GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
La Bottega di Luca
Others

ThailandLa Bottega di Luca · ลา บอตเตก้า ดิ ลูก้า

Italian · อาหารอิตาเลียน — ชั้น 2 โครงการเดอะ 49 เทอร์เรซ ซ.สุขุมวิท 49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

🎗 [INTRO] สำหรับใครที่เป็นคออาหารอิตาลีรุ่นบุกเบิกน่าจะคุ้นเคยหรือเคยได้ยินห้องอาหาร La Bottega di Luca กันเป็นอย่างดี ด้วยการนำเสนออาหาร Italian Fine Dining ให้มีความเข้าถึงง่ายสำหรับคนไทย ทั้งยังมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไปทำให้ตัวร้านมีลูกค้าประจำแวะเวียนกลับมาชิมกันอย่างไม่ขาดสาย

🎗 [THE PLACE] เจ้าของร้านคือคุณ Luca Appino เกิดและเติบโตขึ้นมาในแคว้น Piedmont ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเกี่ยวกับอาหารทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เขาเริ่มต้นสายอาชีพเชฟโดยการเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ประเทศตุรกีก่อนจะเดินทางมายังประเทศไทยในปี 2004 เพื่อร่วมเป็นหนึ่งในทีมเปิดตัวห้องอาหาร Enoteca จนประสบความสำเร็จ ต่อมาในปี 2008 เชฟ Luca ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร La Bottega di Luca เป็นของตัวเองบนชั้นสองของโครงการณ์ The 49 Terrace ในซอยสุขุมวิท 49 ระเบียงขนาดใหญ่จัดเตรียมเอาไว้สำหรับนั่งชิลรับลมในวันที่อากาศเป็นใจ เมื่อเดินผ่านประตูกระจกเข้ามาในร้านจะพบกับห้องรับประทานอาหารที่ตกแต่งให้มีความเรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา ข้างกันกับบาร์เป็นห้องครัวพร้อมกับทีมเชฟอีก 7 คน คอยเตรียมอาหารให้กับลูกค้าทันทีที่รัยออร์เดอร์ จนถึงปัจจุบันเชฟ Luca ยังเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังห้องอาหารชั้นนำในกรุงเทพรวมไปถึงร้าน Pizza Massilia ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในร้านพิซซ่าที่ดีที่สุดในกรุงเทพอีกด้วย

🎗 [THE CHEF] เชฟ Luca Appino มอบหมายงานให้เชฟ Marco Avesani เป็นคนกุมบังเหียนและควบคุมคุณภาพอาหารในทุก ๆ จาน เขาเกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองแห่งความรักอย่างนคร Verona โดยมีครอบครัวเป็นเจ้าของห้องอาหารก่อนจะเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพกับเชฟชั้นแนวหน้าของประเทศอิตาลีอย่าง Giancarlo Perbellini เจ้าของห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars หลังจากนั้นเชฟ Marco ได้เริ่มต้นออกเดินไปยังหลากหลายประเทศทั่วโลกทั้งสกอตแลนด์, กัมพูชา, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศไทยโดยเฉพาะห้องอาหารและโรงแรมชั้นนำอย่าง J'aime by Jean-Michel Lorain (1 MICHELIN Star), Four Seasons Resort Chiang Mai, Oriental Residence และ Savelberg (1 MICHELIN Star) นั่นเอง

🎗 [THE FOOD] เพื่อน ๆ สามารถเลือกอาหารได้จากรายการแบบ À La Carte โดยแต่ละจานมักมีขนาดค่อนข้างใหญ่จุใจ ไม่ว่าจะเป็นเมนูคลาสสิคอย่างรีซอตโต้สูตรพิเศษของเชฟ Luca, แองเจิ้ลแฮร์ทรัฟเฟิลคาร์โบนาร่า ไปจนถึงอาหารจานหลักทั้งเนื้อวัวออสเตรเลียนวากิว, ซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ และเนื้อหมูจากแถบ Sienna ล้วนเป็นจานที่ไม่ควรพลาด รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ราคาเริ่มต้นไปจนถึงไวน์ชั้นนำ ส่วนในมื้อนี้เราอยากให้ เพื่อน ๆ ได้ตามมาลองชิมจานเด็ดอย่าง

