GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
J'aime by Jean-Michel Lorain
Selected

ThailandJ'aime by Jean-Michel Lorain · แฌม บาย ฌอง-มิเชล โลรองต์

French Contemporary · อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย — ชั้น 2 โรงแรม ยู สาทร, 105/1 ซ.งามดูพลี เขตสาทร, กรุงเทพ, 10120, ประเทศไทย

🎗 [INTRO] เชฟ Jean-Michel Lorain สร้างชื่อจากห้องอาหาร La Côte Saint Jacques ในเมือง Joigny โดยตัวร้านสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองและรักษาเอาไว้ได้ในระหว่างช่วงปี 1986-2001 และ 2004-2015 ก่อนที่จะถูกปรับให้เป็นห้องอาหาระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และ 🍀 MICHELIN Green Star หลังจากการปรับปรุงตัวร้านและโรงแรมครั้งใหญ่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในปี 2014 เชฟ Jean-Michel Lorain ได้บรรลุข้อตกลงในการเปิดห้องอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ภายใต้ชื่อของตัวเองเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวนอกประเทศฝรั่งเศสและสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Sar มาครองได้ระหว่างช่วงปี 2018-2023 และรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star ในคู่มือปี 2024 ล่าสุด

🎗️ [THE PLACE] ภายใต้คอนเซปการตกแต่งแบบ “Upside Down” ลูกค้าจะได้เห็นกระดานหมากรุกที่วางกลับหัวอยู่บริเวณบันไดทางขึ้น แกรนด์เปียโนขนาดใหญ่ห้อยลงมาจากบนเพดานกลางร้าน ยังมีแชนเดอเลียร์ที่วางหงายขึ้นมาจากพื้น โต๊ะอาหารปูด้วยผ้าสีม่วงเข้มโดยมีฝั่งริมหน้าต่างที่สามารถมองออกไปเห็นบรรยากาศภายนอกได้ นอกจากนี้ครัวเปิดแบบ Open Kitchen ยังกลายมาเป็นเวทีการแสดงทางอาหารและดึงดูดสายตาบรรดาลูกค้าที่นั่งอยู่บริเวณแถวหน้าอีกด้วย

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] เชฟ Jean-Michel Lorain ได้มอบหมายให้เชฟคู่ใจ Nicolas Keller มารับตำแหน่งเป็น Head Chef ควบคุมห้องครัวโดยตัวเขาเองเคยผ่านงานในห้องอาหารระดับ 🌟 1 MICHELIN Star ในแคว้น Alsace บ้านเกิดก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับ La Côte Saint Jacques (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) อยู่นานถึง 5 ปีอีกด้วย ในวันนี้เชฟ Nicolas ได้หยิบยกคอนเซปการตกแต่งร้านแบบ Upside Down Menu (2,400++) มานำเสนอเป็น Set Menu จำนวน 6 คอร์สที่เสิร์ฟย้อนจาก Petit Fours ไปหา Canapes แต่ยังคงไว้ซึ่งการเรียงร้อย Savory Course หรืออาหารคาวไปจนถึง Dessert หรืออาหารหวานได้อย่างน่าสนใจ ส่วนใครที่อยากชิมเมนูเซ็ตใหญ่ Signature Menu (2,800++/5 Courses) และ (3,800++/9 Courses) นอกจากนี้ยังมี Découverte Lunch Menu (1,950++/ 3 Courses) เสิร์ฟมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันอีกด้วย ส่วนอาหารจานที่น่าสนใจในวันนี้อย่างเช่น

✨ RICE PUDDING

Crab, caviar, citrus

อีกหนึ่งจานเซอไพรซ์ที่เชฟล้อกันไปกับคอนเซป Upside Down ของร้านและชื่อเมนูคือ Rice Pudding ที่เชฟเลือกใช้ข้าวอาข่าหุงกับนมและเนื้อปูจนให้เนื้อสัมผัสที่หนึบพอจะแปะติดอยู่ใต้ภาชนะที่ใช้เสิร์ฟ Petit Fours เมื่อพลิกขึ้นมาจะได้อโรมาหอม ๆ ของซิตรัสต่าง ๆ เช่นผิวส้มและผิวมะนาวรวมไปถึงหน่อไม้ฝรั่ง จากนั้นพนักงานจะเทซอสบิสก์ปูและน้ำมันสมุนไพรที่เสิร์ฟมาแบบเย็นลงไปผสานเข้ากันกับคาเวียร์จากอำเภอหัวหินเพิ่มความเค็มเบา ๆ ได้อีกด้วย (15/20)

