GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
L'antica Pizzeria da Michele
Selected

ItalyL'antica Pizzeria da Michele · ลันติก้า พิซเซอเรีย ดา มิเกเล่

Pizza · ร้านพิซซ่า — Via Cesare Sersale, 1, 80139 Napoli NA, Italy

🎗 [INTRO] ใครที่เป็นคอพิซซ่าห้ามพลาดเพราะบทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ L'antica Pizzeria da Michele ร้านพิซซ่าที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทั้งยังเป็นต้นตำรับการจัดเสิร์ฟพิซซ่าในสไตล์ที่เรียกว่า A Ruota di Carro หรือแปลตรงตัวได้ว่า Wagon Wheels อันเนื่องมาจากขนาดที่ใหญ่โตจนล้นจานนั่นเอง

🎗 [THE PLACE] L'antica Pizzeria da Michele ตั้งอยู่บนถนน Via Cesare Sersale โดดเด่นด้วยผู้คนที่มายืนต่อคิวกันเพื่อลิ้มลองพิซซ่ารสเลิศ หลังจากที่ตัวร้านเปิดทำการในช่วง 10 โมงเช้าพนักงานจะเริ่มแจกบัตรคิวและไล่ลำดับบนจอไปเรื่อย ๆ โดยอาจใช้เวลารอถึง 3 ชั่วโมงสำหรับช่วงกลางวันและเย็น ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่ายโดยมีห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งด้วยโทนสีขาวสลับเขียว โต๊ะหินอ่อนและเก้าอี้ไม้ขนาดจิ๋วบ่งบอกถึงความคลาสสิคของร้านพิซซ่าแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี บนผนังประดับประดาด้วยเรื่องเล่าขานและรูปของบุคคลผู้มีชื่อเสียงมากมายโดยเฉพาะภาพของ Julia Roberts ในภาพยนตร์เรื่อง Eat Pray Love ซึ่งได้กลายมาเป็นภาพติดตาของร้านพิซซ่าแห่งนี้ สำหรับใครที่ไม่อยากรอนานสามารถมาเริ่มเข้าคิวเพื่อสั่งกลับบ้านหรือ Take Away ได้ตั้งแต่ช่วง 16.15 น. กันอีกด้วย

🎗 [THE CHEF] เจ้าของร้านรุ่นแรกคือคุณ Michele Condurro เรียนรู้เทคนิคและขั้นตอนการทำพิซซ่ามาจาก Pizza Master ในเมือง Torre Annunziata โดยตัวเขานั้นเริ่มต้นปรับสูตรพิซซ่าเป็นของตัวเองมาตั้งแต่ปี 1870 กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1906 เขาตัดสินใจเปิดหน้าร้านพิซซ่าเป็นของตัวเองบนถนน Via Egiziaca ห่างจากตำแหน่งปัจจุบันไปไม่ไกลนักก่อนที่ในปี 1930 ได้มีการเริ่มก่อสร้างโรงพยาบาล Ascalesi ทำให้ตัวร้านมีอันต้องย้ายมาเปิด ณ ตำแหน่งปัจจุบันคือถนน Via Cesare Sersale โดยบรรดานักชิมและสื่อต่าง ๆ ได้ยกย่องให้พื้นที่ของตัวร้านว่าเป็น “Il tempio sacro della pizza” หรือ “The sacred temple of pizza” กันเลยทีเดียว สำหรับชีวิตส่วนตัวนั้นคุณ Michele Condurro มีลูกทั้งหมด 13 คนโดยตัวเขาได้ส่งต่อกิจการร้านพิซซ่าให้กับ Luigi, Antonio และ Salvatore Condurro โดยลูกชายทั้ง 3 คนของเขาได้สืบทอดเจตนารมย์และสร้างชื่อเสียงให้ตัวร้านกลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของนคร Napoli นั่นเอง ปัจจุบันกิจการยังคงอยู่ในความควบคุมของเจ้าของร้านรุ่นที่ 5 อย่าง Alessandro Conduro โดยมีเชฟ Emanuele Ligouri คอยควบคุมดูแลการเตรียมพิซซ่าอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน แต่เดิมตัวร้านจัดเสิร์ฟพิซซ่าเพียง 2 แบบมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ Margherita และ Marinara อันเนื่องมาจากคนส่วนมากมักมีฐานะยากจนและไม่สามารถหาซื้อพิซซ่าหน้าทะเลได้ อย่างไรก็ตามในช่วงหลัง ๆ มาทางร้านยังเพิ่มเติมพิซซ่า Cosacca ขึ้นมาเป็นเมนูที่ 3 และขายต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [THE FOOD] นอกจาก L'antica Pizzeria da Michele จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากภาพยนตร์เรื่อง Eat Pray Love อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วตัวร้านยังมีชื่อเสียงในเรื่องของการเสิร์ฟพิซซ่าในสไตล์ที่เรียกว่า A Ruota di Carro หรือแปลตรงตัวได้ว่า Wagon Wheels อันเนื่องมาจากขนาดที่ใหญ่โตกว่าปกติหรือแม้กระทั่งใหญ่กว่าจานที่รองพิซซ่าด้วยซ้ำนั่นเอง สำหรับสูตรแป้งพิซซ่านี่จะได้รับการเตรียมขึ้นมาบริเวณชั้นสองของร้านโดยมีองค์ประกอบทั้งหมดเพียง 4 อย่างคือแป้ง 00 แบรนด์ Caputo Blu ถุงสีน้ำเงิน, ยีสต์, เกลือ และน้ำผสมเข้าด้วยกันในเครื่องนวดแป้งนาน 40 นาทีจนถึงจุดที่เรียกกันว่า Punto di Pasta สังเกตได้จากการที่ตัวแป้งมีความเงาสะท้อนแสงและหนึบสู้มือ จากนั้นจึงพักเอาไว้นาน 24 ชั่วโมง (อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่อยากลองทำพิซซ่าสไตล์ Michele เองที่บ้านเชฟ Emanuele Ligouri ได้แนะนำอัตราส่วนคือแป้ง 1 กิโลกรัม, น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร, เกลือ 30 กรัม และยีสต์ 5 กรัม) หลังจากพักแป้งมาได้ 1 วันทีมเชฟจะนำแป้งมาตัดด้วยมือโดยใช้อุปกรณ์โลหะคล้ายมีดขนาดเล็กให้แต่ละชิ้นมีน้ำหนักประมาณ 300-320 กรัมก่อนจะใช้นิ้วโป้งนวดให้กลายเป็นก้อนกลมแล้วนำไปพักในถาดไม้ต่ออีก 4-5 ชั่วโมง จากนั้นเชฟจะแป้งลงมาบริเวณชั้นล่างเพื่อเตรียมเสิร์ฟโดยการคลึงพิซซ่าด้วยเทคนิคเฉพาะตัว สำหรับพิซซ่าสุดคลาสสิคของทางร้านอย่าง Margherita นั้นเชฟจะใช้ Pomodoro di Campania หรือมะเขือเทศจากแคว้น Campania ทาลงไปทั่วแผ่น จากนั้นใส่ Fior di Latte di Agerola ซึ่งเป็นชีสมอซซาเรลลาชนิดหนึ่งรวมไปถึง Seed Oil หรือน้ำมันเมล็ดธัญพืชจบด้วยการโรยชีส Pecorino Romano ลงไปทั่ว ๆ ในขณะที่อีกหนึ่งจานเด็ดอย่าง Marinara นั้นจะประกอบไปด้วยมะเขือเทศ, กระเทียม, ออริกาโน และน้ำมันเมล็ดธัญพืชนั่นเอง หลังจากเตรียมหน้าพิซซ่าได้ที่เชฟจะคลึงลงบนไม้พายเพื่อให้ชิ้นพิซซ่ามีขนาด หญ่ตามคอนเซป A Ruota di Carro หรือ Wagon Wheels อย่างที่กล่าวไปข้างต้นและนำเข้าไปอบใน Stefano Ferrara Forni หรือเตาฟืน Classic Neapolitan ที่นิยมใช้ดันในร้านพิซซ่าชั้นสูงทั่วโลกที่อุณหภูมิประมาณ 500 องศาเซลเซียสนานเพียง 40 วินาทีจนได้เนื้อสัมผัสกรอบนอกฉ่ำใน ทั้งหมดที่ว่ามานำเสนอมาในราคาเพียง 5 € หรือประมาณ 190 บาทเท่านั้น

