GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
La Chèvre d'Or
2 MICHELIN Stars

FranceLa Chèvre d'Or · ลา เชฟร์ ดอร์

Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — rue du Barri, Èze, 06360, France

🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในห้องอาหารที่โดดเด่นที่สุดในพื้นที่ฝรั่งเศสตอนใต้ นอกจากอาหารอันซับซ้อนและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แล้วยังมีความโดดเด่นของทัศนียภาพมุมกว้างของท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหมู่บ้านน้อยใหญ่บนภูเขาฝั่งตรงข้ามจนกลายมาเป็นความทรงจำที่แสนตราตรึงชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยาก

🎗️ [THE PLACE, Éze] Éze เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแคว้น Alpes-Maritimes ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่บนภูเขาสูงเหนือแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างเมือง Nice และ Monaco โดยมีชื่อเสียงขึ้นมาจากเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมยุคกลาง วิวที่งดงามของหน้าผา และถนนแคบ ๆ อันคดเคี้ยว ประวัติศาสตร์ของ Èze ต้องย้อนหลังไปถึงสมัยโบราณโดยมีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสตกาล เชื่อกันว่าชนเผ่า Ligurians เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานกลุ่มแรก ต่อมาในช่วงยุคโรมัน Èze กลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดโรมัน ”Provincia Romana“ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันภายใต้ชื่อ Provence ในช่วงนั้นชาวโรมันได้สร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ตัวหมู่บ้านยังได้รับประโยชน์จากการค้าและความใกล้ชิดกับเมืองโรมันที่สำคัญอย่าง Nikaïa หรือ Nice ในปัจจุบันอีกด้วย ต่อมาในศตวรรษที่ 12 หมู่บ้าน Éze เหล่าขุนนางท้องถิ่นได้สร้างปราสาทและป้อมปราการขึ้นบนยอดเขาเพื่อป้องกันการโจมตีจากโจรสลัดและผู้รุกรานอื่น ๆ ก่อนที่พื้นที่นี้จะถูกเปลี่ยนผ่านมาอยู่ในมือของตระกูลซาวอย (House of Savoy) และตระกูลกรีมัลดี้ (Grimaldi) ซึ่งเป็นราชวงศ์เดียวกันที่ปกครอง Monaco ตามลำดับ ทุกวันนี้ Èze เป็นหนึ่งในหมู่บ้านยุคกลางที่ได้รับการอนุรักษ์โดยมีชื่อเสียงจากทัศนียภาพอันสวยงามและเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ Château de la Chèvre d'Or ยังรับหน้าที่เป็นจุดแวะพักยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้มีชื่อเสียงมากมายที่เดินทางมายังแถบ French Riviera ตั้งแต่อดีตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

🎗️ [THE PLACE, Château de la Chèvre d'Or] นักไวโอลินชื่อดังชาวโครเอเชีย Zlatko Baloković ใช้ชีวิตช่วงราว ๆ ปี 1930 ในพื้นที่แถบยุโรป วันหนึ่งระหว่างที่เขาเดินทางมาท่องเที่ยวแถบหมู่บ้าน Éze เขาได้พบเจอกับแพะที่มีแผงคอเป็นสีทองซึ่งนำพาเขาไปยังกระท่อมเล็ก ๆ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจซื้อกระท่อมและที่ดินเพื่อใช้งานเป็นที่พักส่วนตัว ต่อมานักธุรกิจคือคุณ Robert Wolf ได้ซื้อต่ออาคารหลังนี้ในปี 1953 โดยปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นร้านอาหาร นอกจากนี้เขายังอาศัยแรงบันดาลใจจากคำแนะนำของคุณ Walt Disney ในการเข้าซื้อต่ออาคารหลังอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่โดยรอบและปรับปรุงให้กลายมาเป็นโรงแรม Château de la Chèvre d'Or และมีชื่อเข้าไปติดเป็น 1 ใน 6 ของ La Route du Bonheur หรือ Relais & Châteaux ในปัจจุบัน สำหรับห้องอาหาร La Chèvre d'Or นั้นโดดเด่นด้วยบานกระจกใสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหมู่บ้าน St. Jean-Cap-Ferrat ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาฝั่งตรงข้ามกัน ห้องรับประทานอาหารตกแต่งอย่างหรูหราด้วยพรมลายสีแดงบนพื้นเทาหากสังเกตให้ดีจะพบกับรูปปั้นแพะทองคำบนหลังคาของตัวอาคารอันเป็นสัญลักษณ์และบ่งบอกถึงที่มาของชื่อ La Chèvre d'Or นั่นเอง