✨ STEAMED

Red label Chicken, leek, seaweed beurre blanc

คอร์สนี้เชฟตั้งใจเลียนแบบคอร์สปลาแต่เปลี่ยนมาเสิร์ฟเป็นเนื้อไก่ชิ้นโตที่ผ่านการ Slow-Cooked เพื่อคงไว้ซึ่งความฉ่ำของเนื้อ จากนั้นโปะผิวด้านบนด้วยชิ้นสาหร่ายโนริจนและดูคล้ายหนังปลา ข้าง ๆ กันคือกระเทียมต้นย่างยัดไว้ด้วยสาหร่ายโนริ สาหร่ายพวงองุ่น ขาไก่ และหอยหลอด จากนั้นเทซอสเบลอบลองก์ที่มีส่วนผสมของสาหร่ายลงไปตรงกลางช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสและเติมแต่งรสชาติให้สมบูรณ์แบบ (15/20)

🎗 [WHY GO] ในครั้งนี้เชฟ Nicolas Keller ได้เริ่มทดลอง Tasting Menu ชุดใหม่ที่เขาคิดค้นและออกแบบด้วยตัวเองทั้งหมด อาหารทุกจานนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจโดยมีเทคนิคที่ใส่มาในระกับที่พอเหมาะและมีรสชาติที่เข้าใจได้ง่ายโดยไม่ต้องตีความมากนัก การบริการอยู่ในระดับที่ดีงามโดยเฉพาะทีมเสิร์ฟคนไทยและ Sommelier ทำให้ J'aime by Jean-Michel Lorain ยังคงเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสระดับสูงที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพอย่างไร้ข้อกังขา

