GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
L'Orchidée
1 MICHELIN Star

FranceL'Orchidée · ลอร์กิเด

Thai, Asian Contemporary · อาหารไทย, อาหารเอเชียร่วมสมัย — Restaurant l’Orchidée, 33 Rue Gilardoni 68130 Altkirch

🎗 [INTRO] ในพิธีประกาศผลรางวัลร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในคู่มือ MICHELIN Guide ประเทศฝรั่งเศสปี 2019 นอกจากการได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars พร้อมกันของห้องอาหารชั้นสูงอย่าง Mirazur, Le Clos des Sens และ AM par Alexandre Mazzia แล้วยังมีอีกหนึ่งกระแสที่ได้กลายมาเป็นจุดสนใจของเหล่านักชิมทั่วทั้งทวีปยุโรปนั่นก็คือการคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star ของ L'Orchidée ห้องอาหารไทยร่วมสมัยในแคว้น Alsace จนได้รับการบันทึกให้เป็นห้องอาหารไทยแห่งแรกที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครองได้บนผืนแผ่นดินประเทศฝรั่งเศสเลยทีเดียว

🎗 [THE PLACE] L'Orchidée ตั้งอยู่ใน Altkirch เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Alsace บริเวณพรมแดนประเทศฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และเยอรมนี หากเริ่มต้นการเดินทางจากเมืองท่องเที่ยวอย่าง Colmar อาจใช้ระยะเวลาราว 50 นาทีสำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์หรือราว 35 นาทีสำหรับใครที่เริ่มต้นจากนคร Basel ลูกค้าสามารถจอดรถได้ริมถนนหน้าร้าน บริเวณทางเข้ามีตุ๊กตาไม้อย่างไทยวางประดับไว้ ภายในห้องอาหารมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่กลับให้บรรยากาศที่อบอุ่น พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเอง ก่อนกลับเชฟฉัตรชัยจะเดินออกมาทักทายลูกค้าทุก ๆ คนพร้อมมอบรายการเมนูเขียนลงในสมุดพาสปอร์ตประเทศไทยให้เราติดไม้ติดมือกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย

🎗 [THE CHEF] ฉัตรชัย กลั่นกลอง (และพี่ชายคือคุณเกรียงไกร กลั่นกลอง) เกิดในจังหวัดเพชรบุรีโดยมีคุณแม่ไก่ทำงานขายอาหารริมทางเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว กระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบรักกับชายชาวฝรั่งเศส Jean-Luc Rasser และย้ายมาตั้งรกรากใหม่ใน Jettingen เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Alsace ตั้งแต่คุณฉัตรชัยมีอายุได้เพียง 7 ขวบ สำหรับเส้นทางสายอาชีพเชฟนั้นคุณฉัตรชัยได้รับแรงบันดาลใจจากคุณแม่ไก่มาเต็ม ๆ โดยเขาเริ่มฝึกงานกับห้องอาหาร Le Trianon ในเมือง Saint-Louis ต่อด้วย Rendez-vous de Chasse ในเมือง Colmar รวมไปถึงการรับงานในตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหารระดับสูงในแถบ Basel บริเวณชายแดนประเทศสวิสเซอแลนด์-ฝรั่งเศสอีกด้วย ครั้นสั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 10 ปีพี่ชายของเขาคือคุณเกรียงไกรได้เอ่ยปากชักชวนให้คุณฉัตรชัยกลับมาเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองในเดือนตุลาคมปี 2017 โดยเลือกใช้คำว่า L'Orchidée ซึ่งแปลว่าดอกกล้วยไม้ (Orchid) มาตั้งเป็นชื่อร้าน อาจเพราะอาหารไทยร่วมสมัยถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับภูมิภาค Alsace ทำให้ในช่วงแรกตัวร้านยังไม่ได้รับความนิยมจากคนท้องถิ่นมากนักจนกระทั่งการได้รับมอบรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในพิธีประกาศผลรางวัลร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในคู่มือ MICHELIN Guide ประเทศฝรั่งเศสประจำปี 2019 ทำให้ L'Orchidée กลายเป็นห้องอาหารไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในประวัติศาสตร์ประเทศฝรั่งเศสที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครองได้นั่นเอง

🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร L'Orchidée นำเสนออาหารไทยที่ผ่านการจัดเตรียมโดยใช้เทคนิคฝรั่งเศสยุคใหม่ ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารแบบ À La Carte กันได้ตามใจโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ราว ๆ 14-49 € แต่เราขอแนะนำ Menu Déjuner (55 €/p) จำนวน 3 คอร์สซึ่งจัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันโดยแต่ละคนยังสามารถเลือกอาหารที่แตกต่างกันออกไปได้ ถัดมาคือ Menu Evasion (75 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 4 คอร์สที่เชฟจะเป็นคนเลือกและเตรียมให้กับลูกค้าทุกคนในโต๊ะนั้น ๆ สุดท้ายคือ Menu Création (95 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 6 คอร์สที่เราได้เลือกชิมในวันนี้ซึ่งเชฟฉัตรชัยได้เลือกเมนูเด็ดประจำร้านมาให้ลิ้มลองกันโดยมีจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ

✨ Trout Tartare

เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยทาทาร์ที่ได้จากการนำเนื้อปลาเทราท์ท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace มาสับเป็นทาทาร์ จากนั้น Perfumed กลิ่นของยูซุ, Citronella และข่าลงไป เลเยอร์ตรงกลางคือกรานิต้าเย็น ๆ ที่มีอโรมาของข่าช่วยเรียกความสดชื่น เลเยอร์ชั้นบนสุดคือไข่ปลาเทราท์ให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนึบ มีอัตราส่วนน้ำน้อยกว่าและมีกลิ่นเบากว่าไข่ปลาแซลมอนนอร์เวย์ที่เราคุ้นเคยกัน ที่โต๊ะพนักงานจะเท Coconut Milk Emulsion ที่มีกลิ่นของสมุนไพรต่าง ๆ ทั้งข่า ใบมะกรูดช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน สุดท้ายคือองค์ประกอบของ Alsatian Grape หรือองุ่นสายพันธุ์ท้องถิ่นจาก Tagsdorf หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ไกลกันจากตัวร้าน ทั้งยังได้รับการการันตีด้วย Label Rouge Certification เพื่อช่วยบาลานซ์รสชาติของสมุนไพรอื่น ๆ ในจานได้อย่างลงตัว (15/20)

✨ Egg Yolk / Wild Garlic / Morels

หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้ต้องให้กับไข่แดงที่ผ่านการกงฟีในน้ำมันด้วยไฟอ่อน ๆ จนสุกวางอยู่ที่ก้นจานเคียงคู่กับเห็ด Shiitake และ Morels ด้านบนคือ Champignon de Paris แล่มาบาง ๆ คล้ายกับ Carpaccio โรยด้วยผงสีดำทำมาจากกระเทียมดำ เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่ข้าวพองและครูตองกรอบ สุดท้ายคือ Emulsion สีเขียวที่ผสมผสานแกงเขียวหวาน, น้ำกะทิ และกระเทียมป่าเข้าด้วยกัน แกงเขียวหวานแม้สีสันจะดูสดใสแต่ต้องยอมรับว่าเมื่อตักชิมแล้วมีกลิ่นอายของแกงเขียวหวานอย่างไทยอยู่ไม่น้อย ไข่แดงกงฟีให้เนื้อสัมผัสที่เคี้ยวหนึบและครีมมี่ เห็ดต่าง ๆ ให้เนื้อสัมผัสความนุ่มที่แตกต่างกันรวมไปถึงข้าวพองและครูตองก็ทำหน้าที่เพิ่มความกรอบอย่างมีมิติให้กับจานได้อย่างพอเหมาะ จุดสังเกตเดียวคือการที่ใส่ไข่แดงกงฟีมาถึง 2 ฟองอาจทำให้บางคนรู้สึกหนักไปบ้างสำหรับอาหารคอร์สที่ 2 นั่นเอง (15/20)

✨ Sisteron Lamb / Eggplant / Tamarind

เมนคอร์สจานสุดท้ายคือเนื้อลูกแกะจาก Sisteron เมืองเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขาในแคว้น Provence เชฟย่างมาในสไตล์ Japanese Barbecue เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ทำให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่มทั้งยังมีอัตราส่วนไขมันค่อนข้างสูง รอบ ๆ คือ Tamarind Juice หรือซอสมะขามช่วยเสริมรสอมเปรี้ยวได้อย่างพอดิบพอดี ข้างกันคือ Chinese Eggplant นุ่ม ๆ ท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบจากพริกไทย ผักโขม และกระเทียมดำให้รสชาติและอโรมาที่แตกต่างกันออกไป เนื้อลูกแกะเสิร์ฟมาให้รับประทานควบคู่ไปกับ Espuma มันหวาน ด้านบนท็อปด้วย Espelette Pepper หรือพริกไทยจากตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง (15/20)