🎗️ [THE CHEF] Tom Meyer เกิดและเติบโตขึ้นมาในแถบ Jura ของประเทศฝรั่งเศสโดยมีคุณพ่อคือเชฟ Hugo Meyer ประกอบอาชีพเป็นเจ้าของร้านอาหาร หลังจากจบการศึกษาเขาเริ่มต้นร่วมงานกับห้องอาหารระดับ MICHELIN Star ท้องถิ่นหลายแห่งโดยเน้นประจำการอยู่ในส่วนงานอาหารหวาน หลังจากนั้นเขาได้ร่วมงานกับห้องอาหาร Pic (3 MICHELIN Stars) และ Maison Lameloise (3 MICHELIN Stars) ตามลำดับก่อนที่เขาจะเดินทางมาร่วมงานกับห้องอาหาร La Chèvre d'Or (2 MICHELIN Stars) แห่งนี้ในปี 2015 ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Ronan Kervarrec ต่อมาเขาเดินทางไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Restaurant de l'Hôtel de Ville (3 MICHELIN Stars) ภายใต้การควบคุมของเชฟ Benoît Violier และ Franck Giovannini ตามลำดับโดยในระหว่างนี้เขายังได้รับรางวัลชนะเลิศ Prix Pierre-Taittinger ในปี 2017 อีกด้วย ต่อมาเค้าย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหาร Pic อีกครั้งในปี 2018 และเข้ารอบสุดท้าย Bocuse d'Or ในปี 2019 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองภายใต้ชื่อ Granite และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2022 และได้รับรางวัล Meilleur Ouvrier de France ในปีเดียวกันอีกด้วย วันหนึ่งในปี 2024 หลังจากที่เชฟ Arnaud Faye ย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหาร Le Parc Les Crayères คุณ Thierry Naidu ได้เสนอข้อตกลงให้เชฟ Tom Meyer ย้ายมารับตำแหน่งเป็น Chef de Cuisine ให้กับ La Chèvre d'Or เพื่อรักษาไว้ซึ่งรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และมนต์เสน่ห์ของหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่ง French Riviera นั่นเอง

🎗️ [THE FOOD] เชฟ Tom Meyer นำเสนออาหารเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นของพื้นที่แถบเมดิเตอร์เรเนียน สำหรับใครที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน (ไม่รวมวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ทางร้านจะนำเสนอเซ็ตเมนูสองแบบคือ Sentier du Littoral (140 €) จำนวน 4 คอร์สและ Horizon (220 €) จำนวน 6 คอร์ส ถัดมาคือผู้ที่แวะมาในช่วงมื้อค่ำสามารถเพลิดเพลินไปกับ Sentier du Littoral (270 €) จำนวน 5 คอร์สและ Horizon (340 €) จำนวน 8 คอร์ส รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายทั้งไวน์ท้องถิ่นและไวน์จากแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกในราคาที่พอจับต้องได้ ตัวอย่างอาหารจานเด็ดประจำวันนี้คือ

✨ Mediterranean mulet

Basil, shrimps aquarelle

คอร์สแรกในเซ็ตเมนูคือชิ้นปลา Mullet จากท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เชฟนำไปหมักเล็กน้อยแล้วเสิร์ฟมาบนซอสที่วาดมาราวกับลวดลายสีน้ำโดยสีส้มเตรียมมาจากหัวกุ้งย่างให้ความครีมมี่และความมัน ส่วนสีเขียวเตรียมมาจากใบเบซิลให้ความฉุนมาสร้างสมดุลและเบรคความมันของซอสหัวกุ้งไม่ให้โดดจนเกินไป (18/20)

✨ Veal

Fig leaves from our garden, tertiary aromas

เมนคอร์สในวันนี้เชฟนำเสนอลูกวัวส่วน Sweetbread หรือต่อมไทมัสที่ให้ความกรอบที่ผิวนอกแต่มีความนุ่มละมุนลิ้นอยู่ที่เนื้อตรงกลางด้านใน ข้าง ๆ กันคือมะเขือเทศและ Fig Leaves หรือใบมะเดื่อฝรั่งจากสวนของทางร้าน ส่วนน้ำซอสเตรียมมาจากผักหลายชนิด ข้าง ๆ กันยังมี Bao หรือเปาสไตล์เอเชียที่มีความนุ่มและหอมโดดเด่น ด้านในสอดไส้ Pastrami หรือเนื้อลูกวัวหมัก เชฟแนะนำให้จิ้มลงในโยเกิร์ตที่มีน้ำมันของใบมะเดื่อฝรั่งอยู่ด้วยกัน (17/20)

✨ Mexican vanilla

Champagne, crispy Arlette

วานิลลาจากประเทศเม็กซิโกนำเสนอมาในหลากหลายรูปแบบทั้งครีมและไอศกรีม ด้านล่างยังมี Champagne Granita ช่วยเรียกความสดชื่น ด้านบนคือแผ่น Arlette กรอบ ๆ สร้างมิติทางเนิ้อสัมผัสที่ลงตัว (18/20)

🎗️ [WHY GO] ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนตัวเชฟใหม่มาเป็น Tom Meyer แต่ห้องอาหาร La Chèvre d'Or ยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์และความขลังของชนิดหาใครอื่นมาเทียบเคียงได้ยาก อาหารทุกจานมีความซับซ้อนทางเทคนิคแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่เข้าถึงได้ไม่ยากนัก ราคาอาหารจัดว่าคุ้มค่าโดยเฉพาะกับเหล่านักชิมที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังมื้ออาหารทางโรงแรม Château dd la Chèvre d'Or ซึ่งปัจจุบันการันตีด้วยรางวัล 🗝️🗝️ 2 MICHELIN Keys ยังมีห้องพักและห้องสวีทรวมกันจำนวน 45 ห้องเพื่อรับรองลูกค้าหลากหลายระดับอีกด้วย

