
Jean Sulpice · ฌอง ซูลปิส
Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — 303 Rte du Port, 74290 Talloires-Montmin, France
🎗 [INTRO] รีวิวในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับตำนานที่เคยได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars ในช่วงปี 1951-1987 ก่อนที่จะได้รับการปรับโฉมโดยเชฟรุ่นใหม่จนกลายมาเป็นร้านที่น่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งในทริปฝรั่งเศสครั้งนี้
🎗 [THE PLACE] L’Auberge du Père Bise เปิดทำการเป็นครั้งแรกโดย Marie และ François ในปี 1903 ใช้ชื่อว่า “le Père” Bise แต่เดิมมีลักษณะเป็น Inn หรือกระท่อมเล็ก ๆ ริมทะเลสาบนำเสนออาหารอย่างง่ายที่ปรุงโดยคุณ Marie เอง ต่อมาในปี 1928 ลูกชายคือคุณ Marius ผู้รับช่วงต่อเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 2 ทำการปรับปรุงตัวอาคารให้กลายมาเป็นโรงแรมชั้นนำระดับโลกในสมัยนั้น นอกจากนี้ภรรยาของเขา Marguerite ยังเป็นเชฟหญิงที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากจนสามารถคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จใน MICHELIN Guide France ปี 1951 กิจการสืบทอดมายังเจ้าของร้านรุ่นที่ 3 คือ François (ตั้งชื่อตามคุณปู่) และ Charlyne ผู้เป็นภรรยาสืบทอดกิจการต่อและรักษาดาวทั้งสามดวงเอาไว้ได้จนถึงปี 1987 ต่อมาลูกสาวของทั้งคู่คือคุณ Sophie ได้สานต่อกิจการเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 4 และปรับปรุงตัวอาคารในปี 2007 ทั้งยังรับหน้าที่เป็นเชฟหลักประจำห้องอาหารอีกด้วย กระทั่งในปี 2016 คุณ Charlyne ได้ทาบทามให้เชฟ Jean และภรรยา Magali Sulpice ซื้อต่อกิจการ L’Auberge du Père Bise และเปลี่ยนโฉมโรงแรมและห้องอาหารครั้งใหญ่จนกลายมาเป็นรีสอร์ทสุดหรูระดับ 5 ดาวดังที่เห็นในปัจจุบัน การเดินทางด้วยรถยนต์จากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง Annecy ใช้ระยะเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดที่โรงแรมได้โดยตรง บริเวณด้านหน้าเป็น Boutique du Père Bise นำเสนอของฝาก, อาหารคาวอย่างง่าย และขนมหวานต่าง ๆ ให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้แวะชิมหรือซื้อกลับบ้าน เมื่อเดินต่อเข้ามาในพื้นที่รีสอร์ทจะพบกับ Bistrot 1903 ตั้งอยู่ฝั่งขวามือนำเสนออาหารที่เข้าถึงได้สำหรับบุคคลทั่วไปและมีจานที่โดดเด่นคือ Crayfish gratinated 'new style' by Jean Sulpice เมนูที่เชฟ Jean Sulpice หยิบยืม Signature Dish ของเชฟ Marguerite Bise อย่าง Gratin de Queues d’Écrevisses (Crayfish Tail Gratin) ซึ่งถูกรังสรรค์เอาไว้ตั้งแต่ปี 1925 โดยนำมาปรับรูปแบบการนำเสนอเสียใหม่ในสไตล์ของตัวเอง ต่อมาคือ Maison Sulpice โรงแรมระดับ Relais & Châteaux จำนวน 23 ห้องออกแบบโดย Interior Designer ชื่อดัง Émilie Bonaventure ทั้งยังขยับขยาย The Spa by Auberge du Père Bise เพิ่มเติมเข้าไปในปี 2020 ที่ผ่านมา สุดท้ายคือ Restaurant Jean Sulpice ห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars ที่โดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของ Lac d'Annecy และ Château de Duingt ณ ฝั่งตรงข้าม ทางเดินเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งด้วยหนังสือ MICHELIN Guide สมัยที่ L’Auberge du Père Bise ยังคงความรุ่งโรจน์ด้วยรางวัล 2 และ 3 MICHELIN Stars โต๊ะอาหารถูกปูด้วยผ้าลินินสีขาวเข้ากันดีกับผนังสีน้ำเงินเข้ม อย่าลืมเดินออกไปสูดอากาศอันแสนบริสุทธิ์ริมทะเลสาบที่ The Marius Bar ซึ่งตั้งอยู่ติดกันช่วยเติมเต็มให้มื้ออาหารนี้ตราตรึงอยู่ในความทรงจำตลอดไป