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 23 รูป

🇹🇭 J'aime by Jean-Michel Lorain - แฌม บาย ฌอง-มิเชล โลรองต์🍽 Selected by MICHELIN Guide - ร้านอาหารที่ได้รับเลือกในมิชลินไกด์🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก🍴 French Contemporary - อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย👨🏻‍🍳 Chef Nicolas Keller - เชฟนิโคลัส เคลเลอร์
รูปที่ 1
🇹🇭 J'aime by Jean-Michel Lorain - แฌม บาย ฌอง-มิเชล โลรองต์🍽 Selected by MICHELIN Guide - ร้านอาหารที่ได้รับเลือกในมิชลินไกด์🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก🍴 French Contemporary - อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย👨🏻‍🍳 Chef Nicolas Keller - เชฟนิโคลัส เคลเลอร์
🎗 [INTRO] เชฟ Jean-Michel Lorain สร้างชื่อจากห้องอาหาร La Côte Saint Jacques ในเมือง Joigny โดยตัวร้านสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองและรักษาเอาไว้ได้ในระหว่างช่วงปี 1986-2001 และ 2004-2015 ก่อนที่จะถูกปรับให้เป็นห้องอาหาระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และ 🍀 MICHELIN Green Star หลังจากการปรับปรุงตัวร้านและโรงแรมครั้งใหญ่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในปี 2014 เชฟ Jean-Michel Lorain ได้บรรลุข้อตกลงในการเปิดห้องอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ภายใต้ชื่อของตัวเองเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวนอกประเทศฝรั่งเศสและสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Sar มาครองได้ระหว่างช่วงปี 2018-2023 และรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star ในคู่มือปี 2024 ล่าสุด
รูปที่ 2
🎗 [INTRO] เชฟ Jean-Michel Lorain สร้างชื่อจากห้องอาหาร La Côte Saint Jacques ในเมือง Joigny โดยตัวร้านสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองและรักษาเอาไว้ได้ในระหว่างช่วงปี 1986-2001 และ 2004-2015 ก่อนที่จะถูกปรับให้เป็นห้องอาหาระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และ 🍀 MICHELIN Green Star หลังจากการปรับปรุงตัวร้านและโรงแรมครั้งใหญ่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในปี 2014 เชฟ Jean-Michel Lorain ได้บรรลุข้อตกลงในการเปิดห้องอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ภายใต้ชื่อของตัวเองเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวนอกประเทศฝรั่งเศสและสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Sar มาครองได้ระหว่างช่วงปี 2018-2023 และรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star ในคู่มือปี 2024 ล่าสุด
TEA AND PETITS FOURSBouillabaisse consommé, canapésเริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Petit Fours เสิร์ฟมา 3 อย่างคือ Brioche ด้านในสอดไส้เนื้อปลา, ไวท์พุดดิ้ง และทรัฟเฟิล ถัดมาคือ Millefeuille ตรงกลางคือทรัฟเฟิลมูสและแก่นตะวันให้ความหอมของทรัฟเฟิลผสานเข้ากันกับความหวานของแก่นตะวันได้อย่างลงตัว สุดท้ายคือ Choux Pastry สอดไส้มูสที่เตรียมมาจากบลูชีสแต่กลับให้อโรมาที่ไม่รุนแรงจนเกินไป เชฟตัดด้วยความเปรี้ยวที่ได้จากบีทรูทเปรี้ยวและเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ นอกจากนี้ยังมีชาสูตรพิเศษ องค์ประกอบด้านล่างคือ Rouille ซึ่งประกอบขึ้นจากมันหวาน ไข่แดง ยังมีถุงชาจำลองที่เตรียมมาจากข้าว ด้านในสอดไส้ผักต่าง ๆ และเนื้อปลาเก๋าแดง จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสที่มีกลิ่นอายของ Bouillabaisse Consommé รสชาติเบา ๆมีกลิ่นหอมปลาลงไปในจาน (15/20)