✨ GRILLED BABY SQUID, ZUCCHINI, TOMATO CONFIT, BAGNA CAUDA (420++)

ห้ามพลาดเมนูที่เชฟเลือกใช้หมึกตัวโตย่างมาแบบหอม ๆ เคี้ยวไปแล้วยังคงมีความนุ่มและหนึบ ด้านล่างคือ Bagna Cauda ซอสโบราณที่มีต้นกำเนิดย้อนไปถึงสมัยช่วงศตวรรษที่ 16 ประกอบขึ้นมาจากน้ำมันมะกอก กระเทียม แองโชวี่ ส่งกลิ่นหอมคลุ้งเข้ากันกับอาหารทะเลเป็นอย่างมาก เชฟตัดด้วยรสเปรี้ยวและฉ่ำของมะเขือเทศกงฟีรวมไปถึงความกรอบที่ได้จากซูคินี่อีกด้วย

✨ PICI, SLOW COOKED DUCK RAGOUT, CRUSCO PEPPER (890++)

จานที่เราประทับใจที่สุดในมื้อนี้ต้องยกให้กับพาสต้าเส้นพิชี่ที่มีลักษณะอวบอ้วนนุ่มหนึบ เชฟคลุกเคล้ามากับซอสที่เตรียมมาจากเนื้อเป็ดตุ๋นให้รสชาติที่เข้มข้น หอม มัน เค็ม ลงตัวไร้ที่ติ ด้านบนโรยด้วยชีสและพริกไทยครัสโคมาอย่างลงตัว

✨ TORTA MIGLIACCIO (370++)

นอกจากของคาวแล้วขนมหวานที่นี่ก็อร่อยเด็ดไม่แพ้กัน Torta Migliaccio มีลักษณะเป็นชีสเค้กอุ่น ๆ สไตล์อิตาลีมีความฟู เบา และกรอบ จับคู่กับ Zabaione ที่มีรสชาติหวานละมุน มีกลิ่นหอมเบา ๆ ของไข่แดง ด้านบนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งให้ได้รสชาติหวานที่พอเหมาะ

🎗 [WHY GO] นับเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่เราได้แวะมาชิมห้องอาหาร La Bottega และแน่นอนว่าทีมเชฟยังคงรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ตัวร้านยังคงต้อนรับลูกค้าทุกกลุ่มโดยไม่จำเป็นต้องแต่งตัวหรือมีพิธีรีตองมากนัก สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเราขอแนะนำให้โทรมาจองสักนิดเพราะบางช่วงโดยเฉพาะในมื้อเย็นตัวร้านอาจถูกจองเต็มจากลูกค้ากลุ่มใหญ่ ๆ ได้เช่นกัน