🎗 [WHY GO] แม้จะไม่ใช่ห้องอาหารไทยดั้งเดิมแต่ L'Orchidée สามารถผสมผสานรสชาติความเป็นไทยเข้ากับเทคนิคการปรุงอย่างฝรั่งเศสชั้นสูงออกมาได้อย่างลงตัว ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 55 €/p ทำให้ตัวร้านสามารถเข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม สำหรับใครที่มีรถยนต์และวางแผนเดินทางมาท่องเที่ยวแถบแคว้น Alsace อาจลองเพิ่ม L'Orchidée เข้าไปอยู่ในแพลนเพื่อลิ้มลองประสบการณ์อาหารไทยที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 33 รูป

🇫🇷 L'Orchidée - ลอร์กิเด 🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน 🍴 Thai, Asian Contemporary - อาหารไทย, อาหารเอเชียร่วมสมัย 👨🏻‍🍳 Chef Chatchai & Chef Kriangkai Klanklong - เชฟฉัตรชัย และ เชฟเกรียงไกร กลั่นกลอง
รูปที่ 1
🇫🇷 L'Orchidée - ลอร์กิเด 🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน 🍴 Thai, Asian Contemporary - อาหารไทย, อาหารเอเชียร่วมสมัย 👨🏻‍🍳 Chef Chatchai & Chef Kriangkai Klanklong - เชฟฉัตรชัย และ เชฟเกรียงไกร กลั่นกลอง
🎗 [THE CHEF] ฉัตรชัย กลั่นกลอง (และพี่ชายคือคุณเกรียงไกร กลั่นกลอง) เกิดในจังหวัดเพชรบุรีโดยมีคุณแม่ไก่ทำงานขายอาหารริมทางเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว กระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบรักกับชายชาวฝรั่งเศส Jean-Luc Rasser และย้ายมาตั้งรกรากใหม่ใน Jettingen เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Alsace ตั้งแต่คุณฉัตรชัยมีอายุได้เพียง 7 ขวบ สำหรับเส้นทางสายอาชีพเชฟนั้นคุณฉัตรชัยได้รับแรงบันดาลใจจากคุณแม่ไก่มาเต็ม ๆ โดยเขาเริ่มฝึกงานกับห้องอาหาร Le Trianon ในเมือง Saint-Louis ต่อด้วย Rendez-vous de Chasse ในเมือง Colmar รวมไปถึงการรับงานในตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหารระดับสูงในแถบ Basel บริเวณชายแดนประเทศสวิสเซอแลนด์-ฝรั่งเศสอีกด้วย ครั้นสั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 10 ปีพี่ชายของเขาคือคุณเกรียงไกรได้เอ่ยปากชักชวนให้คุณฉัตรชัยกลับมาเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองในเดือนตุลาคมปี 2017 โดยเลือกใช้คำว่า L'Orchidée ซึ่งแปลว่าดอกกล้วยไม้ (Orchid) มาตั้งเป็นชื่อร้าน
รูปที่ 2
🎗 [THE CHEF] ฉัตรชัย กลั่นกลอง (และพี่ชายคือคุณเกรียงไกร กลั่นกลอง) เกิดในจังหวัดเพชรบุรีโดยมีคุณแม่ไก่ทำงานขายอาหารริมทางเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว กระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบรักกับชายชาวฝรั่งเศส Jean-Luc Rasser และย้ายมาตั้งรกรากใหม่ใน Jettingen เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Alsace ตั้งแต่คุณฉัตรชัยมีอายุได้เพียง 7 ขวบ สำหรับเส้นทางสายอาชีพเชฟนั้นคุณฉัตรชัยได้รับแรงบันดาลใจจากคุณแม่ไก่มาเต็ม ๆ โดยเขาเริ่มฝึกงานกับห้องอาหาร Le Trianon ในเมือง Saint-Louis ต่อด้วย Rendez-vous de Chasse ในเมือง Colmar รวมไปถึงการรับงานในตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหารระดับสูงในแถบ Basel บริเวณชายแดนประเทศสวิสเซอแลนด์-ฝรั่งเศสอีกด้วย ครั้นสั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 10 ปีพี่ชายของเขาคือคุณเกรียงไกรได้เอ่ยปากชักชวนให้คุณฉัตรชัยกลับมาเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองในเดือนตุลาคมปี 2017 โดยเลือกใช้คำว่า L'Orchidée ซึ่งแปลว่าดอกกล้วยไม้ (Orchid) มาตั้งเป็นชื่อร้าน
อาจเพราะอาหารไทยร่วมสมัยถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับภูมิภาค Alsace ทำให้ในช่วงแรกตัวร้านยังไม่ได้รับความนิยมจากคนท้องถิ่นมากนักจนกระทั่งการได้รับมอบรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในพิธีประกาศผลรางวัลร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในคู่มือ MICHELIN Guide ประเทศฝรั่งเศสประจำปี 2019 ทำให้ L'Orchidée กลายเป็นห้องอาหารไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในประวัติศาสตร์ประเทศฝรั่งเศสที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครองได้นั่นเอง
รูปที่ 3
