
La Chèvre d'Or · ลา เชฟร์ ดอร์
Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — rue du Barri, Èze, 06360, France
🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในห้องอาหารที่โดดเด่นที่สุดในพื้นที่ฝรั่งเศสตอนใต้ นอกจากอาหารอันซับซ้อนและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แล้วยังมีความโดดเด่นของทัศนียภาพมุมกว้างของท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหมู่บ้านน้อยใหญ่บนภูเขาฝั่งตรงข้ามจนกลายมาเป็นความทรงจำที่แสนตราตรึงชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยาก
🎗️ [THE PLACE, Éze] Éze เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแคว้น Alpes-Maritimes ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่บนภูเขาสูงเหนือแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างเมือง Nice และ Monaco โดยมีชื่อเสียงขึ้นมาจากเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมยุคกลาง วิวที่งดงามของหน้าผา และถนนแคบ ๆ อันคดเคี้ยว ประวัติศาสตร์ของ Èze ต้องย้อนหลังไปถึงสมัยโบราณโดยมีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสตกาล เชื่อกันว่าชนเผ่า Ligurians เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานกลุ่มแรก ต่อมาในช่วงยุคโรมัน Èze กลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดโรมัน ”Provincia Romana“ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันภายใต้ชื่อ Provence ในช่วงนั้นชาวโรมันได้สร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ตัวหมู่บ้านยังได้รับประโยชน์จากการค้าและความใกล้ชิดกับเมืองโรมันที่สำคัญอย่าง Nikaïa หรือ Nice ในปัจจุบันอีกด้วย ต่อมาในศตวรรษที่ 12 หมู่บ้าน Éze เหล่าขุนนางท้องถิ่นได้สร้างปราสาทและป้อมปราการขึ้นบนยอดเขาเพื่อป้องกันการโจมตีจากโจรสลัดและผู้รุกรานอื่น ๆ ก่อนที่พื้นที่นี้จะถูกเปลี่ยนผ่านมาอยู่ในมือของตระกูลซาวอย (House of Savoy) และตระกูลกรีมัลดี้ (Grimaldi) ซึ่งเป็นราชวงศ์เดียวกันที่ปกครอง Monaco ตามลำดับ ทุกวันนี้ Èze เป็นหนึ่งในหมู่บ้านยุคกลางที่ได้รับการอนุรักษ์โดยมีชื่อเสียงจากทัศนียภาพอันสวยงามและเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ Château de la Chèvre d'Or ยังรับหน้าที่เป็นจุดแวะพักยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้มีชื่อเสียงมากมายที่เดินทางมายังแถบ French Riviera ตั้งแต่อดีตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
🎗️ [THE PLACE, Château de la Chèvre d'Or] นักไวโอลินชื่อดังชาวโครเอเชีย Zlatko Baloković ใช้ชีวิตช่วงราว ๆ ปี 1930 ในพื้นที่แถบยุโรป วันหนึ่งระหว่างที่เขาเดินทางมาท่องเที่ยวแถบหมู่บ้าน Éze เขาได้พบเจอกับแพะที่มีแผงคอเป็นสีทองซึ่งนำพาเขาไปยังกระท่อมเล็ก ๆ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจซื้อกระท่อมและที่ดินเพื่อใช้งานเป็นที่พักส่วนตัว ต่อมานักธุรกิจคือคุณ Robert Wolf ได้ซื้อต่ออาคารหลังนี้ในปี 1953 โดยปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นร้านอาหาร นอกจากนี้เขายังอาศัยแรงบันดาลใจจากคำแนะนำของคุณ Walt Disney ในการเข้าซื้อต่ออาคารหลังอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่โดยรอบและปรับปรุงให้กลายมาเป็นโรงแรม Château de la Chèvre d'Or และมีชื่อเข้าไปติดเป็น 1 ใน 6 ของ La Route du Bonheur หรือ Relais & Châteaux ในปัจจุบัน สำหรับห้องอาหาร La Chèvre d'Or นั้นโดดเด่นด้วยบานกระจกใสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหมู่บ้าน St. Jean-Cap-Ferrat ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาฝั่งตรงข้ามกัน ห้องรับประทานอาหารตกแต่งอย่างหรูหราด้วยพรมลายสีแดงบนพื้นเทาหากสังเกตให้ดีจะพบกับรูปปั้นแพะทองคำบนหลังคาของตัวอาคารอันเป็นสัญลักษณ์และบ่งบอกถึงที่มาของชื่อ La Chèvre d'Or นั่นเอง