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 49 รูป

🇫🇷 La Chèvre d'Or - ลา เชฟร์ ดอร์🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️🏵️ 18/20 Gault&Millau - 18/20 โก&มีโย🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์👨🏻‍🍳 Chef Tom Meyer - เชฟทอม เอเยอร์
รูปที่ 1
🇫🇷 La Chèvre d'Or - ลา เชฟร์ ดอร์🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️🏵️ 18/20 Gault&Millau - 18/20 โก&มีโย🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์👨🏻‍🍳 Chef Tom Meyer - เชฟทอม เอเยอร์
🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในห้องอาหารที่โดดเด่นที่สุดในพื้นที่ฝรั่งเศสตอนใต้ นอกจากอาหารอันซับซ้อนและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แล้วยังมีความโดดเด่นของทัศนียภาพมุมกว้างของท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหมู่บ้านน้อยใหญ่บนภูเขาฝั่งตรงข้ามจนกลายมาเป็นความทรงจำที่แสนตราตรึงชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยาก
รูปที่ 2
🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในห้องอาหารที่โดดเด่นที่สุดในพื้นที่ฝรั่งเศสตอนใต้ นอกจากอาหารอันซับซ้อนและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แล้วยังมีความโดดเด่นของทัศนียภาพมุมกว้างของท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหมู่บ้านน้อยใหญ่บนภูเขาฝั่งตรงข้ามจนกลายมาเป็นความทรงจำที่แสนตราตรึงชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยาก
ทัศนียภาพมุมกว้างผ่านกระจกใสบางใหญ่ในห้องอาหาร
รูปที่ 3
ทัศนียภาพมุมกว้างผ่านกระจกใสบางใหญ่ในห้องอาหาร
Amuse-boucheAmuse-bouche ชุดใหญ่เสิร์ฟมาพร้อมกัน (18/20)
รูปที่ 4
Amuse-boucheAmuse-bouche ชุดใหญ่เสิร์ฟมาพร้อมกัน (18/20)
Amuse-boucheเริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Granita สตรอว์เบอร์รี่ช่วยเรียกความสดชื่นจับคู่มากับชีสบูราต้ารมควัน นอกจากนี้ยังมีกลิ่นของพริกหวานและความกรอบของถั่วพิสตาชิโอ้อีกด้วย (18/20)
รูปที่ 5
Amuse-boucheเริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Granita สตรอว์เบอร์รี่ช่วยเรียกความสดชื่นจับคู่มากับชีสบูราต้ารมควัน นอกจากนี้ยังมีกลิ่นของพริกหวานและความกรอบของถั่วพิสตาชิโอ้อีกด้วย (18/20)
Amuse-boucheถัดมาคือ Tartelette แตงโมขนาดจิ๋วที่ผสานเข้ากันกับ Negroni และครีมที่เตรียมมาจากชีสนมแพะได้อย่างลงตัว (18/20)
รูปที่ 6
Amuse-boucheถัดมาคือ Tartelette แตงโมขนาดจิ๋วที่ผสานเข้ากันกับ Negroni และครีมที่เตรียมมาจากชีสนมแพะได้อย่างลงตัว (18/20)
Amuse-bouchePillow กรอบ ๆ ที่บรรจุเครื่องจิ้ม Tarama โฮมเมดที่มีอโรมาของเฟนเนล ด้านล่างรองด้วยชิ้น Charcuterie สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดี (18/20)
รูปที่ 7
Amuse-bouchePillow กรอบ ๆ ที่บรรจุเครื่องจิ้ม Tarama โฮมเมดที่มีอโรมาของเฟนเนล ด้านล่างรองด้วยชิ้น Charcuterie สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดี (18/20)
Amuse-boucheหอยนางรมจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเสิร์ฟมากับขนมปังกรอบและ Lovage (18/20)
รูปที่ 8
Amuse-boucheหอยนางรมจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเสิร์ฟมากับขนมปังกรอบและ Lovage (18/20)
Amuse-boucheจากนั้นจบด้วย Tasty Bread ที่มีอโรมาของมะกอกและมะเขือเทศ (18/20)
รูปที่ 9
Amuse-boucheจากนั้นจบด้วย Tasty Bread ที่มีอโรมาของมะกอกและมะเขือเทศ (18/20)
Bread and butterขนมปังชิ้นใหญ่เสิร์ฟมาคู่กับเนยและน้ำมันสมุนไพร
รูปที่ 10
Bread and butterขนมปังชิ้นใหญ่เสิร์ฟมาคู่กับเนยและน้ำมันสมุนไพร
Mediterranean mulletBasil, shrimps aquarelleคอร์สแรกในเซ็ตเมนูคือชิ้นปลา Mullet จากท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เชฟนำไปหมักเล็กน้อยแล้วเสิร์ฟมาบนซอสที่วาดมาราวกับลวดลายสีน้ำโดยสีส้มเตรียมมาจากหัวกุ้งย่างให้ความครีมมี่และความมัน ส่วนสีเขียวเตรียมมาจากใบเบซิลให้ความฉุนมาสร้างสมดุลและเบรคความมันของซอสหัวกุ้งไม่ให้โดดจนเกินไป (18/20)
รูปที่ 11