รูปที่ 3
TEA AND PETITS FOURSBouillabaisse consommé, canapésเริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Petit Fours เสิร์ฟมา 3 อย่างคือ Brioche ด้านในสอดไส้เนื้อปลา, ไวท์พุดดิ้ง และทรัฟเฟิล ถัดมาคือ Millefeuille ตรงกลางคือทรัฟเฟิลมูสและแก่นตะวันให้ความหอมของทรัฟเฟิลผสานเข้ากันกับความหวานของแก่นตะวันได้อย่างลงตัว สุดท้ายคือ Choux Pastry สอดไส้มูสที่เตรียมมาจากบลูชีสแต่กลับให้อโรมาที่ไม่รุนแรงจนเกินไป เชฟตัดด้วยความเปรี้ยวที่ได้จากบีทรูทเปรี้ยวและเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ นอกจากนี้ยังมีชาสูตรพิเศษ องค์ประกอบด้านล่างคือ Rouille ซึ่งประกอบขึ้นจากมันหวาน ไข่แดง ยังมีถุงชาจำลองที่เตรียมมาจากข้าว ด้านในสอดไส้ผักต่าง ๆ และเนื้อปลาเก๋าแดง จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสที่มีกลิ่นอายของ Bouillabaisse Consommé รสชาติเบา ๆมีกลิ่นหอมปลาลงไปในจาน (15/20)
RICE PUDDINGCrab, caviar, citrusอีกหนึ่งจานเซอไพรซ์ที่เชฟล้อกันไปกับคอนเซป Upside Down ของร้านและชื่อเมนูคือ Rice Pudding ที่เชฟเลือกใช้ข้าวอาข่าหุงกับนมและเนื้อปูจนให้เนื้อสัมผัสที่หนึบพอจะแปะติดอยู่ใต้ภาชนะที่ใช้เสิร์ฟ Petit Fours เมื่อพลิกขึ้นมาจะได้อโรมาหอม ๆ ของซิตรัสต่าง ๆ เช่นผิวส้มและผิวมะนาวรวมไปถึงหน่อไม้ฝรั่ง จากนั้นพนักงานจะเทซอสบิสก์ปูและน้ำมันสมุนไพรที่เสิร์ฟมาแบบเย็นลงไปผสานเข้ากันกับคาเวียร์จากอำเภอหัวหินเพิ่มความเค็มเบา ๆ ได้อีกด้วย (15/20)
รูปที่ 4
RICE PUDDINGCrab, caviar, citrusอีกหนึ่งจานเซอไพรซ์ที่เชฟล้อกันไปกับคอนเซป Upside Down ของร้านและชื่อเมนูคือ Rice Pudding ที่เชฟเลือกใช้ข้าวอาข่าหุงกับนมและเนื้อปูจนให้เนื้อสัมผัสที่หนึบพอจะแปะติดอยู่ใต้ภาชนะที่ใช้เสิร์ฟ Petit Fours เมื่อพลิกขึ้นมาจะได้อโรมาหอม ๆ ของซิตรัสต่าง ๆ เช่นผิวส้มและผิวมะนาวรวมไปถึงหน่อไม้ฝรั่ง จากนั้นพนักงานจะเทซอสบิสก์ปูและน้ำมันสมุนไพรที่เสิร์ฟมาแบบเย็นลงไปผสานเข้ากันกับคาเวียร์จากอำเภอหัวหินเพิ่มความเค็มเบา ๆ ได้อีกด้วย (15/20)
STEAMEDRed label Chicken, leek, seaweed beurre blancคอร์สนี้เชฟตั้งใจเลียนแบบคอร์สปลาแต่เปลี่ยนมาเสิร์ฟเป็นเนื้อไก่ชิ้นโตที่ผ่านการ Slow-Cooked เพื่อคงไว้ซึ่งความฉ่ำของเนื้อ จากนั้นโปะผิวด้านบนด้วยชิ้นสาหร่ายโนริจนและดูคล้ายหนังปลา ข้าง ๆ กันคือกระเทียมต้นย่างยัดไว้ด้วยสาหร่ายโนริ สาหร่ายพวงองุ่น ขาไก่ และหอยหลอด จากนั้นเทซอสเบลอบลองก์ที่มีส่วนผสมของสาหร่ายลงไปตรงกลางช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสและเติมแต่งรสชาติให้สมบูรณ์แบบ (15/20)
รูปที่ 5
STEAMEDRed label Chicken, leek, seaweed beurre blancคอร์สนี้เชฟตั้งใจเลียนแบบคอร์สปลาแต่เปลี่ยนมาเสิร์ฟเป็นเนื้อไก่ชิ้นโตที่ผ่านการ Slow-Cooked เพื่อคงไว้ซึ่งความฉ่ำของเนื้อ จากนั้นโปะผิวด้านบนด้วยชิ้นสาหร่ายโนริจนและดูคล้ายหนังปลา ข้าง ๆ กันคือกระเทียมต้นย่างยัดไว้ด้วยสาหร่ายโนริ สาหร่ายพวงองุ่น ขาไก่ และหอยหลอด จากนั้นเทซอสเบลอบลองก์ที่มีส่วนผสมของสาหร่ายลงไปตรงกลางช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสและเติมแต่งรสชาติให้สมบูรณ์แบบ (15/20)