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 27 รูป

🇹🇭 La Bottega di Luca - ลา บอตเตก้า ดิ ลูก้า 🍴 Italian - อาหารอิตาลี 👨🏻‍🍳 Chef Marco Avesani - เชฟมาร์โค่ อะวีซานี่
รูปที่ 1
🇹🇭 La Bottega di Luca - ลา บอตเตก้า ดิ ลูก้า 🍴 Italian - อาหารอิตาลี 👨🏻‍🍳 Chef Marco Avesani - เชฟมาร์โค่ อะวีซานี่
GRILLED BABY SQUID, ZUCCHINI, TOMATO CONFIT, BAGNA CAUDA (420++) ห้ามพลาดเมนูที่เชฟเลือกใช้หมึกตัวโตย่างมาแบบหอม ๆ เคี้ยวไปแล้วยังคงมีความนุ่มและหนึบ ด้านล่างคือ Bagna Cauda ซอสโบราณที่มีต้นกำเนิดย้อนไปถึงสมัยช่วงศตวรรษที่ 16 ประกอบขึ้นมาจากน้ำมันมะกอก กระเทียม แองโชวี่ ส่งกลิ่นหอมคลุ้งเข้ากันกับอาหารทะเลเป็นอย่างมาก เชฟตัดด้วยรสเปรี้ยวและฉ่ำของมะเขือเทศกงฟีรวมไปถึงความกรอบที่ได้จากซูคินี่อีกด้วย
รูปที่ 2
GRILLED BABY SQUID, ZUCCHINI, TOMATO CONFIT, BAGNA CAUDA (420++) ห้ามพลาดเมนูที่เชฟเลือกใช้หมึกตัวโตย่างมาแบบหอม ๆ เคี้ยวไปแล้วยังคงมีความนุ่มและหนึบ ด้านล่างคือ Bagna Cauda ซอสโบราณที่มีต้นกำเนิดย้อนไปถึงสมัยช่วงศตวรรษที่ 16 ประกอบขึ้นมาจากน้ำมันมะกอก กระเทียม แองโชวี่ ส่งกลิ่นหอมคลุ้งเข้ากันกับอาหารทะเลเป็นอย่างมาก เชฟตัดด้วยรสเปรี้ยวและฉ่ำของมะเขือเทศกงฟีรวมไปถึงความกรอบที่ได้จากซูคินี่อีกด้วย
ARGENTINIAN PRAWNS CARPACCIO, LEMON VINAIGRETTE, CHIVE, CARAMELIZED ONION (790++) เชฟเลือกใช้กุ้งจากประเทศอาร์เจนติน่าเสิร์ฟมาเป็นเลเยอร์บาง ๆ โดยยังคงไว้ซึ่งความหวานของเนื้อกุ้งและหัวหอมผัดตัดกันกับความเปรี้ยวของเลมอน ด้านบนโรยด้วยต้นหอมช่วยปรุงแต่งกลิ่นให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
รูปที่ 3
ARGENTINIAN PRAWNS CARPACCIO, LEMON VINAIGRETTE, CHIVE, CARAMELIZED ONION (790++) เชฟเลือกใช้กุ้งจากประเทศอาร์เจนติน่าเสิร์ฟมาเป็นเลเยอร์บาง ๆ โดยยังคงไว้ซึ่งความหวานของเนื้อกุ้งและหัวหอมผัดตัดกันกับความเปรี้ยวของเลมอน ด้านบนโรยด้วยต้นหอมช่วยปรุงแต่งกลิ่นให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
FASSONA BEEF TARTARE, SHALLOTS, DIJON MUSTARD, CAPERS, PARSLEY, CRISPY SOURDOUGH (620++) Fassona เป็นเนื้อของวัวสายพันธุ์ Fassona Piedmontese มีจุดเด่นคือความ Lean มีอัตราส่วนของไขมันแทรกไม่มากนักแต่ยังคงความนุ่มได้อย่างมีเอกลักษณ์และเหมาะกับการนำมารับประทานดิบหรือสับละเอียดเป็น Tartare เพื่อไม่ให้เกิดความเลี่ยน จากนั้นใส่พาสลีย์ หอมแดง เคเปอร์ รวมไปถึงมัสตาร์ดลงไป ด้านบนโรยด้วยชีสเพื่อเสริมรสชาติเค็ม
รูปที่ 4
FASSONA BEEF TARTARE, SHALLOTS, DIJON MUSTARD, CAPERS, PARSLEY, CRISPY SOURDOUGH (620++) Fassona เป็นเนื้อของวัวสายพันธุ์ Fassona Piedmontese มีจุดเด่นคือความ Lean มีอัตราส่วนของไขมันแทรกไม่มากนักแต่ยังคงความนุ่มได้อย่างมีเอกลักษณ์และเหมาะกับการนำมารับประทานดิบหรือสับละเอียดเป็น Tartare เพื่อไม่ให้เกิดความเลี่ยน จากนั้นใส่พาสลีย์ หอมแดง เคเปอร์ รวมไปถึงมัสตาร์ดลงไป ด้านบนโรยด้วยชีสเพื่อเสริมรสชาติเค็ม