🎗️ [THE CHEF] Tom Meyer เกิดและเติบโตขึ้นมาในแถบ Jura ของประเทศฝรั่งเศสโดยมีคุณพ่อคือเชฟ Hugo Meyer ประกอบอาชีพเป็นเจ้าของร้านอาหาร หลังจากจบการศึกษาเขาเริ่มต้นร่วมงานกับห้องอาหารระดับ MICHELIN Star ท้องถิ่นหลายแห่งโดยเน้นประจำการอยู่ในส่วนงานอาหารหวาน หลังจากนั้นเขาได้ร่วมงานกับห้องอาหาร Pic (3 MICHELIN Stars) และ Maison Lameloise (3 MICHELIN Stars) ตามลำดับก่อนที่เขาจะเดินทางมาร่วมงานกับห้องอาหาร La Chèvre d'Or (2 MICHELIN Stars) แห่งนี้ในปี 2015 ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Ronan Kervarrec ต่อมาเขาเดินทางไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Restaurant de l'Hôtel de Ville (3 MICHELIN Stars) ภายใต้การควบคุมของเชฟ Benoît Violier และ Franck Giovannini ตามลำดับโดยในระหว่างนี้เขายังได้รับรางวัลชนะเลิศ Prix Pierre-Taittinger ในปี 2017 อีกด้วย ต่อมาเค้าย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหาร Pic อีกครั้งในปี 2018 และเข้ารอบสุดท้าย Bocuse d'Or ในปี 2019 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองภายใต้ชื่อ Granite และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2022 และได้รับรางวัล Meilleur Ouvrier de France ในปีเดียวกันอีกด้วย วันหนึ่งในปี 2024 หลังจากที่เชฟ Arnaud Faye ย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหาร Le Parc Les Crayères คุณ Thierry Naidu ได้เสนอข้อตกลงให้เชฟ Tom Meyer ย้ายมารับตำแหน่งเป็น Chef de Cuisine ให้กับ La Chèvre d'Or เพื่อรักษาไว้ซึ่งรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และมนต์เสน่ห์ของหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่ง French Riviera นั่นเอง
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Tom Meyer นำเสนออาหารเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นของพื้นที่แถบเมดิเตอร์เรเนียน สำหรับใครที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน (ไม่รวมวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ทางร้านจะนำเสนอเซ็ตเมนูสองแบบคือ Sentier du Littoral (140 €) จำนวน 4 คอร์สและ Horizon (220 €) จำนวน 6 คอร์ส ถัดมาคือผู้ที่แวะมาในช่วงมื้อค่ำสามารถเพลิดเพลินไปกับ Sentier du Littoral (270 €) จำนวน 5 คอร์สและ Horizon (340 €) จำนวน 8 คอร์ส รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายทั้งไวน์ท้องถิ่นและไวน์จากแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกในราคาที่พอจับต้องได้ ตัวอย่างอาหารจานเด็ดประจำวันนี้คือ
✨ Mediterranean mulet
Basil, shrimps aquarelle
คอร์สแรกในเซ็ตเมนูคือชิ้นปลา Mullet จากท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เชฟนำไปหมักเล็กน้อยแล้วเสิร์ฟมาบนซอสที่วาดมาราวกับลวดลายสีน้ำโดยสีส้มเตรียมมาจากหัวกุ้งย่างให้ความครีมมี่และความมัน ส่วนสีเขียวเตรียมมาจากใบเบซิลให้ความฉุนมาสร้างสมดุลและเบรคความมันของซอสหัวกุ้งไม่ให้โดดจนเกินไป (18/20)
✨ Veal
Fig leaves from our garden, tertiary aromas
เมนคอร์สในวันนี้เชฟนำเสนอลูกวัวส่วน Sweetbread หรือต่อมไทมัสที่ให้ความกรอบที่ผิวนอกแต่มีความนุ่มละมุนลิ้นอยู่ที่เนื้อตรงกลางด้านใน ข้าง ๆ กันคือมะเขือเทศและ Fig Leaves หรือใบมะเดื่อฝรั่งจากสวนของทางร้าน ส่วนน้ำซอสเตรียมมาจากผักหลายชนิด ข้าง ๆ กันยังมี Bao หรือเปาสไตล์เอเชียที่มีความนุ่มและหอมโดดเด่น ด้านในสอดไส้ Pastrami หรือเนื้อลูกวัวหมัก เชฟแนะนำให้จิ้มลงในโยเกิร์ตที่มีน้ำมันของใบมะเดื่อฝรั่งอยู่ด้วยกัน (17/20)
✨ Mexican vanilla
Champagne, crispy Arlette
วานิลลาจากประเทศเม็กซิโกนำเสนอมาในหลากหลายรูปแบบทั้งครีมและไอศกรีม ด้านล่างยังมี Champagne Granita ช่วยเรียกความสดชื่น ด้านบนคือแผ่น Arlette กรอบ ๆ สร้างมิติทางเนิ้อสัมผัสที่ลงตัว (18/20)
🎗️ [WHY GO] ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนตัวเชฟใหม่มาเป็น Tom Meyer แต่ห้องอาหาร La Chèvre d'Or ยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์และความขลังของชนิดหาใครอื่นมาเทียบเคียงได้ยาก อาหารทุกจานมีความซับซ้อนทางเทคนิคแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่เข้าถึงได้ไม่ยากนัก ราคาอาหารจัดว่าคุ้มค่าโดยเฉพาะกับเหล่านักชิมที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังมื้ออาหารทางโรงแรม Château dd la Chèvre d'Or ซึ่งปัจจุบันการันตีด้วยรางวัล 🗝️🗝️ 2 MICHELIN Keys ยังมีห้องพักและห้องสวีทรวมกันจำนวน 45 ห้องเพื่อรับรองลูกค้าหลากหลายระดับอีกด้วย
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 49 รูป

![🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในห้องอาหารที่โดดเด่นที่สุดในพื้นที่ฝรั่งเศสตอนใต้ นอกจากอาหารอันซับซ้อนและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แล้วยังมีความโดดเด่นของทัศนียภาพมุมกว้างของท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหมู่บ้านน้อยใหญ่บนภูเขาฝั่งตรงข้ามจนกลายมาเป็นความทรงจำที่แสนตราตรึงชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยาก](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/03/481057294_1186486353134916_7727869666933786018_n.webp)



























![🎗️ [THE CHEF] Tom Meyer เกิดและเติบโตขึ้นมาในแถบ Jura ของประเทศฝรั่งเศสโดยมีคุณพ่อคือเชฟ Hugo Meyer ประกอบอาชีพเป็นเจ้าของร้านอาหาร หลังจากจบการศึกษาเขาเริ่มต้นร่วมงานกับห้องอาหารระดับ MICHELIN Star ท้องถิ่นหลายแห่งโดยเน้นประจำการอยู่ในส่วนงานอาหารหวาน หลังจากนั้นเขาได้ร่วมงานกับห้องอาหาร Pic (3 MICHELIN Stars) และ Maison Lameloise (3 MICHELIN Stars) ตามลำดับก่อนที่เขาจะเดินทางมาร่วมงานกับห้องอาหาร La Chèvre d'Or (2 MICHELIN Stars) แห่งนี้ในปี 2015 ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Ronan Kervarrec ต่อมาเขาเดินทางไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Restaurant de l'Hôtel de Ville (3 MICHELIN Stars) ภายใต้การควบคุมของเชฟ Benoît Violier และ Franck Giovannini ตามลำดับโดยในระหว่างนี้เขายังได้รับรางวัลชนะเลิศ Prix Pierre-Taittinger ในปี 2017 อีกด้วย ต่อมาเค้าย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหาร Pic อีกครั้งในปี 2018 และเข้ารอบสุดท้าย Bocuse d'Or ในปี 2019 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองภายใต้ชื่อ Granite และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2022 และได้รับรางวัล Meilleur Ouvrier de France ในปีเดียวกันอีกด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/03/481077985_1186486969801521_1947894704780543756_n.webp)

![🎗️ [THE FOOD] เชฟ Tom Meyer นำเสนออาหารเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นของพื้นที่แถบเมดิเตอร์เรเนียน สำหรับใครที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน (ไม่รวมวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ทางร้านจะนำเสนอเซ็ตเมนูสองแบบคือ Sentier du Littoral (140 €) จำนวน 4 คอร์สและ Horizon (220 €) จำนวน 6 คอร์ส ถัดมาคือผู้ที่แวะมาในช่วงมื้อค่ำสามารถเพลิดเพลินไปกับ Sentier du Littoral (270 €) จำนวน 5 คอร์สและ Horizon (340 €) จำนวน 8 คอร์ส รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายทั้งไวน์ท้องถิ่นและไวน์จากแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกในราคาที่พอจับต้องได้](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/03/480917008_1186486453134906_5641522446444935465_n.webp)
![🎗️ [THE PLACE, Château de la Chèvre d'Or] นักไวโอลินชื่อดังชาวโครเอเชีย Zlatko Baloković ใช้ชีวิตช่วงราว ๆ ปี 1930 ในพื้นที่แถบยุโรป](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/03/481052520_1186486533134898_7677906442360066104_n.webp)








![🎗️ [THE PLACE, Éze] Éze เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแคว้น Alpes-Maritimes ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่บนภูเขาสูงเหนือแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างเมือง Nice และ Monaco โดยมีชื่อเสียงขึ้นมาจากเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมยุคกลาง วิวที่งดงามของหน้าผา และถนนแคบ ๆ อันคดเคี้ยว](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/03/481056725_1186486819801536_5459672501099906964_n.webp)





![🎗️ [WHY GO] ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนตัวเชฟใหม่มาเป็น Tom Meyer แต่ห้องอาหาร La Chèvre d'Or ยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์และความขลังของชนิดหาใครอื่นมาเทียบเคียงได้ยาก อาหารทุกจานมีความซับซ้อนทางเทคนิคแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่เข้าถึงได้ไม่ยากนัก ราคาอาหารจัดว่าคุ้มค่าโดยเฉพาะกับเหล่านักชิมที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังมื้ออาหารทางโรงแรม Château dd la Chèvre d'Or ซึ่งปัจจุบันการันตีด้วยรางวัล 🗝️🗝️ 2 MICHELIN Keys ยังมีห้องพักและห้องสวีทรวมกันจำนวน 45 ห้องเพื่อรับรองลูกค้าหลากหลายระดับอีกด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/03/481045292_1186487229801495_1434425664495632744_n.webp)

