างบ้านแบบ Half-timbered House ให้ออกมาในสไตล์ Rhenish Art Nouveau ส่วนเพื่อนคนสุดท้ายคือ René Lalique นักออกแบบเครื่องแก้วและอัญมณีระดับแนวหน้าของโลกรับหน้าที่ออกแบบภายในรวมไปถึงโคมไฟติดผนังซึ่งยังมีปรากฎให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน
รูปที่ 29
อยู่มาวันหนึ่งคุณ Ettore Bugatti ได้มองหาพื้นที่สำหรับใช้รับรองลูกค้าจึงชักชวนเพื่อน 3 คนให้มาร่วมกันสร้างและตกแต่งอาคารขึ้นมาหลังหนึ่งใช้ชื่อว่า Clos Sainte Odile โดยเพื่อนคนแรกของเขาคือ Lucien Weissenburger เป็นเจ้าของไร่ไวน์ในแถบภูเขา Vosges รับหน้าดูแลกิจการร้านอาหาร เพื่อนคนที่สองคือ Charles Spindler ศิลปินชื่อดังรับหน้าที่ออกแบบและสร้างบ้านแบบ Half-timbered House ให้ออกมาในสไตล์ Rhenish Art Nouveau ส่วนเพื่อนคนสุดท้ายคือ René Lalique นักออกแบบเครื่องแก้วและอัญมณีระดับแนวหน้าของโลกรับหน้าที่ออกแบบภายในรวมไปถึงโคมไฟติดผนังซึ่งยังมีปรากฎให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน
ตัวอาคารก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1921 ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่ว่า La Fourchette des Ducs นั่นเอง
รูปที่ 30
ตัวอาคารก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1921 ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่ว่า La Fourchette des Ducs นั่นเอง
ทั้งนี้ประสบการณ์การรับประทานอาหารที่นี่จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลโดยในช่วงที่อากาศหนาวพนักงานจะทำการจัดเสิร์ฟอาหารที่ Le Salon d'Hiver (The Winter Lounge) ซึ่งเป็นห้องดั้งเดิมของ Clos Sainte Odile และเป็นห้องเดียวกันกับที่ใช้ต้อนรับเราในวันนี้
รูปที่ 31
ทั้งนี้ประสบการณ์การรับประทานอาหารที่นี่จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลโดยในช่วงที่อากาศหนาวพนักงานจะทำการจัดเสิร์ฟอาหารที่ Le Salon d'Hiver (The Winter Lounge) ซึ่งเป็นห้องดั้งเดิมของ Clos Sainte Odile และเป็นห้องเดียวกันกับที่ใช้ต้อนรับเราในวันนี้
เราสามารถสังเกตเห็นถึงเทคนิคการต่อไม้ (Marquetry) ของคุณ Charles Spindler และโคมไฟบนผนังที่ออกแบบพิเศษโดยคุณ René Lalique
รูปที่ 32
เราสามารถสังเกตเห็นถึงเทคนิคการต่อไม้ (Marquetry) ของคุณ Charles Spindler และโคมไฟบนผนังที่ออกแบบพิเศษโดยคุณ René Lalique
ไฮไลท์คือมุมหน้าเตาผิงซึ่งเป็นจุดที่คุณ Ettore Bugatti โปรดปรานเป็นที่สุด โต๊ะอาหารทุกตัวปูด้วยผ้าขาว บนโต๊ะตกแต่งด้วย Lalique Crystal เสริมบรรยากาศให้หรูหราและอบอุ่น
รูปที่ 33
ไฮไลท์คือมุมหน้าเตาผิงซึ่งเป็นจุดที่คุณ Ettore Bugatti โปรดปรานเป็นที่สุด โต๊ะอาหารทุกตัวปูด้วยผ้าขาว บนโต๊ะตกแต่งด้วย Lalique Crystal เสริมบรรยากาศให้หรูหราและอบอุ่น
เตาผิงโบราณ
รูปที่ 34
เตาผิงโบราณ
ประติมากรรมที่ทำขึ้นมาจากช้อนส้อม
รูปที่ 35
ประติมากรรมที่ทำขึ้นมาจากช้อนส้อม
หนังสือ MICHELIN GUIDE
รูปที่ 36
หนังสือ MICHELIN GUIDE
รูปที่ 37
