GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
L'Oiseau Blanc
2 MICHELIN Stars

FranceL'Oiseau Blanc · ลัวโซ บลองก์

Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — 19 avenue Kléber, Paris, 75116, France

🎗 [INTRO] สำหรับใครที่กำลังมองหาร้านอาหารระดับสูงที่มองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของกรุง Paris รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างสุด Iconic อย่างหอ Eiffel ต้องไม่พลาดที่จะแวะมายัง L'Oiseau Blanc ห้องอาหาร Rooftop ที่ตั้งอยู่ใน Avenue Kléber แห่งนี้

🎗 [THE PLACE] L'Oiseau Blanc หรือ The White Bird เป็นชื่อของเครื่องบินใบพัดแบบ Bipalne ควบคุมโดย Charles Nungesser และ François Coli ออกเดินทางจากกรุง Paris ในวันที่ 8 พฤษภาคม 1927 ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคมุ่งหน้าสู่นคร New York โดยหมายมั่นที่จะคว้ารางวัล Orteig Prize มูลค่า 25,000 USD มาครองให้จงได้ อย่างไรก็ตามตัวเครื่องกลับหายไปอย่างเป็นปริศนาโดยจากการสอบสวนคาดว่าตัวเครื่องน่าจะเกิดอุบัติเหตุและตกลงแถบเมือง Maine ในรัฐ New England นั่นเอง สำหรับห้องอาหาร L'Oiseau Blanc นั้นตั้งอยู่บนชั้น Rooftop ของโรงแรม The Peninsula Paris โดดเด่นด้วยทัศนียภาพแบบ 180 องศาของอาคารโดยรอบและหอ Eiffel ผ่านกระจกใสที่ออกแบบมาให้แลดูคล้ายกับห้องนักบิน ตรงกลางเป็นโต๊ะโซฟาที่มีรูปจำลองของนักบินทั้ง 2 ท่านประดับตกแต่งเอาไว้ อีกฝั่งหนึ่งเป็นเครื่องบิน L'Oiseau Blanc จำลองขนาดใหญ่หันหน้าเข้าหาหอ Eiffel และยังเป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปยอดนิยมประจำร้าน ภายในร้านตกแต่งด้วยชิ้นส่วนเครื่องบินและข่าวสารของเครื่องบิน L'Oiseau Blanc หลังจบจากมื้ออาหารห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่งที่จะแวะออกไปบริเวณระเบียงโดยเฉพาะในวันที่อากาศเป็นใจเพื่อเก็บภาพมุมสูงของกรุง Paris

🎗 [THE CHEF] David Bizet เกิดในเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Mortagne-au-Perche ในแคว้น Normandy โดยใช้ชีวิตในช่วงวัยเด็กในฟาร์มของครอบครัว หลังจากจบการศึกษาในเมือง Cean ในปี 1997 เขาได้เริ่มต้นออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่โรงแรม Four Seasons Hotel George V นานถึง 18 ปีโดยในระหว่างนั้นเขามีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหาร Le Cinq (3 MICHELIN Stars) และหัวหน้าเชฟให้กับห้องอาหาร L’Orangerie ซึ่งสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2017 ต่อมาเขาได้ย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหาร Le Taillevent ในปี 2018 ทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกด้วย ปัจจุบันเชฟ David Bizet ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร L'Oiseau Blanc และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จอีกเช่นเคย

🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่นำเสนอออกมาในเชิงสร้างสรรค์ สำหรับใครที่มาในช่วงกลางวันสามารถเลือกชิมเซ็ตเมนูที่มีชื่อว่า Seasonal Flight (125 €) นำเสนอมาที่จำนวน 4 คอร์ส นอกจากนี้ยังมี Tasting Menu ชุดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า Travel Book In Six Journeys (325 €) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้ได้เลือกสั่งกันตามใจชอบโดยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 90-125 € ต่อจาน ห้ามพลาดที่จะเหลือท้องไว้สำหรับลิ้มลองอาหารหวานที่จัดเตรียมโดยเชฟ Anne Coruble สำหรับเมนูที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นในวันนี้คือ