FASSONA BEEF TARTARE, SHALLOTS, DIJON MUSTARD, CAPERS, PARSLEY, CRISPY SOURDOUGH (620++) เชฟแนะนำให้ทาลงบนขนมปังซาวโดกรอบ ๆ เป็นอันพร้อมชิม
รูปที่ 5
FASSONA BEEF TARTARE, SHALLOTS, DIJON MUSTARD, CAPERS, PARSLEY, CRISPY SOURDOUGH (620++) เชฟแนะนำให้ทาลงบนขนมปังซาวโดกรอบ ๆ เป็นอันพร้อมชิม
ANGEL HAIR BLACK TRUFFLE IN CARBONARA SAUCE (890++) พาสต้าเส้นแองเจิ้งแฮร์ที่ทางเตรียมขึ้นมาเองทั้งหมดคลุกเคล้ากับซอสคาร์โบนาร่าหอมมัน นอกจากนี้ยังมีทรัฟเฟิลสดคุณภาพดีสไลซ์บาน ๆ เอาไว้ด้านบนอีกด้วย
รูปที่ 6
ANGEL HAIR BLACK TRUFFLE IN CARBONARA SAUCE (890++) พาสต้าเส้นแองเจิ้งแฮร์ที่ทางเตรียมขึ้นมาเองทั้งหมดคลุกเคล้ากับซอสคาร์โบนาร่าหอมมัน นอกจากนี้ยังมีทรัฟเฟิลสดคุณภาพดีสไลซ์บาน ๆ เอาไว้ด้านบนอีกด้วย
ANGEL HAIR BLACK TRUFFLE IN CARBONARA SAUCE (890++) เชฟจะเป็นคนมาสไลซ์ทรัฟเฟิลให้กับเราเองกับมือ
รูปที่ 7
ANGEL HAIR BLACK TRUFFLE IN CARBONARA SAUCE (890++) เชฟจะเป็นคนมาสไลซ์ทรัฟเฟิลให้กับเราเองกับมือ
PICI, SLOW COOKED DUCK RAGOUT, CRUSCO PEPPER (890++) จานที่เราประทับใจที่สุดในมื้อนี้ต้องยกให้กับพาสต้าเส้นพิชี่ที่มีลักษณะอวบอ้วนนุ่มหนึบ เชฟคลุกเคล้ามากับซอสที่เตรียมมาจากเนื้อเป็ดตุ๋นให้รสชาติที่เข้มข้น หอม มัน เค็ม ลงตัวไร้ที่ติ ด้านบนโรยด้วยชีสและพริกไทยครัสโคมาอย่างลงตัว
รูปที่ 8
PICI, SLOW COOKED DUCK RAGOUT, CRUSCO PEPPER (890++) จานที่เราประทับใจที่สุดในมื้อนี้ต้องยกให้กับพาสต้าเส้นพิชี่ที่มีลักษณะอวบอ้วนนุ่มหนึบ เชฟคลุกเคล้ามากับซอสที่เตรียมมาจากเนื้อเป็ดตุ๋นให้รสชาติที่เข้มข้น หอม มัน เค็ม ลงตัวไร้ที่ติ ด้านบนโรยด้วยชีสและพริกไทยครัสโคมาอย่างลงตัว
NEW ZEALAND LAMB RACK, ROASTED FIG, CARROTS, PRUNE (1,690++) ซี่โครงแกะนำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์ ทั้งยังมีขนาดที่ใหญ่จุใจพอจะกินคนเดียวได้อิ่มหรือกระทั่งแบ่งกันชิมได้ 2-3 คน สำหรับผักเคียงเชฟเบือกใช้แครอท ถั่วต้ม มะเดื่อฝรั่งเผา ทั้งหมดเป็นวัตถุดิบสดใหม่ที่ไม่เคยผ่านการแช่แข็ง จากนั้นจบด้วยการราดซอส Jus รสชาติเข้มข้นลงไปอร่อยคุ้มค่าคุ้มราคามาก ๆ
รูปที่ 9
NEW ZEALAND LAMB RACK, ROASTED FIG, CARROTS, PRUNE (1,690++) ซี่โครงแกะนำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์ ทั้งยังมีขนาดที่ใหญ่จุใจพอจะกินคนเดียวได้อิ่มหรือกระทั่งแบ่งกันชิมได้ 2-3 คน สำหรับผักเคียงเชฟเบือกใช้แครอท ถั่วต้ม มะเดื่อฝรั่งเผา ทั้งหมดเป็นวัตถุดิบสดใหม่ที่ไม่เคยผ่านการแช่แข็ง จากนั้นจบด้วยการราดซอส Jus รสชาติเข้มข้นลงไปอร่อยคุ้มค่าคุ้มราคามาก ๆ
BREAD ขนมปัง Focaccia ที่มีความฉ่ำอุมามิของมะเขือเทศ (สามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ)
รูปที่ 10
BREAD ขนมปัง Focaccia ที่มีความฉ่ำอุมามิของมะเขือเทศ (สามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ)