🎗 [WHY GO] ร้านพิซซ่าระดับตำนานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนำเสนอมาในราคาสุดคุ้มค่า อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำให้วางแผนการท่องเที่ยวให้ดี ๆ เพราะคิวร้านอาจใช้ระยะเวลาในการรอที่ค่อนข้างนานนั่นเอง

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 22 รูป

🇮🇹 L'antica Pizzeria da Michele - ลันติก้า พิซเซอเรีย ดา มิเกเล่ 🍽 Selected by MICHELIN Guide - ร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์ 🍴 Pizza - ร้านพิซซ่า 👨🏻‍🍳 Chef Alessandro Conduro - เชฟอเลสซานโดร คอนดูโร
รูปที่ 1
🇮🇹 L'antica Pizzeria da Michele - ลันติก้า พิซเซอเรีย ดา มิเกเล่ 🍽 Selected by MICHELIN Guide - ร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์ 🍴 Pizza - ร้านพิซซ่า 👨🏻‍🍳 Chef Alessandro Conduro - เชฟอเลสซานโดร คอนดูโร
MARGHERITA (5 €) pomodoro, fior di latte, olio, basilico สูตรแป้งพิซซ่านี่จะได้รับการเตรียมขึ้นมาบริเวณชั้นสองของร้านโดยมีองค์ประกอบทั้งหมดเพียง 4 อย่างคือแป้ง 00 แบรนด์ Caputo Blu ถุงสีน้ำเงิน, ยีสต์, เกลือ และน้ำผสมเข้าด้วยกันในเครื่องนวดแป้งนาน 40 นาทีจนถึงจุดที่เรียกกันว่า Punto di Pasta สังเกตได้จากการที่ตัวแป้งมีความเงาสะท้อนแสงและหนึบสู้มือ จากนั้นจึงพักเอาไว้นาน 24 ชั่วโมง หลังจากพักแป้งมาได้ 1 วันทีมเชฟจะนำแป้งมาตัดด้วยมือโดยใช้อุปกรณ์โลหะคล้ายมีดขนาดเล็กให้แต่ละชิ้นมีน้ำหนักประมาณ 300-320 กรัมก่อนจะใช้นิ้วโป้งนวดให้กลายเป็นก้อนกลมแล้วนำไปพักในถาดไม้ต่ออีก 4-5 ชั่วโมง จากนั้นเชฟจะแป้งลงมาบริเวณชั้นล่างเพื่อเตรียมเสิร์ฟโดยการคลึงพิซซ่าด้วยเทคนิคเฉพาะตัว ในส่วนของพิซซ่าสุดคลาสสิคของทางร้านอย่าง Margherita นั้นเชฟจะใช้ Pomodoro di Campania หรือมะเขือเทศจากแคว้น Campania ทาลงไปทั่วแผ่น จากนั้นใส่ Fior di Latte di Agerola ซึ่งเป็นชีสมอซซาเรลลาชนิดหนึ่งรวมไปถึง Seed Oil หรือน้ำมันเมล็ดธัญพืชจบด้วยการโรยชีส Pecorino Romano ลงไปทั่ว ๆ หลังจากเตรียมหน้าพิซซ่าได้ที่เชฟจะคลึงลงบนไม้พายเพื่อให้ชิ้นพิซซ่ามีขนาด หญ่ตามคอนเซป A Ruota di Carro หรือ Wagon Wheels อย่างที่กล่าวไปข้างต้นและนำเข้าไปอบใน Stefano Ferrara Forni หรือเตาฟืน Classic Neapolitan ที่นิยมใช้ดันในร้านพิซซ่าชั้นสูงทั่วโลกที่อุณหภูมิประมาณ 500 องศาเซลเซียสนานเพียง 40 วินาทีจนได้เนื้อสัมผัสกรอบนอกฉ่ำใน ไฮไลท์อยู่ที่แป้งกรอบนอกนุ่มใน บริเวณขอบมีรอบไหม้เกรียมตามสไตล์ Classic Neapolitan Pizza รสชาติของมะเขือเทศ San Marzano ให้รสชาติที่โดดเด่นทั้งความเปรี้ยวอุมามิเคล้ากันไปกับความหอมมันของ Fior di Latte di Agerola และอโรมาของตัวของใบ Basil ได้อย่างไร้ที่ติ (15/20)
รูปที่ 2