✨ Fish from our rivers

Mousseline / devil sauce / smoked pike egg / herbaceous concentrate

สำหรับเมนูปลาเชฟเลือกใช้ปลา Pike เสิร์ฟมาเป็น Quenelle เนื้อเนียนและมีกลิ่นหอม เชฟยังสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสโดยการใส่ซาชิมิของปลา Amberjack สด ๆ ท็อปไว้ที่ด้านบน ยังมีไข่ปลา Pike รมควันใส่มาด้วยกัน ที่โต๊ะพนักงานจะเทราดซอสที่มีสีเขียวของใบ Chard ลงไป ข้างกันคือคือขนมปังกรอบท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบของ Pâté ปลาและไข่ปลา Pike รมควันหอมมัน (16/20)

✨ Perche poultry

Wild flower / mizuna / marsh honey / carrot / turmeric

เนื้อไก่จากแคว้น Normandy ส่วนอกและน่องย่างมาสุกกำลังดีรองด้านล่างด้วยผัก Mizuna ขข้าง ๆ กันคือแครอทและซอสรสชาติเข้มข้นที่มีส่วนผสมของขมิ้น ยังมีอีกหนึ่งเสิร์ฟที่เชฟนำเสนอน่องไก่ฉีกจับคู่มากับโฟมและอโรมาของทาร์รากอน (16/20)

✨ Green tomato confit

Crystallised cribbiana / verbena tonic / green vanilla juice

ของหวานในที่นี้เชฟนำเสนอมะเขือเทศเขียวกงฟีจับคู่มากับซอสที่เตรียมมาจากโยเกิร์ตและเวอร์บีน่า ตรงกลางคือเมอแรงก์กรอบที่บรรจุไอศกรีมมะเขือเทศ ครีมวานิลลา และเนยถั่วอัลมอนด์ ข้าง ๆ กันคือฝักของมะเขือเทศเขียวที่ผ่านกระบวนการ Crystalised จนแข็งและกลายเป็นซอร์เบท์รับประทานได้ทั้งหมด (17/20)

🎗 [WHY GO] L'Oiseau Blanc เป็นห้องอาหารที่นำเสนอเมนูออกมาได้ตามมาตรฐานแต่ก็แลกมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงตามระดับและตำแหน่งของตัวร้าน รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายพอประมาณในราคาที์ค่อนข้างสูงเช่นกัน อย่างไรก็ตามปฎิเสธไม่ได้เลยว่าตัวร้านนั้นมีความโดดเด่นในเรื่องของวิวของกรุง Paris และหอ Eiffel ที่หาห้องอาหารระดับสูงและ Rooftop อื่น ๆ มาเทียบเคียงได้ยากและก็เป็นเหตุผลมากพอที่จะทำให้เหล่านักชิมแวะเวียนกันมาอย่างไม่ขาดสายนั่นเอง