Mediterranean mulletBasil, shrimps aquarelleคอร์สแรกในเซ็ตเมนูคือชิ้นปลา Mullet จากท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เชฟนำไปหมักเล็กน้อยแล้วเสิร์ฟมาบนซอสที่วาดมาราวกับลวดลายสีน้ำโดยสีส้มเตรียมมาจากหัวกุ้งย่างให้ความครีมมี่และความมัน ส่วนสีเขียวเตรียมมาจากใบเบซิลให้ความฉุนมาสร้างสมดุลและเบรคความมันของซอสหัวกุ้งไม่ให้โดดจนเกินไป (18/20)
Cherry tomatoGreen melon, myrtle, summer purslane waterมะเขือเทศเชอร์รี่ให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิเสิร์ฟมาคู่กันกับเมลอนเขียวให้รสหวานอันกลมกล่อม รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากเมลอนเขียว, เวอร์บีน่า และใบเมอร์เทิลช่วยสร้างความสดชื่นในปากได้อย่างดีเยี่ยม (17/20)
รูปที่ 12
Cherry tomatoGreen melon, myrtle, summer purslane waterมะเขือเทศเชอร์รี่ให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิเสิร์ฟมาคู่กันกับเมลอนเขียวให้รสหวานอันกลมกล่อม รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากเมลอนเขียว, เวอร์บีน่า และใบเมอร์เทิลช่วยสร้างความสดชื่นในปากได้อย่างดีเยี่ยม (17/20)
SardineSea fennel, shades of greenคอร์สนี้เชฟเลือกใช้ปลาซาร์ดีนจากท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาเป็นวัตถุดิบหลักโดยทางร้านจะแล่มาก่อนแล้วนำมาเตรียมกันต่อที่ข้างโต๊ะ (18/20)
รูปที่ 13
SardineSea fennel, shades of greenคอร์สนี้เชฟเลือกใช้ปลาซาร์ดีนจากท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาเป็นวัตถุดิบหลักโดยทางร้านจะแล่มาก่อนแล้วนำมาเตรียมกันต่อที่ข้างโต๊ะ (18/20)
SardineSea fennel, shades of greenเชฟตั้งใจเสิร์ฟมาในสไตล์ Provençal เริ่มต้นด้วยการทา Garum ที่เตรียมขึันมาจากทุกส่วนของปลาลงไปผิวแล้วทอร์ชด้วยไฟจนผิวเกรียมและเกิด Maillard Reaction ส่งอโรมาหอมคลุ้งไปทั่วร้าน (18/20)
รูปที่ 14
SardineSea fennel, shades of greenเชฟตั้งใจเสิร์ฟมาในสไตล์ Provençal เริ่มต้นด้วยการทา Garum ที่เตรียมขึันมาจากทุกส่วนของปลาลงไปผิวแล้วทอร์ชด้วยไฟจนผิวเกรียมและเกิด Maillard Reaction ส่งอโรมาหอมคลุ้งไปทั่วร้าน (18/20)
SardineSea fennel, shades of greenจากนั้นพนักงานจะนำมาจัดวางลงบนจานที่ประกอบไปด้วยซอสสีเขียวของหลากหลายองค์ประกอบทั้วถั่ว Green Beans, ถั่วพิสตาชิโอ้ Samphire และชาเขียวมัทฉะ ซอสสีดำเตรียมขึ้นมาจากถั่ว Green Beans เช่นกัน (18/20)
รูปที่ 15
SardineSea fennel, shades of greenจากนั้นพนักงานจะนำมาจัดวางลงบนจานที่ประกอบไปด้วยซอสสีเขียวของหลากหลายองค์ประกอบทั้วถั่ว Green Beans, ถั่วพิสตาชิโอ้ Samphire และชาเขียวมัทฉะ ซอสสีดำเตรียมขึ้นมาจากถั่ว Green Beans เช่นกัน (18/20)
Catch of the dayPissalat condiment, pink pepper, corianderCatch of The Day ในวันนี้คือปลา Amberjack จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเสิร์ฟมากับซอสพริกไทยสีชมพูและน้ำมัน Coriander ให้รสชาติเปรี้ยวโดด ด้านบนท็อปด้วยกระเทียมต้นให้ความฉุนเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมี Pissalat Condiment ซึ่งมีความโดดเด่นอยู่ที่อโรมาของแองโชวี่ใส่มาอีกด้วย (16/20)
รูปที่ 16
Catch of the dayPissalat condiment, pink pepper, corianderCatch of The Day ในวันนี้คือปลา Amberjack จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเสิร์ฟมากับซอสพริกไทยสีชมพูและน้ำมัน Coriander ให้รสชาติเปรี้ยวโดด ด้านบนท็อปด้วยกระเทียมต้นให้ความฉุนเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมี Pissalat Condiment ซึ่งมีความโดดเด่นอยู่ที่อโรมาของแองโชวี่ใส่มาอีกด้วย (16/20)
VealFig leaves from our garden, tertiary aromasเมนคอร์สในวันนี้เชฟนำเสนอลูกวัวส่วน Sweetbread หรือต่อมไทมัสที่ให้ความกรอบที่ผิวนอกแต่มีความนุ่มละมุนลิ้นอยู่ที่เนื้อตรงกลางด้านใน (17/20)
รูปที่ 17
VealFig leaves from our garden, tertiary aromasเมนคอร์สในวันนี้เชฟนำเสนอลูกวัวส่วน Sweetbread หรือต่อมไทมัสที่ให้ความกรอบที่ผิวนอกแต่มีความนุ่มละมุนลิ้นอยู่ที่เนื้อตรงกลางด้านใน (17/20)
VealFig leaves from our garden, tertiary aromasข้าง ๆ กันคือมะเขือเทศและ Fig Leaves หรือใบมะเดื่อฝรั่งจากสวนของทางร้าน ส่วนน้ำซอสเตรียมมาจากผักหลายชนิด (17/20)
รูปที่ 18
