
L'Abysse au Pavillon Ledoyen · ลาบิซ อู ปาวิยอง เลอดัวเยิน
Japanese · อาหารญี่ปุ่น — 8 Avenue Dutuit, 75008 Paris, France
🎗 หากพูดถึงวงการอาหารฝรั่งเศส น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักชื่อของสุดยอดเชฟเเห่งยุคอย่าง Yannick Alléno เจ้าของร้านอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินผู้ปฏิวัติวงการอาหารโลกด้วยเทคนิคที่เรียกกันว่า “Extractions” ซึ่งเป็นการสกัด ”ซอส” จากผักและผลไม้ต่างๆ เริ่มจากการนำผักหรือผลไม้ไป Sous vide ภายใต้อุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสมจนได้น้ำสกัดคล้ายน้ำสต๊อกออกมาปริมาณหนึ่ง จากนั้นนำน้ำที่ได้ไปกรองและรีดัคชั่นด้วยความเย็นโดยผ่านกระบวนการ Cryoconcentration จนน้ำสต๊อกกลายเป็นน้ำเเข็งคล้ายซอเบท์ ปิดท้ายด้วยการนำไปเข้าเครื่องเหวี่ยงหนีศูนย์หรือ Cold centrifuge จนได้ของเหลวเข้มข้น รสชาติกลมกล่อม เทคนิคดังกล่าวนี้ทำให้เชฟ Yannick Alléno มีชื่อเสียงโด่งดังจนได้รับรางวัล 3 ดาวมิชลินกับห้องอาหาร Alléno Paris ในตำหนักเก่า Pavillon Ledoyen ทางตะวันออกของถนนช็อปปิ้งชื่อดัง Champs-Élysées
🎗 ในเดือนมิถุนายนของปี 2018 เชฟ Yannick Alléno ได้รับความร่วมมือกับเชฟชาวญี่ปุ่น Yasunari Okazaki เปลี่ยนบริเวณชั้นล่างของอาคารให้กลายเป็นร้านซูชิเเละใช้ชื่อว่า L'Abysse ทีเด็ดของร้านใหม่ที่เเตกต่างไปจากร้านซูชิอื่นๆคือการนำศาสตร์และเทคนิคชั้นสูงของอาหารฝรั่งเศสยุคใหม่มาผสมผสานเข้ากับการเสิร์ฟซูชิแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น และเเน่นอนรวมไปถึงสุดยอดเทคนิคอย่าง “Extractions” ด้วยเช่นกัน ด้วยความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใครทำให้ตัวร้านได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลินในมิชลินไกด์ปี 2019 นับเป็นระยะเวลาเพียง 6 เดือนหลังเปิดร้าน และได้ดาวดวงที่ 2 ต่อเนื่องทันทีในมิชลินไกด์ปี 2020 ทันที ซึ่งการได้เลื่อนระดับ 2 ปีติดกันถือเป็นเรื่องที่พบได้ไม่บ่อยนักสำหรับมิชลินไกด์ฉบับประเทศฝรั่งเศสส่งผลให้ L'Abysse ขึ้นเเท่นเป็นร้านซูชิและร้านอาหารญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศสและทวีปยุโรป ณ ปัจจุบัน
🎗 การออกแบบภายในเลือกใช้สีโทนสว่างโดยเฉพาะสีขาวเป็นหลัก บริเวณทางเข้ามีงานศิลป์ขนาดใหญ่ออกแบบโดย Tadashi Kawamata ทำจากชิ้นไม้ขนาดเล็กอย่างปราณีตเรียงตัวจากพื้นด้านล่างไปจนสุดเพดานด้านบน ผนังร้านตกเเต่งด้วยงานเซรามิกสีขาวขึ้นรูปโดยศิลปินชื่อดัง William Coggin กลางร้านโดดเด่นด้วยเคาเตอร์ไม้สีน้ำตาลอ่อนแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมขนาด 12 ที่นั่งโดยลูกค้าสามารถนั่งชมเชฟปั้นซูชิเเละเสิร์ฟให้เองกับมือ เเบคกราวของร้านคือบริเวณชั้นวางของใช้โทนสีขาวสลับดำออกแบบโดย Laurence Bonnel-Alléno ภรรยาของเชฟ Yannick Alléno เอง นอกจากนี้ทางร้านยังนำเสนอโต๊ะอาหารปูด้วยผ้าสีขาวตัดกันกับโซฟาสีแดงสดให้เป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการนั่งทานอาหารแบบชาวตะวันตกอีกด้วย