MARGHERITA (5 €) pomodoro, fior di latte, olio, basilico สูตรแป้งพิซซ่านี่จะได้รับการเตรียมขึ้นมาบริเวณชั้นสองของร้านโดยมีองค์ประกอบทั้งหมดเพียง 4 อย่างคือแป้ง 00 แบรนด์ Caputo Blu ถุงสีน้ำเงิน, ยีสต์, เกลือ และน้ำผสมเข้าด้วยกันในเครื่องนวดแป้งนาน 40 นาทีจนถึงจุดที่เรียกกันว่า Punto di Pasta สังเกตได้จากการที่ตัวแป้งมีความเงาสะท้อนแสงและหนึบสู้มือ จากนั้นจึงพักเอาไว้นาน 24 ชั่วโมง หลังจากพักแป้งมาได้ 1 วันทีมเชฟจะนำแป้งมาตัดด้วยมือโดยใช้อุปกรณ์โลหะคล้ายมีดขนาดเล็กให้แต่ละชิ้นมีน้ำหนักประมาณ 300-320 กรัมก่อนจะใช้นิ้วโป้งนวดให้กลายเป็นก้อนกลมแล้วนำไปพักในถาดไม้ต่ออีก 4-5 ชั่วโมง จากนั้นเชฟจะแป้งลงมาบริเวณชั้นล่างเพื่อเตรียมเสิร์ฟโดยการคลึงพิซซ่าด้วยเทคนิคเฉพาะตัว ในส่วนของพิซซ่าสุดคลาสสิคของทางร้านอย่าง Margherita นั้นเชฟจะใช้ Pomodoro di Campania หรือมะเขือเทศจากแคว้น Campania ทาลงไปทั่วแผ่น จากนั้นใส่ Fior di Latte di Agerola ซึ่งเป็นชีสมอซซาเรลลาชนิดหนึ่งรวมไปถึง Seed Oil หรือน้ำมันเมล็ดธัญพืชจบด้วยการโรยชีส Pecorino Romano ลงไปทั่ว ๆ หลังจากเตรียมหน้าพิซซ่าได้ที่เชฟจะคลึงลงบนไม้พายเพื่อให้ชิ้นพิซซ่ามีขนาด หญ่ตามคอนเซป A Ruota di Carro หรือ Wagon Wheels อย่างที่กล่าวไปข้างต้นและนำเข้าไปอบใน Stefano Ferrara Forni หรือเตาฟืน Classic Neapolitan ที่นิยมใช้ดันในร้านพิซซ่าชั้นสูงทั่วโลกที่อุณหภูมิประมาณ 500 องศาเซลเซียสนานเพียง 40 วินาทีจนได้เนื้อสัมผัสกรอบนอกฉ่ำใน ไฮไลท์อยู่ที่แป้งกรอบนอกนุ่มใน บริเวณขอบมีรอบไหม้เกรียมตามสไตล์ Classic Neapolitan Pizza รสชาติของมะเขือเทศ San Marzano ให้รสชาติที่โดดเด่นทั้งความเปรี้ยวอุมามิเคล้ากันไปกับความหอมมันของ Fior di Latte di Agerola และอโรมาของตัวของใบ Basil ได้อย่างไร้ที่ติ (15/20)
MARINARA (5 €) pomodoro, origano, aglio, olio อีกหนึ่งจานเด็ดอย่าง Marinara นั้นจะมีส่วนผสมที่ประกอบไปด้วยมะเขือเทศ, กระเทียม, ออริกาโน และน้ำมันเมล็ดธัญพืชนั่นเองโดยไฮไลท์ของเทนูที่อยู่ที่กลิ่นหอมของออนิกาโนที่จะลอยแตะจมูกทันที่ที่ยกขึ้นมาจากถาดนั่นเอง (15/20)
รูปที่ 3
MARINARA (5 €) pomodoro, origano, aglio, olio อีกหนึ่งจานเด็ดอย่าง Marinara นั้นจะมีส่วนผสมที่ประกอบไปด้วยมะเขือเทศ, กระเทียม, ออริกาโน และน้ำมันเมล็ดธัญพืชนั่นเองโดยไฮไลท์ของเทนูที่อยู่ที่กลิ่นหอมของออนิกาโนที่จะลอยแตะจมูกทันที่ที่ยกขึ้นมาจากถาดนั่นเอง (15/20)
COSACCA (5 €) pomodoro, pecorino, olio, basilico ในส่วนของเมนูใหม่ที่เพิ่งได้รับการเพิ่มเติมเข้ามาอย่าง Cosacca ซึ่งจะมีรสชาติอันเข้มข้นของชีส Pecorino Romano เข้ากันกับความอุมามิของซอสมะเขือเทศ San Marzano ได้อย่างลงตัว (15/20)
รูปที่ 4
COSACCA (5 €) pomodoro, pecorino, olio, basilico ในส่วนของเมนูใหม่ที่เพิ่งได้รับการเพิ่มเติมเข้ามาอย่าง Cosacca ซึ่งจะมีรสชาติอันเข้มข้นของชีส Pecorino Romano เข้ากันกับความอุมามิของซอสมะเขือเทศ San Marzano ได้อย่างลงตัว (15/20)
MARITA (5 €) metà Margherita e metà Marinara สุดท้ายคือ Marita พิซซ่าที่แบ่งครึ่งถาดระหว่าง Margherita และ Marinara นั่นเอง (15/20)
รูปที่ 5