VealFig leaves from our garden, tertiary aromasข้าง ๆ กันคือมะเขือเทศและ Fig Leaves หรือใบมะเดื่อฝรั่งจากสวนของทางร้าน ส่วนน้ำซอสเตรียมมาจากผักหลายชนิด (17/20)
VealFig leaves from our garden, tertiary aromasข้าง ๆ กันยังมี Bao หรือเปาสไตล์เอเชียที่มีความนุ่มและหอมโดดเด่น ด้านในสอดไส้ Pastrami หรือเนื้อลูกวัวหมัก เชฟแนะนำให้จิ้มลงในโยเกิร์ตที่มีน้ำมันของใบมะเดื่อฝรั่งอยู่ด้วยกัน (17/20)
รูปที่ 19
VealFig leaves from our garden, tertiary aromasข้าง ๆ กันยังมี Bao หรือเปาสไตล์เอเชียที่มีความนุ่มและหอมโดดเด่น ด้านในสอดไส้ Pastrami หรือเนื้อลูกวัวหมัก เชฟแนะนำให้จิ้มลงในโยเกิร์ตที่มีน้ำมันของใบมะเดื่อฝรั่งอยู่ด้วยกัน (17/20)
สำหรับผู้ที่ไม่รับประทาน Sweetbread ทางร้านจะเสิร์ฟมาเป็น Fillet แทน (17/20)
รูปที่ 20
สำหรับผู้ที่ไม่รับประทาน Sweetbread ทางร้านจะเสิร์ฟมาเป็น Fillet แทน (17/20)
re-dessertล้างปากด้วย Kombusha ที่มีอโรมาของใบมะเดื่อฝรั่งและสตรอว์เบอร์รี่ (18/20)
รูปที่ 21
re-dessertล้างปากด้วย Kombusha ที่มีอโรมาของใบมะเดื่อฝรั่งและสตรอว์เบอร์รี่ (18/20)
Pre-dessertภาพของ Kombucha ที่มีสีสันตัดกันกับน้ำทะเล (18/20)
รูปที่ 22
Pre-dessertภาพของ Kombucha ที่มีสีสันตัดกันกับน้ำทะเล (18/20)
Pre-dessertล้างปากอีกคอร์สด้วยแผ่นเจล Rhubarb ด้านล่างคือแยม Marmalade, ซอร์เบท์ และ Cheese Foam ที่มีความกรอบของข้าวพองใส่มาด้วย อย่าลืมตักให้ลึกลงไปถึงด้านล่างสุดเพื่อให้รับรู้ถึงรสชาติที่ครบถ้วน (18/20)
รูปที่ 23
Pre-dessertล้างปากอีกคอร์สด้วยแผ่นเจล Rhubarb ด้านล่างคือแยม Marmalade, ซอร์เบท์ และ Cheese Foam ที่มีความกรอบของข้าวพองใส่มาด้วย อย่าลืมตักให้ลึกลงไปถึงด้านล่างสุดเพื่อให้รับรู้ถึงรสชาติที่ครบถ้วน (18/20)
Mexican vanillaChampagne, crispy Arletteวานิลลาจากประเทศเม็กซิโกนำเสนอมาในหลากหลายรูปแบบทั้งครีมและไอศกรีม ด้านล่างยังมี Champagne Granita ช่วยเรียกความสดชื่น ด้านบนคือแผ่น Arlette กรอบ ๆ สร้างมิติทางเนิ้อสัมผัสที่ลงตัว (18/20)
รูปที่ 24
Mexican vanillaChampagne, crispy Arletteวานิลลาจากประเทศเม็กซิโกนำเสนอมาในหลากหลายรูปแบบทั้งครีมและไอศกรีม ด้านล่างยังมี Champagne Granita ช่วยเรียกความสดชื่น ด้านบนคือแผ่น Arlette กรอบ ๆ สร้างมิติทางเนิ้อสัมผัสที่ลงตัว (18/20)
Mignardisesขนมจิ๋วประกอบไปด้วย Aloe Vera with Lemongrass เสิร์ฟมาในช้อนจิ๋ว, Calissons d'Aix ที่เชฟเสิร์ฟมาในรูปแบบใหม่โดดเด่นด้วยความเปรี้ยวของซิตรัสและความหอมของถั่วอัลมอนด์ สุดท้ายคือ Mint and Chocolate Tartelette
รูปที่ 25
Mignardisesขนมจิ๋วประกอบไปด้วย Aloe Vera with Lemongrass เสิร์ฟมาในช้อนจิ๋ว, Calissons d'Aix ที่เชฟเสิร์ฟมาในรูปแบบใหม่โดดเด่นด้วยความเปรี้ยวของซิตรัสและความหอมของถั่วอัลมอนด์ สุดท้ายคือ Mint and Chocolate Tartelette
ของฝากกลับบ้าน
รูปที่ 26
ของฝากกลับบ้าน
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 27
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 28
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
💰 ราคาอาหาร
รูปที่ 29
💰 ราคาอาหาร
🎗️ [THE CHEF] Tom Meyer เกิดและเติบโตขึ้นมาในแถบ Jura ของประเทศฝรั่งเศสโดยมีคุณพ่อคือเชฟ Hugo Meyer ประกอบอาชีพเป็นเจ้าของร้านอาหาร หลังจากจบการศึกษาเขาเริ่มต้นร่วมงานกับห้องอาหารระดับ MICHELIN Star ท้องถิ่นหลายแห่งโดยเน้นประจำการอยู่ในส่วนงานอาหารหวาน หลังจากนั้นเขาได้ร่วมงานกับห้องอาหาร Pic (3 MICHELIN Stars) และ Maison Lameloise (3 MICHELIN Stars) ตามลำดับก่อนที่เขาจะเดินทางมาร่วมงานกับห้องอาหาร La Chèvre d'Or (2 MICHELIN Stars) แห่งนี้ในปี 2015 ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Ronan Kervarrec ต่อมาเขาเดินทางไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Restaurant de l'Hôtel de Ville (3 MICHELIN Stars) ภายใต้การควบคุมของเชฟ Benoît Violier และ Franck Giovannini ตามลำดับโดยในระหว่างนี้เขายังได้รับรางวัลชนะเลิศ Prix Pierre-Taittinger ในปี 2017 อีกด้วย ต่อมาเค้าย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหาร Pic อีกครั้งในปี 2018 และเข้ารอบสุดท้าย Bocuse d'Or ในปี 2019 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองภายใต้ชื่อ Granite และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2022 และได้รับรางวัล Meilleur Ouvrier de France ในปีเดียวกันอีกด้วย