🎗 [THE CHEF] Jean Sulpice เกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1978 ณ เมือง Aix-Les-Bains ในภูมิภาค Savoie ด้วยความที่ครอบครัวประกอบกิจการร้านอาหารอยู่เดิมทำให้ตัวเขาเกิดแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟตั้งแต่อายุยังน้อย พอมีอายุได้ 16 ปีเขาจึงเริ่มต้นฝึกงานกับห้องอาหาร Auberge Lamartine (1 MICHELIN Star) และได้เริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารชั้นสูงกับเชฟชื่อดังอย่าง Jean และ Pierre Marin ต่อมาในปี 1998 เขาได้พบกับเชฟ Marc Veyrat และได้รับการทาบทามให้ไปร่วมงานด้วยที่ห้องอาหาร La Ferme de mon Père ก่อนที่จะไต่อันดับไปถึงตำแหน่ง Sous Chef หลังจากนั้นเชฟ Jean Sulpice ยังผ่านงานในห้องอาหารชั้นสูงอีกหลายแห่งเช่น L'Arnsbourg (1 MICHELIN Star) ต่อด้วยการร่วมงานกับโรงแรม Hotel de Carantec รวมไปถึงการใช้ชีวิตอยู่ในกรุง Paris นานถึง 2 ปีจนตัวเขาเองสามารถผสมผสานศิลปะกับอาหารเข้าด้วยกันอย่างลงตัว กระทั่งเดือนธันวาคม 2002 เชฟ Jean และภรรยา Magali Sulpice ได้เปิดห้องอาหารแห่งแรกเป็นของตัวเองขึ้นที่ Val Thorens เมืองสกีเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ใน French Alps โดยชื่อว่า Restaurant L’Oxalys ทั้งนี้ตัวร้านยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2006 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2010 สร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหาร MICHELIN Stars ที่ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งสูงที่สุดในยุโรปคือ 2,300 เมตรก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Restaurant de Jean Sulpice ในปี 2014 หลังจากนั้นเชฟ Jean Sulpice ได้ตัดสินใจขายร้านเพื่อซื้อต่อ L’Auberge du Père Bise ห้องอาหารระดับตำนานที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1903 ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2018 พ่วงด้วยรางวัล “Chef of The Year” จาก Gault & Millau อีกด้วย
🎗 [THE FOOD] Resturant Jean Sulpice นำเสนออาหารในสไตล์ Creative โดยอาศัยวัตถุดิบทัองถิ่นจากแถบ Savoie เช่นปลา Fera จาก Lake Geneva, Immortelle Flower ดอกไม้สีเหลืองที่ให้กลิ่นคล้ายแกง, Beaufort ชีสคุณภาพดีที่เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟจนได้ออกมาเป็นเมนูชั้นยอด แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจกับเรามากที่สุดคือการใส่อโรมาของมอสและต้นสนจากป่าสนในแถบ Savoie ลงมาในอาหารได้อย่างน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถเลือกเซ็ตเมนูประจำร้านหรือ ITINÉRAIRE(S) ได้ 2 รูปแบบคือ 6 ÉTAPES (235 €/p) และ 8 ÉTAPES (275 €/p) ยังไม่รวม Mises en Bouches และ Mignardises โดยมีจานที่เตรียมออกมาได้อย่างน่าประทับใจคือ
✨ Brochet et ail des ours
Pike fish and wood garlic
Brochet หรือ Pike Fish เป็นปลาน้ำจืดที่พบได้ในแถบนี้ เชฟนำเสนอมาในหลากหลายองค์ประกอบเริ่มจากส่วนเนื้อปลาที่เชฟนำไปหมักกับเลมอน องค์ประกอบสีขาวรอบ ๆ คือ Brochet Quenelle หรือเนื้อปลาที่นำไปผสมกับครีมทำออกมาเป็นเคอร์เนลเนื้อนุ่มละมุน ยังมีไข่ปลา Pike Fish ใส่มารอบ ๆ จากนั้นจับคู่กับ Wild Garlic หรือกระเทียมป่าเสิร์ฟทั้งในรูปแบบ Wild Garlic Emulsion, Wild Garlic Crispy และ Wild Garlic Pesto นั่นเอง เนื้อปลามีความเฟิร์มแต่ไร้ซึ่งความกระด้างทั้งยังให้อโรมาหอม ๆ จากการเผาไฟ เมื่อตักเข้าปากจะได้รสชาติเปรี้ยวจากการหมักด้วยเลมอน ไข่ปลาและเคอร์เนลล์ให้เนื้อสัมผัสนุ่มในระดับที่แตกต่างกัน เมื่อจับคู่กับกลิ่นเฉพาะตัวจากองค์ประกอบของ Wild Garlic พบว่าเข้ากันดีจนต้องขอยกให้เป็นจานที่ดีที่สุดในมื้อนี้เลยทีเดียว (20/20)