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 35 รูป

🇫🇷 L'Oiseau Blanc - ลัวโซ บลองก์🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️ 16/20 Gault&Millau - 16/20 โก&มีโย🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์👨🏻‍🍳 Chef David Bizet - เชฟดาวิด บิเซต์
รูปที่ 1
🇫🇷 L'Oiseau Blanc - ลัวโซ บลองก์🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️ 16/20 Gault&Millau - 16/20 โก&มีโย🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์👨🏻‍🍳 Chef David Bizet - เชฟดาวิด บิเซต์
Amuse-Boucheเริ่มต้นการเสิร์ฟด้วย Savory Cake ที่เตรียมมาจากปลารมควัน ขิง และดอกไม้รับประทานได้ (16/20)
รูปที่ 2
Amuse-Boucheเริ่มต้นการเสิร์ฟด้วย Savory Cake ที่เตรียมมาจากปลารมควัน ขิง และดอกไม้รับประทานได้ (16/20)
Amuse-Boucheจากนั้นเป็นคิวของ Artichoke Pie รสออกเค็มจับคู่มากับ Verbena Jelly (16/20)
รูปที่ 3
Amuse-Boucheจากนั้นเป็นคิวของ Artichoke Pie รสออกเค็มจับคู่มากับ Verbena Jelly (16/20)
Amuse-Boucheชิ้นทรงเกี๊ยวทอดให้อโรมาของแกงโดยเชฟเตรียมมาจากเนื้อปลาและสมุนไพรสด (16/20)Amuse-Boucheใบไม้กรอบ ๆ ท็อปด้วยใบ Oyster Leaf ให้กลิ่นอายที่คล้ายคลึงกันกับท้องทะเล (16/20)
รูปที่ 4
Amuse-Boucheชิ้นทรงเกี๊ยวทอดให้อโรมาของแกงโดยเชฟเตรียมมาจากเนื้อปลาและสมุนไพรสด (16/20)Amuse-Boucheใบไม้กรอบ ๆ ท็อปด้วยใบ Oyster Leaf ให้กลิ่นอายที่คล้ายคลึงกันกับท้องทะเล (16/20)
Buckwheat Bread & Salted Butterจากนั้นพนักงานเสิร์ฟขนมปัง Buckwheat Bread มาคู่กับเนยเค็ม
รูปที่ 5
Buckwheat Bread & Salted Butterจากนั้นพนักงานเสิร์ฟขนมปัง Buckwheat Bread มาคู่กับเนยเค็ม
Garden carpaccioFresh sorrel / yoghurt / almond / black garlic / oxalysคอร์สแรกเชฟนำเสนอสลัดผักต่าง ๆ ตามฤดูกาลจากสวนเช่นซอเรล ซูคินี่ และเฟนเนลโดยเชฟแล่บาง ๆ มาในรูปแบบของ Carpaccio สำหรับน้ำ Dressing เชฟเตรียมมาจากน้ำผึ้งและใบ Thyme ยังมีองค์ประกอบในถ้วยข้าง ๆ คือไอศครีมถั่วอัลมอนด์และองค์ประกอบของกระเทียมดำ นอกจากนี้ยังมี Oxalis หรือใบชิโสะใส่มาเพื่อเพิ่มกลิ่นเฉพาะตัว (16/20)
รูปที่ 6
Garden carpaccioFresh sorrel / yoghurt / almond / black garlic / oxalysคอร์สแรกเชฟนำเสนอสลัดผักต่าง ๆ ตามฤดูกาลจากสวนเช่นซอเรล ซูคินี่ และเฟนเนลโดยเชฟแล่บาง ๆ มาในรูปแบบของ Carpaccio สำหรับน้ำ Dressing เชฟเตรียมมาจากน้ำผึ้งและใบ Thyme ยังมีองค์ประกอบในถ้วยข้าง ๆ คือไอศครีมถั่วอัลมอนด์และองค์ประกอบของกระเทียมดำ นอกจากนี้ยังมี Oxalis หรือใบชิโสะใส่มาเพื่อเพิ่มกลิ่นเฉพาะตัว (16/20)
Fish from our riversMousseline / devil sauce / smoked pike egg / herbaceous concentrateสำหรับเมนูปลาเชฟเลือกใช้ปลา Pike เสิร์ฟมาเป็น Quenelle เนื้อเนียนและมีกลิ่นหอม เชฟยังสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสโดยการใส่ซาชิมิของปลา Amberjack สด ๆ ท็อปไว้ที่ด้านบน ยังมีไข่ปลา Pike รมควันใส่มาด้วยกัน ที่โต๊ะพนักงานจะเทราดซอสที่มีสีเขียวของใบ Chard ลงไป ข้างกันคือคือขนมปังกรอบท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบของ Pâté ปลาและไข่ปลา Pike รมควันหอมมัน (16/20)