รูปที่ 30
🎗️ [THE CHEF] Tom Meyer เกิดและเติบโตขึ้นมาในแถบ Jura ของประเทศฝรั่งเศสโดยมีคุณพ่อคือเชฟ Hugo Meyer ประกอบอาชีพเป็นเจ้าของร้านอาหาร หลังจากจบการศึกษาเขาเริ่มต้นร่วมงานกับห้องอาหารระดับ MICHELIN Star ท้องถิ่นหลายแห่งโดยเน้นประจำการอยู่ในส่วนงานอาหารหวาน หลังจากนั้นเขาได้ร่วมงานกับห้องอาหาร Pic (3 MICHELIN Stars) และ Maison Lameloise (3 MICHELIN Stars) ตามลำดับก่อนที่เขาจะเดินทางมาร่วมงานกับห้องอาหาร La Chèvre d'Or (2 MICHELIN Stars) แห่งนี้ในปี 2015 ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Ronan Kervarrec ต่อมาเขาเดินทางไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Restaurant de l'Hôtel de Ville (3 MICHELIN Stars) ภายใต้การควบคุมของเชฟ Benoît Violier และ Franck Giovannini ตามลำดับโดยในระหว่างนี้เขายังได้รับรางวัลชนะเลิศ Prix Pierre-Taittinger ในปี 2017 อีกด้วย ต่อมาเค้าย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหาร Pic อีกครั้งในปี 2018 และเข้ารอบสุดท้าย Bocuse d'Or ในปี 2019 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองภายใต้ชื่อ Granite และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2022 และได้รับรางวัล Meilleur Ouvrier de France ในปีเดียวกันอีกด้วย
วันหนึ่งในปี 2024 หลังจากที่เชฟ Arnaud Faye ย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหาร Le Parc Les Crayères คุณ Thierry Naidu ได้เสนอข้อตกลงให้เชฟ Tom Meyer ย้ายมารับตำแหน่งเป็น Chef de Cuisine ให้กับ La Chèvre d'Or เพื่อรักษาไว้ซึ่งรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และมนต์เสน่ห์ของหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่ง French Riviera นั่นเอง
รูปที่ 31
วันหนึ่งในปี 2024 หลังจากที่เชฟ Arnaud Faye ย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหาร Le Parc Les Crayères คุณ Thierry Naidu ได้เสนอข้อตกลงให้เชฟ Tom Meyer ย้ายมารับตำแหน่งเป็น Chef de Cuisine ให้กับ La Chèvre d'Or เพื่อรักษาไว้ซึ่งรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และมนต์เสน่ห์ของหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่ง French Riviera นั่นเอง
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Tom Meyer นำเสนออาหารเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นของพื้นที่แถบเมดิเตอร์เรเนียน สำหรับใครที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน (ไม่รวมวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ทางร้านจะนำเสนอเซ็ตเมนูสองแบบคือ Sentier du Littoral (140 €) จำนวน 4 คอร์สและ Horizon (220 €) จำนวน 6 คอร์ส ถัดมาคือผู้ที่แวะมาในช่วงมื้อค่ำสามารถเพลิดเพลินไปกับ Sentier du Littoral (270 €) จำนวน 5 คอร์สและ Horizon (340 €) จำนวน 8 คอร์ส รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายทั้งไวน์ท้องถิ่นและไวน์จากแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกในราคาที่พอจับต้องได้
รูปที่ 32
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Tom Meyer นำเสนออาหารเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นของพื้นที่แถบเมดิเตอร์เรเนียน สำหรับใครที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน (ไม่รวมวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ทางร้านจะนำเสนอเซ็ตเมนูสองแบบคือ Sentier du Littoral (140 €) จำนวน 4 คอร์สและ Horizon (220 €) จำนวน 6 คอร์ส ถัดมาคือผู้ที่แวะมาในช่วงมื้อค่ำสามารถเพลิดเพลินไปกับ Sentier du Littoral (270 €) จำนวน 5 คอร์สและ Horizon (340 €) จำนวน 8 คอร์ส รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายทั้งไวน์ท้องถิ่นและไวน์จากแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกในราคาที่พอจับต้องได้
🎗️ [THE PLACE, Château de la Chèvre d'Or] นักไวโอลินชื่อดังชาวโครเอเชีย Zlatko Baloković ใช้ชีวิตช่วงราว ๆ ปี 1930 ในพื้นที่แถบยุโรป