✨ Beaufort dans l’esprit d’un alpage
Beaufort cheese spirit from an alpine pasture
คอร์สชีสที่ Restaurant Jean Sulpice นั้นได้รับการกล่าวถึงอย่างมากจากบรรดานักชิมรวมไปถึงใน MICHELIN Guide และ Gault & Millau โดยเชฟ Jean Sulpice ตั้งใจนำเสนอมาแทน Cheese Platter แบบดั้งเดิม องค์ประกอบแรกคือ Beaufort Cheese Mousse จากผู้ผลิต Gaël Machet ด้านบนโรยด้วยผักและสมุนไพรจากแถบภูเขา เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยถั่ววอลนัทจากเมือง Grenoble แต่งแต้มกลิ่นและรสชาติด้วย Beetroot Coulis ช่วยบาลานซ์กลิ่นของชีสไม่ให้โดดจนเกินไป นอกจากนี้พนักงานจะทำการเสิร์ฟ Beaufort Cheese อายุ 12 เดือนแบบ Tableside ที่ข้างโต๊ะอีกด้วย ตัวชีสให้เนื้อสัมผัสที่ดี รับประทานง่าย เป็นชีสที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับทั้งผู้ที่หลงไหลในชีสอยู่เดิมและผู้ที่เริ่มต้นลิ้มลองชีสคุณภาพสูง (18/20)
✨ Oseille, agrumes et la vanille givrée de Saint-Philippe
Sorrel, citrus and the frosted vanilla from Saint Philippe
ของหวานที่น่าสนใจในวันนี้คือผลไม้จำพวกซิตรัสหลากชนิดและผิวส้มให้รสชาติเปรี้ยวในระดับที่แตกต่างกัน เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่เมล็ดถั่วลงไปด้วย ตรงกลางคือวานิลลาจาก Saint-Phillippe แช่แข็งมาเป็นทรงกระบอกบรรจุซอสรสเปรี้ยวอีกเช่นกัน ด้านบนเป็นแผ่นกรอบช่วยเรียกความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส รอบ ๆ คือ Sorrel Granita ช่วยเรียกความสดชื่นและบาลานซ์ความเปรี้ยวของซิตรัสต่าง ๆ ไม่ให้โดดจนเกินไป (19/20)
🎗 [WHY GO] เชฟ Jean Sulpice สามารถนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นแห่งภูมิภาค Savoie ออกมาได้อย่างน่าสนใจ เมื่อประกอบกับบรรยากาศสุดโรแมนติคริมทะเลสาบ Lac d'Annecy ที่มีหุบเขา French Alps สูงตระหง่านเป็นฉากหลังทำให้มื้ออาหารที่ L’Auberge du Père Bise มีความโดดเด่นชนิดหาใครเทียบได้ยาก พนักงานบริการอย่างเป็นกันเองรวมไปถึงเชฟ Jean Sulpice ที่เดินออกมาทักทายลูกค้าด้วยตัวเองหลังจบมื้ออาหาร อย่าลืมเผื่อเวลาสัก 1 ชั่วโมงหลังจบมื้อกลางวันหรือก่อนมื้อค่ำหรับสำหรับการเดินเล่นหรือถ่ายรูปรอบ ๆ ทะเลสาบ รับรองว่าทุกคนจะได้รับประสบการณ์และความทรงจำสุดพิเศษกลับไปอย่างแน่นอน
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 59 รูป

![🎗 [INTRO] รีวิวในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับตำนานที่เคยได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars ในช่วงปี 1951-1987 ก่อนที่จะได้รับการปรับโฉมโดยเชฟรุ่นใหม่จนกลายมาเป็นร้านที่น่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งในทริปฝรั่งเศสครั้งนี้](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/279272258_7835842616490467_4197639694599690971_n.webp)





























![🎗 [THE FOOD] Resturant Jean Sulpice นำเสนออาหารในสไตล์ Creative โดยอาศัยวัตถุดิบทัองถิ่นจากแถบ Savoie เช่นปลา Fera จาก Lake Geneva, Immortelle Flower ดอกไม้สีเหบืองที่ให้กลิ่นคล้ายแกง, Beaufort ชีสคุณภาพดีที่เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟจนได้ออกมาเป็นเมนูชั้นยอด แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจกับเรามากที่สุดคือการใส่อโรมาของมอสและต้นสนจากป่าสนในแถบ Savoie ลงมาในอาหารได้อย่างน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถเลือกเซ็ตเมนูประจำร้านหรือ ITINÉRAIRE(S) ได้ 2 รูปแบบคือ 6 ÉTAPES (235 €/p) และ 8 ÉTAPES (275 €/p) ยังไม่รวม Mises en Bouches และ Mignardises](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/279262794_7835844266490302_981925105997166977_n.webp)