รูปที่ 7
Fish from our riversMousseline / devil sauce / smoked pike egg / herbaceous concentrateสำหรับเมนูปลาเชฟเลือกใช้ปลา Pike เสิร์ฟมาเป็น Quenelle เนื้อเนียนและมีกลิ่นหอม เชฟยังสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสโดยการใส่ซาชิมิของปลา Amberjack สด ๆ ท็อปไว้ที่ด้านบน ยังมีไข่ปลา Pike รมควันใส่มาด้วยกัน ที่โต๊ะพนักงานจะเทราดซอสที่มีสีเขียวของใบ Chard ลงไป ข้างกันคือคือขนมปังกรอบท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบของ Pâté ปลาและไข่ปลา Pike รมควันหอมมัน (16/20)
Perche poultryWild flower / mizuna / marsh honey / carrot / turmericเนื้อไก่จากแคว้น Normandy ส่วนอกและน่องย่างมาสุกกำลังดีรองด้านล่างด้วยผัก Mizuna ขข้าง ๆ กันคือแครอทและซอสรสชาติเข้มข้นที่มีส่วนผสมของขมิ้น ยังมีอีกหนึ่งเสิร์ฟที่เชฟนำเสนอน่องไก่ฉีกจับคู่มากับโฟมและอโรมาของทาร์รากอน (16/20)
รูปที่ 8
Perche poultryWild flower / mizuna / marsh honey / carrot / turmericเนื้อไก่จากแคว้น Normandy ส่วนอกและน่องย่างมาสุกกำลังดีรองด้านล่างด้วยผัก Mizuna ขข้าง ๆ กันคือแครอทและซอสรสชาติเข้มข้นที่มีส่วนผสมของขมิ้น ยังมีอีกหนึ่งเสิร์ฟที่เชฟนำเสนอน่องไก่ฉีกจับคู่มากับโฟมและอโรมาของทาร์รากอน (16/20)
Green tomato confitCrystallised cribbiana / verbena tonic / green vanilla juiceของหวานในที่นี้เชฟนำเสนอมะเขือเทศเขียวกงฟีจับคู่มากับซอสที่เตรียมมาจากโยเกิร์ตและเวอร์บีน่า ตรงกลางคือเมอแรงก์กรอบที่บรรจุไอศกรีมมะเขือเทศ ครีมวานิลลา และเนยถั่วอัลมอนด์ ข้าง ๆ กันคือฝักของมะเขือเทศเขียวที่ผ่านกระบวนการ Crystalised จนแข็งและกลายเป็นซอร์เบท์รับประทานได้ทั้งหมด (17/20)
รูปที่ 9
Green tomato confitCrystallised cribbiana / verbena tonic / green vanilla juiceของหวานในที่นี้เชฟนำเสนอมะเขือเทศเขียวกงฟีจับคู่มากับซอสที่เตรียมมาจากโยเกิร์ตและเวอร์บีน่า ตรงกลางคือเมอแรงก์กรอบที่บรรจุไอศกรีมมะเขือเทศ ครีมวานิลลา และเนยถั่วอัลมอนด์ ข้าง ๆ กันคือฝักของมะเขือเทศเขียวที่ผ่านกระบวนการ Crystalised จนแข็งและกลายเป็นซอร์เบท์รับประทานได้ทั้งหมด (17/20)
Smoked Madagascar cocoa pod�Vegetable Zephir / Kampot pepper / pepper tree leafของหวานอีกหนึ่งจานเป็นการนำเสนอช็อกโกแลตออกมาในหลากหลายรูปแบบทั้งโฟม บิสกิต เครป และเจล เชฟจับคู่มากับซอร์เบท์ที่ซ่อนอยู่ด้านล่างเตรียมมาจากช็อกโกแลตและพริกไทยกัมปอตให้อโรมาเฉพาะตัว ส่วนข้าง ๆ กันคือซอร์เบท์ที่เตรียมมาจากช็อกโกแลต, ขิง และกระวาน (17/20)
รูปที่ 10
Smoked Madagascar cocoa pod�Vegetable Zephir / Kampot pepper / pepper tree leafของหวานอีกหนึ่งจานเป็นการนำเสนอช็อกโกแลตออกมาในหลากหลายรูปแบบทั้งโฟม บิสกิต เครป และเจล เชฟจับคู่มากับซอร์เบท์ที่ซ่อนอยู่ด้านล่างเตรียมมาจากช็อกโกแลตและพริกไทยกัมปอตให้อโรมาเฉพาะตัว ส่วนข้าง ๆ กันคือซอร์เบท์ที่เตรียมมาจากช็อกโกแลต, ขิง และกระวาน (17/20)