รูปที่ 33
🎗️ [THE PLACE, Château de la Chèvre d'Or] นักไวโอลินชื่อดังชาวโครเอเชีย Zlatko Baloković ใช้ชีวิตช่วงราว ๆ ปี 1930 ในพื้นที่แถบยุโรป
วันหนึ่งระหว่างที่เขาเดินทางมาท่องเที่ยวแถบหมู่บ้าน Éze เขาได้พบเจอกับแพะที่มีแผงคอเป็นสีทองซึ่งนำพาเขาไปยังกระท่อมเล็ก ๆ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจซื้อกระท่อมและที่ดินเพื่อใช้งานเป็นที่พักส่วนตัว
รูปที่ 34
วันหนึ่งระหว่างที่เขาเดินทางมาท่องเที่ยวแถบหมู่บ้าน Éze เขาได้พบเจอกับแพะที่มีแผงคอเป็นสีทองซึ่งนำพาเขาไปยังกระท่อมเล็ก ๆ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจซื้อกระท่อมและที่ดินเพื่อใช้งานเป็นที่พักส่วนตัว
ต่อมานักธุรกิจคือคุณ Robert Wolf ได้ซื้อต่ออาคารหลังนี้ในปี 1953 โดยปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นร้านอาหาร นอกจากนี้เขายังอาศัยแรงบันดาลใจจากคำแนะนำของคุณ Walt Disney ในการเข้าซื้อต่ออาคารหลังอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่โดยรอบและปรับปรุงให้กลายมาเป็นโรงแรม Château de la Chèvre d'Or และมีชื่อเข้าไปติดเป็น 1 ใน 6 ของ La Route du Bonheur หรือ Relais & Châteaux ในปัจจุบัน
รูปที่ 35
ต่อมานักธุรกิจคือคุณ Robert Wolf ได้ซื้อต่ออาคารหลังนี้ในปี 1953 โดยปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นร้านอาหาร นอกจากนี้เขายังอาศัยแรงบันดาลใจจากคำแนะนำของคุณ Walt Disney ในการเข้าซื้อต่ออาคารหลังอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่โดยรอบและปรับปรุงให้กลายมาเป็นโรงแรม Château de la Chèvre d'Or และมีชื่อเข้าไปติดเป็น 1 ใน 6 ของ La Route du Bonheur หรือ Relais & Châteaux ในปัจจุบัน
สำหรับห้องอาหาร La Chèvre d'Or นั้นโดดเด่นด้วยบานกระจกใสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหมู่บ้าน St. Jean-Cap-Ferrat ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาฝั่งตรงข้ามกัน
รูปที่ 36
สำหรับห้องอาหาร La Chèvre d'Or นั้นโดดเด่นด้วยบานกระจกใสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหมู่บ้าน St. Jean-Cap-Ferrat ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาฝั่งตรงข้ามกัน
ห้องรับประทานอาหารตกแต่งอย่างหรูหราด้วยพรมลายสีแดงบนพื้นเทาหากสังเกตให้ดีจะพบกับรูปปั้นแพะทองคำบนหลังคาของตัวอาคารอันเป็นสัญลักษณ์และบ่งบอกถึงที่มาของชื่อ La Chèvre d'Or นั่นเอง
รูปที่ 37
ห้องรับประทานอาหารตกแต่งอย่างหรูหราด้วยพรมลายสีแดงบนพื้นเทาหากสังเกตให้ดีจะพบกับรูปปั้นแพะทองคำบนหลังคาของตัวอาคารอันเป็นสัญลักษณ์และบ่งบอกถึงที่มาของชื่อ La Chèvre d'Or นั่นเอง
ภาพของภายในห้องอาหาร
รูปที่ 38
ภาพของภายในห้องอาหาร
ขอแนะนำอย่างมากให้เลือกจองโต๊ะหัวมุม
รูปที่ 39
ขอแนะนำอย่างมากให้เลือกจองโต๊ะหัวมุม
ภาพของแพะทองคำดั้งเดิม
รูปที่ 40
ภาพของแพะทองคำดั้งเดิม
พื้นที่รับรองลูกค้าระหว่างรอจัดเตรียมโต๊ะอาหาร
รูปที่ 41
พื้นที่รับรองลูกค้าระหว่างรอจัดเตรียมโต๊ะอาหาร
🎗️ [THE PLACE, Éze] Éze เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแคว้น Alpes-Maritimes ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่บนภูเขาสูงเหนือแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างเมือง Nice และ Monaco โดยมีชื่อเสียงขึ้นมาจากเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมยุคกลาง วิวที่งดงามของหน้าผา และถนนแคบ ๆ อันคดเคี้ยว
รูปที่ 42
🎗️ [THE PLACE, Éze] Éze เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแคว้น Alpes-Maritimes ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่บนภูเขาสูงเหนือแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างเมือง Nice และ Monaco โดยมีชื่อเสียงขึ้นมาจากเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมยุคกลาง วิวที่งดงามของหน้าผา และถนนแคบ ๆ อันคดเคี้ยว
ประวัติศาสตร์ของ Èze ต้องย้อนหลังไปถึงสมัยโบราณโดยมีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสตกาล เชื่อกันว่าชนเผ่า Ligurians เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานกลุ่มแรก ต่อมาในช่วงยุคโรมัน Èze กลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดโรมัน ”Provincia Romana“ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันภายใต้ชื่อ Provence