![🎗 [THE CHEF] Jean Sulpice เกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1978 ณ เมือง Aix-Les-Bains ในภูมิภาค Savoie ด้วยความที่ครอบครัวประกอบกิจการร้านอาหารอยู่เดิมทำให้ตัวเขาเกิดแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟตั้งแต่อายุยังน้อย พอมีอายุได้ 16 ปีเขาจึงเริ่มต้นฝึกงานกับห้องอาหาร Auberge Lamartine (1 MICHELIN Star) และได้เริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารชั้นสูงกับเชฟชื่อดังอย่าง Jean และ Pierre Marin ต่อมาในปี 1998 เขาได้พบกับเชฟ Marc Veyrat และได้รับการทาบทามให้ไปร่วมงานด้วยที่ห้องอาหาร La Ferme de mon Père ก่อนที่จะไต่อันดับไปถึงตำแหน่ง Sous Chef หลังจากนั้นเชฟ Jean Sulpice ยังผ่านงานในห้องอาหารชั้นสูงอีกหลายแห่งเช่น L'Arnsbourg (1 MICHELIN Star) ต่อด้วยการร่วมงานกับโรงแรม Hotel de Carantec รวมไปถึงการใช้ชีวิตอยู่ในกรุง Paris นานถึง 2 ปีจนตัวเขาเองสามารถผสมผสานศิลปะกับอาหารเข้าด้วยกันอย่างลงตัว กระทั่งเดือนธันวาคม 2002 เชฟ Jean และภรรยา Magali Sulpice ได้เปิดห้องอาหารแห่งแรกเป็นของตัวเองขึ้นที่ Val Thorens เมืองสกีเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ใน French Alps โดยชื่อว่า Restaurant L’Oxalys ทั้งนี้ตัวร้านยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2006 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2010 สร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหาร MICHELIN Stars ที่ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งสูงที่สุดในยุโรปคือ 2,300 เมตรก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Restaurant de Jean Sulpice ในปี 2014 หลังจากนั้นเชฟ Jean Sulpice ได้ตัดสินใจขายร้านเพื่อซื้อต่อ L’Auberge du Père Bise ห้องอาหารระดับตำนานที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1903 ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2018 พ่วงด้วยรางวัล “Chef of The Year” จาก Gault & Millau อีกด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/279226013_7835843133157082_403255906890535666_n.webp)
![🎗 [THE PLACE] L’Auberge du Père Bise เปิดทำการเป็นครั้งแรกโดย Marie และ François ในปี 1903 ใช้ชื่อว่า “le Père” Bise แต่เดิมมีลักษณะเป็น Inn หรือกระท่อมเล็ก ๆ ริมทะเลสาบนำเสนออาหารอย่างง่ายที่ปรุงโดยคุณ Marie เอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/279247779_7835844656490263_7426085196900554109_n.webp)




















![🎗 [WHY GO] เชฟ Jean Sulpice สามารถนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นแห่งภูมิภาค Savoie ออกมาได้อย่างน่าสนใจ เมื่อประกอบกับบรรยากาศสุดโรแมนติคริมทะเลสาบ Lac d'Annecy ที่มีหุบเขา French Alps สูงตระหง่านเป็นฉากหลังทำให้มื้ออาหารที่ L’Auberge du Père Bise มีความโดดเด่นชนิดหาใครเทียบได้ยาก พนักงานบริการอย่างเป็นกันเองรวมไปถึงเชฟ Jean Sulpice ที่เดินออกมาทักทายลูกค้าด้วยตัวเองหลังจบมื้ออาหาร](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/279292196_7835842986490430_8827687021552303482_n.webp)