MARITA (5 €) metà Margherita e metà Marinara สุดท้ายคือ Marita พิซซ่าที่แบ่งครึ่งถาดระหว่าง Margherita และ Marinara นั่นเอง (15/20)
🎗 [INTRO] ใครที่เป็นคอพิซซ่าห้ามพลาดเพราะบทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ L'antica Pizzeria da Michele ร้านพิซซ่าที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทั้งยังเป็นต้นตำรับการจัดเสิร์ฟพิซซ่าในสไตล์ที่เรียกว่า A Ruota di Carro หรือแปลตรงตัวได้ว่า Wagon Wheels อันเนื่องมาจากขนาดที่ใหญ่โตจนล้นจานนั่นเอง
รูปที่ 6
🎗 [INTRO] ใครที่เป็นคอพิซซ่าห้ามพลาดเพราะบทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ L'antica Pizzeria da Michele ร้านพิซซ่าที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทั้งยังเป็นต้นตำรับการจัดเสิร์ฟพิซซ่าในสไตล์ที่เรียกว่า A Ruota di Carro หรือแปลตรงตัวได้ว่า Wagon Wheels อันเนื่องมาจากขนาดที่ใหญ่โตจนล้นจานนั่นเอง
🎗 [THE CHEF] เจ้าของร้านรุ่นแรกคือคุณ Michele Condurro เรียนรู้เทคนิคและขั้นตอนการทำพิซซ่ามาจาก Pizza Master ในเมือง Torre Annunziata โดยตัวเขานั้นเริ่มต้นปรับสูตรพิซซ่าเป็นของตัวเองมาตั้งแต่ปี 1870 กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1906 เขาตัดสินใจเปิดหน้าร้านพิซซ่าเป็นของตัวเองบนถนน Via Egiziaca ห่างจากตำแหน่งปัจจุบันไปไม่ไกลนักก่อนที่ในปี 1930 ได้มีการเริ่มก่อสร้างโรงพยาบาล Ascalesi ทำให้ตัวร้านมีอันต้องย้ายมาเปิด ณ ตำแหน่งปัจจุบันคือถนน Via Cesare Sersale โดยบรรดานักชิมและสื่อต่าง ๆ ได้ยกย่องให้พื้นที่ของตัวร้านว่าเป็น “Il tempio sacro della pizza” หรือ “The sacred temple of pizza” กันเลยทีเดียว สำหรับชีวิตส่วนตัวนั้นคุณ Michele Condurro มีลูกทั้งหมด 13 คนโดยตัวเขาได้ส่งต่อกิจการร้านพิซซ่าให้กับ Luigi, Antonio และ Salvatore Condurro โดยลูกชายทั้ง 3 คนของเขาได้สืบทอดเจตนารมย์และสร้างชื่อเสียงให้ตัวร้านกลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของนคร Napoli นั่นเอง ปัจจุบันกิจการยังคงอยู่ในความควบคุมของเจ้าของร้านรุ่นที่ 5 อย่าง Alessandro Conduro โดยมีเชฟ Emanuele Ligouri คอยควบคุมดูแลการเตรียมพิซซ่าอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน แต่เดิมตัวร้านจัดเสิร์ฟพิซซ่าเพียง 2 แบบมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ Margherita และ Marinara อันเนื่องมาจากคนส่วนมากมักมีฐานะยากจนและไม่สามารถหาซื้อพิซซ่าหน้าทะเลได้ อย่างไรก็ตามในช่วงหลัง ๆ มาทางร้านยังเพิ่มเติมพิซซ่า Cosacca ขึ้นมาเป็นเมนูที่ 3 และขายต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน
รูปที่ 7