🎗 [THE CHEF] เชฟ Nicolas Stamm-Corby จบการศึกษาจาก Lycée Alexandre Dumas - Hotellerie - Restauration - Tourisme ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟ Jean Schillinger ในเมือง Colmar เมื่อมีอายุได้ 25 ปีเขาตัดสินใจเปิดห้องอาหารเล็ก ๆ ขนาด 16 ที่นั่งเป็นของตัวเอง ณ ใจกลางเมือง Haguenau แคว้น Alsace พร้อมกับตั้งชื่อว่า La Fourchette กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2000 เขาได้รับคำแนะนำจากคุณ Jean-Pierre Haeberlin ให้ย้ายมาเปิดห้องอาหารแห่งใหม่ที่โรงแรม Les Ducs d’Alsace ของตระกูล Trimbach ในเมือง Obernai และตั้งชื่อใหม่โดยหยิบยกชื่อเดิมของร้านอาหารและตัวโรงแรมมาต่อกันว่า La Fourchette des Ducs ถึงแม้ว่าในช่วงเวลานั้นเชฟ Nicolas Stamm-Corby จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการวางแผนการตลาดและการโปรโมทร้านผ่านสื่อมากนักแต่ตัวร้านกลับได้กระแสตอบรับที่ดีจากคนท้องถิ่นจนได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2002 และเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในปี 2006 เชฟ Nicolas Stamm-Corby ได้พูดคุยเพื่อซื้อตัวอาคารต่อจากเจ้าของเดิมซึ่งซื้อกิจการต่อจากตระกูล Trimbach มาอีกทีหนึ่งจนกลายมาเป็นเจ้าของพื้นที่อย่างเต็มตัว สำหรับคู่ชีวิตของเขาคือคุณ Serge Schaal แต่เดิมเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้าน Geophysics ทั้งยังเคยทำงานเป็นวิศวกรสิ่งแวดล้อมอีกด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากพบเจอกับเชฟ Nicolas Stamm-Corby เขาได้ผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างเต็มตัวทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นถึงประธานของสมาคม Les Grandes Tables du Monde เลยทีเดียว
รูปที่ 38
🎗 [THE CHEF] เชฟ Nicolas Stamm-Corby จบการศึกษาจาก Lycée Alexandre Dumas - Hotellerie - Restauration - Tourisme ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟ Jean Schillinger ในเมือง Colmar เมื่อมีอายุได้ 25 ปีเขาตัดสินใจเปิดห้องอาหารเล็ก ๆ ขนาด 16 ที่นั่งเป็นของตัวเอง ณ ใจกลางเมือง Haguenau แคว้น Alsace พร้อมกับตั้งชื่อว่า La Fourchette กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2000 เขาได้รับคำแนะนำจากคุณ Jean-Pierre Haeberlin ให้ย้ายมาเปิดห้องอาหารแห่งใหม่ที่โรงแรม Les Ducs d’Alsace ของตระกูล Trimbach ในเมือง Obernai และตั้งชื่อใหม่โดยหยิบยกชื่อเดิมของร้านอาหารและตัวโรงแรมมาต่อกันว่า La Fourchette des Ducs ถึงแม้ว่าในช่วงเวลานั้นเชฟ Nicolas Stamm-Corby จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการวางแผนการตลาดและการโปรโมทร้านผ่านสื่อมากนักแต่ตัวร้านกลับได้กระแสตอบรับที่ดีจากคนท้องถิ่นจนได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2002 และเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในปี 2006 เชฟ Nicolas Stamm-Corby ได้พูดคุยเพื่อซื้อตัวอาคารต่อจากเจ้าของเดิมซึ่งซื้อกิจการต่อจากตระกูล Trimbach มาอีกทีหนึ่งจนกลายมาเป็นเจ้าของพื้นที่อย่างเต็มตัว สำหรับคู่ชีวิตของเขาคือคุณ Serge Schaal แต่เดิมเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้าน Geophysics ทั้งยังเคยทำงานเป็นวิศวกรสิ่งแวดล้อมอีกด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากพบเจอกับเชฟ Nicolas Stamm-Corby เขาได้ผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างเต็มตัวทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นถึงประธานของสมาคม Les Grandes Tables du Monde เลยทีเดียว
ภาพถ่ายกับเชฟ Paul Bocuse