MignardisesMignardises 3 อย่างคือ Lemon and Sweet Chili, Candied Grapefruit และ Chocolate and Lentils
รูปที่ 11
MignardisesMignardises 3 อย่างคือ Lemon and Sweet Chili, Candied Grapefruit และ Chocolate and Lentils
ของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน
รูปที่ 12
ของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 13
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 14
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
💰 ราคา 678 €/4 p
รูปที่ 15
💰 ราคา 678 €/4 p
🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่นำเสนอออกมาในเชิงสร้างสรรค์ สำหรับใครที่มาในช่วงกลางวันสามารถเลือกชิมเซ็ตเมนูที่มีชื่อว่า Seasonal Flight (125 €) นำเสนอมาที่จำนวน 4 คอร์ส นอกจากนี้ยังมี Tasting Menu ชุดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า Travel Book In Six Journeys (325 €) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้ได้เลือกสั่งกันตามใจชอบโดยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 90-125 € ต่อจาน ห้ามพลาดที่จะเหลือท้องไว้สำหรับลิ้มลองอาหารหวานที่จัดเตรียมโดยเชฟ Anne Coruble
รูปที่ 16
🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่นำเสนอออกมาในเชิงสร้างสรรค์ สำหรับใครที่มาในช่วงกลางวันสามารถเลือกชิมเซ็ตเมนูที่มีชื่อว่า Seasonal Flight (125 €) นำเสนอมาที่จำนวน 4 คอร์ส นอกจากนี้ยังมี Tasting Menu ชุดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า Travel Book In Six Journeys (325 €) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้ได้เลือกสั่งกันตามใจชอบโดยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 90-125 € ต่อจาน ห้ามพลาดที่จะเหลือท้องไว้สำหรับลิ้มลองอาหารหวานที่จัดเตรียมโดยเชฟ Anne Coruble
🎗 [THE CHEF] David Bizet เกิดในเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Mortagne-au-Perche ในแคว้น Normandy โดยใช้ชีวิตในช่วงวัยเด็กในฟาร์มของครอบครัว หลังจากจบการศึกษาในเมือง Cean ในปี 1997 เขาได้เริ่มต้นออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่โรงแรม Four Seasons Hotel George V นานถึง 18 ปีโดยในระหว่างนั้นเขามีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหาร Le Cinq (3 MICHELIN Stars) และหัวหน้าเชฟให้กับห้องอาหาร L’Orangerie ซึ่งสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2017 ต่อมาเขาได้ย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหาร Le Taillevent ในปี 2018 ทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกด้วย ปัจจุบันเชฟ David Bizet ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร L'Oiseau Blanc และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จอีกเช่นเคย
รูปที่ 17