TORTA MIGLIACCIO (370++) นอกจากของคาวแล้วขนมหวานที่นี่ก็อร่อยเด็ดไม่แพ้กัน Torta Migliaccio มีลักษณะเป็นชีสเค้กอุ่น ๆ สไตล์อิตาลีมีความฟู เบา และกรอบ จับคู่กับ Zabaione ที่มีรสชาติหวานละมุน มีกลิ่นหอมเบา ๆ ของไข่แดง ด้านบนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งให้ได้รสชาติหวานที่พอเหมาะ
รูปที่ 11
TORTA MIGLIACCIO (370++) นอกจากของคาวแล้วขนมหวานที่นี่ก็อร่อยเด็ดไม่แพ้กัน Torta Migliaccio มีลักษณะเป็นชีสเค้กอุ่น ๆ สไตล์อิตาลีมีความฟู เบา และกรอบ จับคู่กับ Zabaione ที่มีรสชาติหวานละมุน มีกลิ่นหอมเบา ๆ ของไข่แดง ด้านบนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งให้ได้รสชาติหวานที่พอเหมาะ
LA BOTTEGA HOMEMADE ICE CREAM (240++) ปิดท้ายด้วยไอศกรีมเจลาโต้โฮมเมดที่เชฟ Luca Appino ทำเองเริ่มต้นจาก Bronte Pistachio จากหมู่เกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีให้มีความหวาน หอม มันไม่ซ้ำใคร
รูปที่ 12
LA BOTTEGA HOMEMADE ICE CREAM (240++) ปิดท้ายด้วยไอศกรีมเจลาโต้โฮมเมดที่เชฟ Luca Appino ทำเองเริ่มต้นจาก Bronte Pistachio จากหมู่เกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีให้มีความหวาน หอม มันไม่ซ้ำใคร
LA BOTTEGA HOMEMADE ICE CREAM (240++) ถัดมาคือไอศกรีมถั่วฮาเซลนัทจากแคว้น Piedmont ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีทั้งยังเป็นภูมิภาคบ้านเกิดของเชฟ Luca Appino อีกด้วย
รูปที่ 13
LA BOTTEGA HOMEMADE ICE CREAM (240++) ถัดมาคือไอศกรีมถั่วฮาเซลนัทจากแคว้น Piedmont ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีทั้งยังเป็นภูมิภาคบ้านเกิดของเชฟ Luca Appino อีกด้วย
PETIT FOUR ปิดท้ายด้วยขนมหวานจิ๋วประกอบไปด้วย Chocolate Almond, Amalfi Cookie, Chocolate Ball, Coconut-Chocolate และ Cookie Crisp
รูปที่ 14
PETIT FOUR ปิดท้ายด้วยขนมหวานจิ๋วประกอบไปด้วย Chocolate Almond, Amalfi Cookie, Chocolate Ball, Coconut-Chocolate และ Cookie Crisp
GRISSINI บนโต๊ะจะมีขนมปังกริซซินี่วางเตรียมเอาไว้ให้
รูปที่ 15
GRISSINI บนโต๊ะจะมีขนมปังกริซซินี่วางเตรียมเอาไว้ให้
🎗 [THE FOOD] เพื่อน ๆ สามารถเลือกอาหารได้จากรายการแบบ À La Carte โดยแต่ละจานมักมีขนาดค่อนข้างใหญ่จุใจ ไม่ว่าจะเป็นเมนูคลาสสิคอย่างรีซอตโต้สูตรพิเศษของเชฟ Luca, แองเจิ้ลแฮร์ทรัฟเฟิลคาร์โบนาร่า ไปจนถึงอาหารจานหลักทั้งเนื้อวัวออสเตรเลียนวากิว, ซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ และเนื้อหมูจากแถบ Sienna ล้วนเป็นจานที่ไม่ควรพลาด รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ราคาเริ่มต้นไปจนถึงไวน์ชั้นนำ
รูปที่ 16
🎗 [THE FOOD] เพื่อน ๆ สามารถเลือกอาหารได้จากรายการแบบ À La Carte โดยแต่ละจานมักมีขนาดค่อนข้างใหญ่จุใจ ไม่ว่าจะเป็นเมนูคลาสสิคอย่างรีซอตโต้สูตรพิเศษของเชฟ Luca, แองเจิ้ลแฮร์ทรัฟเฟิลคาร์โบนาร่า ไปจนถึงอาหารจานหลักทั้งเนื้อวัวออสเตรเลียนวากิว, ซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ และเนื้อหมูจากแถบ Sienna ล้วนเป็นจานที่ไม่ควรพลาด รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ราคาเริ่มต้นไปจนถึงไวน์ชั้นนำ