อาจเพราะอาหารไทยร่วมสมัยถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับภูมิภาค Alsace ทำให้ในช่วงแรกตัวร้านยังไม่ได้รับความนิยมจากคนท้องถิ่นมากนักจนกระทั่งการได้รับมอบรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในพิธีประกาศผลรางวัลร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในคู่มือ MICHELIN Guide ประเทศฝรั่งเศสประจำปี 2019 ทำให้ L'Orchidée กลายเป็นห้องอาหารไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในประวัติศาสตร์ประเทศฝรั่งเศสที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครองได้นั่นเอง
Mises en Bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Mises en Bouche สำหรับกระตุ้นน้ำย่อยเสิร์ฟมาในภาชนะทรงไข่
รูปที่ 4
Mises en Bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Mises en Bouche สำหรับกระตุ้นน้ำย่อยเสิร์ฟมาในภาชนะทรงไข่
Mises en Bouche Mises en Bouche อย่างแรกคือ Charcoal Macaron สีดำสนิท รสชาติหวานเบา ๆ ด้านในสอดไส้พริกไทยและถั่วลิสงกรอบ (13/20)
รูปที่ 5
Mises en Bouche Mises en Bouche อย่างแรกคือ Charcoal Macaron สีดำสนิท รสชาติหวานเบา ๆ ด้านในสอดไส้พริกไทยและถั่วลิสงกรอบ (13/20)
Mises en Bouche ชิ้นที่สองคือ Cabbage Raviole หรือกะหล่ำปลีชิ้นบางกรอบห่อมาเป็นทรงเกี๊ยว ด้านในสอดไส้อกไก่เสริมด้วยอโรมาเฉพาะตัวของ Citronella Perfume (14/20)
รูปที่ 6
Mises en Bouche ชิ้นที่สองคือ Cabbage Raviole หรือกะหล่ำปลีชิ้นบางกรอบห่อมาเป็นทรงเกี๊ยว ด้านในสอดไส้อกไก่เสริมด้วยอโรมาเฉพาะตัวของ Citronella Perfume (14/20)
Mises en Bouche คำสุดท้ายคือ Miang Kam ที่เชฟห่อมาแบบพร้อมรับประทาน ใบด้านนอกมีความกรอบ รสชาติอมขมนิด ด้านในเป็น Jumbo Shrimp หรือเนื้อกุ้งปรุงรสด้วยขิง มะพร้าว และถั่วลิสงนั่นเอง (14/20)
รูปที่ 7
Mises en Bouche คำสุดท้ายคือ Miang Kam ที่เชฟห่อมาแบบพร้อมรับประทาน ใบด้านนอกมีความกรอบ รสชาติอมขมนิด ด้านในเป็น Jumbo Shrimp หรือเนื้อกุ้งปรุงรสด้วยขิง มะพร้าว และถั่วลิสงนั่นเอง (14/20)
Trout Tartare เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยทาทาร์ที่ได้จากการนำเนื้อปลาเทร้าท์ท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace มาสับ จากนั้น Perfumed กลิ่นของยูซุ, Citronella และ ข่าลงไป เลเยอร์ตรงกลางคือกรานิต้าเย็น ๆ ที่มีอโรมาของข่าช่วยเรียกความสดชื่น เลเยอร์ชั้นบนสุดคือไข่ปลาเทร้าท์ให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนึบ มีอัตราส่วนน้ำน้อยกว่า และมีกลิ่นเบากว่าไข่ปลาแซลมอนนอร์เวย์ที่เราคุ้นเคยกัน ที่โต๊ะพนักงานจะเท Coconut Milk Emulsion ที่มีกลิ่นของสมุนไพรต่าง ๆ ทั้งข่า ใบมะกรูดช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน สุดท้ายคือองค์ประกอบของ Alsatian Grape หรือองุ่นสายพันธุ์ท้องถิ่นจาก Tagsdorf หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ไกลกันจากตัวร้าน ทั้งยังได้รับการการันตีด้วย Label Rouge Certification เพื่อช่วยบาลานซ์รสชาติของสมุนไพรอื่น ๆ ในจานได้อย่างลงตัว (15/20)
รูปที่ 8
Trout Tartare เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยทาทาร์ที่ได้จากการนำเนื้อปลาเทร้าท์ท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace มาสับ จากนั้น Perfumed กลิ่นของยูซุ, Citronella และ ข่าลงไป เลเยอร์ตรงกลางคือกรานิต้าเย็น ๆ ที่มีอโรมาของข่าช่วยเรียกความสดชื่น เลเยอร์ชั้นบนสุดคือไข่ปลาเทร้าท์ให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนึบ มีอัตราส่วนน้ำน้อยกว่า และมีกลิ่นเบากว่าไข่ปลาแซลมอนนอร์เวย์ที่เราคุ้นเคยกัน ที่โต๊ะพนักงานจะเท Coconut Milk Emulsion ที่มีกลิ่นของสมุนไพรต่าง ๆ ทั้งข่า ใบมะกรูดช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน สุดท้ายคือองค์ประกอบของ Alsatian Grape หรือองุ่นสายพันธุ์ท้องถิ่นจาก Tagsdorf หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ไกลกันจากตัวร้าน ทั้งยังได้รับการการันตีด้วย Label Rouge Certification เพื่อช่วยบาลานซ์รสชาติของสมุนไพรอื่น ๆ ในจานได้อย่างลงตัว (15/20)