🎗 [THE CHEF] David Bizet เกิดในเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Mortagne-au-Perche ในแคว้น Normandy โดยใช้ชีวิตในช่วงวัยเด็กในฟาร์มของครอบครัว หลังจากจบการศึกษาในเมือง Cean ในปี 1997 เขาได้เริ่มต้นออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่โรงแรม Four Seasons Hotel George V นานถึง 18 ปีโดยในระหว่างนั้นเขามีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหาร Le Cinq (3 MICHELIN Stars) และหัวหน้าเชฟให้กับห้องอาหาร L’Orangerie ซึ่งสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2017 ต่อมาเขาได้ย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหาร Le Taillevent ในปี 2018 ทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกด้วย ปัจจุบันเชฟ David Bizet ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร L'Oiseau Blanc และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จอีกเช่นเคย
สำหรับห้องอาหาร L'Oiseau Blanc นั้นตั้งอยู่บนชั้น Rooftop ของโรงแรม The Peninsula Paris โดดเด่นด้วยทัศนียภาพแบบ 180 องศาของอาคารโดยรอบและหอ Eiffel ผ่านกระจกใสที่ออกแบบมาให้แลดูคล้ายกับห้องนักบิน
รูปที่ 18
สำหรับห้องอาหาร L'Oiseau Blanc นั้นตั้งอยู่บนชั้น Rooftop ของโรงแรม The Peninsula Paris โดดเด่นด้วยทัศนียภาพแบบ 180 องศาของอาคารโดยรอบและหอ Eiffel ผ่านกระจกใสที่ออกแบบมาให้แลดูคล้ายกับห้องนักบิน
ตรงกลางเป็นโต๊ะโซฟาที่มีรูปจำลองของนักบินทั้ง 2 ท่านประดับตกแต่งเอาไว้
รูปที่ 19
ตรงกลางเป็นโต๊ะโซฟาที่มีรูปจำลองของนักบินทั้ง 2 ท่านประดับตกแต่งเอาไว้
ภาพของโต๊ะอาหาร
รูปที่ 20
ภาพของโต๊ะอาหาร
อีกฝั่งหนึ่งเป็นเครื่องบิน L'Oiseau Blanc จำลองขนาดใหญ่หันหน้าเข้าหาหอ Eiffel และยังเป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปยอดนิยมประจำร้าน
รูปที่ 21
อีกฝั่งหนึ่งเป็นเครื่องบิน L'Oiseau Blanc จำลองขนาดใหญ่หันหน้าเข้าหาหอ Eiffel และยังเป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปยอดนิยมประจำร้าน
ภายในร้านตกแต่งด้วยชิ้นส่วนเครื่องบินและข่าวสารของเครื่องบิน L'Oiseau Blanc หลังจบจากมื้ออาหารห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่งที่จะแวะออกไปบริเวณระเบียงโดยเฉพาะในวันที่อากาศเป็นใจเพื่อเก็บภาพมุมสูงของกรุง Paris นั่นเอง
รูปที่ 22
ภายในร้านตกแต่งด้วยชิ้นส่วนเครื่องบินและข่าวสารของเครื่องบิน L'Oiseau Blanc หลังจบจากมื้ออาหารห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่งที่จะแวะออกไปบริเวณระเบียงโดยเฉพาะในวันที่อากาศเป็นใจเพื่อเก็บภาพมุมสูงของกรุง Paris นั่นเอง
ภาพของหอไอเฟล
รูปที่ 23
ภาพของหอไอเฟล
ภาพอีกฝั่งหนึ่งของห้องอาหาร
รูปที่ 24
ภาพอีกฝั่งหนึ่งของห้องอาหาร
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 25
ภายในห้องอาหาร
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 26
ภายในห้องอาหาร