รูปที่ 43
ประวัติศาสตร์ของ Èze ต้องย้อนหลังไปถึงสมัยโบราณโดยมีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสตกาล เชื่อกันว่าชนเผ่า Ligurians เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานกลุ่มแรก ต่อมาในช่วงยุคโรมัน Èze กลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดโรมัน ”Provincia Romana“ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันภายใต้ชื่อ Provence
ในช่วงนั้นชาวโรมันได้สร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ตัวหมู่บ้านยังได้รับประโยชน์จากการค้าและความใกล้ชิดกับเมืองโรมันที่สำคัญอย่าง Nikaïa หรือ Nice ในปัจจุบันอีกด้วย
รูปที่ 44
ในช่วงนั้นชาวโรมันได้สร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ตัวหมู่บ้านยังได้รับประโยชน์จากการค้าและความใกล้ชิดกับเมืองโรมันที่สำคัญอย่าง Nikaïa หรือ Nice ในปัจจุบันอีกด้วย
ต่อมาในศตวรรษที่ 12 หมู่บ้าน Éze เหล่าขุนนางท้องถิ่นได้สร้างปราสาทและป้อมปราการขึ้นบนยอดเขาเพื่อป้องกันการโจมตีจากโจรสลัดและผู้รุกรานอื่น ๆ ก่อนที่พื้นที่นี้จะถูกเปลี่ยนผ่านมาอยู่ในมือของตระกูลซาวอย (House of Savoy) และตระกูลกรีมัลดี้ (Grimaldi) ซึ่งเป็นราชวงศ์เดียวกันที่ปกครอง Monaco ตามลำดับ
รูปที่ 45
ต่อมาในศตวรรษที่ 12 หมู่บ้าน Éze เหล่าขุนนางท้องถิ่นได้สร้างปราสาทและป้อมปราการขึ้นบนยอดเขาเพื่อป้องกันการโจมตีจากโจรสลัดและผู้รุกรานอื่น ๆ ก่อนที่พื้นที่นี้จะถูกเปลี่ยนผ่านมาอยู่ในมือของตระกูลซาวอย (House of Savoy) และตระกูลกรีมัลดี้ (Grimaldi) ซึ่งเป็นราชวงศ์เดียวกันที่ปกครอง Monaco ตามลำดับ
ทุกวันนี้ Èze เป็นหนึ่งในหมู่บ้านยุคกลางที่ได้รับการอนุรักษ์โดยมีชื่อเสียงจากทัศนียภาพอันสวยงามและเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ Château de la Chèvre d'Or ยังรับหน้าที่เป็นจุดแวะพักยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้มีชื่อเสียงมากมายที่เดินทางมายังแถบ French Riviera ตั้งแต่อดีตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
รูปที่ 46
ทุกวันนี้ Èze เป็นหนึ่งในหมู่บ้านยุคกลางที่ได้รับการอนุรักษ์โดยมีชื่อเสียงจากทัศนียภาพอันสวยงามและเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ Château de la Chèvre d'Or ยังรับหน้าที่เป็นจุดแวะพักยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้มีชื่อเสียงมากมายที่เดินทางมายังแถบ French Riviera ตั้งแต่อดีตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ทางเดินภายในโรงแรม
รูปที่ 47
ทางเดินภายในโรงแรม
🎗️ [WHY GO] ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนตัวเชฟใหม่มาเป็น Tom Meyer แต่ห้องอาหาร La Chèvre d'Or ยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์และความขลังของชนิดหาใครอื่นมาเทียบเคียงได้ยาก อาหารทุกจานมีความซับซ้อนทางเทคนิคแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่เข้าถึงได้ไม่ยากนัก ราคาอาหารจัดว่าคุ้มค่าโดยเฉพาะกับเหล่านักชิมที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังมื้ออาหารทางโรงแรม Château dd la Chèvre d'Or ซึ่งปัจจุบันการันตีด้วยรางวัล 🗝️🗝️ 2 MICHELIN Keys ยังมีห้องพักและห้องสวีทรวมกันจำนวน 45 ห้องเพื่อรับรองลูกค้าหลากหลายระดับอีกด้วย
รูปที่ 48
🎗️ [WHY GO] ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนตัวเชฟใหม่มาเป็น Tom Meyer แต่ห้องอาหาร La Chèvre d'Or ยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์และความขลังของชนิดหาใครอื่นมาเทียบเคียงได้ยาก อาหารทุกจานมีความซับซ้อนทางเทคนิคแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่เข้าถึงได้ไม่ยากนัก ราคาอาหารจัดว่าคุ้มค่าโดยเฉพาะกับเหล่านักชิมที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังมื้ออาหารทางโรงแรม Château dd la Chèvre d'Or ซึ่งปัจจุบันการันตีด้วยรางวัล 🗝️🗝️ 2 MICHELIN Keys ยังมีห้องพักและห้องสวีทรวมกันจำนวน 45 ห้องเพื่อรับรองลูกค้าหลากหลายระดับอีกด้วย
ภาพของทัศนียภาพมุมกว้างตามจุดทางเดินในโรงแรม
รูปที่ 49
ภาพของทัศนียภาพมุมกว้างตามจุดทางเดินในโรงแรม