Bread คั่นกลางด้วยขนมปังท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace เสิร์ฟให้ชิมกันระหว่างรออาหาร
รูปที่ 9
Bread คั่นกลางด้วยขนมปังท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace เสิร์ฟให้ชิมกันระหว่างรออาหาร
Bread ตัวขนมปังยังสามารถใช้ปาดซอสในอาหารจานถัด ๆ ไปได้อีกด้วย
รูปที่ 10
Bread ตัวขนมปังยังสามารถใช้ปาดซอสในอาหารจานถัด ๆ ไปได้อีกด้วย
Egg Yolk / Wild Garlic / Morels หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้ต้องให้กับไข่แดงที่ผ่านการกงฟีในน้ำมันด้วยไฟอ่อน ๆ จนสุกวางอยู่ที่ก้นจานเคียงคู่กับเห็ด Shiitake และ Morels ด้านบนคือ Champignon de Paris แล่มาบาง ๆ คล้ายกับ Carpaccio โรยด้วยผงสีดำทำมาจากกระเทียมดำ เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่ข้าวพองและครูตองกรอบ สุดท้ายคือ Emulsion สีเขียวที่ผสมผสานแกงเขียวหวาน, น้ำกะทิ และกระเทียมป่าเข้าด้วยกัน (15/20)
รูปที่ 11
Egg Yolk / Wild Garlic / Morels หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้ต้องให้กับไข่แดงที่ผ่านการกงฟีในน้ำมันด้วยไฟอ่อน ๆ จนสุกวางอยู่ที่ก้นจานเคียงคู่กับเห็ด Shiitake และ Morels ด้านบนคือ Champignon de Paris แล่มาบาง ๆ คล้ายกับ Carpaccio โรยด้วยผงสีดำทำมาจากกระเทียมดำ เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่ข้าวพองและครูตองกรอบ สุดท้ายคือ Emulsion สีเขียวที่ผสมผสานแกงเขียวหวาน, น้ำกะทิ และกระเทียมป่าเข้าด้วยกัน (15/20)
Egg Yolk / Wild Garlic / Morels แกงเขียวหวานแม้สีสันจะดูสดใสแต่ต้องยอมรับว่าเมื่อตักชิมแล้วมีกลิ่นอายของแกงเขียวหวานอย่างไทยอยู่ไม่น้อย ไข่แดงกงฟีให้เนื้อสัมผัสที่เคี้ยวหนึบและครีมมี่ เห็ดต่าง ๆ ให้เนื้อสัมผัสความนุ่มที่แตกต่างกันรวมไปถึงข้าวพองและครูตองก็ทำหน้าที่เพิ่มความกรอบอย่างมีมิติให้กับจานได้อย่างพอเหมาะ จุดสังเกตเดียวคือการที่ใส่ไข่แดงกงฟีมาถึง 2 ฟองอาจทำให้บางคนรู้สึกหนักไปบ้างสำหรับอาหารคอร์สที่ 2 นั่นเอง (15/20)
รูปที่ 12
Egg Yolk / Wild Garlic / Morels แกงเขียวหวานแม้สีสันจะดูสดใสแต่ต้องยอมรับว่าเมื่อตักชิมแล้วมีกลิ่นอายของแกงเขียวหวานอย่างไทยอยู่ไม่น้อย ไข่แดงกงฟีให้เนื้อสัมผัสที่เคี้ยวหนึบและครีมมี่ เห็ดต่าง ๆ ให้เนื้อสัมผัสความนุ่มที่แตกต่างกันรวมไปถึงข้าวพองและครูตองก็ทำหน้าที่เพิ่มความกรอบอย่างมีมิติให้กับจานได้อย่างพอเหมาะ จุดสังเกตเดียวคือการที่ใส่ไข่แดงกงฟีมาถึง 2 ฟองอาจทำให้บางคนรู้สึกหนักไปบ้างสำหรับอาหารคอร์สที่ 2 นั่นเอง (15/20)
Tom Yum / King Crab / Galanga ห้ามพลาดเมนู Signature Dish ประจำร้านอย่างต้มยำปูคิงแครบ เชฟนำปูคิงแครบไปปรุงสุกเพียงเล็กน้อยในเนยกุ้งล็อบสเตอร์ ข้าง ๆ กันคือหน่อไม้ฝรั่งย่างบาบีคิวสไตล์ญี่ปุ่น ยังมีองค์ประกอบของครีมกระเทียมดำและแผ่น Tuile กรอบทำมาจากกระเทียมดำเช่นกัน น้ำมันสีเขียวทำมาจากใบมะกรูด สุดท้ายคือ Coconut Milk Emulsion หรืออีมัลชั่นน้ำกะทิที่มีเครื่องเทศผสมอยู่ด้วย (15/20)
รูปที่ 13
Tom Yum / King Crab / Galanga ห้ามพลาดเมนู Signature Dish ประจำร้านอย่างต้มยำปูคิงแครบ เชฟนำปูคิงแครบไปปรุงสุกเพียงเล็กน้อยในเนยกุ้งล็อบสเตอร์ ข้าง ๆ กันคือหน่อไม้ฝรั่งย่างบาบีคิวสไตล์ญี่ปุ่น ยังมีองค์ประกอบของครีมกระเทียมดำและแผ่น Tuile กรอบทำมาจากกระเทียมดำเช่นกัน น้ำมันสีเขียวทำมาจากใบมะกรูด สุดท้ายคือ Coconut Milk Emulsion หรืออีมัลชั่นน้ำกะทิที่มีเครื่องเทศผสมอยู่ด้วย (15/20)
Tom Yum / King Crab / Galanga จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสต้มยำที่เตรียมด้วย Lobster Jus ผสมกับน้ำกะทิ ข่า และรสชาติของโหระพาลงไปในจาน (15/20)
รูปที่ 14