BARBECUEWild catch Giant trevally, bearnaise, ratatouille and pepper sauceเมนคอร์สจานหลักเชฟตั้งใจนำเนื้อปลามาเตรียมเลียนแบบเนื้อ เชฟเลือกใช้ปลากะมงพร้าวย่างแบบบาบีคิวจนสุก ด้านล่างรองด้วยเนื้อปลาที่คลุกเคล้ากับเครื่องเทศ จากนั้นเสิร์ฟมากับซอส 5 อย่าวคือซอสเห็ดย่างสีน้ำตาล ซอสราตาตูยสีส้ม ซอสพริกหวานสีเหลือง และซอสแบร์เนสสีขาวอ่อน จากนั้นพนักงานจะเทซอสพริกไทยเขียวลงไปใฟ้ความเข้มข้น นอกจากนี้ยังมีสลัดเสิร์ฟมาเป็นช่อบูร์เก้อีกด้วย (14/20)
รูปที่ 6
BARBECUEWild catch Giant trevally, bearnaise, ratatouille and pepper sauceเมนคอร์สจานหลักเชฟตั้งใจนำเนื้อปลามาเตรียมเลียนแบบเนื้อ เชฟเลือกใช้ปลากะมงพร้าวย่างแบบบาบีคิวจนสุก ด้านล่างรองด้วยเนื้อปลาที่คลุกเคล้ากับเครื่องเทศ จากนั้นเสิร์ฟมากับซอส 5 อย่าวคือซอสเห็ดย่างสีน้ำตาล ซอสราตาตูยสีส้ม ซอสพริกหวานสีเหลือง และซอสแบร์เนสสีขาวอ่อน จากนั้นพนักงานจะเทซอสพริกไทยเขียวลงไปใฟ้ความเข้มข้น นอกจากนี้ยังมีสลัดเสิร์ฟมาเป็นช่อบูร์เก้อีกด้วย (14/20)
CHEESE SELECTION (350 THB++)คั่นกลางด้วยชีสจากหลากหลายแหล่งในประเทศไทยมีทั้งชีสนมวัวและชีสนมแพะ
รูปที่ 7
CHEESE SELECTION (350 THB++)คั่นกลางด้วยชีสจากหลากหลายแหล่งในประเทศไทยมีทั้งชีสนมวัวและชีสนมแพะ
CHEESE SELECTION (350 THB++)พนักงานจะจัดวางเรียงมาให้จากรสชาติเบาไปหาหนัก ข้าง ๆ กันคือรูบาร์บซอร์เบท์คลุกเคล้ากับเมล็ดมะม่วงหิมพานต์
รูปที่ 8
CHEESE SELECTION (350 THB++)พนักงานจะจัดวางเรียงมาให้จากรสชาติเบาไปหาหนัก ข้าง ๆ กันคือรูบาร์บซอร์เบท์คลุกเคล้ากับเมล็ดมะม่วงหิมพานต์
BREAD AND CONDIMENTSขนมปัง 3 อย่างคือ Ciabatta, Pretzel และ Rye & Wheat Bread เสิร์ฟมาคู่กันกับ Verbena Butter, Onion Soup & Doi Pao Cheese และ Squid XO ซึ่งอย่างสุดท้ายมีอโรมาของดีหมึกและรสเค็มเบา ๆ อันเป็นเอกลักษณ์
รูปที่ 9
BREAD AND CONDIMENTSขนมปัง 3 อย่างคือ Ciabatta, Pretzel และ Rye & Wheat Bread เสิร์ฟมาคู่กันกับ Verbena Butter, Onion Soup & Doi Pao Cheese และ Squid XO ซึ่งอย่างสุดท้ายมีอโรมาของดีหมึกและรสเค็มเบา ๆ อันเป็นเอกลักษณ์
OYSTER PLATTERCrispy shell, shallot, capsicumของหวานในครั้งนี้เชฟเตรียมออกมาเลียนแบบหอยนางรมที่เตรียมมาจากครีมมัสคาโปน ด้านบนท็อปด้วยพริกหวานเชื่อม สตรอว์เบอร์รี่ และหอมแดง รอบ ๆ คือเปลือกหอยปลอมที่เตรียมมาจากแป้งพัฟแพสทรี่สำหรับหยิบรับประทานได้ทั้งชิ้นนั่นเอง (14/20)
รูปที่ 10
OYSTER PLATTERCrispy shell, shallot, capsicumของหวานในครั้งนี้เชฟเตรียมออกมาเลียนแบบหอยนางรมที่เตรียมมาจากครีมมัสคาโปน ด้านบนท็อปด้วยพริกหวานเชื่อม สตรอว์เบอร์รี่ และหอมแดง รอบ ๆ คือเปลือกหอยปลอมที่เตรียมมาจากแป้งพัฟแพสทรี่สำหรับหยิบรับประทานได้ทั้งชิ้นนั่นเอง (14/20)
CANAPÉSSelection of petits foursปิดท้ายด้วย Petit Fours ที่เตรียมมาในรูปแบบของ Canapés เริ่มต้นจากคาเวียร์จำลองรสเปรี้ยวที่เตรียมขึ้นมาจากมะนาวรองด้านล่างด้วยมูสน้ำผึ้ง ยังมีแฮมเบอร์เกอร์มาการอง ตรงกลางสอดไส้ด้วยเหล้ารัมและสปองเค้กสีเขียว สุดท้ายคือคลับแซนวิช ด้านในคือโรลกาแฟ ด้านบนคือกะทิและมะม่วงเตรียมมาให้แลดูคล้ายไข่ดาว (14/20)
รูปที่ 11