🎗 [THE CHEF] เจ้าของร้านรุ่นแรกคือคุณ Michele Condurro เรียนรู้เทคนิคและขั้นตอนการทำพิซซ่ามาจาก Pizza Master ในเมือง Torre Annunziata โดยตัวเขานั้นเริ่มต้นปรับสูตรพิซซ่าเป็นของตัวเองมาตั้งแต่ปี 1870 กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1906 เขาตัดสินใจเปิดหน้าร้านพิซซ่าเป็นของตัวเองบนถนน Via Egiziaca ห่างจากตำแหน่งปัจจุบันไปไม่ไกลนักก่อนที่ในปี 1930 ได้มีการเริ่มก่อสร้างโรงพยาบาล Ascalesi ทำให้ตัวร้านมีอันต้องย้ายมาเปิด ณ ตำแหน่งปัจจุบันคือถนน Via Cesare Sersale โดยบรรดานักชิมและสื่อต่าง ๆ ได้ยกย่องให้พื้นที่ของตัวร้านว่าเป็น “Il tempio sacro della pizza” หรือ “The sacred temple of pizza” กันเลยทีเดียว สำหรับชีวิตส่วนตัวนั้นคุณ Michele Condurro มีลูกทั้งหมด 13 คนโดยตัวเขาได้ส่งต่อกิจการร้านพิซซ่าให้กับ Luigi, Antonio และ Salvatore Condurro โดยลูกชายทั้ง 3 คนของเขาได้สืบทอดเจตนารมย์และสร้างชื่อเสียงให้ตัวร้านกลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของนคร Napoli นั่นเอง ปัจจุบันกิจการยังคงอยู่ในความควบคุมของเจ้าของร้านรุ่นที่ 5 อย่าง Alessandro Conduro โดยมีเชฟ Emanuele Ligouri คอยควบคุมดูแลการเตรียมพิซซ่าอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน แต่เดิมตัวร้านจัดเสิร์ฟพิซซ่าเพียง 2 แบบมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ Margherita และ Marinara อันเนื่องมาจากคนส่วนมากมักมีฐานะยากจนและไม่สามารถหาซื้อพิซซ่าหน้าทะเลได้ อย่างไรก็ตามในช่วงหลัง ๆ มาทางร้านยังเพิ่มเติมพิซซ่า Cosacca ขึ้นมาเป็นเมนูที่ 3 และขายต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน
🎗 [THE FOOD] นอกจาก L'antica Pizzeria da Michele จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากภาพยนตร์เรื่อง Eat Pray Love อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วตัวร้านยังมีชื่อเสียงในเรื่องของการเสิร์ฟพิซซ่าในสไตล์ที่เรียกว่า A Ruota di Carro หรือแปลตรงตัวได้ว่า Wagon Wheels อันเนื่องมาจากขนาดที่ใหญ่โตกว่าปกติหรือแม้กระทั่งใหญ่กว่าจานที่รองพิซซ่าด้วยซ้ำนั่นเอง ทั้งหมดที่ว่ามานำเสนอมาในราคาเพียง 5 € หรือประมาณ 190 บาทเท่านั้น
รูปที่ 8
🎗 [THE FOOD] นอกจาก L'antica Pizzeria da Michele จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากภาพยนตร์เรื่อง Eat Pray Love อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วตัวร้านยังมีชื่อเสียงในเรื่องของการเสิร์ฟพิซซ่าในสไตล์ที่เรียกว่า A Ruota di Carro หรือแปลตรงตัวได้ว่า Wagon Wheels อันเนื่องมาจากขนาดที่ใหญ่โตกว่าปกติหรือแม้กระทั่งใหญ่กว่าจานที่รองพิซซ่าด้วยซ้ำนั่นเอง ทั้งหมดที่ว่ามานำเสนอมาในราคาเพียง 5 € หรือประมาณ 190 บาทเท่านั้น
ทีมเชฟกำลังเจรียมหน้าพิซซ่า
รูปที่ 9
ทีมเชฟกำลังเจรียมหน้าพิซซ่า
เคาน์เตอร์เตรียมพิซซ่า
รูปที่ 10
เคาน์เตอร์เตรียมพิซซ่า
เตาอบพิซซ่า Stefano Farrara Forni
รูปที่ 11
เตาอบพิซซ่า Stefano Farrara Forni
เตาอบพิซซ่าดั้งเดิม
รูปที่ 12
เตาอบพิซซ่าดั้งเดิม