Tom Yum / King Crab / Galanga จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสต้มยำที่เตรียมด้วย Lobster Jus ผสมกับน้ำกะทิ ข่า และรสชาติของโหระพาลงไปในจาน (15/20)
Tom Yum / King Crab / Galanga เนื้อปูคิงแครบให้ความหวานและเนื้อสัมผัสที่ดีตัดกันกับความกรอบที่พอเหมาะพอดีของหน่อไม้ฝรั่งเสริมด้วยความกรึบของไข่ปลาบินด้านล่าง ซอสต้มยำให้รสชาติที่ก้ำกึ่งระหว่างต้มยำและต้มข่าทั้งยังกลิ่นหอมของสมุนไพรต่าง ๆ เด่นชัดไม่เบา (15/20)
รูปที่ 15
Tom Yum / King Crab / Galanga เนื้อปูคิงแครบให้ความหวานและเนื้อสัมผัสที่ดีตัดกันกับความกรอบที่พอเหมาะพอดีของหน่อไม้ฝรั่งเสริมด้วยความกรึบของไข่ปลาบินด้านล่าง ซอสต้มยำให้รสชาติที่ก้ำกึ่งระหว่างต้มยำและต้มข่าทั้งยังกลิ่นหอมของสมุนไพรต่าง ๆ เด่นชัดไม่เบา (15/20)
Skrei Fish / Peas / Rhubarb / Yellow Curry Skrei หรือปลาค็อดเสิร์ฟมาเป็นชิ้นขนาดค่อนข้างใหญ่แต่กลับมีระดับความสุกที่พอเหมาะ ด้านบนท็อปด้วยผงปาปริก้าให้ความขมที่นุ่มลึก รอบ ๆ คือถั่วและพูเรถั่วซึ่งดูจะมีปริมาณเยอะไปนิดเมื่อเทียบกับปริมาณขององค์ประกอบอื่น ๆ ในจาน ยังมีรูบาห์บสีแดงที่ผ่านการ Poached ใน Spicy Syrup (14/20)
รูปที่ 16
Skrei Fish / Peas / Rhubarb / Yellow Curry Skrei หรือปลาค็อดเสิร์ฟมาเป็นชิ้นขนาดค่อนข้างใหญ่แต่กลับมีระดับความสุกที่พอเหมาะ ด้านบนท็อปด้วยผงปาปริก้าให้ความขมที่นุ่มลึก รอบ ๆ คือถั่วและพูเรถั่วซึ่งดูจะมีปริมาณเยอะไปนิดเมื่อเทียบกับปริมาณขององค์ประกอบอื่น ๆ ในจาน ยังมีรูบาห์บสีแดงที่ผ่านการ Poached ใน Spicy Syrup (14/20)
Skrei Fish / Peas / Rhubarb / Yellow Curry สุดท้ายคือองค์ประกอบของแกงเหลืองให้อโรมาที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร (14/20)
รูปที่ 17
Skrei Fish / Peas / Rhubarb / Yellow Curry สุดท้ายคือองค์ประกอบของแกงเหลืองให้อโรมาที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร (14/20)
Sisteron Lamb / Eggplant / Tamarind จานนี้เชฟนำเสนอการจับคู่กันของเนื้อลูกแกะ มะเขือ และซอสมะขามอย่างไทย (15/20)
รูปที่ 18
Sisteron Lamb / Eggplant / Tamarind จานนี้เชฟนำเสนอการจับคู่กันของเนื้อลูกแกะ มะเขือ และซอสมะขามอย่างไทย (15/20)
Sisteron Lamb / Eggplant / Tamarind เมนคอร์สจานสุดท้ายคือเนื้อลูกแกะจาก Sisteron เมืองเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขาในแคว้น Provence เชฟย่างมาในสไตล์ Japanese Barbecue เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ทำให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่มทั้งยังมีอัตราส่วนไขมันค่อนข้างสูง รอบ ๆ คือ Tamarind Juice หรือซอสมะขามช่วยเสริมรสอมเปรี้ยวได้อย่างพอดิบพอดี ข้างกันคือ Chinese Eggplant นุ่ม ๆ ท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบจากพริกไทย ผักโขม และกระเทียมดำให้รสชาติและอโรมาที่แตกต่างกันออกไป (15/20)
รูปที่ 19
Sisteron Lamb / Eggplant / Tamarind เมนคอร์สจานสุดท้ายคือเนื้อลูกแกะจาก Sisteron เมืองเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขาในแคว้น Provence เชฟย่างมาในสไตล์ Japanese Barbecue เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ทำให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่มทั้งยังมีอัตราส่วนไขมันค่อนข้างสูง รอบ ๆ คือ Tamarind Juice หรือซอสมะขามช่วยเสริมรสอมเปรี้ยวได้อย่างพอดิบพอดี ข้างกันคือ Chinese Eggplant นุ่ม ๆ ท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบจากพริกไทย ผักโขม และกระเทียมดำให้รสชาติและอโรมาที่แตกต่างกันออกไป (15/20)
Sisteron Lamb / Eggplant / Tamarind เนื้อลูกแกะเสิร์ฟมาให้รับประทานควบคู่ไปกับ Espuma มันหวาน ด้านบนท็อปด้วย Espelette Pepper หรือพริกไทยจากตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง (15/20)
รูปที่ 20