CANAPÉSSelection of petits foursปิดท้ายด้วย Petit Fours ที่เตรียมมาในรูปแบบของ Canapés เริ่มต้นจากคาเวียร์จำลองรสเปรี้ยวที่เตรียมขึ้นมาจากมะนาวรองด้านล่างด้วยมูสน้ำผึ้ง ยังมีแฮมเบอร์เกอร์มาการอง ตรงกลางสอดไส้ด้วยเหล้ารัมและสปองเค้กสีเขียว สุดท้ายคือคลับแซนวิช ด้านในคือโรลกาแฟ ด้านบนคือกะทิและมะม่วงเตรียมมาให้แลดูคล้ายไข่ดาว (14/20)
Cappuccinoขอแนะนำให้จับคู่ขนมหวานกับกาแฟร้อนสักแก้ว
รูปที่ 12
Cappuccinoขอแนะนำให้จับคู่ขนมหวานกับกาแฟร้อนสักแก้ว
🎗 [THE CHEF & THE FOOD] เชฟ Jean-Michel Lorain ได้มอบหมายให้เชฟคู่ใจ Nicolas Keller มารับตำแหน่งเป็น Head Chef ควบคุมห้องครัวโดยตัวเขาเองเคยผ่านงานในห้องอาหารระดับ 🌟 1 MICHELIN Star ในแคว้น Alsace บ้านเกิดก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับ La Côte Saint Jacques 🌟🌟 (2 MICHELIN Stars) อยู่นานถึง 5 ปีอีกด้วย
รูปที่ 13
🎗 [THE CHEF & THE FOOD] เชฟ Jean-Michel Lorain ได้มอบหมายให้เชฟคู่ใจ Nicolas Keller มารับตำแหน่งเป็น Head Chef ควบคุมห้องครัวโดยตัวเขาเองเคยผ่านงานในห้องอาหารระดับ 🌟 1 MICHELIN Star ในแคว้น Alsace บ้านเกิดก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับ La Côte Saint Jacques 🌟🌟 (2 MICHELIN Stars) อยู่นานถึง 5 ปีอีกด้วย
ในวันนี้เชฟ Nicolas ได้หยิบยกคอนเซปการตกแต่งร้านแบบ Upside Down Menu (2,400++) มานำเสนอเป็น Set Menu จำนวน 6 คอร์สที่เสิร์ฟย้อนจาก Petit Fours ไปหา Canapes แต่ยังคงไว้ซึ่งการเรียงร้อย Savory Course หรืออาหารคาวไปจนถึง Dessert หรืออาหารหวานได้อย่างน่าสนใจ ส่วนใครที่อยากชิมเมนูเซ็ตใหญ่ Signature Menu (2,800++/5 Courses) และ (3,800++/9 Courses) นอกจากนี้ยังมี Découverte Lunch Menu (1,950++/ 3 Courses) เสิร์ฟมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันอีกด้วย
รูปที่ 14
ในวันนี้เชฟ Nicolas ได้หยิบยกคอนเซปการตกแต่งร้านแบบ Upside Down Menu (2,400++) มานำเสนอเป็น Set Menu จำนวน 6 คอร์สที่เสิร์ฟย้อนจาก Petit Fours ไปหา Canapes แต่ยังคงไว้ซึ่งการเรียงร้อย Savory Course หรืออาหารคาวไปจนถึง Dessert หรืออาหารหวานได้อย่างน่าสนใจ ส่วนใครที่อยากชิมเมนูเซ็ตใหญ่ Signature Menu (2,800++/5 Courses) และ (3,800++/9 Courses) นอกจากนี้ยังมี Découverte Lunch Menu (1,950++/ 3 Courses) เสิร์ฟมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันอีกด้วย
🎗️ [THE PLACE] ภายใต้คอนเซปการตกแต่งแบบ “Upside Down”
รูปที่ 15
🎗️ [THE PLACE] ภายใต้คอนเซปการตกแต่งแบบ “Upside Down”
ยังมีแชนเดอเลียร์ที่วางหงายขึ้นมาจากพื้น
รูปที่ 16
ยังมีแชนเดอเลียร์ที่วางหงายขึ้นมาจากพื้น
โต๊ะอาหารปูด้วยผ้าสีม่วงเข้มโดยมีฝั่งริมหน้าต่างที่สามารถมองออกไปเห็นบรรยากาศภายนอกได้
รูปที่ 17
โต๊ะอาหารปูด้วยผ้าสีม่วงเข้มโดยมีฝั่งริมหน้าต่างที่สามารถมองออกไปเห็นบรรยากาศภายนอกได้
ที่นั่งริมหน้าต่าง
รูปที่ 18
ที่นั่งริมหน้าต่าง
แกรนด์เปียโนขนาดใหญ่ห้อยลงมาจากบนเพดานกลางร้าน
รูปที่ 19
แกรนด์เปียโนขนาดใหญ่ห้อยลงมาจากบนเพดานกลางร้าน
บริเวณห้องรับรอง
รูปที่ 20
บริเวณห้องรับรอง
ภาพของห้องอาหาร La Côte Saint Jacques (🌟🌟 2 MICHELIN Stars)
รูปที่ 21
ภาพของห้องอาหาร La Côte Saint Jacques (🌟🌟 2 MICHELIN Stars)
บริเวณทางเข้าร้าน
รูปที่ 22
บริเวณทางเข้าร้าน
ลูกค้าจะได้เห็นกระดานหมากรุกที่วางกลับหัวอยู่บริเวณบันไดทางขึ้น
รูปที่ 23
ลูกค้าจะได้เห็นกระดานหมากรุกที่วางกลับหัวอยู่บริเวณบันไดทางขึ้น