🎗 [THE PLACE] L'Oiseau Blanc หรือ The White Bird เป็นชื่อของเครื่องบินใบพัดแบบ Bipalne ควบคุมโดย Charles Nungesser และ François Coli ออกเดินทางจากกรุง Paris ในวันที่ 8 พฤษภาคม 1927 ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคมุ่งหน้าสู่นคร New York โดยหมายมั่นที่จะคว้ารางวัล Orteig Prize มูลค่า 25,000 USD มาครองให้จงได้
รูปที่ 27
🎗 [THE PLACE] L'Oiseau Blanc หรือ The White Bird เป็นชื่อของเครื่องบินใบพัดแบบ Bipalne ควบคุมโดย Charles Nungesser และ François Coli ออกเดินทางจากกรุง Paris ในวันที่ 8 พฤษภาคม 1927 ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคมุ่งหน้าสู่นคร New York โดยหมายมั่นที่จะคว้ารางวัล Orteig Prize มูลค่า 25,000 USD มาครองให้จงได้
อย่างไรก็ตามตัวเครื่องกลับหายไปอย่างเป็นปริศนาโดยจากการสอบสวนคาดว่าตัวเครื่องน่าจะเกิดอุบัติเหตุและตกลงแถบเมือง Maine ในรัฐ New England นั่นเอง
รูปที่ 28
อย่างไรก็ตามตัวเครื่องกลับหายไปอย่างเป็นปริศนาโดยจากการสอบสวนคาดว่าตัวเครื่องน่าจะเกิดอุบัติเหตุและตกลงแถบเมือง Maine ในรัฐ New England นั่นเอง
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 29
ภายในห้องอาหาร
ภายในร้านตกแต่งด้วยชิ้นส่วนเครื่องบินและข่าวสารของเครื่องบิน L'Oiseau Blanc
รูปที่ 30
ภายในร้านตกแต่งด้วยชิ้นส่วนเครื่องบินและข่าวสารของเครื่องบิน L'Oiseau Blanc
ทางเดินออกไปยังระเบียง
รูปที่ 31
ทางเดินออกไปยังระเบียง
หลังจบจากมื้ออาหารห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่งที่จะแวะออกไปบริเวณระเบียงโดยเฉพาะในวันที่อากาศเป็นใจเพื่อเก็บภาพมุมสูงของกรุง Paris นั่นเอง
รูปที่ 32
หลังจบจากมื้ออาหารห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่งที่จะแวะออกไปบริเวณระเบียงโดยเฉพาะในวันที่อากาศเป็นใจเพื่อเก็บภาพมุมสูงของกรุง Paris นั่นเอง
บริเวณเมอเรสด้านนอก
รูปที่ 33
บริเวณเมอเรสด้านนอก
🎗 [WHY GO] L'Oiseau Blanc เป็นห้องอาหารที่นำเสนอเมนูออกมาได้ตามมาตรฐานแต่ก็แลกมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงตามระดับและตำแหน่งของตัวร้าน รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายพอประมาณในราคาที์ค่อนข้างสูงเช่นกัน
รูปที่ 34
🎗 [WHY GO] L'Oiseau Blanc เป็นห้องอาหารที่นำเสนอเมนูออกมาได้ตามมาตรฐานแต่ก็แลกมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงตามระดับและตำแหน่งของตัวร้าน รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายพอประมาณในราคาที์ค่อนข้างสูงเช่นกัน
อย่างไรก็ตามปฎิเสธไม่ได้เลยว่าตัวร้านนั้นมีความโดดเด่นในเรื่องของวิวของกรุง Paris และหอ Eiffel ที่หาห้องอาหารระดับสูงและ Rooftop อื่น ๆ มาเทียบเคียงได้ยากและก็เป็นเหตุผลมากพอที่จะทำให้เหล่านักชิมแวะเวียนกันมาอย่างไม่ขาดสายนั่นเอง
รูปที่ 35
อย่างไรก็ตามปฎิเสธไม่ได้เลยว่าตัวร้านนั้นมีความโดดเด่นในเรื่องของวิวของกรุง Paris และหอ Eiffel ที่หาห้องอาหารระดับสูงและ Rooftop อื่น ๆ มาเทียบเคียงได้ยากและก็เป็นเหตุผลมากพอที่จะทำให้เหล่านักชิมแวะเวียนกันมาอย่างไม่ขาดสายนั่นเอง