Sisteron Lamb / Eggplant / Tamarind เนื้อลูกแกะเสิร์ฟมาให้รับประทานควบคู่ไปกับ Espuma มันหวาน ด้านบนท็อปด้วย Espelette Pepper หรือพริกไทยจากตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง (15/20)
Li Chou Chocolate 64 % / Coffee / Whisky สำหรับของหวานเชฟนำเสนอช็อกโกแลต Li Chou 64 % นำเข้าจากประเทศเวียดนามจับคู่กับไอศกรีมทำมาจากาแฟ Arabica 100 % ด้านล่างมี Chocolate Soebet ส่วนด้านบนมีแผ่น Crispy ช่วยเพิ่มมิติความกรอบอีกเช่นกัน สุดท้ายคือเจลตรงกลางที่ทำมาจาก Smoked Alsatian Whisky ให้กลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว (15/20)
รูปที่ 21
Li Chou Chocolate 64 % / Coffee / Whisky สำหรับของหวานเชฟนำเสนอช็อกโกแลต Li Chou 64 % นำเข้าจากประเทศเวียดนามจับคู่กับไอศกรีมทำมาจากาแฟ Arabica 100 % ด้านล่างมี Chocolate Soebet ส่วนด้านบนมีแผ่น Crispy ช่วยเพิ่มมิติความกรอบอีกเช่นกัน สุดท้ายคือเจลตรงกลางที่ทำมาจาก Smoked Alsatian Whisky ให้กลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว (15/20)
Mignardises ปิดท้ายด้วยขนมชิ้นเล็ก ๆ 3 อย่างคือ Honey Madeleine with Passionfruit ชิ้นที่สองคือ Tartlette with Apple, Basil and Caramel สุดท้ายคือ Chocolate with Coconut หรือช็อกโกแลตที่สอดไส้มะพร้าวอยู่ด้านใน (14/20)
รูปที่ 22
Mignardises ปิดท้ายด้วยขนมชิ้นเล็ก ๆ 3 อย่างคือ Honey Madeleine with Passionfruit ชิ้นที่สองคือ Tartlette with Apple, Basil and Caramel สุดท้ายคือ Chocolate with Coconut หรือช็อกโกแลตที่สอดไส้มะพร้าวอยู่ด้านใน (14/20)
💰 ราคา 190 €
รูปที่ 23
💰 ราคา 190 €
ห้องอาหาร L'Orchidée นำเสนออาหารไทยที่ผ่านการจัดเตรียมโดยใช้เทคนิคฝรั่งเศสยุคใหม่ ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารแบบ À La Carte กันได้ตามใจโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ราว ๆ 14-49 €
รูปที่ 24
ห้องอาหาร L'Orchidée นำเสนออาหารไทยที่ผ่านการจัดเตรียมโดยใช้เทคนิคฝรั่งเศสยุคใหม่ ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารแบบ À La Carte กันได้ตามใจโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ราว ๆ 14-49 €
เราขอแนะนำ Menu Déjuner (55 €/p) จำนวน 3 คอร์สซึ่งจัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันโดยแต่ละคนยังสามารถเลือกอาหารที่แตกต่างกันออกไปได้ ถัดมาคือ Menu Evasion (75 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 4 คอร์สที่เชฟจะเป็นคนเลือกและเตรียมให้กับลูกค้าทุกคนในโต๊ะนั้น ๆ สุดท้ายคือ Menu Création (95 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 6 คอร์สที่เราได้เลือกชิมในวันนี้ซึ่งเชฟฉัตรชัยได้เลือกเมนูเด็ดประจำร้านมาให้ลิ้มลองกัน
รูปที่ 25
เราขอแนะนำ Menu Déjuner (55 €/p) จำนวน 3 คอร์สซึ่งจัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันโดยแต่ละคนยังสามารถเลือกอาหารที่แตกต่างกันออกไปได้ ถัดมาคือ Menu Evasion (75 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 4 คอร์สที่เชฟจะเป็นคนเลือกและเตรียมให้กับลูกค้าทุกคนในโต๊ะนั้น ๆ สุดท้ายคือ Menu Création (95 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 6 คอร์สที่เราได้เลือกชิมในวันนี้ซึ่งเชฟฉัตรชัยได้เลือกเมนูเด็ดประจำร้านมาให้ลิ้มลองกัน
ในพิธีประกาศผลรางวัลร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในคู่มือ MICHELIN Guide ประเทศฝรั่งเศสปี 2019 นอกจากการได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars พร้อมกันของห้องอาหารชั้นสูงอย่าง Mirazur, Le Clos des Sens และ AM par Alexandre Mazzia แล้วยังมีอีกหนึ่งกระแสที่ได้กลายมาเป็นจุดสนใจของเหล่านักชิมทั่วทั้งทวีปยุโรปนั่นก็คือการคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star ของ L'Orchidée ห้องอาหารไทยร่วมสมัยในแคว้น Alsace จนได้รับการบันทึกให้เป็นห้องอาหารไทยแห่งแรกที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครองได้บนผืนแผ่นดินประเทศฝรั่งเศสเลยทีเดียว