🎗 [THE PLACE] L'antica Pizzeria da Michele ตั้งอยู่บนถนน Via Cesare Sersale โดดเด่นด้วยผู้คนที่มายืนต่อคิวกันเพื่อลิ้มลองพิซซ่ารสเลิศ หลังจากที่ตัวร้านเปิดทำการในช่วง 10 โมงเช้าพนักงานจะเริ่มแจกบัตรคิวและไล่ลำดับบนจอไปเรื่อย ๆ โดยอาจใช้เวลารอถึง 3 ชั่วโมงสำหรับช่วงกลางวันและเย็น ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่ายโดยมีห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งด้วยโทนสีขาวสลับเขียว โต๊ะหอนอ่อนและเก้าอี้ไม้ขนาดจิ๋วบ่งบอกถึงความคลาสสิคของร้านพิซซ่าแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
รูปที่ 13
🎗 [THE PLACE] L'antica Pizzeria da Michele ตั้งอยู่บนถนน Via Cesare Sersale โดดเด่นด้วยผู้คนที่มายืนต่อคิวกันเพื่อลิ้มลองพิซซ่ารสเลิศ หลังจากที่ตัวร้านเปิดทำการในช่วง 10 โมงเช้าพนักงานจะเริ่มแจกบัตรคิวและไล่ลำดับบนจอไปเรื่อย ๆ โดยอาจใช้เวลารอถึง 3 ชั่วโมงสำหรับช่วงกลางวันและเย็น ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่ายโดยมีห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งด้วยโทนสีขาวสลับเขียว โต๊ะหอนอ่อนและเก้าอี้ไม้ขนาดจิ๋วบ่งบอกถึงความคลาสสิคของร้านพิซซ่าแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
บนผนังประดับประดาด้วยเรื่องเล่าขานและรูปของบุคคลผู้มีชื่อเสียงมากมายโดยเฉพาะภาพของ Julia Roberts ในภาพยนตร์เรื่อง Eat Pray Love ซึ่งได้กลายมาเป็นภาพติดตาของร้านพิซว่าแห่งนี้
รูปที่ 14
บนผนังประดับประดาด้วยเรื่องเล่าขานและรูปของบุคคลผู้มีชื่อเสียงมากมายโดยเฉพาะภาพของ Julia Roberts ในภาพยนตร์เรื่อง Eat Pray Love ซึ่งได้กลายมาเป็นภาพติดตาของร้านพิซว่าแห่งนี้
สำหรับใครที่ไม่อยากรอนานสามารถมาเริ่มเข้าคิวเพื่อสั่งกลับบ้านหรือ Take Away ได้ตั้งแต่ช่วง 16.15 น. กันอีกด้วย
รูปที่ 15
สำหรับใครที่ไม่อยากรอนานสามารถมาเริ่มเข้าคิวเพื่อสั่งกลับบ้านหรือ Take Away ได้ตั้งแต่ช่วง 16.15 น. กันอีกด้วย
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 16
ภายในห้องอาหาร
ภาพบุคคลผู้มีชื่อเสียงบนผนังร้าน
รูปที่ 17
ภาพบุคคลผู้มีชื่อเสียงบนผนังร้าน
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 18
ภายในห้องอาหาร
ป้ายร้านเก่า
รูปที่ 19
ป้ายร้านเก่า
🎗 [WHY GO] ร้านพิซซ่าระดับตำนานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนำเสนอมาในราคาสุดคุ้มค่า อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำให้วางแผนการท่องเที่ยวให้ดี ๆ เพราะคิวร้านอาจใช้ระยะเวลาในการรอที่ค่อนข้างนานนั่นเอง
รูปที่ 20
🎗 [WHY GO] ร้านพิซซ่าระดับตำนานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนำเสนอมาในราคาสุดคุ้มค่า อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำให้วางแผนการท่องเที่ยวให้ดี ๆ เพราะคิวร้านอาจใช้ระยะเวลาในการรอที่ค่อนข้างนานนั่นเอง
รางวัลต่าง ๆ
รูปที่ 21
รางวัลต่าง ๆ
คิวจำนวนมากบริเวณหน้าร้าน
รูปที่ 22
คิวจำนวนมากบริเวณหน้าร้าน