🎗 [INTRO] สำหรับใครที่เป็นคออาหารอิตาลีรุ่นบุกเบิกน่าจะคุ้นเคยหรือเคยได้ยินห้องอาหาร La Bottega di Luca กันเป็นอย่างดี ด้วยการนำเสนออาหาร Italian Fine Dining ให้มีความเข้าถึงง่ายสำหรับคนไทย ทั้งยังมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไปทำให้ตัวร้านมีลูกค้าประจำแวะเวียนกลับมาชิมกันอย่างไม่ขาดสาย
รูปที่ 17
🎗 [INTRO] สำหรับใครที่เป็นคออาหารอิตาลีรุ่นบุกเบิกน่าจะคุ้นเคยหรือเคยได้ยินห้องอาหาร La Bottega di Luca กันเป็นอย่างดี ด้วยการนำเสนออาหาร Italian Fine Dining ให้มีความเข้าถึงง่ายสำหรับคนไทย ทั้งยังมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไปทำให้ตัวร้านมีลูกค้าประจำแวะเวียนกลับมาชิมกันอย่างไม่ขาดสาย
🎗 [THE CHEF] เชฟ Luca Appino มอบหมายงานให้เชฟ Marco Avesani เป็นคนกุมบังเหียนและควบคุมคุณภาพอาหารในทุก ๆ จาน เขาเกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองแห่งความรักอย่างนคร Verona โดยมีครอบครัวเป็นเจ้าของห้องอาหารก่อนจะเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพกับเชฟชั้นแนวหน้าของประเทศอิตาลีอย่าง Giancarlo Perbellini เจ้าของห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars หลังจากนั้นเชฟ Marco ได้เริ่มต้นออกเดินไปยังหลากหลายประเทศทั่วโลกทั้งสกอตแลนด์, กัมพูชา, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศไทยโดยเฉพาะห้องอาหารและโรงแรมชั้นนำอย่าง J'aime by Jean-Michel Lorain (1 MICHELIN Star), Four Seasons Resort Chiang Mai, Oriental Residence และ Savelberg (1 MICHELIN Star) นั่นเอง
รูปที่ 18
🎗 [THE CHEF] เชฟ Luca Appino มอบหมายงานให้เชฟ Marco Avesani เป็นคนกุมบังเหียนและควบคุมคุณภาพอาหารในทุก ๆ จาน เขาเกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองแห่งความรักอย่างนคร Verona โดยมีครอบครัวเป็นเจ้าของห้องอาหารก่อนจะเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพกับเชฟชั้นแนวหน้าของประเทศอิตาลีอย่าง Giancarlo Perbellini เจ้าของห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars หลังจากนั้นเชฟ Marco ได้เริ่มต้นออกเดินไปยังหลากหลายประเทศทั่วโลกทั้งสกอตแลนด์, กัมพูชา, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศไทยโดยเฉพาะห้องอาหารและโรงแรมชั้นนำอย่าง J'aime by Jean-Michel Lorain (1 MICHELIN Star), Four Seasons Resort Chiang Mai, Oriental Residence และ Savelberg (1 MICHELIN Star) นั่นเอง
🎗 [THE PLACE] เจ้าของร้านคือคุณ Luca Appino เกิดและเติบโตขึ้นมาในแคว้น Piedmont ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเกี่ยวกับอาหารทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เขาเริ่มต้นสายอาชีพเชฟโดยการเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ประเทศตุรกีก่อนจะเดินทางมายังประเทศไทยในปี 2004 เพื่อร่วมเป็นหนึ่งในทีมเปิดตัวห้องอาหาร Enoteca จนประสบความสำเร็จ