รูปที่ 39
ภาพถ่ายกับเชฟ Paul Bocuse
ภาพถ่ายของเชฟ Fernand Point
รูปที่ 40
ภาพถ่ายของเชฟ Fernand Point
ส่วนใครที่มาในช่วงฤดูร้อนทางร้านจะเปลี่ยนมาต้อนรับลูกค้าที่ Le Salon d'Été & La Terrasse (The Summer Lounge & The Terrace) โดยลูกค้าสามารถนั่งชิลรับลมบริเวณ Outdoor ได้ในวันที่อากาศเป็นใจ
รูปที่ 41
ส่วนใครที่มาในช่วงฤดูร้อนทางร้านจะเปลี่ยนมาต้อนรับลูกค้าที่ Le Salon d'Été & La Terrasse (The Summer Lounge & The Terrace) โดยลูกค้าสามารถนั่งชิลรับลมบริเวณ Outdoor ได้ในวันที่อากาศเป็นใจ
ภายในห้องอาหารออกแบบให้แสงธรรมชาติสามารถสาดส่องเข้ามาตกกระทบ Baccarat Crystals ซึ่งออกแบบโดย Arik Lévy นอกจากนี้ยังมี Aubusson Tapestry หรือพรมผนังที่ออกแบบโดย Marc Petit ซึ่งกลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาสำคัญของมื้ออาหารอีกด้วย
รูปที่ 42
ภายในห้องอาหารออกแบบให้แสงธรรมชาติสามารถสาดส่องเข้ามาตกกระทบ Baccarat Crystals ซึ่งออกแบบโดย Arik Lévy นอกจากนี้ยังมี Aubusson Tapestry หรือพรมผนังที่ออกแบบโดย Marc Petit ซึ่งกลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาสำคัญของมื้ออาหารอีกด้วย
🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🏵️🏵️🏵️ 16/20 Gault&Millau - 16/20 โก&มีโย 🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ
รูปที่ 43
🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🏵️🏵️🏵️ 16/20 Gault&Millau - 16/20 โก&มีโย 🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ
🎗 [THE FOOD] เชฟ Nicolas Stamm-Corby ได้หยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace อย่างเช่นฟัวกราส์ตับเป็ด, ปลาแซลมอนเทราต์จาก Sparsbach, กะหล่ำปลี Fil d'Or, Bibeleskaes รวมไปถึงเนื้อกวางซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในช่วงฤดูหนาวมาประกอบกับเทคนิคเฉพาะตัวจนได้ออกมาเป็นเมนูอาหารที่ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังแฝงกลิ่นอายของอาหาร Alsatian ยุคโบราณเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง
รูปที่ 44
🎗 [THE FOOD] เชฟ Nicolas Stamm-Corby ได้หยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace อย่างเช่นฟัวกราส์ตับเป็ด, ปลาแซลมอนเทราต์จาก Sparsbach, กะหล่ำปลี Fil d'Or, Bibeleskaes รวมไปถึงเนื้อกวางซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในช่วงฤดูหนาวมาประกอบกับเทคนิคเฉพาะตัวจนได้ออกมาเป็นเมนูอาหารที่ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังแฝงกลิ่นอายของอาหาร Alsatian ยุคโบราณเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง
ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Libre Émotion (225 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบปกติและ Terroir Végetal (175 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบมังสวิรัติ นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte นำเสนอมาที่ราคาต่อจานประมาณ 70-125 € อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ต้องพูดถึงเอาไว้เลยคือรายการอาหารหวานที่การันตีโดยรางวัล Passion Dessert จาก MICHELIN Guide ทั้งยังเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่สร้างความประทับใจเกี่ยวกับของหวานให้กับเราได้มากที่สุดในรอบปีนี้ รายการไวน์มีให้เลือกพอสมควรในระดับราคาที่สมเหตุสมผล ทางร้านเลือกใช้แก้ว Lehmann คุณภาพสูงเพื่อเพิ่มอรรถรสในการดื่มตั้งแต่ไวน์ไปจนถึงน้ำเปล่า