🎗 ลูกค้าสามารถเลือกทานอาหารได้ 3 รูปแบบ เริ่มจาก Lunch Menu (98 €/p) ที่จัดเสิร์ฟเฉพาะมื้อกลางวันประกอบด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย 3 อย่าง ตามด้วย Chirashi หรือข้าวญี่ปุ่นทอปด้านบนด้วยอาหารทะเลสดๆ (จากตรงนี้เองทำให้ L'Abysse ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของร้านอาหารญี่ปุ่นไม่ใช่ร้านซูชิ) จากนั้นปิดท้ายด้วยของหวาน 3 อย่าง ต่อมาคือ Omakase (280 €/p) เมนูชุดใหญ่ของทางร้านที่ประกอบด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย 6 อย่าง ตามด้วยนิงิริซูชิแบบโอมากาเสะจำนวน 15 คำพร้อมเมนูคั่นระหว่างคอร์สซูชิ 3 อย่างและขนมหวาน 5 อย่าง สุดท้ายคือ Menu Recontre (150 €/p) (อ่านว่าเมนูฮงคองเทอะ) เมนูชุดกลางที่เราได้เลือกทานในวันนี้ประกอบไปด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย 4 อย่าง ตามด้วยนิงิริซูชิแบบโอมากาเสะจำนวน 10 คำพร้อมเมนูคั่นระหว่างคอร์สซูชิ 2 อย่างและขนมหวาน 4 อย่าง นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกสั่งซูชิคำพิเศษที่เราชอบเพิ่มเติมได้จากเมนูที่ทางร้านมีให้ (แต่ไม่สามารถเข้าร้านมาเพื่อสั่งเมนูซูชิเป็นคำเพียงอย่างเดียว)
🎗 แม้ว่า L'Abysse จะไม่ใช่ร้านซูชิแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม แต่การจัดเตรียมอาหารล้วนมีความซับซ้อนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ Savory Emotions หรืออาหารเรียกน้ำย่อยหลายคอร์สที่ผสานวัตถุดิบจากประเทศญี่ปุ่นและเทคนิคการปรุงอาหารชั้นสูงของประเทศฝรั่งเศสออกมาได้อย่างลงตัว Nigiri sushi ที่นี่เลือกใช้ปลาเป็นๆจากน่านน้ำมหาสมุทรแอตแลนติคทำให้มีรสชาติและเนื้อสัมผัสเฉพาะตัวเเตกต่างไปจากร้านซูชิในญี่ปุ่น นอกจากนี้ปลาบางตัวยังถูกจัดเตรียมโดยวิธี Ikejime แบบญี่ปุ่นโบราณ ปิดท้ายด้วย Amamais หรืออาหารหวานที่คิดค้นโดย Pâtissier ชื่อดังชาว Lyon อย่าง Aurélien Rivoire ผู้ที่สร้างชื่อให้กับ Alleno Paris ร้าน 3 ดาวมิชลินที่ชั้นบนของ Pavillon Ledoyen อีกด้วย
🎗 [เกร็ดความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเตรียมปลาแบบ Ikejime เพื่อนๆสามารถข้ามเนื้อหาตรงส่วนนี้ไปได้เลย] การเตรียมปลาด้วยวิธีอิเคะจิเมะ (活け締め) เป็นเทคนิคชั้นสูงของเชฟญี่ปุ่นโบราณโดยการใช้เข็มเเหลมๆทิ่มเข้าไปที่ท้ายทอยของปลาเป็นๆเพื่อทำลายสมองส่วน Hindbrain และ Spinal cord จากนั้นใช้เข็มอีกอันหนึ่งเจาะเส้นเลือดที่คอให้เลือดไหลออกจากตัวจนหมดโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้ปลาตายในทันทีโดยที่เนื้อปลาไม่ถูกกระตุ้นให้เกิดการหดรัดตัวหรือ Muscle contraction ในกระบวนการ Rigor mortis หลังจากปลาตาย และไม่เกิดการดึงสารให้พลังงานอย่าง ATP ไปใช้ ในกระบวนการ Anarobic respiration หรือการหายใจระดับเซลล์แบบไม่ใช้ออกซิเจน (เพราะปลาตายไปแล้วหรืออยู่ในสภาพ Air hunger ทำให้หายใจเอาออกซิเจนเข้าไปใช้ไม่ได้) และไม่เกิดกรดเเลคติคเเละแอมโมเนียออกมาเป็น Product *** ซึ่งกุญเเจสำคัญการการเเล่ปลาแบบอิเคะจิเมะอยู่ที่ตรงจุดนี้เอง *** โดยชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเเม้จะเป็นปลาสดที่เพิ่งตายใหม่ๆ เเต่ด้วยความที่ปลาเป็นสัตว์ที่มีรสชาติของเนื้อไม่โดดเด่นทำให้รสชาติถูกรบกวนด้วยกรดเเลคติคเเละเเอมโมเนียได้ง่ายกว่าสัตว์อื่นๆ การเเล่ปลาแบบอิเคะจิเมะเป็นเทคนิคชั้นสูงที่ปัจจุบันได้รับความนิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะในห้องครัวอาหารชั้นสูงหรือ Haute cuisine ในประเทศฝรั่งเศส
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 39 รูป







































แกลเลอรี