รูปที่ 19
🎗 [THE PLACE] เจ้าของร้านคือคุณ Luca Appino เกิดและเติบโตขึ้นมาในแคว้น Piedmont ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเกี่ยวกับอาหารทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เขาเริ่มต้นสายอาชีพเชฟโดยการเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ประเทศตุรกีก่อนจะเดินทางมายังประเทศไทยในปี 2004 เพื่อร่วมเป็นหนึ่งในทีมเปิดตัวห้องอาหาร Enoteca จนประสบความสำเร็จ
ต่อมาในปี 2008 เชฟ Luca ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร La Bottega di Luca เป็นของตัวเองบนชั้นสองของโครงการณ์ The 49 Terrace ในซอยสุขุมวิท 49
รูปที่ 20
ต่อมาในปี 2008 เชฟ Luca ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร La Bottega di Luca เป็นของตัวเองบนชั้นสองของโครงการณ์ The 49 Terrace ในซอยสุขุมวิท 49
เมื่อเดินผ่านประตูกระจกเข้ามาในร้านจะพบกับห้องรับประทานอาหารที่ตกแต่งให้มีความเรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา
รูปที่ 21
เมื่อเดินผ่านประตูกระจกเข้ามาในร้านจะพบกับห้องรับประทานอาหารที่ตกแต่งให้มีความเรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา
ภายในห้องรับประทานอาหารตกแต่งแบบเรียบง่าย
รูปที่ 22
ภายในห้องรับประทานอาหารตกแต่งแบบเรียบง่าย
ระเบียงขนาดใหญ่สำหรับนั่งชิลรับลมในวันที่อากาศเป็นใจ
รูปที่ 23
ระเบียงขนาดใหญ่สำหรับนั่งชิลรับลมในวันที่อากาศเป็นใจ
ข้างกันกับบาร์เป็นห้องครัวพร้อมกับทีมเชฟอีก 7 คน คอยเตรียมอาหารให้กับลูกค้าทันทีที่รัยออร์เดอร์
รูปที่ 24
ข้างกันกับบาร์เป็นห้องครัวพร้อมกับทีมเชฟอีก 7 คน คอยเตรียมอาหารให้กับลูกค้าทันทีที่รัยออร์เดอร์
บริเวณบาร์
รูปที่ 25
บริเวณบาร์
ภายในห้องครัว
รูปที่ 26
ภายในห้องครัว
🎗 [WHY GO] นับเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่เราได้แวะมาชิมห้องอาหาร La Bottega และแน่นอนว่าทีมเชฟยังคงรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ตัวร้านยังคงต้อนรับลูกค้าทุกกลุ่มโดยไม่จำเป็นต้องแต่งตัวหรือมีพิธีรีตองมากนัก สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเราขอแนะนำให้โทรมาจองสักนิดเพราะบางช่วงโดยเฉพาะในมื้อเย็นตัวร้านอาจถูกจองเต็มจากลูกค้ากลุ่มใหญ่ ๆ ได้เช่นกัน
รูปที่ 27
🎗 [WHY GO] นับเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่เราได้แวะมาชิมห้องอาหาร La Bottega และแน่นอนว่าทีมเชฟยังคงรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ตัวร้านยังคงต้อนรับลูกค้าทุกกลุ่มโดยไม่จำเป็นต้องแต่งตัวหรือมีพิธีรีตองมากนัก สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเราขอแนะนำให้โทรมาจองสักนิดเพราะบางช่วงโดยเฉพาะในมื้อเย็นตัวร้านอาจถูกจองเต็มจากลูกค้ากลุ่มใหญ่ ๆ ได้เช่นกัน