รูปที่ 45
ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Libre Émotion (225 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบปกติและ Terroir Végetal (175 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบมังสวิรัติ นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte นำเสนอมาที่ราคาต่อจานประมาณ 70-125 € อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ต้องพูดถึงเอาไว้เลยคือรายการอาหารหวานที่การันตีโดยรางวัล Passion Dessert จาก MICHELIN Guide ทั้งยังเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่สร้างความประทับใจเกี่ยวกับของหวานให้กับเราได้มากที่สุดในรอบปีนี้ รายการไวน์มีให้เลือกพอสมควรในระดับราคาที่สมเหตุสมผล ทางร้านเลือกใช้แก้ว Lehmann คุณภาพสูงเพื่อเพิ่มอรรถรสในการดื่มตั้งแต่ไวน์ไปจนถึงน้ำเปล่า
ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดฝั่งตรงข้ามร้านติดกันกับ Gare d'Obernai ซึ่งเป็นสถานีรถไฟประจำเมือง Obernai
รูปที่ 46
ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดฝั่งตรงข้ามร้านติดกันกับ Gare d'Obernai ซึ่งเป็นสถานีรถไฟประจำเมือง Obernai
🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานที่เราชิมในวันนี้แสดงออกถึงตัวตนของเชฟ Nicolas Stamm-Corby และแฝงอัตลักษณ์ของอาหาร Alsatian หรืออาหารฝรั่งเศสสไตล์อัลซาสออกมาได้อย่างชัดเจน ราคาอาหารถือว่าสมเหตุสมผล ภายในห้องอาหารผู้จัดการคือคุณ Thomas Hirtz ต้อนรับลูกค้าของเขาทุกคนอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองทำให้บรรยากาศระหว่างมื้ออาหารไม่เกร็งมากจนเกินไป การตกแต่งของ La Fourchette des Ducs สามารถผสมผสานการออกแบบดั้งเดิมเข้ากันกับงานดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว
รูปที่ 47
🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานที่เราชิมในวันนี้แสดงออกถึงตัวตนของเชฟ Nicolas Stamm-Corby และแฝงอัตลักษณ์ของอาหาร Alsatian หรืออาหารฝรั่งเศสสไตล์อัลซาสออกมาได้อย่างชัดเจน ราคาอาหารถือว่าสมเหตุสมผล ภายในห้องอาหารผู้จัดการคือคุณ Thomas Hirtz ต้อนรับลูกค้าของเขาทุกคนอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองทำให้บรรยากาศระหว่างมื้ออาหารไม่เกร็งมากจนเกินไป การตกแต่งของ La Fourchette des Ducs สามารถผสมผสานการออกแบบดั้งเดิมเข้ากันกับงานดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว
เราขอแนะนำห้องอาหารแห่งนี้สำหรับเพื่อน ๆ ที่เดินทางด้วยรถยนต์มาท่องเที่ยวยังภูมิภาค Alsace โดยเฉพาะเมือง Strasbourg, อารามบนเขา Mont Sainte-Odile และแน่นอนรวมถึงเมือง Obernai ให้ลองแวะมาชิมกันดู อย่าลืมทำการจองล่วงหน้าสัก 1-2 เดือนเพราะในบางช่วงตัวร้านก็อาจถูกจองเต็มได้เช่นกัน
รูปที่ 48
เราขอแนะนำห้องอาหารแห่งนี้สำหรับเพื่อน ๆ ที่เดินทางด้วยรถยนต์มาท่องเที่ยวยังภูมิภาค Alsace โดยเฉพาะเมือง Strasbourg, อารามบนเขา Mont Sainte-Odile และแน่นอนรวมถึงเมือง Obernai ให้ลองแวะมาชิมกันดู อย่าลืมทำการจองล่วงหน้าสัก 1-2 เดือนเพราะในบางช่วงตัวร้านก็อาจถูกจองเต็มได้เช่นกัน