รูปที่ 26
ในพิธีประกาศผลรางวัลร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในคู่มือ MICHELIN Guide ประเทศฝรั่งเศสปี 2019 นอกจากการได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars พร้อมกันของห้องอาหารชั้นสูงอย่าง Mirazur, Le Clos des Sens และ AM par Alexandre Mazzia แล้วยังมีอีกหนึ่งกระแสที่ได้กลายมาเป็นจุดสนใจของเหล่านักชิมทั่วทั้งทวีปยุโรปนั่นก็คือการคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star ของ L'Orchidée ห้องอาหารไทยร่วมสมัยในแคว้น Alsace จนได้รับการบันทึกให้เป็นห้องอาหารไทยแห่งแรกที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครองได้บนผืนแผ่นดินประเทศฝรั่งเศสเลยทีเดียว
ภายในห้องอาหารมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่กลับให้บรรยากาศที่อบอุ่น พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเอง
รูปที่ 27
ภายในห้องอาหารมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่กลับให้บรรยากาศที่อบอุ่น พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเอง
ก่อนกลับเชฟฉัตรชัยจะเดินออกมาทักทายลูกค้าทุก ๆ คนพร้อมมอบรายการเมนูเขียนลงในสมุดพาสปอร์ตประเทศไทยให้เราติดไม้ติดมือกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย
รูปที่ 28
ก่อนกลับเชฟฉัตรชัยจะเดินออกมาทักทายลูกค้าทุก ๆ คนพร้อมมอบรายการเมนูเขียนลงในสมุดพาสปอร์ตประเทศไทยให้เราติดไม้ติดมือกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย
ลูกค้าสามารถจอดรถได้ริมถนนหน้าร้าน บริเวณทางเข้ามีตุ๊กตาไม้อย่างไทยวางประดับไว้
รูปที่ 29
ลูกค้าสามารถจอดรถได้ริมถนนหน้าร้าน บริเวณทางเข้ามีตุ๊กตาไม้อย่างไทยวางประดับไว้
L'Orchidée ตั้งอยู่ใน Altkirch เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Alsace บริเวณพรมแดนประเทศฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และเยอรมนี หากเริ่มต้นการเดินทางจากเมืองท่องเที่ยวอย่าง Colmar อาจใช้ระยะเวลาราว 50 นาทีสำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์หรือราว 35 นาทีสำหรับใครที่เริ่มต้นจากนคร Basel
รูปที่ 30
L'Orchidée ตั้งอยู่ใน Altkirch เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Alsace บริเวณพรมแดนประเทศฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และเยอรมนี หากเริ่มต้นการเดินทางจากเมืองท่องเที่ยวอย่าง Colmar อาจใช้ระยะเวลาราว 50 นาทีสำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์หรือราว 35 นาทีสำหรับใครที่เริ่มต้นจากนคร Basel
🎗 [WHY GO] แม้จะไม่ใช่ห้องอาหารไทยดั้งเดิมแต่ L'Orchidée สามารถผสมผสานรสชาติความเป็นไทยเข้ากับเทคนิคการปรุงอย่างฝรั่งเศสชั้นสูงออกมาได้อย่างลงตัว ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 55 €/p ทำให้ตัวร้านสามารถเข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม สำหรับใครที่มีรถยนต์และวางแผนเดินทางมาท่องเที่ยวแถบแคว้น Alsace อาจลองเพิ่ม L'Orchidée เข้าไปอยู่ในแพลนเพื่อลิ้มลองประสบการณ์อาหารไทยที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร
รูปที่ 31
🎗 [WHY GO] แม้จะไม่ใช่ห้องอาหารไทยดั้งเดิมแต่ L'Orchidée สามารถผสมผสานรสชาติความเป็นไทยเข้ากับเทคนิคการปรุงอย่างฝรั่งเศสชั้นสูงออกมาได้อย่างลงตัว ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 55 €/p ทำให้ตัวร้านสามารถเข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม สำหรับใครที่มีรถยนต์และวางแผนเดินทางมาท่องเที่ยวแถบแคว้น Alsace อาจลองเพิ่ม L'Orchidée เข้าไปอยู่ในแพลนเพื่อลิ้มลองประสบการณ์อาหารไทยที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร
🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน
รูปที่ 32
🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน
Gault & Millau
รูปที่ 33
Gault & Millau